กระจกช่วยในการขับขี่

Posted on : 24-12-2013 | By : Author | In : การขับรถยนต์

การใช้กระจกรถซึ่งเป็นสิ่งที่จำเป็นในการขับขี่ให้ปลอดภัย ไม่ว่าคุณจะมีประสบการณ์ในการขับขี่มากน้อยเพียงใด คุณก็ต้องใช้กระจกช่วยใน การขับขี่เพื่อหลีกเลี่ยงอันตราย คุณต้องใช้กระจกให้เกิดความเคยชินในการขับขี่เสมอ

กระจกรถยนต์
จุดประสงค์ของกระจกสำหรับช่วยการขับขี่
-ช่วยให้สามารถมองเห็นภาพบริเวณด้านหลัง และด้านข้างของรถยนต์
-ช่วยให้ทราบเหตุการณ์ต่างๆ บริเวณด้านหลังและด้านข้างของ รถยนต์ตลอดเวลาที่ขับขี่
-ช่วยให้ตัดสินใจได้อย่างถูกต้องและปลอดภัย ในส่วนที่สัมพันธ์กับตำแหน่ง และความเร็วของรถที่ตามมา

กระจกรถยนต์1
กระจกมองหลังและมองข้างเปรียบเสมือนเป็นตาที่สามของผู้ขับขี่และเป็นกุญแจสำคัญของการขับขี่แบบผู้ระวังภัย ควรมองกระจกเสมอในขณะขับขี่เพื่อให้คุณทราบสถานการณ์ด้านหลังตลอดเวลา
อย่าได้แต่มองกระจกเพียงอย่างเดียว แต่ต้องมีความฉับไวและตัดสินใจกระทำการตอบสนองอย่างถูกต้องและปลอดภัยต่อสภาพการขับขี่นั้นๆ

กระจกรถยนต์2

ภาพจากกระจกส่งอหลังและกระจกข้าง
ชนิดของกระจกมองหลังและมองข้าง
กระจกมองหลังที่ติดตั้งในรถส่วนมากเป็นแบบกระจกแบน ส่วนกระจกมองข้างสำหรับรถเล็กจะเป็นแบบกระจกแบน ภาพที่เห็นในกระจกจะเป็นภาพจริง
กระจกมองข้างส่วนมาก เป็นแบบกระจกนูน กระจกจะโค้งนูนเล็กน้อยทำให้มุมของการมองกว้างขึ้น ระยะภาพที่เห็นจากกระจกจะไม่ถูกต้องตามความเป็นจริง ดังนั้นจะต้องทำความคุ้นเคยกับกระจกชนิดนี้ ภาพที่เห็นจะมีขนาดเล็กกว่าและระยะจริงจะใกล้กว่าที่มองเห็นในกระจก
รถยนต์ส่วนมากมีกระจกมองข้างทั้งสองด้าน เพื่อเพิ่มความกว้างของการมองในรถยนต์บางประเภทจำเป็นต้องมีกระจกมองข้างทั้งสองด้าน เพราะกระจกมองหลังไม่สามารถมองเห็นได้ทั่วถึง
ในกรณีที่คุณใช้รถยนต์ในการลากจูง อาจจำเป็นต้องต่อแขนของกระจกมองข้างให้ยาวออกไปอีกเพื่อสามารถมองเห็นส่วนหลังได้ไกลกว่าส่วนที่พ่วง เพราะกระจกมองหลังในรถอาจใช้ไม่ได้เลยเนื่องจากรถพ่วงยังอยู่

กระจกรถยนต์3

ภาพจากกระจกนูนและกระจกแบนราบ
การเตรียมตัวก่อนขับขี่
ก่อนออกรถตรวจสอบให้แน่ใจว่ากระจกทุกบานต้องสะอาดและปรับแต่งให้เหมาะสม
กระจกต้องอยู่ในตำแหน่งที่คุณสามารถมองเห็นภาพด้านหลังได้ ชัดเจนมากที่สุดโดยไม่ต้องเอียงตัวไปมา
หลังจากการล้างรถ ควรตรวจสอบตำแหน่งของกระจกมองข้างอีกครั้ง เพราะบางบานอาจขยับตัวไปจากตำแหน่งเดิม
ข้อควรปฏิบัติ
-อย่าใช้มือแตะบนกระจก เพราะจะเกิดรอยนิ้วมือติดอยู่
-ปรับกระจกมองหลังให้เหมาะสม และสามารถมองเห็นภาพเหลื่อมกับกระจกมองข้างโดยไม่ต้องเอียงศีรษะไปมา
-ปรับกระจกมองข้างให้เหมาะสม โดยให้ภาพเหลื่อมกับภาพของกระจกมองหลังและรับช่วงต่อมาจากกระจกมองหลัง จนกระทั่งสามารถมองเห็นด้านข้างรถยนต์ได้โดยตลอด
-อย่าปรับกระจกในขณะที่กำลังขับขี่ เพราะอาจเกิดอุบัติเหตุได้
-ปรับกระจกในขณะที่รถยนต์จอดอยู่กับที่เท่านั้น
กระจกไฟฟ้า
รถยนต์จำนวนมากใช้กระจกมองข้างที่สามารถปรับได้ด้วยระบบไฟฟ้า โดยสามารถปรับได้ด้วยสวิตช์ที่อยู่ภายในรถยนต์ ถึงกระนั้นก็ควรปรับแต่งขณะรถจอดเช่นเดียวกัน
กระจกมองข้างบางชนิด มีวงจรไฟฟ้าสำหรับไล่ฝ้า และหยดนํ้า ทำให้กระจกใสสะอาดไม่ขุ่นมัว
กระจกมองหลังกรองแสง

กระจกรถยนต์4
กระจกมองหลังส่วนมากจะมีตำแหน่งกรองแสง คุณสามารถโยกเพื่อเปลี่ยนตำแหน่งปกติมาเป็นตำแหน่งกรองแสงได้ ในกรณีที่คุณขับขี่ตอนกลางคืน แสงไฟจากรถยนต์คันหลัง อาจทำให้คุณรู้สึกเคืองตา และพร่ามัวได้ คุณสามารถลดความเข้มของแสงไฟได้ โดยใช้ตำแหน่งกรองแสงของกระจกมองหลัง อย่าลืมปรับกลับตำแหน่งเดิม
การใช้กระจกมองหลังและมองข้าง
การใช้กระจกมองหลัง และมองข้างเป็นประจำมีความสำคัญมากต่อการเป็นนักขับที่ดี คุณควร
-ฝึกการกะระยะและอัตราความเร็วของรถที่ขับตามมาข้างหลัง
-ฝึกให้คุ้นเคยโดยเปรียบเทียบระหว่างภาพที่มองเห็นในกระจกมองหลัง กับภาพที่เห็นจากกระจกมองข้างแบบกระจกนูนซึ่งให้ภาพที่ต่างกัน แล้วมองรถที่วิ่งเข้าหาคุณจริงๆ เปรียบเทียบกัน การฝึกดังกล่าวควรกระทำในขณะที่รถยนต์จอดนิ่งอยู่กับที่เท่านั้น
-มองหาจุดบอดบางจุด ซึ่งอาจมองไม่เห็นในกระจก ขณะที่ฝึกหาประสบการณ์เช่นนี้
การใช้กระจกมองหลัง และมองข้างควรมีความสัมพันธ์กับการขับขี่ที่คุณตั้งใจจะทำ โดยทั่วไปแล้วคุณควรใช้กระจกภายในรถตลอดเวลา
คุณต้องใช้กระจกมองข้างด้านซ้ายมือเมื่อต้องการจะเคลื่อนรถยนต์ไปช้างซ้าย และใช้กระจกมองช้างด้านขวาเมื่อต้องการจะเคลื่อนรถยนต์ไปข้างขวา
เมื่อใดจึงจะใช้กระจกมองหลังและมองข้าง
-จะต้องมองกระจก สำรวจสภาพด้านหลังล่วงหน้าก่อนที่จะเข้าเขตอันตราย
-เมื่อต้องการลดความเร็ว
-เปลี่ยนช่องเดินรถ หรือขยับรถไปในทางอื่น
-คุณควรมองกระจกก่อนที่จะเริ่มออกรถจากที่จอด
-ให้สัญญาณเลี้ยวซ้าย หรือเลี้ยวขวา
-ให้สัญญาณเพื่อแซง หรือเปลี่ยนช่องเดินรถ
-ชะลอความเร็วหรือเข้าจอด
-เปิดประตูรถ

มองกระจกหลังเพื่อดูว่า
-รถยนต์คันหลังนั้นใกล้รถยนต์ของคุณแค่ไหน
-วิ่งด้วยอัตราเร็วเท่าใด
-กำลังจะทำอะไร
-และการขับขี่นั้น ปลอดภัยหรือไม่
สิ่งที่สำคัญคือคุณต้องใช้กระจกแต่เนิ่นๆ เพื่อให้เวลาในการรอดูปฏิกิริยาของผู้ขับรถคันหลังต่อสัญญาณที่คุณให้ไปแล้วนั้น คุณจะสามารถตัดสินใจได้ว่าควรทำอย่างไรเพื่อให้สัมพันธ์กันและเกิดความ ปลอดภัย
จุดบอด
รถยนต์อาจมีจุดบกพร่องที่ไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยกระจกมองหลังและมองข้าง รถยนต์แต่ละคันอาจมีจุดบอดต่างกัน กระจกมองข้างจะช่วยลดจุดบอดได้บ้าง แต่ก็ไม่สามารถช่วยให้คุณเห็นทุกสิ่งทุกอย่างด้านหลังได้ทั้งหมด

กระจกรถยนต์5
ดังนั้นรถยนต์บางคัน จึงติดตั้งกระจกเสริมขนาดเล็กบนผิวของกระจกมองข้าง กระจกเสริมช่วยให้ผู้ขับขี่สามารถมองเห็นได้มุมกว้างขึ้น จึงช่วยลดจุดบอดได้บ้าง อย่างไรก็ตามก็ไม่สามารถลดได้ทั้งหมด
ถึงแม้จะใช้กระจกแล้วก็ตาม ควรหันหลังมองข้ามไหล่ดูบริเวณจุดบอดอีกครั้งหนึ่งก่อนจะเคลื่อนรถเข้าทางวิ่ง
การตรวจสอบจุดบอดขณะรถแล่น
การหันมองไปโดยรอบ ขณะที่รถยนต์กำลังเคลื่อนที่นั้นเป็นอันตรายอย่างยิ่ง โดยเฉพาะขณะใช้ความเร็วสูง เพราะการหันไปนั้นจะทำให้คุณต้องละสายตาจากด้านหน้า อาจพลาดไม่เห็นสิ่งที่เกิดขึ้น การใช้กระจก มองหลังและมองข้างอย่างสม่ำเสมอ จะทำให้คุณทราบข้อมูลใหม่ๆ ตลอดเวลาว่ามีอะไรเกิดขึ้นบริเวณด้านหลังของคุณ

กระจกรถยนต์6
คุณควรชำเลืองมองกระจกตรงบริเวณจุดบอด เพื่อให้แน่ใจก่อนที่จะเปลี่ยนช่องจราจร ก่อนเข้าร่วมเส้นทางด่วนจากทางร่วม และก่อนที่คุณจะเข้าสู่ทางจราจรที่มีทางร่วมเข้ามาจากซ้ายหรือขวาควรตรวจตำแหน่งรถ คันที่ตามหลังให้แน่ใจอีกครั้งเมื่อไม่เห็นเขาในกระจกมองหลังหรือกระจกข้าง ถ้าจำเป็นต้องชำเลืองดูก็ควรทำถือเป็นข้อยกเว้น แต่มิใช่กฎที่ต้อง ปฏิบัติเสมอไป
ในทางกลับกัน คุณไม่ควรขับขี่อยู่ตรงบริเวณจุดบอดของรถยนต์คันหน้านานเกินไป เพราะผู้ขับขี่คันหน้าจะมองไม่เห็นรถของคุณ ซึ่งอาจเกิดอุบัติเหตุได้ ถือเป็นการขับชนิดไม่ระวังภัย
กระจกและภาวะอันตราย
ภาวะอันตรายบนเส้นทางจราจรข้างหน้านั้น มีส่วนทำให้คุณเสี่ยงต่ออันตรายได้เสมอ ภาวะอันตรายอาจทำให้คุณต้องลดความเร็ว หรือเปลี่ยนช่องเดินรถ
เมื่อเข้าใกล้เขตอันตราย คุณควรใช้กระจกมองหลัง และมองข้างเพื่อเตรียมพร้อมถ้าจำเป็นต้องเปลี่ยนอัตราเร็วหรือเปลี่ยนช่องทาง
ภาวะอันตราย ได้แก่
-ทางโค้งต่างๆ บนถนน
-ทางร่วม ทางแยก
-ทางคนข้ามถนน
-งานก่อสร้างถนน
-สัตว์เลี้ยงบนถนน
-อุบัติเหตุบนถนน
มองกระจกล่วงหน้าโดยให้มีเวลาที่เหมาะสมเพื่อตัดสินใจว่าจำเป็นจะต้องใช้สัญญาณหรือไม่ และปลอดภัยหรือไม่ที่จะเปลี่ยนตำแหน่ง และก่อนที่จะเปลี่ยนทิศทาง
ใช้กระจกมองหลังและมองข้างอยู่เสมอ
ในขณะขับขี่รถยนต์ ควรชำเลืองมองกระจกอยู่เป็นระยะๆ เพื่อจะได้ทราบความเร็วและตำแหน่งของรถทุกคันที่เห็นอยู่ด้านหลัง ให้ได้ดีเท่าๆ กับสภาพการจราจรข้างหน้า สภาพการจราจรในถนนเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ต้องตรวจความเปลี่ยนแปลงเพื่อปรับตาได้ทันอยู่เสมอ ต้องมองกระจกบ่อยครั้งเพียงใดนั้นขึ้นอยู่กับสภาพการจราจร สภาพถนน และอัตราเร็วของรถยนต์รอบข้าง
การขับขี่บนทางด่วนที่รถยนต์ใช้ความเร็วสูง คุณจะต้องมองกระจกบ่อยครั้งมากกว่าการขับขี่บนถนนธรรมดาทั่วไป อัตราเร็วยิ่งสูงจะยิ่งทำให้ตัดสินใจยากขึ้น และต้องเร็วตามสถานการณ์ที่แปรเปลี่ยนอย่างรวดเร็ว
ไม่ว่าคุณจะมีประสบการณ์ในการขับขี่มากน้อยเพียงใดก็ตาม คุณจะต้องถือเป็นสิ่งที่จะปฏิบัติเป็นประจำในการมองกระจกให้สัญญาณก่อนการเปลี่ยนแปลง เป็นส่วนสำคัญในการขับขี่รถของคุณ
การขับขี่ที่เหมาะสม
การขับขี่บนท้องถนน สามารถแยกให้เด่นชัดเป็น 3 ประการ ได้แก่
ตำแหน่ง
รถยนต์ของคุณต้องมีตำแหน่งถูกต้องสำหรับการขับขี่ เมื่อคุณต้องการเปลี่ยนทิศทาง คุณต้องมีจังหวะการเคลื่อนตัวในตำแหน่งที่ เหมาะสมกับเวลา

กระจกรถยนต์7
อัตราเร็ว
คุณต้องใช้อัตราเร็วที่เหมาะสมกับการขับขี่ในขณะนั้นเพื่อความปลอดภัย
มอง
คุณต้องตัดสินใจอย่างถูกต้องในสิ่งที่คุณมองเห็น คุณอาจจะรอหรือไปก่อน ขึ้นอยู่กับสถานการณ์ในขณะนั้น สิ่งนี้สำคัญมากต่อความ ปลอดภัยในการขับขี่
เช่นในขณะนั้นคุณกำลังขับขี่อยู่บนถนนโดยใช้ช่องทางจราจรข้างซ้ายสุด ต่อมาคุณต้องการที่จะเลี้ยวขวา ที่ทางแยกข้างหน้า คุณจะต้องปฏิบัติดังในรูปคือ
1. มองกระจก เพื่อตรวจสอบสภาพการจราจรข้างหลัง
2. ให้สัญญาณไฟเลี้ยวขวา
3. ย้ายช่องจราจรมาที่ช่องขวา
4. รอจังหวะเลี้ยวขวา ที่ทางแยกข้างหน้า โดยใช้ตำแหน่งอัตราเร็ว และการมองที่เหมาะสมกับสภาพการจราจร
สิ่งที่ไม่ควรปฏิบัติ
-อย่าให้สัญญาณเปลี่ยนช่องจราจรหรือเลี้ยว โดยไม่ได้มองกระจกหลังก่อน
-อย่ามองเฉพาะกระจกเท่านั้นในขณะถอยหลัง ควรมองโดยรอบเพื่อดูคนขับรถคันอื่นๆ ด้วย
-อย่าคาดเดาว่า เมื่อคุณให้สัญญาณแล้วจะเกิดความปลอดภัยเสมอไป เพราะผู้ขับขี่คนอื่นอาจมองไม่เห็นสัญญาณคุณ หรือไม่เข้าใจความตั้งใจของคุณ

ที่มา:ธีระยุทธ  สุวรรณประทีป

บทความอื่น ๆ ที่น่าสนใจ:

Share this :

  • Stumble upon
  • twitter

Comments are closed.