การกัดกร่อนและการป้องกัน

Posted on : 18-11-2013 | By : Author | In : การดูแลรักษารถ
1 Star2 Stars3 Stars4 Stars5 Stars (ให้คะแนนความชอบได้ที่นี่)
Loading ... Loading ...

(Corrosion and Preventing of Corrosion)
การกัดกร่อน (corrosion) คือการที่โลหะกัดกร่อน หรือลักษณะการเปลี่ยนแปลงคุณสมบัติของโลหะเนื่องจากปฏิกิริยาเคมี ทำให้โลหะผุพัง อันเป็นผลทำให้สภาพการใช้งานของโลหะนั้นเสียหายก่อนถึงเวลาอันสมควร เช่น การเป็นสนิมเหล็ก การผุพังของหม้อดับเสียงไอเสียรถยนต์ นับเป็นการสูญเสียมหาศาลในงานอุตสาหกรรม ด้วยเหตุนี้จึงจำเป็นต้องศึกษาและเข้าใจถึงมูลเหตุต่างๆ ที่ทำให้เกิดการกัดกร่อน และเพื่อหาวิธีป้องกันหรือลดอัตราการกัดกร่อนให้น้อยลง
สาเหตุการกัดกร่อน (Mechanism of corrosion)
สาเหตุการกัดกร่อนพอสรุปและแบ่งสาเหตุออกได้เป็น 2 ประการคือ
1. การกัดกร่อนเกิดจากปฏิกิริยาเคมีโดยตรง (Chemical)
2. การกัดกร่อนเกิดจากปฏิกิริยาเคมี-ไฟฟ้า (Electro Chemical Attack)
1. การกัดกร่อนเกิดจากปฏิกิริยาเคมีโดยตรง (chemical Attack)
การกัดกร่อนอาจเกิดจากปฏิกิริยาเคมีโดยตรง ทำให้โลหะกัดกร่อนโดยอาศัยแก๊สเป็นสื่อขึ้นบนผิวโลหะ ซึ่งมักเกิดจากสภาพอากาศเป็นตัวการสำคัญ เช่น ความชื้นในอากาศมีมาก ทำให้โลหะเป็นสนิมเร็วขึ้น แกสออกซิเจนในอากาศเป็นตัวการสำคัญที่ทำให้เกิดการกัดกร่อน  โดยอาศัยปฏิกิริยาเคมีง่ายๆ กับโลหะ การกัดกร่อนจะมากน้อยย่อมขึ้นอยู่กับอุณหภูมิ ถ้าอุณหภูมิยิ่งสูง การรวมตัวระหว่างออกซิเจนกับโลหะยิ่งสะดวกรวดเร็ว เช่น เหล็กที่เผาร้อนแดงจะเกิดสนิมเหล็กได้ง่ายกว่าเหล็กที่อยู่ในอากาศปกติ ซึ่งการกัดกร่อนจากปฏิกิริยาเคมีเกิดขึ้นได้ดังนี้
1.1 เกิดจากการรวมตัวระหว่างโลหะ (Metal) กับออกซิเจน (O2) แบ่งออกได้ 2 ลักษณะคือ
1.1.1 โดยมีน้ำและความชื้นเป็นตัวร่วมทำปฏิกิริยา (Reaction) เช่นการเกิดสนิมเหล็กในอากาศปกติที่มีความชื้น
Fe+1/2 O2+H2O→Fe (OH)
4 Fe+3O2+6H2O→4Fe (OH)3
1.1.2 โดยไม่มีความชื้นร่วมทำปฏิกิริยา เช่น การรวมตัวของออกซิเจนกับเหล็ก เมื่ออุณหภูมิสูงๆ และอากาศแห้งมากๆ ทำให้เกิดเป็นสนิมเหล็กขึ้น (เหล็กออกไซค์)
2 Fe + O2 → 2 FeO
1.2 เกิดจากการแตกตัวของไฮโดรเจน (H2) ในกรด เช่นการกัดกร่อนของเหล็กที่จุ่มอยู่ในกรดกัมมะถัน (Sulfuric Acid)
Fe + H2SO4 → FeSo4 + H2
1.3 เกิดจากการส่งถ่ายอิออน (Ion) จากโลหะชนิดหนึ่งไปแทนที่อิออนของโลหะอีกชนิดหนึ่ง ระหว่างการเกิดปฏิกิริยาในสารละลาย (Electrolyte) เช่น การกัดกร่อนของเหล็กที่จุ่มในสารละลาย Coppers Sulphate (CuSO4)
Fe + CuSO4 → FeSo4 + CU
อิทธิพลของออกไซด์ในการกัดกร่อนทองแดง (Cu) และ (Al)
จากปฏิกิริยาระหว่างโลหะกับอ๊อกซิเจน จะเกิดออกไซด์ปกคลุมผิวโลหะ ซึ่งออกไซด์ที่คลุมผิวโลหะอยู่นี้มีอิทธิพลอย่างมากต่อการกัดกร่อนในโลหะต่างๆ แต่ออกไซด์ที่เกิดขึ้นบนผิวทองแดง (Cu) หรืออลูมิเนียม (Al) จะมีความแข็งและมีเนื้อหนาทึบกว่าเนื้อของทองแดง (Cu) หรืออลูมิเนียม (Al) เองเสียอีก ดังนั้น เมื่อเกิดออกไซด์ได้ระยะหนึ่งออกซิเจน (O2) ในอากาศจะไม่สามารถผ่านเข้าไปถึงเนื้อโลหะที่มีออกไซด์นี้คลุมอยู่ได้เนื้อโลหะก็จะคงอยู่ในสภาพปกติ ไม่มีการกัดกร่อนเกิดขึ้นอีก เช่น เมื่อทิ้งทองแดง (Cu) ไว้ในอากาศ ทองแดง (Cu) จะถูกกัดกร่อนที่ผิวหน้าเพียงระยะหนึ่งเท่านั้น จะไม่ลุกลามถึงเนื้องทองแดงในขึ้นต่อๆ ไป
การเกิดออกไซด์บนผิวเหล็ก (สนิมเหล็ก)
สนิมเหล้กจะมีลักษณะเป็นรูพรุน (Porous) ทำให้ออกซิเจน (O2) ในอากาศสามารถผ่านออกไซด์ที่คลุมผิวหน้าอยู่และเข้าทำปฏิกิริยากับเนื้อเหล็กที่อยู่ภายใต้ออกไซด์นี้ เกิดเป็นออกไซด์ในชั้นต่อๆ ไปได้ ลักษณะของออกไซด์หรือสนิมเหล็กที่เราเห็น เป็นสะเก็ดจับกันเป็นชั้นๆ ก็เกิดขึ้นได้ในลักษณะดังกล่าว ซึ่งสนิมเหล็กเหล่านี้จะเกิดขึ้นเป็นชั้นๆ ถึงภายในโครงสร้างของเหล็ก ทำให้เกิดการกัดกร่อนลึกลงไปถึงเนื้อเหล็กได้ ดังนั้น ถึงแม้ว่าอลูมิเนียม (Al) จะสามารถทำปฏิกิริยากับออกซิเจน (O2) ได้ง่ายกว่าเหล็ก แต่การกัดกร่อนจะเกิดขึ้นช้ากว่า อันเนื่องมาจากการป้องกันโดยธรรมชาติของออกไซด์ของอลูมิเนียม (Al) ที่เกิดขึ้นบนผิวนอกสุดของมัน
2. การกัดกร่อนเนื่องจากปฏิกิริยาไฟฟ้า-เคมี (Electrochemical Attack)
หลักการเบื้องต้นของปฏิกิริยาไฟฟ้า เคมี สามารถแยกลักษณะการเกิดปฏิกิริยาได้ 2 ลักษณะคือ
2.1 ลักษณะของ Electrolytic Cell
โดยนำโลหะสองชนิดเมื่อจุ่มอยู่ในสารละลาย Electrolyte แล้วต่อขั้วของโลหะทั้งสองให้ถึงกัน จะเกิดมีกระแสไฟฟ้าขึ้นลักษณะแบบนี้ เราจะพบในแบตเตอรี่รถยนต์หรือถ่านไฟฉาย
ในลักษณะการเรียกชื่อ Electrolyte จะเป็นไปตามค่าความต่างศักย์ของโลหะทั้งสอง คือ อิเลคโตรด ที่มีค่าความต่างศักย์สูงจะเป็นขั้วบวก ส่วนอิเลคโตรด ที่มีค่าความต่างศักดิ์ต่ำจะเป็นขั้วลบ
ขั้วบวก-ขั้วลบ (แสดงจำนวน Electrons)
บวก : คือ ขั่วที่ขาดอิเลคตรอน (Lack of Electrons) จะไม่กัดกร่อน
ลบ : คือ ขั้วที่มีอิเลคตรอนเกิน (Surplus of Electrons) ถูกกัดกร่อน
Anode-Cath ode (แสดงทิศทางของ Electrons)
Anode : คือ ขั้วที่อิเลคตรอนวิ่งออก
Cath ode : คือ ขั้วที่อิเลคตรอนวิ่งเข้า
ข้อสังเกตุ อิเลคโตรด ของ Simple electric Cell หรือ Galvanic element จะเป็นโลหะต่างชนิดกัน ขั้วที่อิเลคตรอน วิ่งออกเรียกว่า Anode และขั้วที่ อิเลคตรอน วิ่งเข้าเรียกว่า Cate ode
จะเห็นได้ว่า อิเลคโตรด ที่เป็นขั้วเดียวกันเช่น ขั้วบวกจะเป็นได้ทั้ง Anode และ  Cath ode เมื่อลักษณะของ Cell ไฟฟ้าต่างกัน (คือเป็นแบบ Simple หรือแบบ electrolytic Cell) เราจึงมีหลักพิจารณาความสัมพันธ์ระหว่างขั้วบวก ขั้วลบ Anode และ Cathode ดังนี้
2.2 หลักการเกิดการกัดกร่อน แบบ Galvanic Element ซึ่งจะใช้ electrode cu และ zn และเป็นตัวอย่าง
ก่อนอื่นเราควรทราบคุณสมบัติบางชนิดทางไฟฟ้าของวัสดุเสียก่อน
อิออน (Ion) คือ “อะตอมหรือกลุ่มอะตอมของธาตุใดก็ตามที่มีจำนวนโปรตรอน (P) และ อิเลคตรอน (e) ไม่เท่ากัน
-โปรตรอนมากกว่าอิเลคตรอน (P>e) เรียก อิออนบวก
-อิเลคตรอนมากกว่าโปรตอน (e>P) เรียก อิออนลบ
ควาดันสารละลายไฟฟ้า คือ “คุณสมบัติของธาตุหรือสารประกอบในการแตกตัวเป็นอิออนได้มากหรือน้อย”
ถ้าแตกตัวเป็นอิออนได้มาก ก็มีความดันสารละลายไฟฟ้าสูง และสารทุกชนิดจะพยายามรักษาจำนวนอิออนที่ตนสามารถแตกตัวออกมาได้ให้เป็นปกติเสมอ
Galvanic Element
เมื่อจุ่มทองแดง (Cu) และสังกะสี (Zn) ลงในกรดกำมะถัน (H2SO4) เจือจางและโยงต่อด้วยลดทองแดง
ทองแดง (Cu) และสังกะสี (Zn) ก็จะแตกตัวเป็นอิออนบวกอยู่รอบๆ แท่งเป็น Zn++ และ Cu++ แต่เนื่องจาก Zn มีความดันสารละลายไฟฟ้ามากกว่า Cu ดังนั้น จำนวน Zn++ จึงมากกว่า Cu++ เมื่ออิออนบวกถูกผลักออกมาอยู่รอบๆ แท่ง จะทำให้ภายในแท่งมีอิออนลบ นั่นคือ e>P ในแท่งโลหะทั้งโลหะทั้งสองชนิด แต่อิออนลบของสังกะสี (Zn) มากกว่าอิออนลบของทองแดง Cu (Zn– > Cu–) ดังนั้น e ของ Zn ก็มากกว่า e ของ Cu ด้วย เพื่อให้ e ของทั้งสองแท่งเท่ากัน e จาก Zn จะวิ่งไปยัง Cu ทำให้เกิดการแยกสบายทางเคมีขึ้นใน Electrolyte แบบนี้ส่วนมากใช้ในห้องปฏิบัติการเคมี เช่น กรรมวิธีแยกน้ำด้วยไฟฟ้า ซึ่งจะได้แก๊สไฮโดรเจนและออกซิเจน หรือ การทำทองแดงให้บริสุทธิ์

การแยกน้ำด้วยไฟฟ้า

การแยกน้ำด้วยไฟฟ้า
จำนวน e ที่ขั้ว Cu มีมากกว่าจำนวนอิออน + ของ Cu (Cu++)
จำนวน e ที่ขั้ว Zn มีน้อยกว่าจำนวนอิออน + ของ Zn (Zn++)
ส่วน H2SO4 จะแตกตัวเป็นอิออนบวก และลบดังสมการ:-
H2SO4 → 2 H+ + SO4 –
2 H+ + 2 electrons →H2 (เป็นฟองรอบแท่ง Cu)

SO4 – - จะวิ่งไปยังขั้ว Zn เพื่อทำปฏิกิริยากับ Zn++
SO4 – - + Zn++ → ZnSO4 (ถูกกัดกร่อนลงมาป
แต่เราทราบว่า Zn จะพยายามรักษาจำนวนอิออนบวกที่ตนแตกออกมารอบๆ แท่งให้มีจำนวนปกติเสมอ ดังนั้น ก็จะเกิดมีอิเลคตรอนทาง Zn มากกว่า Cu อยู่เสมอเช่นกัน เมื่อมีการถ่ายเท e ตลอดเวลา ก็จะมีกระแสไฟฟ้าเกิดขึ้นในวงจรตลอดเวลา และในขณะเดียวกันการกัดกร่อนที่ขั้ว Zn จะเกิดขึ้นตลอดเวลา

ตาางค่าศักดาไฟฟ้าของวัสดุตางๆ เมื่อเทียบกับ H2

ศักดาไฟฟ้า
การป้องกันการกัดกร่อน (Preventing of corrosson)
เพื่อป้องกันผิวโลหะไม่ให้เกิดปฏิกิริยาอันจะทำให้เกิดการกัดกร่อน ซึ่งมีจุดประสงค์ในการป้องกันการกัดกร่อนคือ
1. เพื่อรักษาคุณสมบัติไว้นานๆ
2. ผิวสะอาดและเป็นมันสวยงาม
3. ถ้าต้องการจะทาสีผิวงาน สีจะเกาะได้แน่นกับผิวงาน
การพิจารณาโลหะที่ใช้เคลือบผิวเหล็ก
1. โลหะที่มีความต่างศักย์ทางไฟฟ้ามากกว่าเหล็ก
2. โลหะที่มีความต่างศักย์ทางไฟฟ้าน้อยกว่าเหล็ก
1. โลหะที่มีความต่างศักย์ทางไฟฟ้ามากกว่าเหล็ก เช่นทองแดง ดีบุก นิเกิล เป็นโลหะที่มีความต่างศักย์ต่างจากเหล็กเพียงเล็กน้อย เมื่อนำดีบุก นิเกิล เคลือบผิวแล้ว จะทำให้ไม่หลุด กะเทาะง่าย ทำให้การกัดกร่อนในแผ่นเหล็กไม่รวดเร็วนัก ดังนั้นดีบุก และนิเกิลจึงนิยมนำมาเคลือบผิวเหล็ก
2. โลหะที่มีความต่างศักย์ทางไฟฟ้าน้อยกว่าเหล็ก โลหะเหล่านี้ เช่น สังกะสี อลูมิเนียม โลหะพวกนี้จะแตกตัวในสารละลายได้ดีกว่าเหล็ก จึงสามารถป้องกันการกัดกร่อนในเหล็กได้ดี เมื่อเกิดรอยขูดบนผิวโลหะที่เคลือบจะเกิดการกัดกร่อนที่โลหะนั้นแทนที่จะเกิดกับเหล็ก เหล็กจึงคงรูปเดิมได้ จึงนิยมใช้สังกะสีหรืออลูมิเนียมเคลือบเหล็ก
หมายเหตุ การเลือกใช้โลหะในการเคลือบผิวเหล็กควรเลือกใช้โลหะที่มีความต่างศักย์ไฟฟ้าใกล้เคียงกัน เพื่อป้องกันการกัดกร่อนให้เป็นไปอย่างช้า
วิธีป้องกันการกัดกร่อน
เพื่อป้องกันผิวโลหะไม่ให้เกิดปฏิกิริยาใดๆ อันจะทำให้เกิดการกัดกร่อน สามารถที่จะป้องกันได้ 6 วิธีคือ
1. อาบผิวด้วยน้ำมัน
2. ทาหรือพ่นสี
3. เคลือบผิวด้วยน้ำยาเคลือบ
4. ป้องกันผิวด้วยวิธีทางเคมี
5. เคลือบผิวด้วยโลหะที่ทนการกัดกร่อนได้ดี
6. เคลือบผิวด้วยพลาสติก
1. อาบผิวด้วยน้ำมัน
ใช้ในกรณีที่ต้องเก็บรักษาเครื่องมือ หรือผิวโลหะไม่ให้เกิดสนิม เช่น เครื่องมือวัดละเอียด น๊อตสลักเกลียว ชิ้นประกอบเครื่องมือกลต่างๆ หากอาบหรือชโลมไว้ด้วยน้ำมันจะป้องกันการกัดกร่อนได้ น้ำมันมี่ใช้ได้แก่ น้ำมันเครื่องที่เป็นน้ำมันแร่ และ ไชพาราฟิน วาสลิน น้ำมันกันสนิม เป็นต้น
2. ทาหรือพ่นสี
การทาหรือพ่นสีนี้ เป็นวิธีป้องกันการกัดกร่อนที่ดีวิธีหนึ่ง และนิยมใช้มากที่สุด สีที่ทาควรทาเป็น 3 ชั้น คือ
1. สีพื้น ซึ่งสามารถเกาะติดกับผิวโลหะได้ดี
2. สีโป๊ว ใช้ในการแต่งรูปร่างผิวโลหะให้เรียบร้อย ก่อนพ่นสีขั้นต่อไปและช่วยให้ติดแน่นกับโลหะไม่กะเทาะง่าย
3. สีทับหน้าแลคเกอร์หรือทับหน้าอีนาเบล ใช้พ่นในขั้นสุดท้าย เพื่อความสวยงามและความเรียบร้อย
สีที่พ่นหรือทาครบทั้ง 3 ขั้นดังกล่าวแล้ว จะต้องสามารถกันน้ำซึมเข้าถึงผิวโลหะได้โดยเด็ดขาด และต้องแข็งแรงทนต่อแสงแดดและความร้อน นอกจากนั้นยังจะต้องมีคุณสมบัติสามารถขยายตัวพร้อมโลหะได้ มิฉะนั้น สีอาจกะเทาะออกทำให้ป้องกันการกัดกร่อนต่อไปไม่ได้
3. การเคลือบผิวด้วยน้ำยาเคลือบผิว (Enameling)
เครื่องใช้ต่างๆ เช่น ช้อน ปิ่นโต จาน และเครื่องใช้ในห้องปฏิบัติการทางเคมีที่ทำด้วยเหล็ก มักจะมีการเคลือบผิวด้วยน้ำยาเคลือบผิว โดยอาจใช้จุ่ม พ่น หรือทาน้ำยานี้ลงบนผิวโลหะที่ต้องการเคลือบ แล้วนำไปอบในเตาอุณหภูมิประมาณ 600-900°C น้ำยานี้จะกลายเป็นผิวเคลือบที่แข็งทนต่อความร้อน และทนต่อปฏิกิริยาเคมีได้มาก แต่จะเปราะ กะเทาะแตกได้ง่าย น้ำยาเคลือบดังกล่าว จะใช้ผงสีผสมลงไปด้วย ทำให้ผิวที่เคลือบเป็นสีต่างๆ ตามต้องการ
4. การป้องกันด้วยวิธีทางเคมี
ก. วิธีรมดำ  ใช้กับชิ้นงานที่ทำจากเหล็ก ทำได้โดยจุ่มชิ้นงานลงในน้ำมันลินซีดที่ผสมขี้ผึ้งประมาณ 3.5% แล้วนำไปลนไฟในเตาเผาเหล็ก โดยทำซ้ำหลายๆ ครั้ง อุณหภูมิที่ใช้ประมาณ 450°C ผิวของโลหะที่ได้จะดำคล้ำลง ปรากฎเป็นฟิล์มบางๆ ปกปิดผิวได้
ข. วิธีชุบฟอสเฟต ทำได้โดยจุ่มชิ้นงานลงในน้ำยาฟอสเฟต เช่น แมงกานีสฟอตเฟส สังกะสีฟอสเฟต จะทำให้ผิวเหล็กมีรูพรุน และมีฟิล์มสีดำเคลือบบางๆ ช่วยป้องกันการกัดกร่อนและผิวที่เป็นรูพรุนจะช่วยในการพ่นสีบนผิวเหล็กให้ติดได้ง่าย ฉะนั้น งานโลหะทั่วๆ ไป เช่น งานประกอบตัวถังรถยนต์ งานสร้างตู้เย็น หรือชิ้นงานเหล็ก ที่ต้องการทำผิวสำเร็จด้วยการพ่นสีจะต้องผ่านกรรมวิธีชุบฟอสเฟตนี้
ค. ชิ้นงานที่เป็นอลูมิเนียม
กรรมวิธี Elozal (Electrically Oxidized Aluminium) หรือเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า Anodizing Process ซึ่งมีกรรมวิธีดังนี้
ให้ชิ้นงานอลูมิเนียมเป็นขั้วบวก และแผ่นตะกั่วเป็นขั้วลบ แช่อยู่ในกรดกำมะถันอย่างเจือจางปล่อยไฟฟ้ากระแสตรงผ่านขั้วทั้งสอง จะทำให้อลูมิเนียมที่เป็นขั้วบวกเปลี่ยนเป็นอลูมิเนียมออกไซด์ คือ เป็นฟิล์มบางๆ อยู่รอบผิวอลูมิเนียม ซึ่งออกไซด์ของอลูมิเนียมนี้มีคุณสมบัติทึบและแข็งแรงกว่าอลูมิเนียมแม้จะนำไปหักหรืองอ ฟิล์มนี้ก็ไม่แตกแยกหรือหลุดออกมีความคงทนต่อการกัดกร่อนและไม่มีตัวนำไฟฟ้าด้วย
นอกจากนี้ผิวที่ได้ซึ่งมีลักษณะเป็นรูพรุน จะช่วยในการย้อมสีอลูมิเนียมให้เป็นสีต่างๆ สะดวกยิ่งขึ้น
5. การเคลือบผิวด้วยโลหะที่ทนการกัดกร่อนได้ดีกว่า
ตัวอย่างงานที่ใช้วิธีเคลือบผิวนี้ ได้แก่ แผ่นเหล็กอาบสังกะสี ชิ้นส่วนรถยนต์กันชนที่ชุบด้วยนิเกิล หรือ โครเมียม เป็นต้น ผิวโลหะที่ใช้เคลือบมีรอยหลุดออก การกัดกร่อนก็จะเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว กรรมวิธีที่ใช้เคลือบโลหะนี้ได้แก่การเคลือบโลหะเหลว การชุบโลหะ (Electroplating)

การเคลือบผิวโลหะ

การเคลือบผิวโลหะ
5.1 การเคลือบโลหะเหลว คือกรรมวิธีผลิตแผ่นเหล็กเคลือบสังกะสี (galvanized iron) โดยนำแผ่นเหล็กมาล้างไขมันออกจากผิวเหล็ก หรือเผาไฟไล่ไขมันก็ได้ จากนั้นนำปจุ่มลงในอ่างน้ำกรดเพื่อให้กัดผิวเหล็กให้สะอาด ล้างน้ำกรดออกให้หมด และนำไปจุ่มลงในสังกะสีเหลว หรือดีบุกเหลว สังกะสีและดีบุกก็จะเคลือบผิวเหล็กเป็นการป้องกันการกัดกร่อนได้ ทั้งน้ำและออกซิเจนในอากาศ
การชุบโลหะ
นอกจากจุดประสงค์การกัดกร่อนแล้ว ยังทำให้ผิวโลหะมีความสวยงามขึ้น กรรมวิธีในการชุบโลหะนี้ สามารถทำได้โดยใช้โลหะที่ต้องการชุบเป็นขั้วลบ และน้ำยา Electrolyted ที่ใช้ต้องเป็นน้ำยาเกลือเคมีของโลหะที่ต้องการชุบ เช่น การชุบทองแดง ต้องใช้แท่งทองแดงเป็นขั้วบวกและน้ำยาทองแดงซัลเฟต (Cuso4) เป็น Electrolyte เมื่อผ่านกระแสไฟเข้าไปทองแดงจะวิ่งผ่านน้ำยา Electrolyte ไปจับที่ผิวงานโดยรอบปกติการชุบโครเมียมหรือนิเกิลในเหล็กมักผ่านการชุบทองแดงก่อนดังกล่าว โดยใช้หลักการชุบเช่นเดียวกัน ต่างกันที่โลหะที่จะใช้เป็นขั้วบวกและน้ำยา Electrolyte เท่านั้น
6. วิธีเคลือบผิวด้วยพลาสติก
เนื่องจากพลาสติกเป็นวัสดุที่มีคุณสมบัติดีมากในการต่อต้านการกัดกร่อนจึงนิยมใช้เป็นวัสดุในการเคลือบผิวโลหะ และนอกจากจะป้องกันการกัดกร่อนได้ดีแล้ว พลาสติกยังเป็นฉนวนไฟฟ้าที่ดีด้วย วิธีเคลือบผิวโลหะด้วยพลาสติก เราจะใช้พลาสติกอ่อน (Thermo-Plastic) เป็นตัวเคลือบ โดยการนำเม็ดพลาสติกมาหลอม แล้วใช้ลมอัด (Compressed Air) เป่าพ่นลงไปพอกผิวโลหะ ความหนาของผิวพลาสติกควรหนาประมาณ 0.8-1.2 มม. ก่อนจะทำการเคลือบผิวด้วยพลาสติก โลหะจะต้องได้รับการทำความสะอาดอย่างดีเสียก่อนและควรทำให้ชิ้นงานมีผิวหยาบ เพื่อจะทำให้พลาสติกเกาะกับผิวโลหะได้ดียิ่งขึ้น
การเคลือบพลาสติก อาจทำได้โดยนำเม็ดพลาสติกมาละลายในสารละลายจนกลายเป็นพลาสติกเหลว แล้วนำชิ้นงานที่เตรียมไว้มาจุ่มในพลาสติก ต่อจากนั้นนำไปอบในเตาพลาสติกก็จะเคลือบแน่นกับผิวโลหะ
ที่มา:อร่าม  เริงฤทธิ์

บทความอื่น ๆ ที่น่าสนใจ:

Share this :

  • Stumble upon
  • twitter

Comments are closed.