การขับขี่ในภูมิอากาศต่างๆ

Posted on : 28-12-2013 | By : Author | In : การขับรถยนต์

สภาพภูมิอากาศแตกต่างกันก่อให้เกิดสภาพอันตรายที่แตกต่างกัน ซึ่งขึ้นอยู่กับฤดูกาลและภูมิประเทศด้วย สิ่งที่ดีที่สุดคือ ไม่ขับขี่บนถนนในขณะภูมิอากาศเลวร้าย แต่ถ้าจำเป็นต้องขับขี่รถยนต์ การฝึกฝน และการเตรียมพร้อมเป็นสิ่งจำเป็นมาก ซึ่งต้องครอบคลุมรูปแบบต่างๆ ของการขับขี่ ในที่นี้จะกล่าวถึงเทคนิคการขับขี่ในสภาพอากาศต่างๆ ที่เลวร้าย
รถยนต์ของคุณ
ไม่ว่าภูมิอากาศจะเลวหรือดี คุณต้องมั่นใจว่ารถยนต์ของคุณได้ผ่านการตรวจสอบเป็นประจำว่า อุปกรณ์และเครื่องมือต่างๆ ภายในรถมีสภาพพร้อมต่อการใช้งานอยู่เสมอ
ยางรถยนต์
ตรวจสอบสภาพยาง และความดันลมของยางบ่อยๆ ยางต้องมีดอกยางในสภาพดีและความดันลมเหมาะสม ควรแก้ไขและเติมลมให้เหมาะสมอยู่เสมอ เพื่อให้พร้อมที่จะเผชิญได้ทุกสภาพของอากาศ
ชีวิตของคุณอาจแขวนอยู่บนความหนาของดอกยางไม่กี่มิลลิเมตร ยางที่ดีมีความจำเป็นมากต่อสภาพถนนที่เปียกน้ำ
นอกจากยางแล้ว คุณควรตรวจสอบสิ่งอื่นๆ ด้วย ได้แก่ ตรวจสอบเบรก เบรกต้องมีประสิทธิภาพดีเยี่ยมอยู่เสมอ การเบรกบนถนนเปียกจะใช้ระยะทางมากกว่าบนถนนแห้ง ถึงแม้ว่าการเบรกไม่มีปัญหาก็ตาม
ตรวจสอบนํ้ามันหล่อลื่น นํ้ามันเชื้อเพลิงและระดับนํ้าบ่อยๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภูมิอากาศที่เลวร้าย ทั้งร้อนจัดและหนาวจัด
การมองเห็น
อันตรายอย่างเดียวที่สำคัญที่สุดของผู้ขับขี่คือ การมองเห็นไม่ชัดเจน ทำให้คุณไม่สามารถตัดสินใจได้อย่างถูกต้อง ควรรักษากระจกหน้า กระจกมองหลังและมองข้าง และกระจกหน้าต่างให้สะอาดอยู่เสมอ
อุปกรณ์ปัดน้ำฝนและน้ำล้างกระจก
ต้องแน่ใจว่าที่ปัดน้ำฝนสามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ นํ้าล้างกระจกมีนํ้าเต็มถัง และสามารถฉีดนํ้าล้างกระจกได้อย่างถูกต้อง คุณอาจใส่นํ้ายาอ่อนๆ ลงในนํ้าล้างกระจกเพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการล้างกระจกให้สะอาดขึ้น
การเกิดฝ้าบนกระจก
ฝ้าบนกระจกทำให้การมองเห็นไม่ชัดเจน โดยปกติแล้วการเปิดเครื่องปรับอากาศจะช่วยกำจัดความชื้นในอากาศได้ดีซึ่งจะช่วยลดฝ้าลงได้ หรือคุณอาจปรับช่องลมให้ช่วยไล่ฝ้าบนกระจก หรืออาจใช้แผงไล่ฝ้าที่ติดตั้งบนกระจกหลังเพื่อไล่ฝ้าที่เกาะบนกระจกหลัง เปิดหน้าต่างรถยนต์เพื่อไล่ฝ้าบนกระจก ถ้าจำเป็น อ่านคู่มือการใช้ และปฏิบัติตาม
ฝนตก
คุณอาจต้องใช้ไฟหน้าช่วยในขณะที่ฝนตกหรือมีหมอกเพื่อให้ผู้ขับขี่รายอื่นมองเห็นคุณ ฝนที่กำลังตก จะทำให้การมองผ่านกระจกหน้า กระจกข้าง และหน้าต่างเห็นได้ไม่ชัดเจน
กระจกหน้ายิ่งสะอาด ใบปัดนํ้าฝนยิ่งทำความสะอาดได้เร็วมากขึ้น อย่าลืมเติมนํ้าในอุปกรณ์ล้างกระจกให้เต็มถึงขีดกำหนดเสมอ
ลดอัตราเร็วลงเมื่อขับขี่ ในสภาพถนนเปียก อุปกรณ์ปัดนํ้าฝนอาจทำงานไม่ทันกับปริมาณนํ้าฝนที่ตกมาอย่างหนัก
คำเตือน
อย่าขับขี่จนกว่าคุณจะสามารถมองเห็นได้อย่างชัดเจนโดยรอบ
การขับขี่บนถนนเปียก
บนถนนเปียกน้ำ การยึดเกาะถนนของยางจะลดลง ทำให้การเบรกต้องใช้ระยะมากขึ้น ในขณะที่ฝนเริ่มตกใหม่ๆ ฝุ่นบนถนนจะเปียกนํ้า ทำให้ถนนยิ่งลื่นมากกว่าปกติ ดังนั้นต้องระมัดระวังอย่างยิ่ง ควรเพิ่ม ระยะห่างและเวลาในการเบรกมากขึ้น ระยะห่างของการเบรกอย่างน้อยเป็นสองเท่าของถนนแห้ง เตรียมพร้อมเสมอต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพผิวถนน ซึ่งจะมีผลกระทบต่อการยึดเกาะถนนของยาง
ควรจำไว้ว่า ยิ่งดอกยาง สึกหรอมาก ระยะทางในการเบรกจะยิ่งเพิ่มขึ้น
ผิวถนนมีน้ำขังเล็กน้อย
ในขณะที่รถยนต์วิ่งผ่านบริเวณที่มีนํ้าขังเล็กน้อย บนผิวถนนนํ้าอาจแทรกอยู่ระหว่างยางกับถนน ทำให้ยางไม่สามารถสัมผัสกับผิวถนน ถึงแม้ว่าจะเป็นยางดีก็ตามก็ไม่สามารถเกาะถนนได้
รถยนต์ของคุณจะลื่นไถลไปบนผิวหน้าของนํ้า ซึ่งเรียกปรากฏการณ์นี้ว่า อควาแพลนนิ่ง มักเกิดที่ความเร็วสูงขณะวิ่งผ่านบริเวณที่น้ำขังบนถนน คุณจะรู้สึกได้จากการที่พวงมาลัยเบามากผิดปกติ
เมื่อเกิดอควาแพลนนิ่ง คุณจะต้องลดอัตราเร็วของรถยนต์โดยการยกเท้าออกจากแป้นคันเร่ง อย่าเบรกหรือพยายามเปลี่ยนทิศทาง
เพราะคุณจะไม่สามารถควบคุมการบังคับเลี้ยวหรือการเบรกได้เลย
อัตราเร็วของรถยนต์ยิ่งสูง ยิ่งมีโอกาสการเกิดอควาแพลนนิ่งมากขึ้น คุณต้องลดอัตราเร็ว และคอยสังเกตบริเวณนํ้าขังบนถนน
ในกรณีมีแอ่งน้ำที่ลึกมากขึ้นเป็นทางยาวบนทางหลวง อาจทำให้รถยนต์เสียหลักได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าล้อหน้าและล้อหลังข้างใดข้างหนึ่งวิ่งผ่านแอ่งน้ำนั้น แรงต้านของน้ำต่อล้อข้างนั้นอาจทำให้รถยนต์หันเอียงออกมานอกเส้นทางได้
นํ้าที่กระเด็นอยู่ใต้ท้องรถมีผลกระทบไม่มากต่อดิสก์เบรกสมัยใหม่ เมื่อผ่านพ้นแอ่งนํ้าไปแล้วควรทดสอบการเบรกดูเมื่อปลอดภัยที่จะทำเช่นนั้น
นํ้าที่กระเด็นเข้าไปใต้ห้องเครื่องยนต์อาจทำให้ระบบจุดระเบิดไม่ทำงานได้เช่นกัน ดังนั้นควรลดอัตราเร็วเพื่อป้องกันการกระเด็นของนํ้า
การกระจายของน้ำ
เหตุผลอื่นๆ ที่ต้องลดอัตราเร็วบนถนนที่เปียกนํ้าคือจะมีนํ้ากระเด็นจากรถที่ขับผ่านไป
ในขณะที่แซงหรือถูกรถยนต์ขนาดใหญ่แซงบนทางด่วนจะทำให้ผู้ขับขี่เกิดความตกใจ
บางครั้งอุปกรณ์ปัดนํ้าฝนทำงานด้วยอัตราเร็วสูงสุด ก็ยังไม่สามารถทำความสะอาดกระจกได้เพียงพอ ซึ่งจะส่งผลให้ผู้ขับขี่มองไม่เห็นเส้นทางข้างหน้าชั่วขณะหนึ่ง
ถนนมีน้ำท่วมขัง
ในกรณีที่ถนนมีน้ำท่วมขังค่อนข้างมาก คุณต้องขับขี่อย่างช้าๆ หยุดรถยนต์ และประเมินดูว่านํ้าลึกมากเพียงใด ถ้าไม่แน่ใจอย่าเพิ่งขับเข้าไปในแอ่งนํ้านั้น
ถ้านํ้าค่อนข้างลึก ควรถอยกลับและใช้เส้นทางอื่นแทน แต่ถ้านํ้าไม่ลึกมากควรขับอย่างช้าๆ และพยายามขับขี่ตรงบริเวณที่ตื้นที่สุด ในกรณีที่ถนนเป็นหลังเต่า นํ้าท่วมขังอาจมากบริเวณขอบถนนและตื้นบริเวณกลางถนน
ระมัดระวังผู้เดินเท้า
ผู้เดินเท้าจะเปียกง่าย จากรถยนต์ที่แล่นผ่านไป มองข้างหน้าและระมัดระวัง ด้วยการลดอัตราเร็วลง และเว้นระยะห่างให้เพียงพอ เมื่อมีความปลอดภัยที่จะทำเช่นนั้น
ควรขับขี่อย่างช้าๆ ด้วยเกียร์หนึ่ง และรักษาอัตราเร็วรอบของเครื่องยนต์ไว้ค่อนข้างสูงและสมํ่าเสมอ ด้วยการใช้คลัตช์
-ถ้าอัตราเร็วรอบของเครื่องยนต์ตํ่าเกินไป เครื่องยนต์อาจดับได้
-ถ้าขับขี่เร็วเกินไป นํ้าจะเกิดเป็นคลื่นและอาจท่วมเครื่องยนต์ได้ ซึ่งอาจทำให้เครื่องยนต์ดับ
-พยายามรักษาความสมดุลไว้อย่างสม่ำเสมอ
เครื่องยนต์ดีเซลบางแบบสามารถทำงานได้ถึงแม้ว่าปริมาณน้ำจะท่วมสูงขึ้นมากก็ตาม แต่เครื่องยนต์ดีเซลรุ่นใหม่ที่ใช้ระบบอิเล็กทรอนิกส์สำหรับควบคุมระบบนํ้ามันเชื้อเพลิง อาจมีผลกระทบต่อเนื่องจากนํ้าได้
เครื่องยนต์เบนซินทั้งหมดจะมีผลกระทบอย่างมากเนื่องจากนํ้า ถึง แม้ว่าจะมีปริมาณน้อยก็ตาม น้ำที่สาดกระเด็นลงบนชิ้นส่วนไฟฟ้าต่างๆ เช่น ระบบการจัดการเครื่องยนต์ คอยล์ จานจ่าย สายไฟ ฯลฯ จะส่ง ผลกระทบต่อเครื่องยนต์
เมื่อคุณขับขี่ผ่านแอ่งนํ้าไปได้แล้ว ควรตรวจสอบการทำงานของเบรก ตรวจสอบกระจกมองหลังก่อน ในขณะขับขี่อยู่นั้นให้ใช้เท้าซ้ายกดแป้นเบรกเบาๆ ในขณะที่เท้าขวากดแป้นคันเร่ง ความร้อนจากการเสียดสีของเบรกจะช่วยให้เบรกแห้งเร็วขึ้น เพราะเมื่อขึ้นจากแอ่งนํ้าใหม่ๆ เบรกจะค่อนข้างลื่น ดังนั้นต้องระมัดระวังในการใช้เบรก
การขับขี่เมื่อมีลมพัดด้านข้าง
รถยนต์บางคันอาจเสียการทรงตัวเมื่อมีลมพัดด้านข้าง เพราะว่าพื้นที่หน้าตัด ด้านข้างใหญ่กว่าด้านหน้า และรถยนต์มีนํ้าหนักเบา

การขับขี่เมื่อมีลมพัดด้านข้าง

การขับขี่เมื่อมีลมพัดด้านข้าง
สิ่งนี้สามารถเกิดขึ้นได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งบนถนน ตรงที่เปิดโล่ง เช่น ทางด่วน สะพานสูงข้ามหุบเขา และสะพานต่างๆ
ผลกระทบต่อรถยนต์ คืออาจเกิดแรงดึงกระทำบนพวงมาลัยหรือรถยนต์เอียงวูบเปลี่ยนทิศทาง ซึ่งอาจวิ่งกินช่องจราจรไปยังรถยนต์ข้างเคียงได้
ในกรณีที่เลวร้ายมาก รถยนต์อาจถูกแรงลมพัดจนเคลื่อนที่ออกนอกถนน ซึ่งจะเกิดอันตรายสูง
ผู้ขี่จักรยานและจักรยานยนต์
ในสภาวะที่มีลมพัดรุนแรง ระมัดระวังผู้ขับขี่รถจักรยานและจักรยานยนต์ ซึ่งอาจถูกลมพัดด้านข้าง และเคลื่อนเข้ามาในเส้นทางของคุณ ควรเว้นระยะห่างให้มากเพียงพอเมื่อแซงขึ้นไปข้างหน้า
ผู้ขับขี่รถยนต์ที่มีลักษณะทรงสูงหรือมีรถพ่วง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อไม่มีสิ่งของบรรทุกอยู่ภายใน ควร
-ตรวจสอบรายงานพยากรณ์อากาศเกี่ยวกับลมแรง
-หลีกเลี่ยงการขับขี่ผ่านจุดลมแรงที่ทราบอยู่แล้วหรือผ่านสะพานสูง
ผู้ขับขี่ต้องระมัดระวังตลอดเวลาเกี่ยวกับกระแสลมใกล้สะพานและลมที่ผ่านช่องผนังกั้น ถึงแม้ว่าจะเป็นการขับขี่ตามปกติทั่วไปก็ตาม
ผู้ขับขี่รายอื่นต้องระมัดระวังเมื่อกำลังจะถูกรถยนต์ประเภทนี้แซง
การขับขี่ในหมอก
หมอกเป็นสภาพอากาศที่มีอันตรายมากที่สุดอย่างหนึ่ง อุบัติเหตุเกิดขึ้นได้ง่าย และมักเกิดขึ้นหลายคันต่อเนื่องกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อขับฃี่ชิดกันจนเกินไป
จำไว้ว่าหากหมอกลงจัด และคุณสามารถมองเห็นไฟท้ายของรถคันหน้า แสดงว่าคุณขับใกล้รถคันหน้ามากเกินกว่าที่จะหยุดได้ทันหากมีเหตุฉุกเฉิน
พยายามหลีกเลี่ยงการขับขี่ในบริเวณที่มีหมอกลงจัด แต่ถ้าจำเป็นต้องขับขี่ คุณต้องเตรียมตัวให้พร้อม ตรวจสอบดวงไฟทั้งหมด ทำความสะอาดกระจกหน้า และอื่นๆ
หมอกอาจลงจัดเป็นแห่งๆ บางแห่งเบาบาง บางแห่งหนาแน่นมาก อย่าขับขี่ด้วยอัตราเร็วสูง ในระหว่างที่หมอกเบาบางลงสลับกับหนาแน่นมาก
หลีกเลี่ยงการเพิ่มอัตราเร็วแหวกผ่านเข้าไปในกลุ่มหมอกที่กระจายตัวอย่างไม่สม่ำเสมอ
การมองเห็นจะไม่ชัดเจน และแปรเปลี่ยนตลอดเวลา ซึ่งจะทำให้เกิดความเครียดต่อสายตา ความสามารถในการคาดเดาของผู้ขับขี่จะถูก จำกัดทำให้เกิดอันตราย
คุณต้องปฏิบัติดังนี้
-ชะลอความเร็วลง ตรวจสอบมาตรวัดความเร็ว เป็นระยะๆ
-สามารถหยุดรถยนต์ได้ในระยะที่ท่านเห็นได้ชัดเจน
-ใช้อุปกรณ์ที่ปัดนํ้าฝน ทำความสะอาดกระจกหน้า
-ใช้อุปกรณ์ไล่ฝ้า เพื่อไม่ให้เกิดฝ้าบนกระจกภายในรถยนต์
ในกรณีที่มีหมอกลงจัด อาจจำเป็นต้องใช้ไฟตัดหมอกเพื่อช่วยให้ผู้ขับขี่สามารถมองเห็น
ถ้าหมอกลงในช่วงเช้า คุณควรใช้ไฟหน้าช่วยให้แสงสว่างเมื่อการมองเห็นไม่ชัดเจน หรืออาจใช้ไฟตัดหมอกในกรณีที่รถยนต์ของคุณมีไฟตัดหมอกช่วย ให้ผู้อื่นมองเห็นคุณได้แต่ไกล
ถ้าหมอกลงในเวลากลางคืน คุณอาจต้องใช้ไฟตัดหมอกช่วยทั้งหมด หรือ อาจใช้สลับระหว่างไฟหน้าธรรมดากับไฟตัดหมอก เมื่อหมอกลงเบาบางและลงจัดสลับกัน
ข้อควรจำ
ควรเปลี่ยนแปลงแสงสว่างไปตามสภาพภูมิอากาศ เช่น ในขณะจอดเรียงแถวกัน และรถยนต์คันหลังสามารถเห็นคุณได้ชัดเจนแล้ว คุณอาจปิดไฟหน้าและไฟท้าย หรือไฟตัดหมอกชั่วคราว เพื่อไม่ใหัผู้ขับขี่รายอื่น ระคายเคืองตา และใช้ไฟตัดหมอกเมื่อหมอกลงจัด เพื่อให้รถยนต์คันหลังสามารถมองเห็นรถยนต์ของคุณ คุณจะใช้ไฟตัดหมอกก็ต่อเมื่อไม่สามารถมองเห็นได้ในระยะ 100 เมตร อย่าลืมปิดไฟตัดหมอกเมื่อการมองเห็นชัดเจนขึ้นแล้ว
ในบริเวณที่มีหมอกลงจัด จะเป็นการยากสำหรับการปรับระยะห่างและอัตราเร็ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งบนถนนที่คุณไม่คุ้นเคย สิ่งนี้ต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ
การขับขี่ตามหลังรถยนต์คันหน้าในบริเวณที่มีหมอก
ลดความเร็วช้าๆ และเว้นระยะห่างให้มากขึ้น อาจมีบางสิ่งข้างหน้าที่คุณไม่สามารถมองเห็นได้จนกว่าเข้ามาใกล้แล้วเท่านั้น ถ้ารถคันหน้าหยุดอย่างกะทันหัน คุณจะได้มีเวลามากพอที่จะหยุดรถได้อย่างปลอดภัย
คุณอาจไม่เห็นหรือไม่ได้รับทราบว่ารถยนต์คันหน้ากำลังเบรกหรือได้หยุดแล้วเหมือนอย่างที่เห็นในขณะที่อากาศดี
คุณต้องสามารถเบรกอย่างปลอดภัยให้ได้ ดังนั้น ควรจำไว้ว่า ผิวถนนจะลื่นกว่าปกติในบริเวณที่มีหมอก
การแซงในบริเวณที่มีหมอกมักมีอันตรายมาก คุณจะพบว่าการมองเห็นข้างหน้านั้นมีความเลวร้ายมากกว่าที่คิดไว้ คุณอาจไม่สามารถมองเห็นรถยนต์ที่วิ่งสวนมาทันเวลา
สิ่งที่ไม่ควรกระทำได้แก่
-ขับขี่ใกล้รถคันหน้ามากเกินไป
-ขับขี่ไล่ติดตามรถคันหน้า เพราะจะมีอันตรายมากในขณะที่หมอกลง แสงไฟของไฟตัดหมอกของรถยนต์คันหน้าจะทำให้ตาค้างและเป็น อันตรายมาก
-ใช้ไฟสูง เมื่อคุณขับขี่ตามรถยนต์คันหน้าในบริเวณที่มีหมอก เพราะไฟสูงจะทำให้ผู้ขับขี่คันหน้ามองไม่ค่อยเห็นเนื่องจากจะเกิดเงาของรถยนต์ขึ้นในหมอกข้างหน้าเขาและไฟจะสะท้อนกระจกเข้าตาผู้ขับขี่อีกด้วย
สิ่งที่ควรปฏิบัติได้แก่
-เว้นระยะห่างและให้มีเวลามากเพียงพอเพื่อเผชิญเหตุการณ์ต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้นข้างหน้า
-ใช้ดุลพินิจของคุณต่อการใช้อัตราเร็วที่เหมาะสม กับสภาพการขับขี่ อย่าบ้าจี้ตามรถยนต์คันหลังที่เร่งเร้าให้คุณขับขี่เร็วขึ้น
-คอยสังเกตรถฉุกเฉิน อาจมีอุบัติเหตุข้างหน้า
ข้อควรจำ
หมอกไม่เป็นอันตรายต่อชีวิต แต่วิธีมาตรฐานของการขับขี่ในหมอกมีผลต่อชีวิตและความเสียหายซึ่งสิ่งเหล่านี้สามารถหลีกเลี่ยงได้
ทางแยกในหมอก
ทางแยกในบริเวณที่มีหมอกมีอันตรายมาก คุณต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อคุณต้องการเลี้ยวขวา
สิ่งที่ควรปฏิบัติ
-เปิดหน้าต่างรถ ปิดเครื่องเสียง ซึ่งจะทำให้คุณสามารถได้ยินเสียงรถยนต์ ที่กำลังวิ่งเข้ามาใกล้ได้
-ให้สัญญาณแต่เนิ่นๆ
-ใช้สัญญาณไฟให้ได้ประโยชน์มากที่สุด เมื่อคุณจอดรถควรวางเท้าไว้บนแป้นเบรก เพื่อให้ไฟเบรกเตือนรถคันหลัง
-ใช้แตรให้สัญญาณ เสียงถ้าคิดว่าสามารถช่วยคุณได้ และฟังเสียงตอบจากรถยนต์คันอื่น
สิ่งที่ไม่ควรปฏิบัติ
-อย่าเลี้ยวจนกว่าคุณจะแน่ใจว่ามีความปลอดภัยอย่างแท้จริงเท่านั้น
เครื่องหมายบนถนนในหมอก
ไฟหน้าจะช่วยให้เกิดแสงสะท้อนที่หมุดสะท้อนแสงตามแนวถนน แต่ก็คงไม่ง่ายที่จะรับทราบเครื่องหมายบนถนนเมื่อมีหมอกลง
ความคุ้นเคยต่อพื้นที่จะช่วยอย่างมากโดยเฉพาะอย่างยิ่งจะทราบว่าส่วนไหนเป็นขอบถนนและทราบเครื่องหมายต่างๆ ที่คล้ายกัน
พยายามขับขี่อยู่ในกลางช่องระหว่างเส้นหรือแถวหมุดสะท้อนแสง
การขับขี่ชิดเส้นกลางถนนมากเกินไปอาจเกิดอันตรายได้เช่นกัน เพราะผู้ขับขี่อีกข้างหนึ่งของถนน ก็อาจปฏิบัติเช่นเดียวกัน
การขับขี่ทับเส้นกลางถนนเป็นอันตรายอย่างใหญ่หลวง
การจอดในหมอก
อย่าจอดรถยนต์ในบริเวณที่มีหมอกหากไม่จำเป็น ควรจอดให้พ้นออกไปจากถนน ถ้ารถยนต์ของคุณเสีย ควรเข็นออกไปจากถนนและจอดบนไหล่ทางให้มากที่สุด และหาหนทางที่จะต้องนำรถยนต์ออกไปจากบริเวณดังกล่าวโดยเร็ว ถ้ากีดขวางการจราจร

อย่าจอดทิ้งไว้โดยไม่เปิดไฟเตือน หรือจอดผิดข้างของถนน
การขับขี่ในอากาศร้อน
ก่อนการขับขี่ในทางไกล ต้องเตรียมให้พร้อมที่จะเผชิญกับความร้อนของสภาพอากาศ
ยาง
ตรวจสอบสภาพและความดันของลมในขณะที่ยางยังเย็นอยู่ ไม่ควร ตรวจสอบความดันหลังจากขับขี่มาแล้ว เพราะจะทำให้ค่าที่อ่านได้ผิดพลาดจากกำหนด
หม้อน้ำ
ตรวจสอบน้ำในหม้อนํ้าก่อนเดินทางไกล
กระจกหน้า
ทำความสะอาดกระจกหน้าอย่าให้มีคราบนํ้าหรือนํ้ามัน เพื่อไม่ให้เกิดแสงสะท้อนเมื่อแสงแดดส่องถูกกระจกหน้า ตรวจสอบนํ้าล้างกระจกหน้าและเติมให้เต็มตามกำหนด
แว่นกันแดด
แสงแดดอาจทำให้สายตาเมื่อยล้าเมื่อขับขี่ระยะทางไกล ควรมีแว่น กันแดดช่วยลดแสงสะท้อน และความรุนแรงของแสงแดด
แสงแดดที่ส่องสวนกับทิศทางการขับขี่ทำให้ผู้ขับขี่เกิดความระคายเคือง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อดวงอาทิตย์อยู่ต่ำๆ ใกล้ขอบฟ้า คุณอาจต้องใช้แผงกันแดดช่วย และหลีกเลี่ยงการมองดวงอาทิตย์โดยตรง แสงแดดที่สะท้อนจากถนน ทำให้การมองเห็นไม่ค่อยชัดเจน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อถนนเปียก ควรลดอัตราเร็วและเพิ่มความระมัดระวังมากขึ้น
การขับขี่ในวันที่มีอากาศร้อนจัด เครื่องปรับอากาศสามารถช่วยให้คุณรู้สึกดีขึ้น แต่บางครั้งความเย็นอาจไม่เพียงพอเพราะอากาศร้อนจัดเกินไป คุณอาจเหนื่อยอ่อนและไม่สดชื่น ดังนั้นเมื่อรู้สึกอ่อนเพลีย หรือง่วงนอนควรหยุดรถ และพักผ่อนสักครู่ก่อนเดินทางต่อไป การจอดรถยนต์ควรจอดบนบริเวณที่ห่างออกจากถนนหรือจอดที่สถานีบริการนํ้ามันเชื้อเพลิง
นํ้าและนํ้ามันทำให้ถนนที่ร้อนมีการลื่นไถลมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อมีฝนปรอยลงมาเล็กน้อยหลังจากอากาศร้อนจัด คุณต้อง ระมัดระวังเป็นพิเศษ ตรวจสอบอัตราเร็วและรักษาระยะห่างให้เหมาะสม
รักษาการยึดเกาะถนน
ยางรถยนต์เท่านั้นที่สัมผัสกับถนนพื้นที่สัมผัสของยางกับถนนในแต่ละล้อ ใกล้เคียงกับพื้นรองเท้า ขนาดใหญ่เท่านั้น ถ้ายางมีสภาพไม่ดี จะไม่สามารถเกาะถนนได้อย่างเหมาะสม และปลอดภัย ควรตรวจสอบการสึกหรอและการฉีกขาดของยาง และเปลี่ยนใหม่เมื่อจำเป็น เพราะยางมีปัญหาอาจเสียหายได้ง่าย
วิธีการป้องกันการสึกหรอและฉีกขาดของยาง
-ตรวจสอบความดันของลมยาง
-หลีกเลี่ยงการขับขี่บนถนนที่เป็นหลุมเป็นบ่อ หรือชำรุด แต่ถ้าหลีกเลี่ยงไม่ได้ ให้ขับขี่อย่างช้าๆ
-อย่าขับขี่จนล้อปีนขึ้นไปบนทางเท้าหรืออย่าใช้ยางเสียดสีกับขอบทางเท้า เพราะจะทำให้แก้มยางเสียหายและยางระเบิดได้ในที่สุด
-การขับขี่ชนกับขอบทางมีผลกระทบต่อศูนย์ล้อหน้า ถ้าพบว่ายางสึกหรอไม่สม่ำเสมอควรตรวจสอบศูนย์ล้อหน้าใหม่
-คิดและวางแผนล่วงหน้า หลีกเลี่ยงการใช้ความเร็วสูง การเลี้ยวโค้งอย่างรวดเร็ว และการเบรกอย่างรุนแรง ทั้งหมดนี้มีส่วนทำให้ยางสึกหรออย่างรวดเร็ว
ความดันลมของยาง
คุณไม่สามารถบอกความดันลมของยางได้ด้วยการมองภายนอกเท่านั้น นอกเสียจากยางแบนจริงๆ ควรตรวจสอบความดันลมของยางเป็นประจำและอย่างน้อยสัปดาห์ละครั้ง ใช้เกจ์ตรวจสอบความดันที่เที่ยงตรงและใช้ความดันตามที่ผู้ผลิตกำหนด
การตรวจสอบและปรับความดันลมของยางควรกระทำในขณะที่ยางเย็นตัว อย่าลืมเติมลมในยางอะไหล่ด้วยและอย่าลืมปิดฝาครอบวาล์วเติมลม
หนังสือคู่มือรถยนต์จะบอกคุณเกี่ยวกับปริมาณความดันลมของยาง สำหรับสภาพการใช้งานที่แตกต่างกัน โดยทั่วไปแล้ว ความดันควรสูงขึ้นเมื่อภาระบรรทุกสูงขึ้นและเมื่อต้องการขับขี่ระยะทางไกลด้วยอัตราเร็วสูงควรเติมลมให้ความดันลมสูงขึ้น
ยางระเบิด
เมื่อยางระเบิด รถยนต์จะส่ายไปมาและจะยิ่งเลวร้ายมากขึ้นเมื่อคุณเบรกอย่างรุนแรง
-หลีกเลี่ยงการเบรกอย่างรุนแรง
-ใช้เบรกให้น้อยที่สุดเท่าที่จะทำได้
-ยึดพวงมาลัยให้มั่นคง เพื่อต้านการส่ายของรถ แต่อย่ามากจนเกินไป และปล่อยให้รถยนต์เคลื่อนที่เข้าจอดในบริเวณที่ปลอดภัย
สภาพของยางรถ
อย่าให้มีจาระบีและนํ้ามันหล่อลื่นเปรอะเปื้อนบนยาง ควรแคะเศษหิน หรือเศษแก้วออกจากร่องของดอกยาง เพราะเศษหินหรือเศษแก้วอาจฝังตัวทำให้ยางเสียได้
ตรวจสอบ
-แก้มยางซึ่งจะต้องปราศจากรอยบากหรือรอยบวม และอย่าลืมตรวจสอบแก้มยางด้านในด้วย
ดอกยางทั้งหมดจะต้องมีสภาพดีตลอดเส้น ดอกยางไม่ควรสึกมากและควรมีความหนาไม่ต่ำกว่า 1.6 มิลลิเมตร โดยวัดตลอดแนวความกว้างของยางตรงบริเวณศูนย์กลางของยาง ตลอดแนวความกว้างสามในสี่ของหน้ายาง ถ้ายางสึกหรอมากควรเปลี่ยนใหม่
-ศูนย์ล้อและถ่วงล้อ ระบบกันกระเทือนและระบบเบรก ถ้ามีสิ่งใด บกพร่องเกิดขึ้นควรแก้ไขทันทีที่ทำได้ มิฉะนั้นแล้ว จะทำให้ยางสึกหรอมากเกินไปและไม่สม่ำเสมอ
การเปลี่ยนยาง
ก่อนอื่นท่านควรทราบก่อนว่ายางที่ใช้โดยทั่วไปมี 2 ประเภทใหญ่ๆ ได้แก่ ยางธรรมดา (cross ply) และยางเรเดียล (radial-ply)
ยางธรรมดา
เส้นใยของชั้นยางมีโครงสร้างอยู่ในแนวทแยงมุม โดยวางสลับกันไขว้ไปมา เป็นตารางซ้อนหลายชั้น
ยางเรเดียล
เส้นใยของชั้นยางมีโครงสร้างอยู่ในแนวรัศมีตั้งฉากกับหน้ายาง ซึ่งทำให้แก้มยางมีความบางและหยุ่นตัวได้มากกว่ายางธรรมดา
ดอกยางของยางเรเดียล ให้การยึดเกาะถนนได้ดีในสภาพถนนที่เปียก เนื่องจากโครงสร้างของมันเอื้ออำนวย
รถยนต์คันเดียวกันจะต้องใช้ยางประเภทเดียวกันในแต่ละล้อ ถ้าคุณจำเป็นต้องเปลี่ยนยาง ควรตรวจสอบว่าเป็นประเภทเดียวกัน
ถึงแม้ว่าปัจจุบันนี้มักนิยมใช้ยางเรเดียลกันส่วนมาก แต่ก็ยังมีการใช้ยางธรรมดาอยู่เหมือนกัน ดังนั้นต้องตรวจสอบให้ดี

ยางที่สึกหรอ

ยางที่สึกหรอ
การใช้ยางต่างประเภทปนกัน
มักเป็นการไม่ปลอดภัย ที่จะใช้ยางเรเดียลที่ล้อหน้า และยางธรรมดาที่ล้อหลัง ไม่มีข้อยกเว้นสำหรับกฎนี้ ไม่ว่าจะขับเคลื่อนล้อหน้า หรือล้อหลังก็ตาม และยิ่งเป็นการผิดอย่างมากถ้าใช้ยางเรเดียลร่วมกับยางธรรมดาบนเพลาเดียวกัน
การใช้ยางเรเดียลและยางธรรมดาผสมกัน ถึงแม้ว่าจะถูกแนะนำให้ใช้กับรถของคุณก็ตาม จะก่อให้เกิดความยุ่งยากในการสับเปลี่ยนยางถ้าคุณใช้จริง ควรใช้ประเภทเดียวกันทุกล้อ
ถ้าคุณต้องการเปลี่ยนประเภทของยาง คุณต้องเปลี่ยนทุกล้อรวมทั้งยางอะไหล่ด้วย
แต่ถ้าคุณไม่สามารถหลีกเลี่ยงการผสมกันของยางทั้งสองประเภทได้ คุณควรใช้ยางเรเดียลที่ล้อคู่หลัง การควบคุมรถยนต์อาจแตกต่างไปจากที่ควรจะเป็น เมื่อเปรียบเทียบกับการใช้ยางประเภทเดียวกันทุกล้อ
ขอให้คุณสอบถามจากผู้เชี่ยวชาญเรื่องยางโดยเฉพาะ ก่อนที่จะตัดสินใจอย่างใด
ยางประเภทไร้ยางใน
เมื่อเปลี่ยนยางใหม่ซึ่งเป็นยางประเภทไร้ยางใน คุณต้องใช้วาล์วอันใหม่ ช่วงระยะรันอินของยางใหม่ คือ 150 กิโลเมตร โดยใช้ความเร็วปานกลาง
การลื่นไถล
ปัจจัยสำคัญที่มีผลต่อการลื่นไถล มี 3 ประการ ตามลำดับความสำคัญ ดังนี้
1. ผู้ขับขี่
2. รถยนต์
3. สภาพถนน
การลื่นไถลมิได้เกิดขึ้นเองหากแต่มีสาเหตุมาจากผู้ขับขี่ที่คาดหวังมากเกินไป ในการยึดเกาะถนนของยางรถยนต์ในเวลานั้น
การลื่นไถลเกิดขึ้นเมื่อคุณเปลี่ยนแปลงความเร็ว หรือทิศทางอย่างทันทีทันใด จนทำให้ยางไม่สามารถยึดเกาะถนนได้อย่างเพียงพอ
ความเสี่ยงต่อการลื่นไถลมักเกิดขึ้นในขณะที่คุณกำลัง
-ลดความเร็ว
-เพิ่มความเร็ว
-เลี้ยวที่มุมถนนหรืออ้อมโค้ง
-ขึ้นทางขันหรือลง ทางลาด
และความเสี่ยงจะยิ่งเพิ่มขึ้นเมื่อผิวถนนลื่นมากกว่าปกติ
การลื่นไถลเนื่องจากการเบรก
การเบรกที่รุนแรงและไม่สามารถควบคุมได้จะเป็นสาเหตุหลักประการหนึ่ง ของการลื่นไถล เบรกจะมีกำลังในการหยุดสูงสุดเมื่อใกล้จุดที่ล้อเริ่มล็อกตายแต่ยังไม่ล็อก
เมื่อเราใช้เบรก นํ้าหนักของรถจะถ่ายเทไปข้างหน้า ถ้ายิ่งเบรกอย่างแรงมาก นํ้าหนักก็จะยิ่งถ่ายไปข้างหน้ามากขึ้น และน้ำหนักที่ล้อหลังก็จะยิ่งน้อยลง ดังนั้น เมื่อนํ้าหนักกดน้อยแนวโน้มการล็อกตายของล้อจะเกิด ขึ้นที่ล้อหลังก่อน และถ้าการเบรกยังไม่หยุด การล็อกตายก็จะเกิดขึ้นที่ล้อ หน้าในลำดับต่อมา
เมื่อล้อหลังเริ่มล็อกตาย ก่อนจะทำให้เกิดการลื่นไถล เพราะรถยนต์มีแนวโน้มว่าจะส่ายถ้ายังไม่หมุน
การลื่นไถลบนถนนแห้ง
การลื่นไถลของยางก็สามารถเกิดขึ้นได้บนถนนแห้งเช่นเดียวกับบนถนนเปียกแม้จะใช้ยางที่ดีก็ตาม โดยจะเกิดขึ้นถ้าคุณเบรกอย่างรุนแรงเนื่องจากไม่มีระยะห่างอย่างเพียงพอ สำหรับการหยุดรถตามปกติ
นํ้าหนักทั้งหมดจะถ่ายเทไปข้างหน้าและยากที่จะรักษาให้รถยนต์อยู่ในแนวตรงต่อไปได้ รถยนต์จะเริ่มส่ายและเพียงแต่กระทบกับบางสิ่งเท่านั้น รถยนต์ก็อาจพลิกคว่ำได้ทันที
เบรกต้านการล็อกของล้อ (เบรก ABS)
ABS ย่อมาจาก anti¬lock braking system ซึ่งเป็นระบบเบรกที่สามารถต้านการล็อกตายของล้อได้ ดังนั้นล้อรถยนต์ยังคงหมุนต่อไปในขณะที่ใช้เบรก จึงทำให้คุณสามารถควบคุมพวงมาลัยได้เป็นปกติ แต่ อย่างไรก็ตามบนพื้นถนนที่ลื่น ระบบนี้อาจมีประสิทธิภาพลดลง เบรกระบบนี้จะทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงเมื่อยางเกาะถนนได้ดี
การลื่นไถลเนื่องจากการบังคับเลี้ยว
เมื่อคุณเลี้ยวรถยนต์ด้วยอัตราเร็วสูง นํ้าหนักของรถยนต์จะถ่ายเทไปที่ล้อหน้าด้านนอก สิ่งนี้ไม่เพียงแต่มีผลกระทบต่อการบังคับเลี้ยว แต่ยังทำให้นํ้าหนักบนล้อหลังลดลง ซึ่งอาจทำให้เสียการยึดเกาะถนนและลื่นไถลได้
การลื่นไถลเนื่องจากการเร่ง
การเร่งรถยนต์อย่างรุนแรงทันทีทันใด โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเกียร์ต่ำ อาจทำให้ล้อขับเคลื่อนหมุนฟรีบนถนน รถยนต์จะลื่นไถลในขณะที่ล้อหมุนฟรี ถ้าคุณไม่ยกคันเร่ง
การลื่นไถลเนื่องจากการเบรกและการบังคับเลี้ยวพร้อมกัน
ถ้าคุณรวมการเบรกที่ผิดธรรมดาและการเลี้ยวที่ผิดปกติเข้าด้วยกัน คุณกำลังถามหาความยุ่งยากแล้ว

เหตุแห่งการลื่นไถล

เหตุแห่งการลื่นไถล
การลื่นไถลจะเกิดขึ้นได้ง่ายขึ้นถ้าคุณเลี้ยวโค้งอย่างกะทันหันพร้อมกับการเริ่มเหยียบเบรกด้วย และในทำนองเดียวกัน การลื่นไถลจะเกิดขึ้นได้ง่ายถ้าคุณเหยียบเบรกแล้วเริ่มการเลี้ยวโค้งด้วย
อย่าคาดหวังในสิ่งที่ยางรถของคุณทำไม่ได้ คำตอบมีง่ายนิดเดียวคือปรับความเร็วให้เหมาะสมกับสภาพ และให้มีระยะห่างมากเพียงพอ ถ้าถนนเปียกนํ้า ความสามารถในการยึดเกาะถนนยิ่งลดน้อยลง โอกาสการ ลื่นไถลจะเพิ่มขึ้น
การหลีกเลี่ยงการลื่นไถล
ไม่มีการป้องกันการลื่นไถลวิธีใดดีกว่าการขับขี่ในแบบที่สามารถหลีกเลี่ยงไม่ให้มันเกิดขึ้น ผู้ขับขี่เองเป็นคนทำให้เกิดการลื่นไถลมิได้เกิดขึ้นเอง ดังนั้นควรปฏิบัติดังนี้
-บนผิวถนนลื่นทุกชนิด ระยะการหยุดของรถยนต์ อาจต้องใช้มากกว่าถึง 10 เท่าของบนถนนแห้ง
-คอยสังเกตสัญญาณว่าจะมีถนนลื่น ถนนเปียก แม้ในฤดูร้อนก็อาจทำให้เกิดการลื่นไถลได้ง่าย ระวังฝนตก เศษใบไม้ ฯลฯ บนถนน
-ถ้าสงสัยว่าถนนจะลื่น คุณควรลดความเร็วไว้ก่อน เบรกจะไม่ช่วยให้คุณพ้นปัญหาในเมื่อการยึดเกาะถนนของยางแย่ลง มีแต่จะทำให้มีปัญหามากขึ้น การเบรกด้วยเครื่องยนต์โดยเปลี่ยนลงเกียร์ต่ำในจังหวะ เวลาที่เหมาะสมสามารถช่วยได้อย่างมาก แต่คุณต้องระมัดระวังเกี่ยวกับการเร่ง และการเลี้ยงคลัตช์ด้วย โดยเฉพาะถนนที่ลื่นนั้นจะทำให้เกิดการลื่นไถลได้ง่ายมาก

หลีกเลี่ยงการลื่นไถล

หลีกเลี่ยงการลื่นไถล
-รักษาให้รถยนต์อยู่ในสภาพดีเสมอ เบรกที่สึกหรอมากและทำงานไม่สม่ำเสมอจะมีอันตรายสูงเมื่อถนนลื่น คันเร่งเครื่องยนต์ที่ต่อไว้ไม่ดีอาจจะทำให้รถยนต์กระตุกทำให้ล้ออาจหมุนฟรี
การเผชิญปัญหาเรื่องการลื่นไถล
ถ้าคุณอยู่ในสภาวะที่เกิดการลื่นไถล ควรปฏิบัติดังนี้
-ยกเท้าออกจากเบรกทันที ผู้ขับขี่มักปฏิบัติตรงกันข้ามคือมักเหยียบเบรกตลอดเวลาที่เกิดการลื่นไถล ซึ่งทำไห้สถานการณ์เลวร้ายมากขึ้น
-หมุนพวงมาลัยไปในทิศทางเดียวกันกับทิศทางของการลื่นไถล พร้อมกับยกเท้าออกจากคันเร่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการลื่นไถลดังกล่าวมีการลื่นมากกว่าการเลื่อนไหลเพียงเล็กน้อย การทำเช่นนี้จะช่วยให้ล้อ กลับคืนสู่แนวเดิมอีกครั้งหนึ่ง
-ถ้าการลื่นไถลมีการลื่นมากกว่าการเลื่อนไหล ให้ถอนคันเร่งและหมุนพวงมาลัยให้มากขึ้นไปในทิศทางที่มีการลื่นไถล กล่าวคือ
-ถ้าส่วนท้ายของรถ ลื่นไถลไปข้างซ้าย ให้หมุนพวงมาลัยไปทางซ้ายเพื่อให้ล้อหน้าเข้าสู่แนวเดียวกับส่วนท้าย แต่ถ้าส่วนท้ายลื่นไถลไปข้างขวา ให้หมุนพวงมาลัยไปข้างขวา
ระวังอย่าหมุนพวงมาลัยแก้มากเกินความต้องการ เพราะอาจทำให้เกิดการลื่นไถลในทิศทางตรงกันข้ามได้
แต่ถ้าการลื่นไถลเกิดขึ้นที่ล้อหน้าแทนที่จะเป็นล้อหลังหรือพร้อมกับล้อหลัง คุณควรยกเท้าออกจากคันเร่ง และพยายามอย่าหมุนพวงมาลัยจนกว่าล้อจะสามารถเริ่มเกาะถนนได้แล้ว

การลื่นไถล

การเผชิญปัญหาเรื่องการลื่นไถล
ถ้ากำลังขับเคลื่อนที่ล้อหน้ามากเกินไปก็จะก่อให้เกิดปัญหาเช่นเดียวกัน ให้ยกเท้าออกจากคันเร่งทันที
ข้อควรจำ
-การป้องกันการลื่นไถลเป็นสิ่งที่ดีที่สุด และดีกว่าการแก้ไข
-ใช้เทคนิคการขับขี่ที่ปลอดภัยเพื่อหลีกเลี่ยงการก่อตัวให้เกิดการลื่นไถล
-ปรับให้เข้ากับสภาพการขับขี่ และให้เวลาตัวเองมากเพียงพอที่จะแก้ไขได้อย่างปลอดภัย
ที่มา:ธีรยุทธ  สุวรรณประทีป

บทความอื่น ๆ ที่น่าสนใจ:

Share this :

  • Stumble upon
  • twitter

Comments are closed.