การขับขี่บนทางด่วนหรือบนทางหลวง

Posted on : 28-12-2013 | By : Author | In : การขับรถยนต์

ทางด่วนหรือทางหลวงแตกต่างจากถนนโดยทั่วๆ ไป เพราะได้รับการออกแบบให้สามารถใช้อัตราเร็วสูงกว่าและปลอดภัยมากกว่า
ตามสถิติแล้วทางเหล่านี้จะปลอดภัยในการขับขี่มากกว่าทางธรรมดา โดยเปรียบเทียบจากสัดส่วนของการเกิดอุบัติเหตุ
แต่อุบัติเหตุที่เกิดบนทางด่วนและทางหลวง มักจะเกิดขึ้นที่ความเร็วสูงกว่า และเกี่ยวข้องกับรถยนต์หลายคัน การบาดเจ็บมักสาหัสกว่าและการเสียชีวิตมักสูงกว่าถนนธรรมดาทั่วไป
การจราจรเคลื่อนที่ด้วยความเร็วสูง ย่อมหมายถึงสภาพต่างๆ จะเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว จึงต้องตื่นตัว จิตใจสงบและมีสมาธิดีในขณะขับขี่
ในที่นี้เกี่ยวข้องกับความชำนาญพิเศษที่คุณต้องมีในการขับขี่อย่างปลอดภัยบนทางด่วนหรือทางหลวงและสถานการณ์ต่างๆ ที่คุณมักจะพบบ่อยๆ

ทางด่วน
การขับขี่บนทางด่วนหรือบนทางหลวง
-คุณต้องมีใบขับขี่ที่ตรงกับประเภทของรถยนต์ ผู้ฝึกหัดขับไม่ควรขับขี่บนทางด่วนหรือบนทางหลวง
-คุณต้องทราบเครื่องหมายจราจรต่างๆ สัญญาณเตือน ฯลฯ
-คุณต้องพร้อมและตื่นตัวในการขับขี่ในทุกแห่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งบนทางด่วน
-อย่าใช้ทางด่วนถ้าคุณรู้สึกอ่อนเพลียและไม่ค่อยสบาย
-ห้ามจอดรถยนต์บนทางด่วน ยกเว้นมีเหตุฉุกเฉิน ในกรณีของทางหลวงต้องจอดบนไหล่ทาง
-เมื่ออ่อนเพลียหรือเหนื่อยอ่อนควรพักผ่อนก่อนเดินทาง
-รถยนต์บางประเภท ห้ามใช้บนทางด่วน
-ต้องแน่ใจว่ารถยนต์ของคุณมีสภาพดีและปลอดภัยต่อการขับขี่
การระบายอากาศ
ต้องแน่ใจว่ารถยนต์ของคุณมีการระบายอากาศที่ดี ใช้การระบายอากาศที่คุณสามารถทำได้ ถ้าการเดินทางของคุณดูเหมือนจะน่าเบื่อหน่ายและคุณรู้สึกง่วงนอน ควรเปิดหน้าต่างรถ จนกว่าคุณจะถึงจุดพักผ่อน
ควรวางแผนหาจุดหยุดพักผ่อนให้เหมาะสมกับการขับขี่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเวลาค่ำคืน
บนทางด่วนมักห้ามสิ่งเหล่านี้
-คนเดินข้ามถนน
-รถจักรยาน
-รถจักรยานยนต์
-คนหัดขับรถยนต์
-รถยนต์บางประเภท ที่มีอัตราความเร็วต่ำ
คุณต้องไม่หยุดรับหรือส่งคนบนทางด่วน รวมถึงถนนที่แยกออกจากทางด่วนด้วย
ก่อนการขับขี่บนทางด่วนหรือบนทางหลวง
อัตราเร็วสูงและระยะที่ยาวไกลจะเพิ่มความเสี่ยงต่อความเสียหายของรถยนต์ คุณต้องเช็กสิ่งต่อไปนี้คือ
-ยางรถยนต์ ต้องมีสภาพดี ความดันของลมถูกต้อง (ปกติแล้วยางรถยนต์จะมีรหัสที่บอกอัตราเร็วสูงสุดและภาระบรรทุก เราสามารถตรวจสอบได้จากหนังสือคู่มือ)
-อุปกรณ์ต่างๆ ของรถยนต์ทำงานถูกต้อง ไม่ชำรุดเสียหาย
-ไฟเตือนต่างๆ ทำงานเป็นปกติ
-กระจกมองข้างและมองหลังต้องสะอาดและปรับไว้แล้วอย่างถูกต้อง
-กระจกหน้าต่าง กระจกหลัง กระจกหน้าต้องสะอาด
-เติมนํ้าในถังนํ้าล้างกระจกให้ถึงขีดที่กำหนด
-ไฟแสงสว่างและไฟแสดงต่างๆ ทำงานถูกต้อง
-เบรกของคุณสามารถหยุดได้อย่างปลอดภัย
-ระบบพวงมาลัยทำงานได้ถูกต้อง
เพื่อความปลอดภัย ความสะดวกสบาย และการดูแลรถยนต์ที่ดี คุณ ควรตรวจสอบดังนี้
-นํ้ามันเชื้อเพลิง มีปริมาณมากเพียงพอต่อการเดินทาง
-นํ้ามันหล่อลื่น อัตราเร็วสูงอาจหมายถึงเครื่องยนต์ใช้นํ้ามันหล่อลื่นมากขึ้น ถ้าขาดนํ้ามันหล่อลื่น จะทำให้เกิดอันตรายต่อเครื่องยนต์และเสียค่าใช้จ่าย
-นํ้า นํ้าในหม้อนํ้าต้องเต็ม และนํ้าในถังนํ้าสำรองต้องมีระดับสูงถึงขีดสูงสุด
ตรวจสอบให้แน่ใจว่าภาระที่บรรทุกมีความมั่นคง
ตรวจสอบให้แน่ใจว่าทุกๆ สิ่งที่คุณบรรทุกไว้บนรถยนต์หรือรถพ่วงมีความปลอดภัยและยึดไว้อย่างมั่นคง
ควรแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจเมื่อสิ่งของของคุณตกลงบนถนนหรือเมื่อคุณพบเห็นสิ่งของตกลงบนถนน และกีดขวางการจราจร
การเข้าร่วมเส้นทางด่วน
การเข้าร่วมทางด่วน หรือทางหลวงนั้นอาจดูได้จากเครื่องหมายจราจรบนถนน สำหรับทางด่วนนั้น มักจะเข้าด่านเก็บเงินก่อนใช้เส้นทาง ส่วนทางหลวงนั้นอาจมีจุดเชื่อมเข้าร่วมเส้นทาง หรือเส้นทางที่อยู่เดิมกลายเป็นทางหลวง
จุดเข้าร่วมเส้นทางหลวงมักจะมีซ่องจราจรสำหรับการเร่งรถยนต์ให้มีอัตราเร็วสัมพันธ์กับรถยนต์คันอื่นก่อนเข้าร่วม เพื่อไม่ให้เกิดการติดขัดหรือชะงักงันของการจราจร

การเข้าร่วมทางด่วน
คุณจะต้องยอมให้สิทธิแก่รถยนต์ทางตรงที่ใช้เส้นทางอยู่แล้วไปก่อน แล้วจึงเข้าร่วมเส้นทางเมื่อมีช่องว่างในช่องซ้าย โดยคุณจะต้องมองกระจกให้สัญญาณ แล้วจึงเปลี่ยนช่องจราจร คุณอาจต้องชำเลืองดูด้าน ข้างช่วยเพื่อให้ทราบตำแหน่งของรถยนต์คันอื่น พยายามหลีกเลี่ยงที่จะหยุดตรงบริเวณสุดเส้นทางของช่องจราจรสำหรับเร่งรถยนต์
สิ่งที่ไม่ควรปฏิบัติ
-แทรกเข้าไปในเส้นทางของการจราจรที่วิ่งกันมาอย่างต่อเนื่อง
-วิ่งไปตามไหล่ทางคู่กับรถยนต์คันอื่น
เมื่อเข้าร่วมเส้นทางได้แล้ว ต้องรักษาช่องจราจรซ้ายมือไว้ก่อน จนกระทั่งมีเวลาเพียงพอในการปรับอัตราเร็วได้อย่างเหมาะสม
ในบางครั้งอาจมีเส้นทางเข้าร่วมทางด้านขวาของถนนซึ่งมีน้อยมาก คุณจะต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ
สิ่งที่ควรปฏิบัติ
-ให้สัญญาณไฟเลี้ยว เมื่อต้องการเข้าร่วมเส้นทาง
-แน่ใจว่ารถยนต์คันอื่นๆ สามารถมองเห็นคุณ
-ประเมินอัตราเร็ว ของการจราจรบนทางด่วน หรือทางหลวงก่อนเข้าร่วม
เมื่อมีรถยนต์คันอื่นต้องการร่วมเส้นทาง
ในขณะที่คุณขับขี่บนทางด่วนหรือทางหลวง อาจมีรถยนต์คันอื่นต้องการเข้าร่วมเส้นทางเดียวกับคุณ ควรปฏิบัติดังนี้
-อย่าเร่งรถยนต์ของคุณแข่งกับรถยนต์ที่กำลังเร่งเครื่องเพื่อเข้าร่วมเส้นทาง
-มองไปข้างหน้าให้ไกล ถ้ามีรถยนต์หลายคัน เตรียมเข้าร่วมเส้นทาง คุณจะต้องเตรียมปรับอัตราเร็วให้สอดคล้อง
-ถ้าปลอดภัยควรเปลี่ยนออกช่องนอกเพื่อให้รถยนต์ที่ต้องการเข้าร่วมเส้นทางนั้นเข้ามาได้สะดวกมากขึ้น
การมองเห็น
ก่อนออกรถต้องแน่ใจว่ากระจกทั้งหมดสะอาด บางครั้งอาจใช้อุปกรณ์ปัดนํ้าฝนช่วยทำความสะอาดกระจกหน้าหรือกระจกหลัง เพื่อให้สามารถมองเห็นได้อย่างชัดเจน
-คุณต้องใช้กระจกมองหลังและมองข้างแต่เนิ่นๆ ก่อนการเปลี่ยนช่องจราจร เพราะการขับขี่ที่อัตราเร็วสูงนั้นกระจกมีความสำคัญมาก
-ชำเลืองมองกระจกเป็นระยะๆ เพื่อให้ทราบสถานการณ์ตลอดเวลา
-หลีกเลี่ยงการขับขี่ในตำแหน่งที่เป็นจุดบอดของรถยนต์คันหน้า
-สอดส่ายตามองถนนทั้งด้านหน้า กระจกด้านข้าง และกระจกหลัง เพื่อประเมินสถานการณ์ซึ่งเปลี่ยนแปลงเร็วมากที่อัตราเร็วสูง
การเฝ้าสังเกตอย่างมีประสิทธิภาพจะช่วยคุณเตรียมพร้อมสำหรับสถานการณ์ต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้นอย่างทันทีทันใด
เช่น ในขณะขับขี่อยู่นั้นพบว่ารถยนต์ข้างหน้าเพิ่มจำนวนขึ้นมาก แสดงว่า การจราจรข้างหน้าช้าลง และเริ่มสะสม อาจมีสัญญาณไฟกะพริบเตือนคุณให้ชะลออัตราเร็วจนกระทั่งคุณมั่นใจว่าเกิดอะไรขึ้น ถ้าพบว่าข้างหน้ามีรถสะสม อาจใช้สัญญาณไฟฉุกเฉินสักครู่เพื่อเตือน รถยนต์คันหสังให้ทราบ เพื่อลดการเกิดอุบัติเหตุชนท้าย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเวลาที่อากาศไม่ดี
การมองเห็นบนทางด่วน
เนื่องจากบนทางด่วน รถยนต์มีอัตราเร็วสูง ดังนั้นรถยนต์ของคุณจะต้องถูกมองเห็นในช่วงเวลาที่เร็วกว่าบนถนนธรรมดา คือคุณควรแสดงให้ผู้ขับขี่รายอื่นทราบว่าคุณกำลังขับขี่อยู่บริเวณนั้น ถ้าผู้ขับขี่รายอื่นมองไม่เห็น เพียงชั่วพริบตาเดียวอาจเกิดอุบัติเหตุได้
ในวันที่อากาศไม่ดีซึ่งไม่สามารถมองเห็นได้ชัดเจน อาจใช้ไฟหน้าช่วยให้แสงสว่าง เช่นในวันที่มีหมอกลงจัด
ในกรณีที่มีหมอกหนาแน่นจนไม่สามารถมองเห็นได้ในระยะทางเกินกว่า 100 เมตร ควรใช้ไฟตัดหมอกช่วย แต่ในประเทศไทยปัญหาเรื่องหมอกไม่ค่อยพบบ่อย การเปิดไฟหน้าและไฟท้ายก็สามารถช่วยให้ผู้ขับขี่รายอื่นมองเห็นได้ และควรหยุดใช้ไฟตัดหมอกเมื่อการมองเห็นดีขึ้นแล้ว เพราะจะทำให้ระคายเคืองต่อสายตาของผู้ขับขี่รายอื่น
การใช้ไฟสูงต่ำ
บางครั้งการใช้แตรอาจไม่ได้ยิน คุณสามารถใช้ไฟหน้ากะพริบสูงต่ำเพื่อเตือนรถยนต์คันอื่นเมื่อจำเป็น และคุณต้องสังเกตไฟเตือนจากรถยนต์คันอื่นด้วยเช่นกัน
การรักษาระยะห่าง
การจราจรยิ่งเร็ว ยิ่งต้องการเวลาและระยะห่างมากขึ้น สำหรับทุกๆ วินาทีของการขับขี่คุณต้องเพิ่มระยะเวลาและระยะห่างมากกว่าการขับขี่บนถนนธรรมดา อุบัติเหตุส่วนมากเกิดจากการขับขี่ชิดกับรถยนต์คันหน้ามากเกินไป บางครั้งห่างกันเพียงหนึ่งคันรถเท่านั้นเอง เมื่อเกิดอุบัติเหตุจึงมักรุนแรง

ระยะห่างบนทางด่วน
คุณอาจจำได้ง่ายๆ คือ กฎสองวินาที คือรถยนต์ของคุณจะต้องห่างจากรถยนต์คันหน้าอย่างน้อยสองวินาที การตรวจสอบว่ารถยนต์ของคุณห่างจากรถยนต์คันหน้าสองวินาทีหรือไม่ ให้ปฏิบัติดังนี้
1. เลือกวัตถุหนึ่งอย่างข้างหน้า ซึ่งอาจเป็นป้าย ตู้โทรศัพท์ เสา สะพาน ฯลฯ
2. ในขณะที่รถยนต์คันหน้าเคลื่อนที่ผ่านวัตถุนั้นให้พูดว่า “กฎสองวินาที กฎสองวินาที” จึงจะใช้เวลาสองวินาทีเมื่อพูดจบ
ถ้ารถยนต์ของคุณเคลื่อนที่ผ่านวัตถุนั้นพอดี แสดงว่าระยะห่างเหมาะสม
แต่ถ้าเคลื่อนที่ผ่านวัตถุนั้นก่อนที่จะพูดจบ แสดงว่าระยะห่างใกล้เกินไป
เพิ่มระยะห่างมากขึ้น เป็นสองเท่าถ้าถนนเปียก หรือลื่น ในกรณีที่อากาศเลวร้ายมาก คุณอาจต้องการระยะการเบรกมากขึ้นถึงสิบเท่าของระยะการเบรกบนถนนแห้ง

กฏสองวินาที

กฏสองวินาที
การขับขี่ชิดท้ายรถยนต์คันอื่น
สิ่งนี้เป็นสิ่งไม่ดีและเป็นอันตรายมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งบนทางด่วนรถยนต์จะมีระยะห่างกันเพียงหนึ่งคันรถเท่านั้น ด้วยอัตราเร็วอาจสูงถึง 110 กม./ชม. สิ่งนี้เป็นสาเหตุสำคัญมากของการเกิดอุบัติเหตุร้ายแรง บนทางด่วน
วินัยในการใช้ช่องจราจร
วินัยในการใช้ช่องจราจรมีความสำคัญยิ่งยวดในการขับขี่บนทางด่วนหรือบนทางหลวง โดยปกติแล้วรถต้องขับชิดซ้ายเพราะบนทางด่วนไม่มีทางแยก ทางโค้งหักศอก วงเวียน ไฟจราจร ทางชันมากๆ ดังนั้นคุณสามารถรักษาอัตราเร็วไว้ได้ค่อนข้างสม่ำเสมอ โดยไม่เร็วมาก หรือช้าเกินไป และรถยนต์ที่เคลื่อนที่ช้าจะถูกห้ามใช้ทางด่วนโดยทั่วไป
ช่องสำหรับรถบรรทุก
ทางด่วนที่มีความชันสูง มักจะมีช่องทางแยกพิเศษสำหรับรถบรรทุกที่เคลื่อนที่ช้า เพื่อป้องกันไม่ให้กีดขวางการเลื่อนไหลของการจราจร
การเปลี่ยนช่องจราจรบนทางด่วน
-ไม่ควรเปลี่ยนช่องจราจรโดยไม่จำเป็น
-รักษาแนวรถยนต์ของคุณให้วิ่งอยู่กลางช่องจราจร
-อย่าวิ่งส่ายไปเข้าช่องอื่น
การใช้กระจกมองหลัง และมองข้าง การให้สัญญาณ การปรับอัตราเร็วแต่เนิ่นๆ เป็นสิ่งจำเป็น เมื่อตั้งใจจะเปลี่ยนช่องในความเร็วสูง
มองและให้สัญญาณแต่เนิ่นๆ
คุณคงจำได้ว่ารถยนต์คันที่ขับขี่ตามหลังมีอัตราเร็วเพียงใด
คุณควรส่งสัญญาณให้ผู้ขับขี่รายอื่นทราบข้อมูลการเคลื่อนที่ของคุณเสีย แต่เนิ่นๆ เพื่อเป็นการเตือนล่วงหน้า
ผู้ขับขี่รายอื่นจะสามารถคาดเดาการเคลื่อนที่ของคุณได้อย่างถูกต้องและมีเวลาเตรียมตัวได้อย่างเหมาะสม
ในกรณีของถนนที่มีช่องจราจรไปทางเดียวกันสองช่องจราจร คุณต้องวิ่งบนช่องจราจรซ้ายเสมอ ส่วนช่องจราจรขวานั้นสำหรับการแซง ไม่ใช่สำหรับช่องจราจรของรถเร็ว ดังนั้นเมื่อคุณแซงแล้วต้องขับชิดซ้ายตามเดิม
ในกรณีของถนนที่มีช่องจราจรไปทางเดียวกันสาม หรือสี่ช่องจราจรนั้น คุณควรขับขี่ชิดซ้ายเช่นกันถ้าไม่มีรถจำนวนมากในช่องซ้าย หลีกเลี่ยงการสลับช่องไปมา
คุณสามารถขับขี่ในช่องจราจรที่สองแต่มีข้อแม้ว่า
-อย่าอยู่ในช่องจราจรที่สองนานเกินความจำเป็น
-รถบรรทุกไม่อนุญาตให้แซงในช่องที่สาม (ขวาสุด) ดังนั้นคุณอาจกีดขวางช่องแซงของรถบรรทุกในช่องที่สอง
-อย่าขับขี่ในช่องสำหรับแซงนานเกินไป ควรเปลี่ยนมาช่องที่สอง หรือหนึ่งตามสมควรเมื่อแซงเสร็จแล้ว
การลากจูง
ในกรณีของรถพ่วงนั้น ควรขับขี่ชิดซ้ายของถนน จะต้องไม่ใช้ช่องจราจรขวาสุด ยกเว้นช่องจราจรถูกปิดจนเหลือเพียงช่องเดียว
การเบรก
การเบรกบนทางด่วน หรือบนทางหลวง
-จะต้องไม่เบรกอย่างรีบร้อน
-ควรค่อยเป็นค่อยไป
-แบ่งจังหวะเวลาการเบรกให้เหมาะสมกับสถานการณ์

การเบรก

รักษาระยะห่าง เบรกอย่างนิ่มนวล
ต้องเว้นระยะห่างจากรถยนต์คันหน้าให้มากเพื่อให้สามารถควบคุมการเบรกได้
ตรวจสอบกระจกมองหลังก่อนเริ่มการเบรก ประเมินสถานการณ์ เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาที่จะเกิดขึ้น ชะลอความเร็วแต่เนิ่นๆ และรักษาระยะห่างไว้
อย่าเบรกอย่างกะทันหัน

การขับขี่อย่างระวังภัย จะช่วยลดโอกาสการเบรกอย่างกะทันหัน
การแซง
ทิ้งระยะห่างที่ปลอดภัย ระหว่างรถยนต์ของคุณกับรถยนต์ที่คุณจะแซง ใช้หลักการขับขี่ที่ปลอดภัย ตัวอย่างเช่น
การมองกระจก
ตรวจสอบรถยนต์คันหลังเพื่อให้ทราบอัตราเร็วรวมทั้งช่องจราจรที่ใช้และตำแหน่งของรถยนต์ที่วิ่งตามมา
ตำแหน่ง
ต้องแน่ใจว่าคุณอยู่ในตำแหน่งที่ห่างจากรถยนต์คันหน้าอย่างเหมาะสมก่อนที่จะแซง คุณควรจะสามารถเปลี่ยนช่องจราจรทีละน้อยอย่างราบเรียบไปยังช่องขวาโดยไม่หักออกไปอย่างทันทีทันใด
อัตราเร็ว
ต้องแน่ใจว่าคุณใช้อัตราเร็วสูงมากเพียงพอที่จะสามารถแซงรถยนต์คันหน้าขึ้นไปได้โดยไม่กีดขวางรถที่วิ่งตามมาในช่องนอก
การมอง
มองไปข้างหน้าและใช้กระจกมองหลังและมองข้าง เพื่อตรวจสอบว่ามีอะไรที่จะทำให้ไม่สามารถแซงได้อย่างปลอดภัย เช่น ช่องทางปิดหรือรถยนต์ที่วิ่งในช่องขวามีอัตราเร็วสูงมาก พยายามคาดการณ์ว่า รถคันหน้ากำลังจะแซงรถคันหน้าที่อยู่ถัดไปหรือไม่ บางครั้งคุณอาจต้องชำเลืองมองจุดบอดด้านข้าง ซึ่งเยื้องไปข้างหลังก่อนที่จะเปลี่ยนช่องจราจร
ข้อควรจำ
-มอง
-ประเมินสถานการณ์ข้างหน้าให้ไกล
-อย่ารีบร้อนตัดสินใจ
-ปฏิบัติเมื่อแน่ใจว่าปลอดภัยเท่านั้น
การใช้กระจก
การมองกระจกควรกระทำเป็นประจำและตื่นตัวอยู่เสมอในขณะขับขี่รถยนต์ และตอบสนองต่อสิ่งที่เห็นให้เกิดความปลอดภัย ควรจำไว้ว่ารถยนต์ที่วิ่งตามมาในช่องขวามักมีความเร็วสูงกว่ารถของคุณซึ่งอยู่ใน ช่องซ้าย
ระวังรถบางคันกลับเข้าสู่ช่องจราจรที่คุณต้องการจะใช้หลังจากแซงแล้ว คุณจะต้องให้สัญญาณก่อนจะเริ่มเคลื่อนออกสำหรับการแซง เพื่อให้ผู้ขับขี่คันหลังมีเวลาเพียงพอที่จะรับรู้สิ่งที่คุณจะทำและขับตามได้อย่างปลอดภัย

จุดบอด

ชำเลืองมองจุดบอดด้านข้าง
การเคลื่อนออกเพื่อการแซง
ตรวจสอบกระจกมองหลังและมองข้างอีกครั้งหนึ่ง ก่อนที่จะเคลื่อนตัวออกไปเข้าช่องสำหรับการแซง การเคลื่อนตัวออกไปควรกระทำอย่างราบเรียบ และแซงโดยเร็วและให้ปลอดภัยมากที่สุด อย่าขับขี่จี้ติดรถคันหน้าอย่างน่ากลัวอันตรายแล้วเปิดไฟหน้าสลับสูงต่ำคุกคามเขา ควรรอให้รถคันหน้าขับเข้าช่องจราจรด้านซ้ายอย่างปลอดภัยแล้วจึงแซง
การเคลื่อนกลับด้านซ้ายหลังการแซง
เมื่อแซงผ่านพ้นไปแล้ว ควรให้สัญญาณก่อนเคลื่อนกลับเข้าสู่ช่องซ้าย ไม่ควรขับขี่ในช่องแซงนานเกินไป อย่าเคลื่อนกลับอย่างรวดเร็วในลักษณะการตัดหน้ารถคันที่แซงไปอย่างกระชั้นชิดดูข้างหน้าให้ไกลเผื่อมีรถยนต์คันอื่นจะเคลื่อนเข้าสู่ช่องจราจรเดียวกันกับที่คุณตั้งใจจะไป
เว้นช่องว่างให้มากเพียงพอ
ตรวจดูให้แน่ใจว่า สัญญาณไฟเลี้ยวหยุดทำงานแล้ว
การแซงซ้าย
ห้ามแซงรถยนต์ในช่องซ้าย นอกเสียจากว่าการจราจรเคลื่อนตัวไปในช่องจราจรของมันเองเป็นแถว หรือในช่องจราจรขวามีการเคลื่อนตัวช้ากว่าช่องจราจรซ้าย
การขับขี่อย่างปลอดภัย
-ยอมให้รถยนต์ที่เร็วกว่าแซงขึ้นไปได้อย่างสะดวก
-ถ้าผู้ขับรายอื่นขับขี่ด้วยอัตราเร็วสูงเกินที่กฎหมายกำหนด จงปล่อย ไปตามยถากรรมที่เขาอาจจะพบในภายหน้า โดยที่คุณไม่ควรนำมาเป็นตัวอย่างในการขับขี่
-อย่าเพิ่มอันตรายโดยการกั้นขวางรถที่ต้องการจะวิ่งเร็วเกินอัตรา ไม่ใช่หน้าที่ของคุณ
-อย่าใช้ช่องจราจรซ้ายหรือไหล่ทางสำหรับการแซง นอกจากมีป้าย อนุญาต เนื่องจากมีการซ่อมถนน

การแซงบนทางด่วน

การแซงบนทางด่วน
การเปลี่ยนแปลงของสภาพการจราจร
สภาพการจราจรบนทางด่วนหรือทางหลวง สามารถเปลี่ยนแปลงได้ อย่างรวดเร็ว เช่น รถติดในชั่วโมงเร่งด่วน รถติดเนื่องจากการซ่อมถนนข้างเคียง และสถานที่บางแห่งมักมีการจราจรหนาแน่นเป็นประจำ และจะส่งผลกระทบอย่างรวดเร็วถ้ามีเหตุการณ์ผิดปกติเกิดขึ้น ดังนั้นคุณต้องระลึกอยู่เสมอว่าการตัดสินใจของคุณมีความสำคัญอย่างยิ่ง คุณจะต้องมีเนื้อที่ว่างเพียงพอต่อการหลบเลี่ยงอันตราย ทางร่วมหรือทางแยกบนทางด่วนหรือทางหลวง อาจทำให้คุณต้องเปลี่ยนช่องจราจรซึ่งบางทีอาจมาก กว่าหนึ่งช่อง ดังนั้นคุณต้องให้ความสนใจต่อป้ายสัญญาณจราจรต่างๆ ที่แจ้ง ไว้ให้คุณมีเวลาตัดสินใจ การเปลี่ยนช่องจราจรควรค่อยๆ ทำและทำแต่เนิ่นๆ ไม่ควรคอยจนวินาทีสุดท้าย แล้วจึงเบียดกับรถคันอื่น
บริเวณทางร่วมหรือทางแยกมักจะมีเส้นขนานตีไว้เป็นช่องสำหรับแบ่งส่วนของช่องจราจร คุณควรขับขี่อยู่ในช่องของคุณ ประเมินสภาพการจราจรข้างหน้าและระมัดระวังรถยนต์คันอื่นที่อาจเปลี่ยนช่องจราจร

เกาะแบ่งถนน

เกาะแบ่งถนน
การออกจากทางด่วน
การออกจากทางด่วน ในกรณีที่คุณจะไม่ขับไปจนสุดทางด่วน คุณจะต้องขับชิดซ้ายเพื่อเข้าสู่ช่องสำหรับลดความเร็ว (ซึ่งเป็นช่องเพิ่มขึ้น) ซึ่งจะนำคุณเข้าสู่ถนนแยกออกจากเส้นทาง คุณจะต้องวางแผน ล่วงหน้าในการออกจากเส้นทางด่วนโดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อถนนมีหลายช่องจราจร

การออกจากทางด่วน

การออกจากทางด่วน
เครื่องหมายจราจร
ใช้เครื่องหมายจราจร เพื่อซ่วยในการกะเวลาก่อนถึงจุดทางออกและสามารถใช้กระจกและให้สัญญาณไฟได้อย่างเหมาะสม คุณจะมีเวลามากเพียงพอที่จะสังเกตเครื่องหมายต่างๆ และปฏิบัติตามอย่างไม่ต้องรีบร้อน ก่อนที่คุณจะถึงทางแยกออกจากทางด่วน คุณมักจะพบเครื่องหมาย จราจรขนาดใหญ่บอกทิศทางให้คุณใช้ช่องจราจรให้ถูกต้อง คุณจะมีเวลาเตรียมตัวได้อย่างเพียงพอ และเมื่อเข้าใกล้ทางแยกมักจะมีเครื่องหมายจราจรแจ้งให้ทราบอีกครั้งหนึ่งเพื่อให้มั่นใจว่าคุณขับขี่ถูกต้องตาม เส้นทางที่คุณต้องการ
คุณไม่ควรเข้าแถวเบียดกับรถยนต์คันอื่นโดยใช้ไหล่ทางเป็นช่องจราจร คุณต้องมองกระจก ให้สัญญาณล่วงหน้าแต่เนิ่นๆ ก่อนจึงเปลี่ยนช่องจราจร เข้าสู่ช่องซ้ายสุด การเปลี่ยนควรค่อยทำค่อยไปไม่ต้องรีบร้อน อย่าตัดออกไปอย่างกะทันหัน
ในกรณีของถนนที่มีหลายช่องจราจร คุณอาจจำเป็นต้องเปลี่ยนช่อง จราจรมากกว่าหนึ่งช่องก็ได้ ควรให้ความระมัดระวัง และเตรียมตัวให้พร้อมเสียแต่เนิ่นๆ
การเปลี่ยนช่องจราจร ควรเปลี่ยนทีละช่อง อย่าเปลี่ยนทีเดียวมากกว่าหนึ่งช่อง เพราะจะเกิดอันตรายได้ง่าย ใช้กระจกและให้สัญญาณไฟเลี้ยวซ้ายในจังหวะเวลาที่เหมาะสมเพื่อเคลื่อนเข้าสู่ช่องชะลออัตราเร็ว ซึ่งทำให้คุณสามารถชะลออัตราเร็วของรถยนต์ได้ก่อนที่จะเข้าถนนทางแยกต่อไป ถ้าคุณพลาดที่จะออกในช่องออกครั้งแรก ก็ให้ขับเลยไป เพื่อใช้ช่องออกถัดไป อย่าขับตัดหน้ารถยนต์คันอื่นหลายๆ ช่องจราจรเพื่อ ต้องการจะออกให้ได้ซึ่งมักจะเกิดอุบัติเหตุชนกันอย่างรุนแรง
อย่าขับขี่ทับเส้นแถบขาวที่ตีไว้เป็นเกาะกั้นแบ่งถนนในบริเวณช่องออก
สุดทางด่วน
เมื่อออกจากทางด่วน คุณจะพบกับถนนในรูปแบบอื่น ควรตรวจดูเครื่องหมายจราจรที่จะให้ข้อมูลแก่คุณเกี่ยวกับ
-ขีดจำกัดอัตราเร็ว
-ทางหลวงแบบช่องคู่
-การจราจรแบบสวนทางกันได้
-ถนนห้ามจอดตลอดแนว
-ถนนเชื่อมทางด่วน
-ไฟจราจร
อัตราเร็วเมื่อออกจากทางด่วน
การขับขี่บนทางด่วน คุณมักจะเคยชินกับการใช้อัตราเร็วสูง แต่เมื่อเข้าสู่ถนนใหม่ที่ไม่ใช่ทางด่วน มักจะมีปัญหาเกี่ยวกับการปรับอัตราเร็ว เพราะดูเหมือนจะเชื่องช้าไม่ทันใจ เหมือนกับบนทางด่วน อัตราเร็วที่คุณขับขี่ 70 กม./ชม. อาจดูเหมือนเพียง 30 กม./ชม.
คุณต้องใช้เวลาในการปรับตัว ถนนที่แยกหรือต่อเชื่อมจากทางด่วนมักจะมีการหักมุมในระยะสั้นซึ่งคุณควรจะต้องลดอัตราเร็วลงอย่างมาก
สังเกตการจราจรข้างหน้า ซึ่งอาจต้องเข้าแถวที่วงเวียน หรือรอสัญญาณไฟจราจร
การขับขี่เมื่อทางด่วนเปียกน้ำ
การมองเห็นบนทางด่วนอาจเลวลงเพราะละอองไอน้ำที่ฟุ้งกระจาย เนื่องจากรถยนต์ที่วิ่งด้วยอัตราเร็วสูง โดยเฉพาะอย่างยิ่งบริเวณด้านหลัง ของรถยนต์ขนาดใหญ่
-คุณอาจต้องใช้ไฟหน้า เพื่อช่วยให้ผู้ขับขี่คนอื่นมองเห็นคุณ
-ลดอัตราเร็วลงเมื่อสภาพการขับขี่เลวลง เพื่อความปลอดภัย
-ปรับอัตราเร็วของรถยนต์ให้เหมาะสมกับสภาพ และเว้นระยะห่างให้มากกว่าปกติด้วย
การขับขี่เมื่อลมกระโชกด้านข้าง
ลมเป็นอันตรายอย่างหนึ่งของการขับขี่ ลมสามารถมีผลกระทบต่อการบังคับพวงมาลัยของคุณ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อมีลมพัดแรงมาจากด้านซ้ายของทางด่วนที่เปิดโล่ง ต้องระมัดระวังอย่างยิ่ง ในขณะที่คุณขับขี่ผ่านรถยนต์ขนาดใหญ่จะมีกระแสลมแรงพัดผ่านรถยนต์ของคุณ หรือ บางครั้งกระแสลมแรงอาจพัดมาจากขอบกำแพงหรือสะพานซึ่งทำให้รถยนต์ของคุณเอียงวูบไปทางขวาได้
ในกรณีของลมที่พัดแรงมาก คุณต้องเตรียมพร้อมที่จะเผชิญกับปัญหายุ่งยาก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อรถยนต์ของคุณมีลักษณะเป็นทรงสูงหรือมีการลากจูง
ผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์ ก็เจอปัญหาเรื่องลมแรงเหมือนกัน ดังนั้นจึงควรเว้นระยะห่างให้เพียงพอเมื่อขับขี่แซงรถจักรยานยนต์
การขับขี่เมื่อมีหมอก
เมื่อถนนมีหมอก คุณจะต้องสามารถหยุดได้อย่างปลอดภัยภายในระยะทางที่คุณสามารถเห็นได้ชัดเจน
-ควรขับขี่ด้วยการเปิดไฟหน้าต่ำ
-ตรวจสอบกระจกมองหลังและลดอัตราเร็ว หมอกทำให้การมองเห็นไม่ชัดเจน คุณต้องปรับอัตราเร็วและเว้นระยะห่างให้เหมาะสม โดยลดอัตราเร็วและเพิ่มระยะห่างจากรถยนต์คันหน้าให้มากขึ้น
อุบัติเหตุที่เกิดขึ้นในขณะหมอกลงนั้นมักมีสาเหตุมาจาก
-การขับขี่ด้วยความเร็วสูงเกินไป
-การขับขี่ชิดกับรถยนต์คันหน้ามากเกินไป
-การขับขี่โดยคิดเอาเองว่าในหมอกข้างหน้านั้นไม่มีสิ่งใดเป็นอุปสรรค
-การขับขี่อย่างประมาท โดยไม่คำนึงถึงสภาพเลวร้ายต่างๆ
ไฟตัดหมอกที่อยู่ด้านหลังของรถยนต์อาจทำให้ผู้ขับขี่ซึ่งตามมาข้างหลังมีอาการตาค้าง และอาจเบรกไม่ทันเมื่อรถยนต์คันหน้าหยุดอย่างกะทันหัน
การใช้ไฟตัดหมอก ควรใช้เฉพาะกรณีที่มีหมอกลงจัดจนไม่สามารถมองเห็นได้ชัดในระยะ 100 เมตร
ดังนั้นการออกจากทางด่วนก็ควรระมัดระวังและเตรียมพร้อมเสมอระมัดระวังอุบัติเหตุที่อาจเกิดขึ้นข้างหน้า และอาจมีรถยนต์ฉุกเฉินวิ่งตามมาข้างหลังโดยอาจวิ่งอยู่บนไหล่ทางก็ได้
เครื่องหมายจราจรและสัญญาณเตือนบนทางด่วน
เครื่องหมายจราจรบนทางด่วนมักมีขนาดใหญ่กว่าปกติ ทำให้สามารถมองเห็นได้ในระยะไกล ซึ่งจะช่วยให้คุณสามารถวางแผนการขับขี่ได้ดี
สัญญาณเตือนจะแสดงให้คุณทราบจุดอันตรายบนทางด่วน เช่น อุบัติเหตุเมื่อฝนตกถนนลื่น ฯลฯ คุณจะต้องลดอัตราเร็ว ดูสัญญาณจากตำรวจจราจร อย่าเพิ่มอัตราเร็วจนกว่าจะพ้นจากบริเวณที่มีสิ่งกีดขวาง
ระมัดระวังไฟเตือนสีส้มข้างหน้าซึ่งจะเตือนให้คุณทราบเกี่ยวกับเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นข้างหน้า เช่น
-การปิดช่องจราจรบางช่อง
-การจำกัดอัตราเร็ว
-งานซ่อมบำรุงถนน
-อุบัติเหตุฉุกเฉินอื่นๆ
การหยุดบนทางด่วน
คุณจะต้องไม่หยุดบนทางด่วน เว้นแต่
-มีไฟแดงบอกให้หยุด
-มีเหตุฉุกเฉินเกิดขึ้น
-เพื่อป้องกันอุบัติเหตุ
-ตำรวจจราจรหรือเครื่องหมายบอกให้หยุด
ถ้าจำเป็นต้องจอดบนผิวถนนหรือไหล่ทาง คุณต้องเปิดไฟกะพริบฉุกเฉินด้วย และอย่าลืมปิดไฟกะพริบดังกล่าวก่อนที่จะออกรถยนต์ อย่าขับขี่โดยการเปิดไฟกะพริบฉุกเฉินทิ้งไว้ นอกจากคุณอาจเปิดไว้เป็นระยะสั้นๆ เพื่อเตือนให้รถยนต์คันหลังทราบว่าข้างหน้ามีปัญหาบางอย่างเกิดขึ้น
อุบัติเหตุ
อุบัติเหตุที่เกิดขึ้นหลายๆ แบบ อาจเกิดจากความประมาทเพียงไม่กี่วินาทีเท่านั้น เมื่อคุณพบว่ามีอุบัติเหตุเกิดขึ้นข้างหน้า ควรให้ความสนใจสิ่งที่อยู่หน้ารถของคุณและระมัดระวัง มิฉะนั้นคุณอาจเป็นรายต่อไป การชอบ “สอดรู้ สอดเห็น” มักจะทำให้เกิดอุบัติเหตุต่อเนื่อง ควรจอดรถยนต์บนไหล่ทางเมื่อมีเหตุฉุกเฉินเกิดขึ้นเท่านั้น เพื่อไม่ให้กีดขวางการจราจร
รถยนต์เสีย
ถ้ารถยนต์ของคุณเสีย ควรจอดบนไหล่ทาง ถ้าเป็นไปได้พยายามจอดให้ใกล้กับบริเวณที่ติดตั้งโทรศัพท์บนทางด่วน หมุนพวงมาลัยให้รถยนต์เข้าจอดบนไหล่ทางข้างซ้ายของถนนให้มากที่สุดอย่างปลอดภัย
ถ้าการเสียของรถยนต์มีผลต่อการควบคุมรถ
-พยายามรักษารถยนต์ให้วิ่งในแนวตรงโดยถือพวงมาลัยให้มั่นคง
-หลีกเลี่ยงการใช้เบรกอย่างรุนแรง
-ควบคุมรถเข้าไปบนไหล่ทางเมื่อรถมีอัตราเร็วต่ำลงแล้ว
หลักการปฏิบัติเมื่อจอดรถยนต์บนทางด่วน
-เปิดไฟกะพริบฉุกเฉิน
-ตรวจดูให้แน่ใจว่าไฟหรี่ทำงาน เมื่อจอดในยามค่ำคืน
-อย่าเปิดประตูรถด้านนอก
-เตือนผู้โดยสารในรถยนต์ให้ทราบถึงอันตรายของรถยนต์ที่วิ่งผ่านไป
-ถ้ามีสัตว์เลี้ยงในรถจะต้องไม่ปล่อยให้ออกมาข้างนอก
-ถ้าจะออกจากรถยนต์ คุณต้องใช้ประตูด้านซ้ายของรถยนต์
-คุณและผู้โดยสาร ควรยืนชิดขอบถนนด้านซ้ายใกล้กับรถยนต์
-ถ้ามีป้ายเตือนสามเหลี่ยม ควรนำออกมาตั้งไว้ด้านหลังของรถยนต์ โดยห่างออกไปอย่างน้อย 150 เมตร อย่าลืมเก็บเมื่อจะออกรถ
-อย่าพยายามซ่อมรถ แม้เพียงน้อยนิดในขณะที่อยู่บนทางด่วน
โทรศัพท์ฉุกเฉิน
บนทางด่วนจะมีโทรศัพท์ฉุกเฉินติดตั้งเป็นระยะๆ ตรวจสอบดูเครื่องหมายโทรศัพท์ และใช้โทรศัพท์ขอความช่วยเหลือ
ที่มา:ธีรยุทธ  สุวรรณประทีป

บทความอื่น ๆ ที่น่าสนใจ:

Share this :

  • Stumble upon
  • twitter

Comments are closed.