การขับขี่อย่างระวังภัย

Posted on : 26-12-2013 | By : Author | In : การขับรถยนต์

การจราจรบนถนนในปัจจุบันมักจะมีรถยนต์หนาแน่นมากกว่าในอดีต และจะเห็นได้ว่าการจราจรมักจะติดขัดและหนาแน่นเพิ่มขึ้นตลอดเวลาทั้งกลางวันและกลางคืน
นอกจากการจราจรที่หนาแน่นแล้ว ผู้ขับขี่ในปัจจุบันต้องพบกับสิ่งที่คาดไม่ถึง สิ่งที่ปราศจากเหตุผล ความก้าวร้าวและบางครั้งต้องพบกับพฤติกรรมการขับขี่ที่เป็นอันตราย
พฤติกรรมเช่นนี้ทำให้สภาพการขับขี่บนถนนมีแต่ความเห็นแก่ตัวและมีอันตรายสูงเพื่อเอาชีวิตรอดจากสภาพดังกล่าว ผู้ขับขี่ต้องเรียนรู้และฝึกฝนกลยุทธ์เชิงป้องกันอันตราย
กลยุทธ์ดังกล่าวถือว่าเป็นกลยุทธ์ในการขับขี่อย่างระวังภัยหรือแบบมีการวางแผน
การขับขี่อย่างระวังภัย
มีพื้นฐานอยู่บนการเฝ้าสังเกตอย่างมีประสิทธิภาพ การคาดการณ์ล่วงหน้า และการควบคุมที่ดี ต้องตั้งคำถามอยู่เสมอเกี่ยวกับการกระทำของผู้ขับขี่รายอื่น และพร้อมที่จะเผชิญกับเหตุการณ์ต่างๆ ที่ไม่คาดคิด
รวมทั้งสามารถแก้ไขหรือปฏิบัติได้โดยไม่ตื่นตกใจ
การขับขี่อย่างระวังภัย จะเกี่ยวข้องกับ
-ความตื่นตัว
-การวางแผน
-ความคาดหมายล่วงหน้า
-ความสามารถในการควบคุม
-ขับขี่ด้วยความรับผิดชอบ ระมัดระวัง ไม่ประมาท และมีนํ้าใจต่อผู้อื่น
โดยคำนึงถึงความปลอดภัยเหนือสิ่งอื่นใด นอกจากความปลอดภัยของตัวคุณเองแล้ว ยังต้องคำนึงถึงความปลอดภัยของผู้ขับขี่รายอื่นด้วย ซึ่งรวมถึงผู้ที่อาจได้รับบาดเจ็บได้ง่าย เช่น คนเดินถนนหรือขี่จักรยาน คาดการณ์ไว้ก่อนว่าผู้อื่นอาจทำผิดพลาด และเตรียมตัวให้พร้อมที่จะ ชะลออัตราเร็วหรือหยุด ถึงแม้ว่าคุณจะเป็นฝ่ายถูกก็ตาม
ความปลอดภัยของคุณ
อยู่ในกำมือของคุณเอง ยิ่งคุณควบคุมรถได้ดีและใช้พื้นที่ของถนนได้อย่างเหมาะสม คุณก็จะยิ่งปลอดภัยมากขึ้น
ตัวอย่างที่ดี
การขับขี่ที่ดีของคุณจะเป็นตัวอย่างที่ดีสำหรับผู้ขับขี่คนอื่นๆ คุณอาจไม่ทราบถึงความประทับใจของผู้ขับขี่อื่นที่ได้พบเห็น ตัวอย่างที่ดี่จากคุณ โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ขับขี่มือใหม่ และบางครั้งสามารถช่วยให้ปลอดภัยได้ในอนาคต
ให้ความเอื้อเฟื้อ
ด้วยการขับแบบนี้ จะแสดงถึงความอดทนและการคาดการณ์ล่วงหน้าของคุณ สิ่งนี้จะช่วยลดความขัดแย้งลงได้มาก ซึ่งมักเกิดจากการมีจิตใจคับแคบ การใช้ภาษาหยาบคาย การขู่เข็ญหรือในกรณีที่เลวร้าย อาจมีการทำร้ายร่างกายกัน
หลีกเลี่ยงการขับขี่ที่อาจก่อให้เกิดอันตราย ได้แก่
-การขับขี่ที่คุกคามผู้ใช้ถนนคนอื่นๆ
-การขับขี่ที่จะก่อให้เกิดการตอบโต้
-การขับขี่ที่ก่อให้เกิดภาวะเสี่ยงอันตราย
การขับขี่แบบแข่งขัน
อย่าขับขี่ด้วยวิญญาณของการขับขี่แบบแข่งขัน เพราะโดยธรรมชาติแล้ว ถือว่าตรงกันข้ามกับการขับขี่อย่างระวังภัยเนื่องจากจะเป็นตัวเพิ่มความเสี่ยงให้แก่ทุกคน
การสังเกตอย่างมีประสิทธิภาพ
การสังเกตไม่ใช่เพียงแต่การมองเท่านั้น เมื่อคุณมองกระจก ไม่ใช่เพียงแต่มองเท่านั้น คุณจะต้องตอบสนองต่อสิ่งที่เห็นด้วย จะต้องคิดตามไปด้วย โดยสังเกตเกี่ยวกับอัตราเร็ว พฤติกรรมการขับขี่ ตลอดจนคาดการณ์ความตั้งใจของผู้ขับขี่รายอื่นถ้าคุณมิได้สังเกตอย่างมีประสิทธิภาพ คุณจะ ไม่ได้ข้อมูลที่แท้จริง เพื่อประเมินสภาพการจราจรได้ถูกต้อง
ที่บริเวณทางแยกเพียงแค่การมองก็คงไม่ได้ช่วยอะไรได้ ถ้ามีสิ่งกีดขวางการมองของคุณ เช่น มีรถยนต์จอดขวางอยู่ ทำให้คุณไม่สามารถมองเห็นรถยนต์ที่กำลังวิ่งสวนทางมา คุณต้องเลื่อนมายังตำแหน่งที่สามารถเห็นได้โดยไม่ลํ้าออกมากีดขวางการจราจร คุณจะต้อง
-มองดู
-ประเมินสถานการณ์
-ตัดสินใจก่อนกระทำการอย่างใด
ทั้งหมดนี้คือการเฝ้าสังเกตอย่างมีประสิทธิภาพ

ขับขี่ปลอดภัย

เพียงมองดูอย่างเดียวนั้นไม่ปลอดภัยพอคุณจะต้องคิดตามและตอบสนองต่อสิ่งที่เห็นด้วยการขับขี่อย่างปลอดภัย
การสังเกตสิ่งที่เห็นข้างหน้า
ผู้ขับขี่ที่ชำนาญมักจะเฝ้าสังเกตอย่างสม่ำเสมอ และเข้าใจถึงเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นข้างหน้า อย่าขับขี่โดยที่การมองเห็นถูกจำกัด ควรขับขี่ด้วยอัตราเร็วที่คุณสามารถหยุดรถยนต์ได้อย่างปลอดภัยภายในระยะทางที่คุณสามารถมองเห็นได้อย่างชัดเจนเสมอ ผู้ขับขี่ที่ดีจะต้องมองไปข้างหน้าเป็นมุมกว้าง มองด้านข้าง และใช้กระจกมองหลังเป็นระยะๆ เพื่อให้ทราบสถานการณ์ต่างๆ ตลอดเวลาที่ขับขี่ รักษาระยะห่างอย่างน้อย 1 เมตร สำหรับทุกๆ อัตราเร็ว 1 กม./ชม. หรือเทียบระยะห่างเป็นเวลา 2 วินาที
ในกรณีที่อากาศไม่ดี เช่น มีฝนตกให้เพิ่มระยะห่างเป็น 2 เทา หรือระยะห่างเป็นเวลา 4 วินาที
การขับขี่ที่มีรถจี้ท้าย
เมื่อรถคันหลังขับชิดท้ายรถของคุณมากเกินไป จะเพิ่มระยะห่างระหว่างรถของคุณกับรถคันหน้าให้มากขึ้น
การเข้าสู่ทางโค้ง
เมื่อขับขี่เข้าสู่ทางโค้ง คุณต้องถามตัวเองว่า
-ทางโค้งนั้นมีความโค้งมากน้อยเพียงใด
-ความเร็วที่ใช้อยู่นั้น ถูกต้องหรือไม่
-ขับขี่อยู่ในตำแหน่งที่ถูกต้องหรือไม่
-อาจพบอะไรบ้างข้างหน้า
-จะหยุดรถยนต์ได้ทันหรือไม่ถ้ามีเหตุฉุกเฉินเกิดขึ้น

ขับขี่ปลอดภัย1

มองไปข้างหน้าเป็นมุมกว้างให้ทั่วๆ
การเข้าสู่ทางแยก
คุณควรถามตัวเองว่า
-ผู้ขับขี่รายอื่นจะมองเห็นคุณหรือไม่
-คุณจะแน่ใจได้หรือไม่ว่าเขาเห็นคุณ
-คุณจะหลบหลีกได้อย่างไรถ้าเขาไม่เห็นคุณ
ที่บริเวณทางแยก
ขอบเขตการมองเห็นในถนนอื่นจะดีขึ้นเมื่อเข้าใกล้ทางแยกมากขึ้น แต่อาจยังมีขีดจำกัดอยู่บ้าง คุณอาจต้องเข้าไปใกล้มากขึ้น ก่อนที่จะสามารถมองเห็นถนนอื่นได้กว้างไกลเพียงพอว่ามีความปลอดภัยก่อนที่จะเคลื่อนออกไป
ที่ทางแยกบางแห่ง การมองเห็นของคุณอาจถูกจำกัด ซึ่งคุณต้องเคลื่อนไปทีละน้อย แล้วหยุดมองให้ได้ตำแหน่งเหมาะสมก่อนที่จะเคลื่อนตัวออกไป คุณต้อง
-มองดูในทุกทิศทางก่อนที่จะขับขี่ออกไปร่วมเส้นทางอื่น
-มองดูอยู่ตลอดเวลา ในขณะที่กำลังเข้าร่วมเส้นทางอื่น
-พร้อมเสมอที่จะหยุดรถ
-ใช้ข้อมูลทั้งหมดที่สามารถหาได้ เช่น การมองผ่านหน้าต่างของรถยนต์ที่จอดอยู่
-ใช้ภาพสะท้อนจากกระจกหน้าร้านค้าริมถนน

ขับขี่ปลอดภัย2

มองดูทุกทิศทางก่อนขับเข้าร่วมเส้นทางและขณะร่วมเส้นทาง
รถยนต์ที่จอดใกล้ทางแยก
รถยนต์ที่จอดใกล้ทางแยกสามารถกีดขวางการมองเห็นได้ คือ
-รถจักรยานยนต์ซึ่งคุณอาจสังเกตเห็นยากกว่ารถยนต์
-จักรยานยนต์บางคัน อาจใช้อัตราเร็วสูงมากกว่าที่คุณคาดคิดไว้
-คนข้ามถนนอาจเดินข้ามถนนที่บริเวณทางแยก และมักจะกะความเร็วรถไม่ค่อยถูกต้องนัก
ข้อควรจำ
อย่าเพียงชำเลืองมอง แต่จงให้เวลาตัวเองอย่างเพียงพอ เพื่อจะได้มองเห็นอย่างชัดเจน
การสังเกตการจราจรด้านหลังรถยนต์
คุณต้องทราบสถานการณ์จราจรด้านหลังรถยนต์ของคุณให้มากที่สุด เท่าที่จะทำได้อยู่เสมอ ก่อนที่จะเปลี่ยนทิศทางหรือเปลี่ยนความเร็ว คุณจะต้องทราบว่าการกระทำของคุณนั้นกระทบต่อผู้ขับขี่รายอื่นอย่างไร คุณควรระวังว่าอาจมีรถกำลังจะแซงรถของคุณอยู่
การหันมองไปโดยรอบ ในขณะชับขี่โดยเฉพาะเมื่อใช้ความเร็วสูง เป็นการเสี่ยงอันตรายอย่างยิ่งเนื่องจากในขณะที่คุณกำลังหันไปโดยรอบ คุณจะขาดการรับทราบสิ่งที่เกิดขึ้นข้างหน้า
ควรจำไว้ว่าในขณะที่รถยนต์ขับเคลื่อนด้วยอัตราเร็ว 90 กม./ชม. นั้น มันจะเคลื่อนที่ไปได้ 25 เมตรต่อวินาที ดังนั้นเพียงครึ่งวินาทีที่คุณหันไปมองนอกเส้นทาง รถยนต์จะเคลื่อนที่ไปแล้ว 12.5 เมตร

ขับขี่ปลอดภัย3

คอยระวังว่ารถข้างหลังกำลังจะทำอะไร
ใช้กระจกหลังอย่างสม่ำเสมอและตื่นตัว ซึ่งจะช่วยให้ทราบข้อมูลใหม่ๆ อยู่ตลอดเวลาว่ามีอะไรเกิดขึ้นบ้างบริเวณด้านหลังของรถ ในเวลาเดียวกันก็จะต้องทราบสถานการณ์ต่างๆ บริเวณด้านหน้าของรถด้วย
การชำเลืองมองดูด้านข้างบางครั้งก็มีประโยชน์ เช่นตรวจสอบจุดบอดทุกครั้ง
-ก่อนที่คุณจะเปลี่ยนช่องจราจรบนทางด่วนหรือบนทางหลวงแบบคู่
-เมื่อมีรถยนต์เข้าร่วมเส้นทางจากด้านซ้ายหรือด้านขวา
เมื่อใดคุณจึงจะใช้กระจกมองหลังและมองข้าง คุณจะต้องมองกระจกล่วงหน้าก่อนที่จะให้สัญญาณ เพื่อกระทำสิ่งต่างๆ เช่น ก่อน
-ออกตัวรถยนต์จากตำแหน่งจอด
-เปลี่ยนทิศทาง
-เลี้ยวซ้ายหรือขวา
-แซงรถยนต์คันหน้า
-เปลี่ยนช่องจราจร
-ชะลออัตราเร็วหรือหยุดรถยนต์
-เปิดประตูรถยนต์
กระจกมองหลังและมองข้างจะต้องสะอาดปราศจากฝุ่นละอองและสิ่งสกปรกต่างๆ คุณจะต้องปรับกระจกให้ถูกต้องเพื่อให้สามารถมองเห็นสิ่งต่างๆ ด้านหลังและด้านข้างได้อย่างชัดเจนและรับช่วงกันได้อย่างเหมาะสม
เพียงแค่การมองนั้นไม่เพียงพอ
ทุกครั้งที่คุณมองกระจกหลัง อย่าเพียงแต่มองอย่างเดียวเท่านั้น คุณต้องมีความตื่นตัวในสิ่งที่คุณเห็น ประเมินอัตราเร็ว พฤติกรรมและ จุดประสงค์ของรถยนต์ที่เคลื่อนที่อยู่ด้านหลัง
รถยนต์ส่วนมากจะมีจุดบอดซึ่งคนขับมักจะมองไม่เห็นชัดเจนซึ่งจุดนี้มักอยู่เยื้องไปข้างหลังเล็กน้อย โดยเฉพาะอย่างยิ่งทางด้านซ้ายของรถยนต์ ดังนั้นคุณควรหลีกเลี่ยงการขับขี่รถยนต์ของคุณให้อยู่ตรงบริเวณจุดบอดของรถยนต์คันอื่น ควรขับขี่ให้พ้นขึ้นไปข้างหน้าหรือต่ำลงข้าง หลังมากๆ เพื่อให้ผู้ขับขี่คันอื่นมองเห็นรถยนต์ของคุณ
การขับขี่เข้าหาสัญญาณไฟจราจรซึ่งเป็นไฟเขียว
เมื่อคุณขับขี่มุ่งเข้าหาบริเวณทางแยกซึ่งมีสัญญาณไฟจราจรติดตั้งอยู่ และในขณะนั้นสัญญาณไฟจราจรเป็นสัญญาณไฟเขียว คุณควรถามตัวคุณเองว่า
-ไฟเขียวนั้นสว่างนานเท่าไรแล้ว
-มีรถยนต์มากเพียงใด ที่จอดรออยู่ในถนนอีกข้างหนึ่ง ถ้ามีรถรออยู่มาก แสดงว่าไฟเขียวอาจกำลังจะเปลี่ยนเป็นไฟแดง
-คุณมีเวลามากพอที่จะหยุดรถยนต์หรือไม่
-รถยนต์ที่วิ่งตามหลังคุณมานั้น สามารถหยุดได้ทันหรือไม่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าเป็นรถบรรทุก
สิ่งที่ไม่ควรทำ
-อย่าเร่งรถยนต์เพื่อแข่งให้ทันสัญญาณไฟจราจร
-อย่ารอจนนาทีสุดท้าย แล้วเบรกอย่างรุนแรง เพราะการเบรกอย่าง รุนแรงจะทำให้เกิดการลื่นไถลได้
-ในกรณีที่สัญญาณไฟจราจรเสีย คุณจะต้องระมัดระวังและให้ปฏิบัติเช่นเดียวกับทางแยกที่ไม่มีเครื่องหมายจราจรต่างๆ
ข้อควรจำ
ผู้ขับขี่บางคนอาจคาดล่วงหน้าเกี่ยวกับการเปลี่ยนสัญญาณไฟจราจร โดยการเร่งรถออกไปในขณะที่สัญญาณไฟยังคงเป็นสีแดง หรือเหลือง ดังนั้นหากมีผู้ขับขี่ที่คิดเหมือนกันเช่นนี้ ก็จะก่อให้เกิดอุบัติเหตุชนกัน ซึ่งสิ่งนี้สามารถหลีกเลี่ยงไม่ให้เกิดขึ้นได้

ขับขี่ปลอดภัย4

ขับเข้าหาสัญญาณไฟจราจรสีเขียวอย่างระมัดระวัง
การให้สัญญาณ
ให้สัญญาณเพื่อ
-เตือนให้ผู้ขับขี่รายอื่นทราบความตั้งใจของคุณ
-ช่วยผู้ใช้ถนนรายอื่นๆ
ผู้ใช้รถใช้ถนนได้แก่
-ผู้ขับขี่ตามหลังรถยนต์ของท่านและผู้ขับขี่ที่วิ่งสวนทางมา
-ผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์
-ผู้ขี่จักรยาน
-คนเดินเท้า
-ตำรวจจราจร
-ผู้ดูแลคนข้ามถนน
การให้สัญญาณควรกระทำอย่างชัดเจนและเหมาะสมกับจังหวะเวลา
สัญญาณไฟเลี้ยว
ช่วยให้ผู้ขับขี่รายอื่นทราบความตั้งใจของคุณ โดย
-ให้สัญญาณตามจังหวะเวลาที่ถูกต้อง เพื่อให้เวลามากเพียงพอที่จะให้เขามองเห็นและตอบสนองต่อสัญญาณของคุณ
-วางตำแหน่งรถของคุณให้ถูกต้องแต่เนิ่นๆ เพื่อปฏิบัติตามที่คุณต้องการ
รถยนต์โดยสาร
-มองตรงไปข้างหน้า ให้ไกลเมื่อมีรถยนต์โดยสารจอดอยู่ริมถนน คอยสังเกตดูสัญญาณของรถยนต์โดยสารที่แสดงว่ากำลังจะเคลื่อนออกมา
-ถ้าเป็นไปได้ก็ให้รถยนต์โดยสารไปก่อน
การให้สัญญาณสับสน
การให้สัญญาณไฟเลี้ยวซ้ายอาจหมายถึงคุณต้องการเลี้ยวซ้ายหรือคุณต้องการจอดบนขอบทางข้างซ้ายก็ได้
ควรหลีกเลี่ยงการให้สัญญาณไฟเลี้ยวซ้ายก่อนถึงทางแยกเลี้ยวซ้ายถ้าคุณไม่ต้องการเลี้ยวซ้ายแต่ต้องการจอดเมื่อข้ามทางแยกไปแล้วเพราะจะทำให้ผู้ขับขี่ตามหลังเข้าใจผิดได้ว่าคุณกำลังจะเลี้ยวซ้าย และผู้ขับขี่ที่คอยอยู่ทางแยกอาจขับออกมาเข้าเส้นทางของคุณ

ขับขี่ปลอดภัย5

อย่าให้สัญญาณอย่างสับสน
-คุณควรรอจนกระทั่งรถยนต์ของคุณผ่านทางแยกไปก่อนแล้วจึงให้สัญญาณไฟเลี้ยวซ้ายเพื่อจอดข้างถนน
-ลดอัตราเร็วลงโดย เบรกอย่างนิ่มนวล ไฟเบรกของคุณจะเตือนผู้ขับขี่คันหลัง
ในทางกลับกัน ถ้าคุณจอดคอยที่ทางแยก คุณต้องแน่ใจว่ารถยนต์คันที่เปิดไฟกะพริบเพื่อเลี้ยวซ้ายนั้นได้เลี้ยวซ้ายจริงหรือไม่
คุณอาจขับเคลื่อนเข้าไปขวางเส้นทางการเคลื่อนที่ของรถคันนั้นโปรดจำไว้ว่าวงเวียนมักจะมีหลายช่องจราจรพร้อมด้วยรถยนต์หลายคันที่อาจเปลี่ยนอัตราเร็วและทิศทาง สิ่งที่สำคัญคือคุณต้องให้สัญญาณที่ถูกต้องและเหมาะสมกับจังหวะเวลา
การเตือนผู้ขับขี่รายอื่น
การใช้แตร โอกาสที่จะใช้แตรนั้นโดยทั่วไปมีน้อย
การใช้แตรไม่ได้หมายความว่า
-คุณเป็นฝ่ายถูก
-จะช่วยให้คุณขับได้อย่างปลอดภัย
การใช้แตรจะกระทำเมื่อจำเป็น เช่น
-เมื่อคุณคิดว่าเขาไม่เห็นคุณ
-เมื่อคุณต้องการเตือนให้เขาทราบว่าคุณกำลังอยู่ในบริเวณนั้น เช่น บริเวณทางโค้งหรือทางแยกที่มีจุดบอด
อย่าใช้แตรเพื่อโต้ตอบผู้ขับขี่รายอื่นด้วยความตั้งใจ หรือด้วยความโกรธ ไม่ควรใช้แตรเมื่อจอดรถอยู่กับที่ และบริเวณที่พักอาศัยในยามค่ำคืน ยกเว้นเมื่อมีอันตรายจากรถยนต์ที่กำลังเคลื่อนที่
ข้อควรจำ
-หลีกเลี่ยงการใช้แตรเป็นเวลายาวนาน เพราะอาจทำให้คนเดินเท้าริมถนนตกใจได้
-ถ้าคนเดินเท้าไม่ตอบสนองต่อเสียงแตรที่คุณให้สัญญาณ อาจเป็น เพราะเขาเป็นคนหูหนวก
การใช้ไฟกะพริบสูงต่ำ
การใช้ไฟกะพริบสูงต่ำ ของไฟหน้าก็สามารถช่วยเตือนผู้ขับขี่รายอื่นแทนเสียงแตรได้เช่นกัน
ถ้ามีรถยนต์คันใดคันหนึ่งเปิดไฟสูงต่ำมายังคุณ ก่อนที่คุณจะตอบสนองต่อสัญญาณต้องแน่ใจว่า
-คุณเข้าใจความหมายของสัญญาณนั้น
-สัญญาณนั้นต้องการให้คุณทราบจริงหรือไม่
ถามตัวเองว่า
-ผู้ขับขี่รายอื่นพยายามจะบอกอะไรแก่คุณ เช่น เขาต้องการหยุด ตรงไป เลี้ยว หรือขอบคุณ
-ถ้าคุณเคลื่อนที่ออกไปจะปลอดภัยหรือไม่
-สัญญาณนั้นสำหรับตัวคุณเองหรือสำหรับผู้อื่น
-สัญญาณนั้นเป็นจริง หรือเกิดขึ้นโดยบังเอิญ
การใช้ไฟสูงต่ำของไฟหน้ามักดีกว่าการใช้แตร เมื่อขับขี่บนทางด่วนหรือบนทางด่วนที่แยกเป็นสองส่วน
ควรระมัดระวังต่อการเตือนของผู้ขับขี่รายอื่น ถ้ามีผู้ขับขี่ด้านหลังเปิดไฟสูงต่ำของไฟหน้าและขับขี่อย่างน่ากลัวอันตรายเข้ามาใกล้รถยนต์ของคุณ คุณควรขับขี่ด้วยความสงบ และอย่าตื่นเต้น เพียงแต่ค่อยๆ เปลี่ยนช่องจราจรไปทางซ้ายเพื่อให้เกิดช่องว่างเพียงพอกับความปลอดภัย และคุณควรตรวจสอบด้วยว่าคุณสามารถทำได้โดยไม่ตัดหน้ารถที่กำลังขับเคลื่อนที่อยูในช่องจราจรทางด้านซ้าย
ข้อควรจำ
การขับเคลื่อนออกไปอย่างปลอดภัยและการเปลี่ยนช่องจราจรเป็นความริบผิดชอบของคุณ การกะพริบไฟหน้านั้นไม่มีความหมายอะไร เพียงแค่เป็นการเตือนให้ผู้อื่นทราบว่าคุณอยู่ตรงนั้น ซึ่งก็คล้ายกับการใช้แตร ทำให้เกิดการตื่นตัว

ขับขี่ปลอดภัย6

รถคันไหนที่โดนเปิดไฟกะพริบใส่

การรู้จักเหตุแห่งอันตราย
เหตุการณ์หลายอย่าง สามารถเกิดขึ้นได้ในเวลาเดียวกันหรือเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องโดยเร็ว จากรูปจะเห็นว่ารถยนต์คันหนึ่งเบี่ยงออกนอกทางเพื่อแซงรถบรรทุกที่จอดอยู่ข้างถนน แต่
-รถยนต์คันที่วิ่งสวนทางมานั้นจะเลี้ยวซ้ายจริงหรือไม่ ผู้ขับขี่คันนั้นอาจลืมปิดไฟเลี้ยวหลังการเลี้ยวครั้งก่อนหน้า
-ถ้ารถยนต์คันนั้นเลี้ยวซ้าย คนที่ยืนอยู่ริมถนนจะข้ามถนนหรือไม่
-ผู้ขับขี่ที่ต้องการจะแซงรถบรรทุกนั้นจะมองเห็นรถอีกคันหนึ่งที่ทาง แยกซึ่งอาจต้องการจะเลี้ยวซ้ายเมื่อใด
ถ้าคุณขับขี่เร็วเกินไป คุณจะไม่สามารถเผชิญกับเหตุการณ์ต่างๆ เหล่านี้ได้อย่างทันท่วงที
ดังนั้นผู้ขับขี่คนอื่นซึ่งอาจไม่ได้ทำอะไรผิดพลาด จะต้องประสบกับสถานการณ์ที่เป็นอันตรายอย่างมาก

ขับขี่ปลอดภัย7

มองไปข้างหน้าเพื่อดูว่ามีอันตรายหรือไม่
อันตราย
อันตรายคือสถานการณ์ใดๆ อันอาจเกี่ยวข้องกับการปรับความเร็วหรือการเปลี่ยนช่องจราจร
การจะเห็นว่าเป็นอันตรายหรือไม่จะต้องมองไปข้างหน้าให้ไกลเพื่อมองหา
-ป้ายสัญญาณ
-การเปลี่ยนแปลงสภาพต่างๆ ของถนน
-รถยนต์ที่จอดริมถนน
-ทางแยกที่มี
-ผู้ขับขี่จักรยานยนต์
-ผู้ขับขี่จักรยาน
-คนเดินเท้า
-สัตว์เลี้ยงต่างๆ
เมื่อทราบถึงสิ่งที่น่าเป็นอันตรายแล้ว คุณจะต้องมองกระจกหลังด้วยเพื่อประมาณดูว่า ผู้ขับขี่รายอื่นจะส่งผลกระทบต่อแผนการขับขี่ของคุณอย่างไร และการกระทำของคุณมีผลกระทบต่อผู้ขับขี่รายอื่นที่ตามมาอย่างไรบ้าง
การเว้นระยะห่างและจังหวะเวลา
ต้องให้เวลาอย่างเพียงพอ และเว้นระยะห่างเผื่อไว้เสมอ เพื่อให้คุณสามารถแก้ไขปัญหาต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้นข้างหน้า
-กวาดสายตาของคุณ มองไปโดยรอบ
-มองตรงไปข้างหน้า ทั้งระยะใกล้และไกล โดยเฉพาะอย่างยิ่งในตัวเมือง ซึ่งเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นได้อย่างรวดเร็ว
-ตรวจสอบเป็นประจำว่ามีอะไรเกิดขึ้นบ้างที่ด้านหลังรถยนต์ของคุณ
-สังเกตสิ่งบอกเหตุว่า จะมีอะไรเกิดขึ้นต่อไปอีก
ตัวอย่างเช่น รถยนต์ที่จอดอยู่ริมถนนอาจเปิดประตูได้ทันที คุณควรสังเกตว่ามีคนนั่งอยู่ในรถยนต์คันหน้าหรือไม่ รถยนต์คันนั้นอาจเคลื่อนที่ออกมาทันทีโดยไม่มีการเตือน
ถ้าคุณสามารถมองผ่านใต้ท้องรถยนต์คันที่จอดริมถนนได้ และสามารถมองเห็นเท้าของคนที่อีกด้านของรถ เขาอาจข้ามถนนตัดหน้ารถยนต์คุณได้ทันที
การเฝ้าสังเกตและการคาดล่วงหน้าอย่างมีประสิทธิภาพจะเป็นสิ่ง สำคัญอย่างยิ่งสำหรับการป้องกันอันตราย
การขับขี่ตามรถยนต์ขนาดใหญ่จะต้องระมัดระวังมากขึ้นเป็นพิเศษ โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่บริเวณวงเวียน ทางแยก หรือทางเข้าต่างๆ ฯลฯ
ผู้ขับขี่รถยนต์ขนาดใหญ่ อาจต้องวิ่งคร่อมช่องจราจรทางขวาก่อนที่จะเลี้ยวซ้าย เว้นระยะห่างให้เพียงพอจากรถขนาดใหญ่ (รถบรรทุก หรือรถโดยสารประจำทาง) ซึ่งกำลังเปลี่ยนช่องจราจร ไปข้างซ้ายหรือข้างขวา
อย่าพยามยามแซงขึ้นไปทางด้านซ้ายของช่องจราจร
ข้อควรจำ
ผู้ขับขี่อาจมองไม่เห็นคุณในกระจก ต้องระวัง
การจราจรหนาแน่นและเคลื่อนที่ช้า
ในกรณีที่การจราจรหนาแน่นและรถยนต์เคลื่อนที่ไปอย่างช้าๆ
สิ่งที่ไม่ควรปฏิบัติได้แก่
-เปลี่ยนช่องจราจรอย่างทันทีทันใด
-เปลี่ยนช่องจราจรไปมาอยู่เสมอ
-วิ่งคร่อมช่องจราจร
-วิ่งส่ายไปส่ายมา
-หยุดรถบริเวณป้าย ‘‘ห้ามกีดขวาง”
ระมัดระวังสิ่งเหล่านี้ในบริเวณที่มีการจราจรหนาแน่น และเคลื่อนที่ช้า โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่ทางออก
สิ่งที่ควรปฏิบัติ ได้แก่
-ให้โอกาสแก่ผู้เดินข้ามถนน
-ระวังรถจักรยานที่มาทางซ้าย
-เว้นระยะเผื่อการเปิดประตู

ขับขี่ปลอดภัย8

อย่าขับเข้าใกล้รถที่จอดอยู่มากเกินไป
การเคลื่อนที่เข้าสู่บริเวณอันตราย
สิ่งที่คุณต้องปฏิบัตินั้นขึ้นอยู่กับอันตรายในรูปแบบต่างๆ กัน
การปฏิบัติใดๆ ซึ่งเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงอัตราเร็วหรือช่องจราจร เรียกว่าการเคลื่อนที่ของรถยนต์
การเคลื่อนที่ของรถยนต์ สามารถแปรเปลี่ยนไปจากการขับขี่อย่างช้าจนถึงการเข้าสู่ถนนที่มีการจราจรหนาแน่น
ข้อควรจำ
ผู้ที่ขับขี่อย่างระวังภัย ควรปฏิบัติดังนี้เสมอ
-ขับขี่ด้วยอัตราเร็วที่ถูกต้องสำหรับสภาพการจราจรและสภาพถนน
-ใช้เกียร์ได้เหมาะสม
-วางตำแหน่งของรถยนต์ได้ถูกต้อง
-คาดการณ์และเตรียมพร้อมเสมอกับการเปลี่ยนแปลงสภาพการจราจรข้างหน้า
การเคลื่อนที่ของยานยนต์
ถือปฏิบัติให้เป็นนิสัย เมื่อเห็นว่าอาจมีอันตราย โดยปฏิบัติตามลำดับดังนี้
ขับขี่ปลอดภัย9
การวางตำแหน่งรถ ความเร็วและการมองดู
3 หลักสำคัญในการขับอย่างปลอดภัย
การวางตำแหน่งรถ
ควรวางให้ถูกต้องแต่เนิ่นๆ เพื่อเผชิญกับอันตราย จะช่วยให้ผู้ขับขี่อื่นๆ ทราบความตั้งใจของคุณ สิ่งนี้จะช่วยให้ผู้ขับขี่เหล่านั้นสามารถคาดเดาความต้องการของคุณได้ การปรับตำแหน่งรถช้าเกินไปอาจเกิดอันตรายได้
ถามตัวเองว่า
-คุณสามารถมองเห็นผู้ขับขี่อื่นหรือไม่และผู้ขับขี่รายอื่นสามารถเห็นคุณหรือไม่
-มีรถยนต์คันอื่นกีดขวางเส้นทางของคุณหรือไม่
-คุณมีทางออกมาก เพียงพอต่อการหลบหลีกปัญหายุ่งยากนั้นหรือไม่
-หลีกเลี่ยงการขับขี่ตัดหน้ารถยนต์คันอื่น ถ้าถนนแคบหรือมีสิ่งกีดขวาง เนื่องจากช่องจราจรปิด คุณควรเปลี่ยนช่องจราจรแต่เนิ่นๆ
อย่าคอยจนนาทีสุดท้าย และอย่าใช้สถานการณ์นั้นเพื่อแซงและแทรกเข้าในภายหลัง การทำเช่นนั้น ทำให้รถยนต์คันอื่นที่คอยอยู่แล้วไม่พอใจเพิ่มขึ้นเท่านั้นเอง
การปรับความเร็ว
ถามตัวเองว่า
-คุณสามารถหยุดได้ทันหรือไม่ถ้ารถคันหน้าเบรกอย่างกะทันหันโดยแรง
-คุณใช้ความเร็วสูงเกินไปในสภาพถนนเช่นนั้นหรือไม่
-คุณใช้เกียร์อย่างเหมาะสมต่อการควบคุมรถยนต์หรือไม่
เตรียมพร้อมที่จะลดความเร็วเมื่อเข้าใกล้เขตอันตราย และพร้อมเสมอที่จะหยุดรถ
การมองดู
มองไปข้างหน้าเพื่อประเมินเหตุการณ์อันอาจเป็นอันตรายสิ่งนี้มีความสำคัญมากโดยเฉพาะอย่างยิ่งอันตรายนั้นอยู่ที่ทางแยก คุณควรมองทุกทิศทางถึงแม้ว่าคุณจะไม่เลี้ยวก็ตาม ถ้าคุณเข้าร่วมเส้นทางอื่น โดยการเลี้ยวจากเส้นทางหนึ่ง คุณต้องระวังคอยดูรถยนต์คันอื่นเลี้ยวตัดเส้นทางของคุณ และระวังคนเดินถนนด้วย
จำกัดความเร็ว
รักษาอัตราเร็วให้อยู่ในขีดจำกัดอัตราเร็วรถยนต์ ที่วิ่งช้าต้องขับชิดซ้าย เพื่อให้โอกาสแก่รถยนต์ที่มีความเร็วสูงกว่าแซงขึ้นไป ในช่องจราจรขวา
ถึงแม้ว่าคุณจะขับขี่เท่ากับอัตราเร็วสูงสุดที่กฎหมายกำหนดก็ตาม คุณก็ไม่ควรกีดขวางการจราจร ถ้ามีรถยนต์คันอื่นขับขี่เร็วกว่าคุณ คุณก็ควรชิดซ้าย เพื่อให้รถยนต์คันนั้นแซงขึ้นไป เพราะมันไม่ใช่หน้าที่ของคุณและถือเป็นการเสี่ยงอันตรายของเขาเหล่านั้นเอง

ขับขี่ปลอดภัย10

ป้ายจำกัดความเร็ว
สภาพแสงสว่าง
การขับขี่ยามค่ำคืน คุณควรมองหาหรือสังเกต
-ป้ายสัญญาณจราจรที่มีแสงสว่าง
-ป้ายสะท้อนแสง
-ตัวสะท้อนแสง ระหว่างเส้นสีขาว
-แสงไฟจากไฟหน้ารถยนต์ที่ฉายไปบนต้นไม้ หรืออาคารซึ่งเป็นสิ่งแสดงให้เห็นถึงทางเลี้ยวหรือทางแยก
ระมัดระวัง
-มันอาจยากที่จะกะระยะห่างและอัตราเร็วจากไฟหน้า
-แสงสว่างมากๆ ของรถยนต์บางคันอาจทำให้กลบแสงสว่างจากแหล่งกำเนิดแสงที่อ่อนกว่า เช่น รถจักรยานได้ จึงทำให้การมองเห็นไม่ค่อยชัดเจน
-อย่ามองป้ายโฆษณาริมถนนนานเกินไป ควรสังเกตดูทางม้าลาย ไฟจราจร และผู้ใช้รถใช้ถนนรายอื่นๆ

ขับขี่ปลอดภัย11

ขับอย่างระมัดระวังในยามค่ำคืน
ฝนตก
ฝนที่ตกในขณะขับขี่จะทำให้ถนนเปียกและการมองเห็นเลวลง โดยเฉพาะอย่างยิ่งบนถนนที่มืดและไม่ค่อยสว่าง คุณต้องระมัดระวังวัตถุทึบแสง เช่น อาจมีรถยนต์บางคันจอดอยู่ริมถนน ลดอัตราเร็วลงให้ เหมาะสมและเพิ่มความระมัดระวัง
ผิวถนน
คอยสังเกตผิวถนนข้างหน้า เพราะคุณอาจต้องใช้เบรกก็ได้ ถามตัวเองว่า
-ผิวถนนนั้นเปียกนํ้า หรือผิวถนนลื่นหรือไม่
-ผิวถนนเหมาะกับการเบรกหรือไม่
ถ้าผิวถนนเปียก จะต้องใช้เวลาเบรกยาวนานขึ้น
-ถนนเปียกจะทำให้ประสิทธิภาพการเบรกเลวลง
-ใช้ระยะทางเบรกยาวมากขึ้น
-เสี่ยงต่อการลื่นไถล
ควรขับขี่อย่างระมัดระวังเป็นพิเศษและใช้ความเร็วตํ่ากว่าปกติบนถนนเปียก
ถนนเปียก
-จะเพิ่มการสะท้อนของแสงและเพิ่มแสงรบกวน
-ทำให้วัตถุทึบแสงมืดทึบมากขึ้นกว่าปกติ
ผู้ขับขี่จักรยาน
ระมัดระวังรถจักรยานที่ขับขี่บนถนน ควรเว้นช่องว่างให้ห่างมากขึ้นโดยเฉพาะอย่างยิ่งเด็กเล็กที่ขับขี่จักรยาน
ผู้ขับขี่จักรยานอาจจะ
-มองด้านข้างเมื่อต้องการที่จะเลี้ยว
-เข้ามาสู่ช่องจราจรของคุณอย่างทันทีทันใด
-บรรทุกของบนจักรยาน ซึ่งอาจทำให้เสียการทรงตัว
-ส่ายไปมาในขณะขึ้นทางชัน
-หลบหลุมบนถนนหรือฝาครอบต่างๆ
-มีปัญหาในสภาพอากาศที่เลวโดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อมีลมแรง
-อาจมีปัญหาบนสภาพถนนขรุขระหรือมีรางรถไฟพาดผ่าน

ขับขี่ปลอดภัย12

เว้นที่ว่างให้รถจักรยาน
รกจักรยานยนต์
ระมัดระวังรถจักรยานยนต์เช่นเดียวกับรถจักรยาน อุบัติเหตุมักจะเกิดขึ้นเมื่อผู้ขับขี่รถยนต์ไม่สังเกตเห็นผู้ขับขี่จักรยานยนต์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่บริเวณทางแยก
ข้อควรจำ
ในขณะที่คุณขับขี่รถยนต์อยู่นั้น คุณอาจมองไม่เห็นรถจักรยานและรถจักรยานยนต์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่บริเวณทางแยก คุณจะต้องระมัดระวังอย่างมาก อันตรายจะยิ่งมากขึ้นเมื่อ
-สภาพอากาศเลว
-ถนนลื่น
-ผิวถนนขรุขระ
คนเดินถนน
เมื่อคุณเลี้ยวจากถนนหนึ่งเข้าสู่อีกถนนหนึ่ง
-ระวังสังเกตคนเดินถนน
-ให้คนเดินข้ามถนนไปก่อน โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่บริเวณทางม้าลาย อย่าแซงบริเวณทางม้าลายเป็นอันขาด
-คนเดินข้ามถนนที่เป็นคนชราอาจมีปัญหาเรื่องสายตาและการได้ยิน ต้องระมัดระวัง
เขาเหล่านั้นอาจไม่สามารถประเมินอัตราเร็วของรถยนต์ที่วิ่งเข้ามาหาในขณะข้ามถนน
ถึงแม้ว่าเขาเหล่านั้นจะทราบถึงอันตรายก็ตาม แต่ก็ไม่สามารถเคลื่อนที่ได้อย่างรวดเร็ว หรืออาจเกิดความสับสนจนทำอะไรไม่ถูก

ขับขี่ปลอดภัย13

ให้ทางคนเดินถนนข้ามไปก่อน
-ระมัดระวังเป็นพิเศษสำหรับคนเดินข้ามถนนที่เป็นคนพิการ
โปรดจำไว้ว่าคนที่มีปัญหาในการได้ยินเสียงจะทำให้ยากต่อการแยกแยะ ว่าอะไรเป็นอะไร
-ให้ความระมัดระวัง เป็นพิเศษต่อผู้เดินถนน เมื่อผู้ข้ามถนนไม่ได้หันมามองคุณในขณะที่คุณกำลังขับขี่เข้าใกล้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในขณะที่อากาศไม่ดี
-คนข้ามถนนอาจเป็นเด็กที่อยู่บริเวณนั้นหรือเป็นนักเรียนที่อยู่ใกล้โรงเรียน หรือสวนสาธารณะบริเวณนั้น เด็กที่ข้ามถนนอาจไม่ระมัดระวังรถยนต์ที่วิ่งผ่านคุณเองจะต้องเป็นฝ่ายระมัดระวัง ลดอัตราเร็วลงต่ำ ควรคาดเดาว่าผู้ดูแลนักเรียนมักจะหาจังหวะที่ปลอดภัยในการพาเด็กนักเรียนข้ามถนนที่มีความหนาแน่น
เด็กนักเรียนมักซุกซน และทำอะไรบางอย่างโดยคาดไม่ถึงก็ได้
ดังนั้นควรขับขี่อย่างช้าๆ ในบริเวณถนนที่แคบและมีรถยนต์จอดกีดขวางการมองเห็นของคุณ
ไม่ควรขับขี่ด้วยอัตราเร็ว เกินกว่า 30 กม./ชม.
ระมัดระวังรถขายไอศกรีม ที่จอดข้างถนน
พวกเด็กๆ มักสนใจไอศกรีมมากกว่าอันตราย จากการจราจรบนท้องถนน

ขับขี่ปลอดภัย14

ระวังเด็กๆ เมื่อเข้าใกล้รถไอศครีมควรลดความเร็ว
สัตว์เลี้ยงต่างๆ
พวกสัตว์ต่างๆ มักตกใจง่ายเมื่อ
-ได้ยินเสียงดัง
-มีรถยนต์วิ่งเข้ามาใกล้
การขับขี่
-ขับขี่อย่างช้าและเงียบ อย่าบีบแตร
-ปล่อยให้เครื่องยนต์ทำงานรอบต่ำ อย่าเร่งเครื่องยนต์อย่างทันทีทันใด
-เว้นระยะห่างจากสัตว์เหล่านั้นให้มากเพียงพอ
ผู้ดูแลสัตว์
ถ้ามีผู้ดูแลสัตว์ส่งสัญญาณให้หยุด ควรทำตาม และดับเครื่องยนต์
ข้อควรจำ
โปรดคิดถึงผู้ใช้รถยนต์รายอื่น ไม่ใช่คิดเฉพาะตัวของคุณเองเท่านั้น
ที่มา:ธีรยุทธ  สุวรรณประทีป

บทความอื่น ๆ ที่น่าสนใจ:

Share this :

  • Stumble upon
  • twitter

Comments are closed.