การควบคุมการขับขี่

Posted on : 24-12-2013 | By : Author | In : การขับรถยนต์

อุปกรณ์ควบคุมต่างๆ สำหรับรถยนต์สมัยใหม่มักจะไม่ซับซ้อนมากนัก
การใช้อุปกรณ์ควบคุมแต่ละอย่างจำเป็นต้องใช้ความชำนาญเฉพาะ ซึ่งต้องใช้เวลาศึกษา เพื่อให้สามารถใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพและปลอดภัย
อย่างไรก็ตาม หน้าที่การทำงานของอุปกรณ์ควบคุมแต่ละอย่างก็ง่ายต่อการเข้าใจและจดจำ
ตำแหน่งของอุปกรณ์ควบคุม
อุปกรณ์ควบคุมที่สำคัญๆ มักอยู่ที่ตำแหน่งคล้ายกัน ในรถยนต์ทุกคัน
ตำแหน่งของอุปกรณ์ควบคุมบางชนิด อาจติดตั้งในจุดที่แตกต่างกันไปตามรุ่นต่างๆ ของรถยนต์ เช่น ไฟแสดงการทำงาน สวิตช์ไฟ และอุปกรณ์ปัดนํ้าฝน เป็นต้น
ก่อนที่จะเริ่มขับขี่รถยนต์คันที่คุณไม่คุ้นเคย ควรศึกษาให้รู้จักและจำตำแหน่งของอุปกรณ์ควบคุมต่างๆ ให้ได้ก่อน
คุณจะได้ไม่ต้องคลำหา หรือมองหาตำแหน่งของอุปกรณ์เหล่านั้นเมื่อต้องการใช้ในขณะที่กำลังขับขี่ คุณจะต้องมองไปบนถนนข้างหน้าตลอดเวลาที่ขับขี่
ท่านั่งขับ
ก่อนที่คุณจะใช้อุปกรณ์ควบคุมต่างๆ ได้อย่างปลอดภัย คุณจะต้องปรับท่านั่งขับขี่ให้เหมาะสมเสียก่อน

ท่านั่งขับ
คุณต้องสามารถที่จะ
-เอื้อมมือถึงและใช้ปุ่มควบคุมแต่ละอันได้ง่าย และสะดวกสบาย เช่น จะต้องสามารถเหยียบแป้นคลัตช์ได้โดยไม่ต้องเหยียดขาข้างซ้ายจนสุดหัวเข่า ควรจะงอเล็กน้อยเมื่อเหยียบคลัตช์ลงต่ำสุด
-ควบคุมรถยนต์โดยจับพวงมาลัยให้แน่นพอเหมาะ แขนจะต้องผ่อนคลายและไม่เกร็ง ไม่มีสิ่งกีดขวางบริเวณข้อศอก
-มองเห็นถนนข้างหน้าได้อย่างชัดเจน
ข้อควรจำสำคัญ
ทุกครั้งที่ขึ้นนั่งขับรถ ตรวจดูทันทีว่าได้ดึงเบรกมือไว้แล้วเพื่อกันรถเคลื่อน
การปรับแกนพวงมาลัย
ในรถยนต์บางรุ่น คุณสามารถปรับมุมเอียงของแกนพวงมาลัยให้เหมาะสมกับคุณได้
ในการปรับต้องระมัดระวัง อย่าให้พวงมาลัยอยู่ในตำแหน่งที่ ทำให้มองเห็นแผงหน้าปัดได้ยาก และต้องล็อกแกนพวงมาลัยให้มั่นคงหลังจากการปรับตำแหน่งแล้วทุกครั้ง
ห้ามปรับแกนพวงมาลัย ขณะที่รถกำลังเคลื่อนที่
การปรับเบาะนั่ง
คุณต้องปรับตำแหน่งของเบาะนั่งให้เหมาะสมกับคุณ เบาะนั่งส่วนมากสามารถปรับได้ดังนี้
-มุมเอียงของพนักพิง
-ตำแหน่งของเบาะ โดยเลื่อนไปข้างหน้าหรือข้างหลัง
ในรถยนต์บางรุ่น สามารถปรับเบาะสูงต่ำได้ โดยเฉพาะรถขนาดใหญ่
ถ้าคุณใช้รถของผู้อื่นก่อนเริ่มขับขี่ ต้องปรับเบาะให้เหมาะสมกับคุณก่อน ห้ามปรับเบาะนั่งในขณะรถเคลื่อนที่

การปรับเบาะนั่ง
คำเตือน
หลังการปรับเบาะ ต้องตรวจสอบให้แน่ใจว่าเบาะล็อกเข้าที่เรียบร้อยก่อนขับขี่ อาจฟังเสียงหรือรู้สึกได้ เมื่อกลไกล็อกเข้าที่
ถ้าเบาะนั่งไม่ได้ล็อกเข้าที่ จะเป็นอันตรายอย่างยิ่ง
การปรับแป้นรองศีรษะ
ควรปรับแป้นรองศีรษะให้สามารถป้องกันศีรษะและคอได้ดีที่สุดในกรณีที่เกิดอุบัติเหตุโดยเฉพาะอย่างยิ่งการชนจากด้านหลัง
แป้นรองศีรษะของที่นั่งโดยสาร (ถ้ามี) ก็ควรปรับให้ถูกต้องเช่นเดียวกัน
อุปกรณ์ควบคุมที่สำคัญ
อุปกรณ์ควบคุมสำคัญต่างๆ สามารถแบ่งออกเป็นประเภทที่ทำงานได้ด้วยมือ หรือด้วยเท้า
พวงมาลัย
การควบคุมพวงมาลัย โดยทั่วไปจะใช้มือทั้งสองข้าง พวงมาลัยเป็นอุปกรณ์ควบคุมที่สำคัญเด่นชัดที่สุดในรถยนต์
ในรถยนต์ขนาดใหญ่ พวงมาลัยอาจติดตั้งเกือบอยู่ในแนวนอน ในขณะที่รถยนต์ส่วนมากนั้นพวงมาลัยจะเอียงเข้าหาผู้ขับขี่
พวงมาลัยมีไว้สำหรับควบคุมทิศทางให้รถเคลื่อนที่ไปตามที่คุณต้องการ พวงมาลัยจะควบคุมกลไกให้ทำหน้าที่
-หมุนล้อหน้าให้หันไปตามทิศทางที่ต้องการในรถส่วนใหญ่
-หมุนล้อหน้าและล้อหลังให้หันไปได้ตามต้องการ ใช้ในรถยนต์บังคับเลี้ยวสี่ล้อ ซึ่งมีไม่มากนัก
วิธีใช้พวงมาลัย
เพื่อให้ควบคุมพวงมาลัยได้ดีที่สุด ควรวางมือทั้งสองข้างที่ตำแหน่งเลข 10 และ 2 หรือเลข 9 และ 3 บนพวงมาลัยเมื่อเทียบกับหน้าปัดนาฬิกา สุดแล้วแต่ตำแหน่งไหนจะสบายที่สุดสำหรับคุณ
หลีกเลี่ยงการวางแขนบนขอบประตู เพราะอาจขัดขวางหรือจำกัดการเคลื่อนที่
จับพวงมาลัยอย่างหลวมๆ แต่มั่นคง ในขณะที่รถยนต์เคลื่อนที่คุณจะใช้แรงเพียงเล็กน้อยเท่านั้นในการหมุนพวงมาลัย
ควรวางมือทั้งสองข้าง ไว้บนพวงมาลัยตลอดเวลา เว้นแต่ในขณะเปลี่ยนเกียร์ หรือใช้ปุ่มควบคุมต่างๆ ให้รีบวางมือบนพวงมาลัยทันที หลังจากทำสิ่งเหล่านั้นเสร็จแล้ว
ห้ามปล่อยมือทั้งสองข้างจากพวงมาลัยเด็ดขาด ขณะรถเคลื่อนที่
ตำแหน่งเลี้ยวซ้ายและเลี้ยวขวา
เป็นมุมเลี้ยวของล้อหน้า ซึ่งเกิดจากการหมุนพวงมาลัย ซึ่งได้แก่ตำแหน่งเลี้ยวซ้าย หรือเลี้ยวขวาซึ่งสามารถหมุนไปจนสุดทางได้ ตำแหน่งซ้ายสุดหรือขวาสุด อาจแตกต่างตามชนิดของรถยนต์
รถยนต์ขนาดเล็ก สามารถเลี้ยวได้วงแคบกว่ารถยนต์ขนาดใหญ่
การหมุนพวงมาลัย
เมื่อหมุนพวงมาลัย หลีกเลี่ยงการไขว้มือ เว้นแต่เมื่อแล่นช้า เพราะควบคุมได้ไม่ดีพออาจเกิดอุบัติเหตุได้
ระยะการเลื่อนมือของคุณจะแตกต่างกันตามปริมาณการหมุนพวงมาลัย ใช้อุ้งมือแตะขอบพวงมาลัยไว้ขณะหมุนพวงมาลัย
การเลี้ยวขวา
1. เลื่อนมือขวาขึ้นไปจับที่ส่วนบนของพวงมาลัย แต่อย่าให้เลย ตำแหน่ง 12 นาฬิกา
2. ดึงพวงมาลัยลงด้วยมือขวา ขณะเดียวกันเลื่อนมือซ้ายลงไปตามขอบพวงมาลัยสวนกับทิศทางการหมุน ให้อุ้งมือแตะขอบพวงมาลัยไว้เบาๆ
3. จับและดันพวงมาลัยขึ้นด้วยมือซ้าย ในขณะเดียวกันก็เลื่อนมือขวาขึ้นไปตามขอบพวงมาลัย
4. ทำขั้นตอนที่ 2 และ 3 ซ้ำอีกตามความจำเป็นในการเลี้ยว

วิธีใช้พวงมาลัย
การเลี้ยวซ้าย
1. เลื่อนมือซ้ายขึ้นไปที่ส่วนบนของพวงมาลัย แต่อย่าให้เลยตำแหน่ง 12 นาฬิกา
2. ดีงพวงมาลัยลงด้วยมือซ้าย ในขณะเดียวกัน เลื่อนมือขวาลงไปตามขอบพวงมาลัยสวนกับทิศที่พวงมาลัยหมุนไป
3. จับและดันพวงมาลัยขึ้นด้วยมือขวา ในขณะเดียวกันก็เลื่อนมือซ้ายขึ้นไปตามขอบพวงมาลัย
4. ทำขั้นตอนที่ 2 และ 3 ซํ้าตามความจำเป็นในการเลี้ยว
การเลี้ยวซ้าย

วิธีใช้พวงมาลัย1
1. เลื่อนมือซ้ายขึ้นด้านบน

วิธีใช้พวงมาลัย2
2. มือซ้ายจับและดึงลง มือขวาเลื่อนลง

วิธีใช้พวงมาลัย3
3. มือขวาจับและดันขึ้น มือซ้ายเลื่อนขึ้น

วิธีใช้พวงมาลัย4
4. มือซ้ายจับและดึงลง มือขวาเลื่อนลง
การปรับแนวตรงหลังการเลี้ยว
ใช้อุ้งมือควบคุมพวงมาลัยให้หมุนกลับคืนในทิศทางตรงกันข้าม อย่าปล่อยให้พวงมาลัยหมุนกลับเอง โดยไม่ใช้อุ้งมือบังคับไว้
การแล่นบนถนนทางตรง ควรจับพวงมาลัยที่ตำแหน่งเลข 10 และ 2 หรือเลข 9 และ 3 และขยับพวงมาลัยเล็กน้อยเท่าที่จำเป็นเพื่อรักษาแนวให้รถยนต์วิ่งตรงทาง
มองไปข้างหน้าให้ไกลมากๆ และฝึกควบคุมพวงมาลัยจากการมองเห็นนั้น
การเลี้ยวมากไปหรือน้อยไป
รถยนต์จะสนองตอบแตกต่างกันเมื่อเลี้ยวที่ความเร็วต่างกัน บางคัน อาจตอบสนองมากกว่าที่คุณคาดหวังเมื่อหมุนพวงมาลัยไปเท่าที่ต้องการ (เรียกว่าโอเวอร์สเตียร์ หมายถึงเลี้ยวมากเกินไป)
บางคันอาจตอบสนองน้อยกว่า (เรียกว่าอันเดอร์สเตียร์ หมายถึงเลี้ยวน้อยเกินไป)
ดังนั้นคุณต้องเรียนรู้ คุณลักษณะเฉพาะเช่นนี้ของรถยนต์ของคุณก่อนขับขี่ออกถนน
ควรขับขี่อย่างระมัดระวัง จนกว่าคุณจะคุ้นเคยกับพฤติกรรมการสนองตอบของรถยนต์ของคุณ
พวงมาลัญ(เพาเวอร์) ใช้แรงดันช่วย
ปัจจุบันรถยนต์หันมาใช้พวงมาลัยเพาเวอร์กันมากขึ้น ทำให้ขับขี่ได้ง่าย โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่มีกำลังแขนไม่แข็งแรง
พวงมาลัยใช้แรงดันช่วยจะทำงานโดย
-ช่วยผ่อนแรงผู้ขับขี่ ในการหมุนพวงมาลัย
-กระตุ้นการทำงาน เมื่อคุณเริ่มหมุนพวงมาลัย
-ทำให้การบังคับเลี้ยว เบาและสะดวกมากขึ้น
แรงเสริมของพวงมาลัยเพาเวอร์จะลดลงเมื่อรถมีความเร็วมากขึ้น ทำให้รถยนต์ทรงตัวได้ดีขึ้น
พวงมาลัยเพาเวอร์มีประโยชน์มากที่สุดสำหรับการขับขี่ที่ความเร็วต่ำ เช่น การเลี้ยวเข้าจอดในมุมแคบๆ
เนื่องจากพวงมาลัยเพาเวอร์นั้นเบาแรง จึงอาจทำให้เกิดโอเวอร์สเตียร์ขึ้นได้ง่าย
โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าคุณเคยชินกับการขับขี่ด้วยพวงมาลัยธรรมดามาก่อน
ข้อควรจำ
ควรหลีกเลี่ยงการหมุนพวงมาลัยเมื่อรถยนต์หยุดอยู่กับที่ เพื่อป้องกัน
-ความเสียหายที่จะเกิดขึ้นกับยาง
-การสึกหรออย่างมากของกลไกบังคับเลี้ยว
ทั้งสองกรณีดังกล่าวใช้กับพวงมาลัยธรรมดาและเพาเวอร์
อุปกรณ์ควบคุมด้วยเท้า
แป้นคันเร่ง
แป้นคันเร่งหรือคันนํ้ามันอยู่ข้างขวาสุดของกลุ่มแป้นเหยียบทั้งสาม
แป้นคันเร่งทำหน้าที่ควบคุมปริมาณส่วนผสมเชื้อเพลิงกับอากาศที่ส่งเข้ากระบอกสูบ
เครื่องยนต์แก๊สโซลีน
คาร์บูเรเตอร์ผสมน้ำ¬มันเชื้อเพลิงกับอากาศซึ่งจะถูกดูดเข้าสู่เครื่องยนต์ การจุดระเบิดใช้หัวเทียน
แป้นคันเร่ง
ตำแหน่งแป้นคันเร่ง
ระบบหัวฉีด
เครื่องยนต์แก๊สโซลีนรุ่นใหม่บางแบบใช้ระบบแรงอัดในการฉีดนํ้ามันเชื้อเพลิงเข้าเครื่องยนต์ ระบบนี้มีสวิตซ์ตัดนํ้ามันเชื้อเพลิงอัตโนมัติในกรณีของการเกิดอุบัติเหตุ
เครื่องยนต์ดีเซล
เป็นเครื่องยนต์ที่จุดระเบิดด้วยการอัดอากาศภายในกระบอกสูบแล้วจึงฉีดนํ้ามันดีเซลผ่านหัวฉีดเข้ากระบอกสูบ เมื่อลูกสูบอัดสูงสุด
เครื่องยนต์ทั้งสองประเภทนี้
เมื่อคุณเหยียบแป้นคันเร่งลงไปมากเท่าใด นํ้ามันเชื้อเพลิงยิ่งเข้าสู่ กระบอกสูบมากขึ้น กำลังและความเร็วของเครื่องยนต์จะเพิ่มขึ้น
ควรฝึกให้รู้ว่าจะกดแป้นคันเร่งมากน้อยเพียงใด เพื่อให้รู้สึกคุ้นเคยกับเท้าของคุณ ถ้ากดน้อยเกินไปอาจทำให้เครื่องยนต์ดับได้ ในขณะออกตัว แต่ถ้ามากเกินไปอาจทำให้รถยนต์กระตุกไปข้างหน้าได้
แป้นเบรก
แป้นเบรกอยู่ตรงกลางของกลุ่มแป้นเหยียบทั้งสาม แป้นเบรกควบคุมด้วยเท้าขวา เช่นเดียวกับแป้นคันเร่ง ซึ่งแป้นทั้งสองนี้จะไม่ถูกใช้ งานพร้อมกัน เท้าขวาสามารถย้ายไปมาได้อย่างง่ายดายระหว่างแป้นเบรก และแป้นคันเร่ง แป้นเบรกทำหน้าที่ช่วยเบรกรถยนต์ให้ลดความเร็วลงหรือหยุด
การห้ามล้อของรถยนต์จะมากน้อยเท่าใดนั้น สัมพันธ์กับแรงที่คุณกดลงบนแป้นเบรก แต่ในรถยนต์ที่มีระบบควบคุมการเบรกอย่างอัตโนมัติเช่นระบบ ABS (Anti-lock Braking System) จะสามารถควบคุมแรงเบรกให้เหมาะสม ไม่ว่าคุณจะกดแป้นเบรกด้วยแรงมากไปก็ตาม
ตำแหน่งแป้นเบรก
ตำแหน่งแป้นเบรก
ในกรณีที่รถยนต์ของคุณไม่มีระบบ ABS คุณก็ต้องควบคุมแรงเบรกให้เหมาะสม โดยไม่ทำให้ล้อรถยนต์ล็อกตายในขณะเบรก
โดยทั่วไปแล้วการเบรกรถยนต์ควรเริ่มด้วยการกดแป้นเบรกเบาๆ ก่อน แล้วจึงออกแรงกดมากขึ้นทีละน้อยเมื่อรู้สึกว่ารถเริ่มชะลอความเร็ว
รถยนต์ส่วนมากจะใช้ระบบห้ามล้อแบบจานที่ล้อหน้า และวงจรเบรกเป็น แบบวงจรคู่ จึงช่วยลดความเสี่ยง ถ้าหากวงจรหนึ่งไม่ทำงาน อีกวงจรก็ยังอยู่ และควบคุมการกระจายแรงห้ามล้อไปยังล้อทั้งสี่
แป้นคลัตช์
แป้นคลัตช์อยู่ด้านซ้ายสุดของกลุ่มแป้นเหยียบทั้งสาม แป้นคลัตช์ทำหน้าที่ควบคุมการทำงานของคลัตช์
ถ้าจะอธิบายให้เข้าใจง่ายๆ ก็คือ คลัตช์ประกอบด้วยจานสองชุด จานชุดที่หนึ่งหมุนพร้อมกับเครื่องยนต์ จานชุดที่สองจะหมุนล้อรถยนต์ด้วยการรับกำลังจากเครื่องยนต์ที่ถ่ายทอดจากจานชุดที่หนึ่งไปยังจานชุดที่สอง เมื่อจานทั้งสองถูกกดติดกันด้วยแรงสปริง
ในขณะที่คุณเหยียบแป้นคลัตช์ จานทั้งสองชุดจะแยกจากกัน การส่งกำลังจากเครื่องยนต์จะถูกตัดออก ไม่สามารถถ่ายทอดการหมุนไปยังล้อรถยนต์ได้
อย่างไรก็ตาม ที่ตำแหน่งเกียร์ว่าง และไม่เหยียบคลัตช์นั้น จาน คลัตช์ทั้งสองจะกดติดกัน แต่กำลังหมุนของเครื่องยนต์จากแผ่นคลัตช์จะไม่ส่งไปถึงล้อเนื่องจากเฟืองในระบบเกียร์ไม่ต่อเชื่อมกัน
ตำแหน่งแป้นคลัตช์
ตำแหน่งแป้นคลัตช์
เมื่อจานสองชุดของคลัตช์เลื่อนเข้าสัมผัสกัน ขณะที่คุณผ่อนการเหยียบแป้นคลัตช์ออก การถ่ายทอดกำลังจะเริ่มขึ้น แต่ในขณะที่เข้าสัมผัสกันนั้น จานทั้งสองจะมีการลื่นไถล ก่อนที่จะหมุนไปพร้อมกัน
การเข้าสัมผัสกัน และการแยกจากกันของจานทั้งสองชุดนั้น ผู้ขับขี่สามารถรู้สึกได้จากเสียงเครื่องยนต์ที่ลดลงเล็กน้อย ความรู้สึกนี้อาจแตกต่างกันในรถยนต์ต่างชนิดกัน
ความสามารถในการรับรู้จุดสัมผัสของแป้นคลัตช์ เป็นสิ่งที่สำคัญในการควบคุมแป้นคลัตช์

สิ่งที่สำคัญคือต้องพยายามทำให้การสัมผัสของจานทั้งสองชุดของ คลัตช์เป็นไปอย่างราบเรียบ และสัมผัสกันอย่างเต็มที่ ถ้าเข้าสัมผัสกันเร็วเกินไป รถยนต์จะกระตุกและเครื่องยนต์อาจดับได้
สามารถควบคุมคลัตช์ ให้ดีได้ด้วยการฝึกฝน เพราะเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการออกตัวของรถยนต์และการเปลี่ยนเกียร์
ในกรณีของเกียร์อัตโนมัติ รถยนต์จะไม่มีแป้นคลัตช์ จะมีเฉพาะแป้นคันเร่งและแป้นเบรกเท่านั้น
การทำงานของคลัตช์
การทำงานของคลัตช์
อุปกรณ์ควบคุมด้วยมือ
คันเกียร์
คันเกียร์อยู่ด้านซ้ายของเบาะนั่งคนขับ อาจอยู่บนพื้นรถยนต์หรือบนคอนโซลที่ยกสูงขึ้น รถยนต์บางคันอาจมีคันเกียร์อยู่บนแกนพวงมาลัย

ตำแหน่งคันเกียร์
คันเกียร์มีหน้าที่สำหรับให้คุณสามารถเปลี่ยนเกียร์ต่างๆ ได้ตามความต้องการ
ห้องเกียร์
ห้องเกียร์มีเฟืองจำนวนหลายชุดอยู่ภายใน และทำหน้าที่ควบคุมความสัมพันธ์ระหว่างอัตราเร็วรอบเครื่องยนต์กับอัตราเร็วของรถยนต์
เกียร์หนึ่งเป็นเกียร์ที่ให้แรงขับเคลื่อนสูงสุด และใช้ในการออกตัวของรถยนต์ เมื่ออัตราเร็วเพิ่มขึ้น คุณจะต้องเปลี่ยนเป็นเกียร์ที่สูงขึ้นเพื่อให้เหมาะสมกับอัตราเร็วของรถยนต์ ทุกเกียร์ที่เปลี่ยนขึ้นไปตามลำดับนั้น จะให้ความเร็วเพิ่มขึ้นด้วย
เกียร์สูงสุดจะเป็นเกียร์ที่ใช้กับอัตราเร็วสูง และให้กำลังน้อยที่สุด คุณสามารถใช้เกียร์สูงสุดนี้กับอัตราเร็วของรถยนต์ที่แตกต่างกันได้มาก คุณสามารถใช้แล่นด้วยความเร็วคงที่บนถนนทางตรง
รถยนต์รุ่นใหม่ส่วนมาก ใช้เกียร์ธรรมดา มักมีเกียร์เดินหน้าจำนวนห้าเกียร์ รถยนต์ขนาดใหญ่มักจะมีจำนวนเกียร์มากกว่า
ไม่ว่าเกียร์เดินหน้าจะมีจำนวนสี่หรือห้าเกียร์ก็ตาม จะมีเกียร์ถอยหลังเพียงหนึ่งเดียว
ในกรณีของเกียร์ว่างนั้น จะไม่มีการถ่ายทอดกำลังจากเครื่องยนต์
คลัตช์ติดตั้งอยู่ระหว่างเครื่องยนต์กับห้องเกียร์ เป็นตัวตัดต่อกำลังระหว่างเครื่องยนต์กับห้องเกียร์
ในรถยนต์ขับเคลื่อนสี่ล้อ อาจมีจำนวนเกียร์แปดหรือสิบเกียร์ เกียร์ต่ำๆ มีไว้ใช้กับทางทุรกันดาร
ตำแหน่งเกียร์ต่างๆ

ตำแหน่งของเกียร์ต่างๆ สำหรับรถสี่หรือห้าเกียร์ มักมีรูปแบบดังในรูป ซึ่งส่วนมากจะแสดงอยู่บนปุ่มคันเกียร์
กลุ่มเกียร์หนึ่งถึงเกียร์สี่จะมีลักษณะเป็นรูปตัว H สำหรับเกียร์ห้าและเกียร์ถอยหลังจะแยกออกไปเป็น รูปตัว I
การโยกคันเกียร์ไปทางเกียร์ห้าและเกียร์ถอยหลัง จะมีการป้องกันไว้ และคันเกียร์จะดีดตัวกลับไปที่เกียร์ว่างเมื่อปลดจากเกียร์ใดๆ ที่ใช้อยู่
ในกรณีห้องเกียร์มีเกียร์เดินหน้าจำนวนสี่เกียร์นั้น เกียร์หนึ่งถึงเกียร์สี่จะมีรูปแบบเป็นรูปตัว H ส่วนเกียร์ถอยหลังจะต่อออกไปด้านซ้ายหรือด้านขวากระปุกเกียร์ของรถบางชนิด แบ่งเป็นย่านต่ำและสูง ซึ่งจะเปลี่ยนความเร็วของแต่ละเกียร์เป็น 2 ย่านด้วย จึงมีรวมแปดความเร็วแตกต่างกัน
คุณซึ่งเป็นผู้ขับขี่จะต้องจำตำแหน่งของเกียร์ต่างๆ เพื่อจะได้เปลี่ยนได้อย่างคล่องแคล่ว โดยไม่จำเป็นต้องมองแผนผังบนปุ่มคันเกียร์ เพื่อให้คุณไม่ละสายตาออกจากถนนที่คุณควรต้องมองตลอดเวลาที่รถแล่น
เบรกมือ

ตำแหน่งเบรกมือ
เบรกมือ (handbrake) อาจเรียกอีกชื่อว่าเป็นห้ามล้อสำหรับจอด (parking brake) ตำแหน่งของเบรกมือ มักอยู่ที่พื้นรถด้านหลังของคันเกียร์ ดึงขึ้นบนเวลาใช้งาน บางคันอยู่ที่ใต้แผงหน้าปัดเวลาใช้งานดึงเขา หาตัว
เบรกมือทำหน้าที่บังคับให้รถอย่กับที่ เพื่อป้องกันการเลื่อนไหลบนถนนลาดชัน เบรกมือมักกระทำกับล้อหลังเท่านั้นในรถทั่วๆ ไป
ตามปกติจะไม่ใช้เบรกมือในขณะที่รถยนต์กำลังเคลื่อนที่ ยกเว้นในกรณีฉุกเฉิน เช่น เบรกเท้าไม่ทำงาน
การใช้เบรกมือ ให้เริ่มด้วยการกดปุ่มบนคันเบรก แล้วดึงคันเบรกมือขึ้นเต็มที่ แล้วจึงปล่อยปุ่มที่กดนั้น คันเบรกจะถูกล็อกอยู่ในตำแหน่งที่ปล่อยปุ่มให้ฟันเฟืองล็อกคันเบรกไว้
ถ้าดึงคันเบรกขึ้นโดยไม่กดปุ่ม อาจทำให้ฟันเฟืองสึกหรอได้เมื่อทำเช่นนั้นบ่อยครั้งเป็นเวลานานๆ
ในรถยนต์บางคัน อาจไม่มีปุ่มกด แต่ปลดคันเบรกได้โดยการบิดคันเบรก
การปลดคันเบรกมือทำได้โดยยกคันเบรกขึ้นเล็กน้อยแล้วกดปุ่มเพื่อปลดล็อกจากเฟือง ปล่อยให้คันเบรกมือกลับที่เดิมโดยออกแรงดึงไว้เล็กน้อยเพื่อกันกระแทก
การจอดรถยนต์ทิ้งไว้บนทางลาดหรือทางชัน จำเป็นอย่างยิ่งต้องใช้เบรกมือเพื่อป้องกันอุบัติเหตุจากรถลื่นไถล ต้องให้แน่ใจว่า ดึงเบรกมือไว้แม้จอดบนทางราบในโรงรถของคุณเองก็ตาม
กระจกมองหลังและกระจกมองข้างช่วยในการขับรถ
รถยนต์ส่วนมากมีกระจกมองหลังอยู่ภายในรถยนต์ และกระจกมอง ข้างสองอันอยู่นอกรถยนต์ ด้านซ้ายและด้านขวา
กระจกทั้งหมดดังกล่าว ช่วยให้ผู้ขับขี่สามารถมองเห็นสิ่งต่างๆ ที่อยู่ด้านหลัง และด้านข้างของรถยนต์ ดังนั้นจึงมีความสำคัญมากในการขับขี่อย่างปลอดภัย
กระจกช่วยในการขับ
กระจกที่ช่วยในการขับรถ
แผงหน้าปัด

แผงหน้าปัด
อุปกรณ์ต่างๆ บนแผงหน้าปัดรถยนต์ของคุณ คุณจะสามารถใช้งานได้อย่างเหมาะสมและถูกต้องได้ โดยดูจากหนังสือคู่มือรถยนต์ของคุณ โดยทั่วไปมักจะประกอบด้วยสิ่งต่างๆ ดังนี้
-มาตรวัดอัตราเร็ว บอกให้คุณทราบอัตราความเร็วของรถยนต์ในขณะขับขี่ หน่วยของอัตราเร็วจะบอกเป็นไมล์หรือกิโลเมตรต่อชั่วโมง แสดงโดยเข็มบน หน้าปัดเลื่อนไปตามตำแหน่งตัวเลข และบางชนิดบอก ด้วยระบบดิจิตอลเป็นตัวเลข
-ไฟกะพริบแสดงทิศทางที่ต้องการเลี้ยว
-มาตรแสดงปริมาณนํ้ามันเชื้อเพลิงในถัง
-ไฟแสดงว่าเปิดไฟสูงอยู่ (มักเป็นสีเขียว)
-มาตรวัดรอบ แสดงอัตราเร็วรอบของเครื่องยนต์เป็นรอบต่อนาที (rpm) ในรถชั้นดีบางแบบ
-ในเครื่องยนต์ดีเซล อาจมีไฟแสดงการอุ่นเครื่อง ก่อนติดเครื่องยนต์
-มาตรแสดงอุณหภูมิเครื่องยนต์ (อาจแสดงด้วยไฟเตือน)
อุปกรณ์ดังกล่าวข้างต้น จัดรวมกลุ่มอยู่ด้วยกันบนแผงหน้าปัดเพื่อให้คนขับเห็นได้ง่าย
นอกจากนี้ยังมีไฟเตือน เพื่อป้องกันไม่ให้อุปกรณ์แต่ละชนิดเสียหาย ได้แก่
-ไฟเตือนความดันนํ้ามันหล่อลื่น ไฟเตือนจะสว่างเมื่อความดันนํ้ามันหล่อลื่นต่ำ เนื่องจากนํ้ามันหล่อลื่นมีระดับต่ำเกินไป ทำให้แรงดันในการไหลเวียนของนํ้ามันหล่อลื่นลดลง
-ไฟเตือนอุณหภูมินํ้าหล่อเย็น จะสว่างขึ้นเมื่อเครื่องยนต์ร้อนจัดเกินไป (อาจใช้เข็มแทนไฟก็ได้)
-ไฟเตือนเมื่อเปิด สวิตซ์ไฟไว้ก่อนการติดเครื่องยนต์ ส่วนมากเป็นสีแดง
นอกจากไฟเตือนดังกล่าวแล้ว ยังมีไฟเตือนสำหรับความปลอดภัยอื่นๆ อีก ได้แก่
-ไฟเตือนสภาพเบรก เมื่อผ้าเบรกสึกหรอมาก
-ไฟเตือนเมื่อประตูเปิด
-ไฟเตือนเบรกมือ เมื่อยังไม่ได้ปลดออก
-ไฟเตือนฉุกเฉิน
-ไฟเตือนไฟตัดหมอก
-ไฟเตือนไล่ฝ้ากระจกหลัง
-ไฟเตือนเข็มขัดนิรภัย
-ไฟเตือนฝากระโปรงหลังเมื่อปิดล็อกไม่เรียบร้อย

ไฟเตือน
ก้านสวิตช์ไฟเลี้ยว
ก้านสวิตซ์ไฟเลี้ยวอาจอยู่บนด้านขวาหรือด้านซ้ายใต้พวงมาลัย คุณสามารถโยกก้านสวิตซ์ไฟเลี้ยวเพื่อแสดงทิศทางที่คุณต้องการจะเลี้ยว แสดงให้ผู้ขับขี่รถยนต์คันอื่นสามารถมองเห็นและเตรียมตัวได้อย่าง เหมาะสมกับการเปลี่ยนทิศทางของคุณ ไฟเลี้ยวมีความจำเป็นมากต่อการขับขี่ที่
โดยปกติแล้ว หลังจากใช้งานไฟเลี้ยวแล้ว สวิตช์จะเลื่อนกลับได้เองอย่างอัตโนมัติ แต่ในบางกรณี สวิตช์อาจค้างอยู่ก็ได้ถ้าเป็นการเลี้ยวเพียงเล็กน้อย ควรตรวจสอบให้แน่ใจหลังจากใช้งานแล้วในขณะที่ไฟเลี้ยว กำลังกะพริบอยู่นั้น มักจะได้ยินเสียงดังติ๊กๆ ตามจังหวะการกะพริบ คุณอาจอาศัยเสียงดังกล่าวช่วยในการตรวจสอบการทำงานของไฟเลี้ยวก็ได้

ไฟเลี้ยว
อุปกรณ์ปัดน้ำฝนและล้างกระจก
ก้านสวิตช์ควบคุมการทำงานของอุปกรณ์ที่ปัดนํ้าฝนและล้างกระจกมักอยู่บนแกนพวงมาลัยซึ่งง่ายต่อการใช้งาน
จากความคุ้นเคยในทางปฏิบัติแล้ว คุณสามารถใช้งานก้านสวิตช์ได้โดยไม่ต้องเบนสายตาออกจากถนน อุปกรณ์ปัดนํ้าฝน และล้างกระจกอาจแยกเป็นสองชุดสำหรับกระจกหน้าและกระจกหลัง
รถยนต์ส่วนมากใช้ก้านสวิตช์อันเดียวกันในการควบคุมอุปกรณ์ปัดนํ้าฝน และล้างกระจก ซึ่งจำเป็นมากในขณะอากาศเลวร้าย
รถยนต์บางคันมีอุปกรณ์ปัดนํ้าฝนและล้างกระจกขนาดเล็กที่โคมไฟหน้า ซึ่งจะช่วยให้กระจกของโคมไฟหน้าสะอาดและให้ความสว่างเพียงพอ
ห้ามใช้อุปกรณ์ปัดนํ้าฝน ในขณะที่กระจกแห้งเพราะฝุ่นต่างๆ จะขีดขูดให้กระจกเป็นรอยและทำให้การมองเห็นเลวลงในเวลากลางคืน
ควรล้างกระจกหน้า เป็นประจำด้วยนํ้าปริมาณมากๆ และล้างใบปัดนํ้าฝนด้วยเช่นกัน รอยขีดขูดบนกระจกหน้ามักหลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่พยายามรักษาไม่ให้เกิดขึ้นโดยการทำความสะอาดเป็นประจำที่เหมาะสม คือใช้ฟองนํ้าและนํ้าปริมาณมากๆ
ควรตรวจสอบระดับน้ำล้างกระจกในกระปุกเป็นประจำ และเติมให้เต็มอยู่เสมอ อาจผสมนํ้ายาล้างกระจกลงในกระปุกนํ้าล้างกระจก เพื่อช่วยกำจัดคราบ ทำให้การทำความสะอาดดีขึ้น
ใบปัดนํ้าฝนก็มีความสำคัญมากต่อความปลอดภัยของคุณ ควรเปลี่ยนใหม่ตามกำหนดหรือใช้ชนิดที่มีอายุการใช้งานยาวนาน

ก้านสวิตช์
สวิตช์ไฟหน้าและไฟท้าย
รถยนต์ส่วนมากมีก้านสวิตช์ไฟหน้าและไฟท้ายอยู่ด้านข้างของแกนพวงมาลัย ก้านสวิตช์นี้มักมีสามตำแหน่ง ได้แก่
1. ปิด (off)
2. ไฟหรี่ ด้านข้าง หน้า หลัง และไฟส่องป้ายทะเบียน
3. ไฟหน้าควบคุม (สูง¬ต่ำ) แต่บางแบบจะมีสวิตช์ ไฟต่ำต่างหาก

สวิตช์ไฟหน้า
โดยทั่วไปแล้ว บนแผงหน้าปัดจะมีไฟแสดงสีนํ้าเงินสว่างขึ้นเมื่อใช้ไฟสูง
แตร
สวิตซ์ควบคุมการทำงานของแตรมักอยู่บนพวงมาลัย หรืออยู่ปลายก้านสวิตซ์ไฟเลี้ยว แตรทำหน้าที่ส่งสัญญาณเสียงให้ผู้อื่นระมัดระวัง เพื่อให้ผู้ขับขี่รายอื่นทราบว่าคุณกำลังอยู่ตรงบริเวณนั้น

แตร
แตรที่มีเสียงดังเกินไป ก็เป็นอันตรายเช่นกัน เพราะอาจทำให้ผู้อื่นตกใจจะต้องไม่ใช้แตรเมื่อ
-รถยนต์ของคุณจอดนิ่งอยู่กับที่ เว้นแต่จะมีอันตรายเนื่องจากรถยนต์คันอื่นกำลังวิ่งเข้าหา
-ในเขตชุมชนที่ต้องการความสงบซึ่งเป็นเวลาหลับนอนของผู้คนในยามค่ำคืน ควรเปิดไฟหน้าสลับ สูง-ต่ำให้สัญญาณผู้ขับขี่รายอื่นที่อาจทำให้เกิดอันตราย
การใช้ความร้อนที่กระจกหน้าและหลัง
รถยนต์ส่วนมากมีแผงไล่ฝ้าที่กระจกหลังและระบบความร้อนที่กระจกหน้าด้วยแผงไล่ฝ้าทำหน้าที่ขจัดหยดน้ำที่กลั่นตัวเกาะบนกระจก เราจะใช้แผงไล่ฝ้าก็ต่อเมื่ออากาศชื้นและเกิดฝ้าบนกระจกหลัง เมื่อฝ้าหายไปหมดแล้วควรปิดสวิตซ์ทันที
ช่องลมไล่ฝ้า

ไฟเตือนไล่ผ้า

ในรถยนต์ส่วนมาก มักจะมีช่องลมร้อนจากเครื่องยนต์เพื่อไล่ฝ้ากระจกหน้า และกระจกหน้าต่างด้านหน้า เร่งพัดลมให้แรงเพื่อให้ความร้อนขจัดฝ้าบนกระจก
สวิตช์จุดระเบิดและมอเตอร์สตาร์ต
สวิตซ์จุดระเบิดและมอเตอร์สตาร์ตหรือเรียกว่า สวิตซ์กุญแจนั้นมักจะติดตั้งอยู่บนแกนพวงมาลัย ก่อนเริ่มสตาร์ตเครื่องยนต์ต้องตรวจสอบก่อนดังนี้
-ใช้เบรกมืออยู่ก่อนแล้ว
-คันเกียร์อยู่ที่ตำแหน่งเกียร์ว่าง
รถยนต์ส่วนมากสวิตช์จุดระเบิดและสวิตช์มอเตอร์สตาร์ตรวมอยู่ด้วยกัน รถยนต์บางคันมีปุ่มสตาร์ตแยกออกไปต่างหาก
รถยนต์ส่วนมากมีอุปกรณ์ป้องกันขโมยรวมอยู่ในสวิตซ์จุดระเบิด กลไกนี้จะล็อกแกนพวงมาลัย ทำให้ไม่สามารถหมุนพวงมาลัยได้ อาจต้องขยับพวงมาลัยเล็กน้อยจึงจะบิดกุญแจเพื่อติดเครื่องยนต์ได้
สวิตช์เปิดไฟสำหรับจุดระเบิดและสวิตช์มอเตอร์สตาร์ตทำงานโดยการบิดกุญแจ
บิดกุญแจไปที่ตำแหน่งที่หนึ่ง อุปกรณ์ไฟฟ้าบางอย่างสามารถใช้งานได้ เช่น วิทยุ
บิดไปที่ตำแหน่งที่สอง สวิตช์จุดระเบิด อุปกรณ์ และเกจ์ต่างๆ บนแผงหน้าปัดทำงาน ไฟเตือนสีแดงจะแสดงบนแผงหน้าปัด
บิดไปที่ตำแหน่งที่สาม มอเตอร์สตาร์ตจะทำงาน โดยทั่วไปแล้วไฟข้างหน้าจะทำงานได้โดยไม่ต้องเปิดสวิตซ์จุดระเบิด ในรถยนต์บางคันไฟเลี้ยวและไฟหน้าจะทำงานก็ต่อเมื่อต้องเปิดสวิตซ์จุดระเบิด
ในการสตาร์ตเครื่องยนต์นั้น ให้หมุนกุญแจไปจนสุดทาง เมื่อเครื่องยนต์ติดแล้วปล่อยกุญแจทันที อย่าแช่ไว้ เพราะอาจทำให้มอเตอร์สตาร์ตและกลไกการขับเฟืองสตาร์ตเตอร์ เสียหายได้
ถ้าจำเป็นต้องลากรถยนต์ของคุณ จะต้องปลดล็อกพวงมาลัยก่อนโดยสอดกุญแจเข้าไปในสวิตช์กุญแจ และตรวจสอบให้แน่ใจว่าพวงมาลัยหมุนได้อย่างอิสระ แต่ถ้าการลากทำโดยยกล้อหน้าขึ้นก็ไม่จำเป็นต้องปลดล็อกพวงมาลัย

การบิดกุญแจ
โช้ก
ปุ่มควบคุมการทำงานของโช้กมักอยู่บนหรือด้านล่างของแผงหน้าปัดรถยนต์จำนวนมากใช้โช้กอัตโนมัติ โช้กทำหน้าที่ปรับส่วนผสม ระหว่างนํ้ามันเชื้อเพลิงกับอากาศสำหรับรถใช้เบนซิน โดยทำให้อากาศเข้าน้อยลง เพื่อช่วยให้ติดเครื่องขณะเครื่องยนต์ยังเย็นอยู่ได้ง่ายขึ้น
เมื่อคุณดึงปุ่มควบคุมโช้ก โช้กจะทำงาน ยิ่งดึงปุ่มควบคุมออกมามาก อากาศจะเข้าน้อยลงทำให้ส่วนผสมมีเชื้อเพลิงมากขึ้น
ในกรณีที่อากาศหนาวเย็น เครื่องยนต์ต้องการส่วนผสมหนาขึ้นเพื่อช่วยให้ติดง่าย หลังจากสตาร์ตเครื่องยนต์ติดแล้ว อย่าลืมดันปุ่มโช้กกลับเข้าที่ด้วย
สำหรับโช้กอัตโนมัตินั้น โช้กจะทำงานเองอย่างอัตโนมัติ การเปิดและปิดของโช้กขึ้นอยู่กับอุณหภูมิของเครื่องยนต์ ในขณะอากาศหนาวเย็นโช้กจะทำงานโดยการทำให้อากาศเข้าน้อยลง เมื่อเครื่องยนต์ร้อนขึ้นแล้วโช้กจะหยุดทำงานเอง
ในกรณีของโช้กธรรมดา ซึ่งคุณต้องดึงปิดปุ่มโช้กบนแผงหน้าปัด คุณต้องไม่ลืมดันปุ่มโช้กกลับเข้าที่เดิม เมื่อเครื่องยนต์ร้อนขึ้น มิฉะนั้นแล้วส่วนผสมจะหนาเกินไปตลอดเวลา ทำให้เครื่องยนต์เดินเร็วเกินไป
ผลเสียของการลืมดันปุ่มโช้กกลับเข้าที่ตามเดิมนั้น ได้แก่

ไฟเตือนโช้กธรรมดา
-อาจทำให้เครื่องยนต์เสียหาย เพราะระบบหล่อลื่น อาจยังเย็นอยู่ หล่อลื่นไม่ได้เต็มที่
-สิ้นเปลืองนํ้ามันเชื้อเพลิงมากขึ้น และมีผลทำให้เครื่องยนต์วิ่งรอบสูงเกินไปจนอาจทำให้รถเกียร์อัตโนมัติเคลื่อนตัวออกถึงแม้จะยังไม่เหยียบคันเร่ง
สำหรับเครื่องยนต์ดีเซลบางชนิดมีหัวเผาความร้อนช่วยในการอุ่นเครื่องยนต์ ไฟเตือนแสดงการทำงานจะสว่างขึ้นเมื่อเปิดสวิตช์กุญแจ ผู้ขับขี่ต้องรอจนกว่าไฟเตือนดับแล้วจึงสตาร์ตเครื่องยนต์ได้

ไฟเตือนการอุ่นเครื่องยนต์
ไฟเตือนฉุกเฉิน
สวิตช์ควบคุมการทำงานของไฟเตือนฉุกเฉิน อาจอยู่บนแกนพวงมาลัย บางคันอยู่บนแผงหน้าปัด แต่อย่างไรก็ตามสวิตช์ไฟเตือนฉุกเฉินจะอยู่ในตำแหน่งที่ผู้ขับขี่ใช้งานได้สะดวก และอยู่ในตำแหน่ง เหมาะสมที่จะไม่ให้ผู้ขับขี่ใช้สวิตช์นี้โดยบังเอิญได้
ใช้ไฟเตือนฉุกเฉินใน กรณีดังต่อไปนี้
-เมื่อรถของคุณมีปัญหาหรือจอดเสียอยู่
-เมื่อต้องลดความเร็วของรถลงอย่างกะทันหัน เนื่องจากมีอุบัติเหตุเกิดขึ้นบนถนนข้างหน้า เพื่อเตือนให้ผู้ที่ขับขี่ตามมาข้างหลังทราบล่วงหน้า
ไม่ควรใช้เป็นข้ออ้างในการหยุดรถในที่ที่ไม่ควรจอด ไม่ว่าจะหยุดไม่นานก็ตาม
เมื่อคุณใช้ไฟเตือนฉุกเฉิน ไฟเลี้ยวทุกดวงจะกะพริบพร้อมกัน และอย่าลืมปิดสวิตช์ไฟนี้เมื่อหมดความจำเป็นแล้ว

ไฟฉุกเฉิน
ควรจำไว้ว่าผู้ขับขี่คนอื่นอาจไม่สามารถมองเห็นไฟกะพริบฉุกเฉินได้ทุกดวง และอาจทำให้เข้าใจผิดได้ว่าเป็นไฟเลี้ยวธรรมดา จึงต้องควรระมัดระวังด้วย
ที่มา:ธีระยุทธ  สุวรรณประทีป

บทความอื่น ๆ ที่น่าสนใจ:

Share this :

  • Stumble upon
  • twitter

Comments are closed.