การตรวจสอบเสื้อสูบ

Posted on : 15-11-2012 | By : Author | In : การทำงานของเครื่องยนต์

การทำความสะอาดและการตรวจสอบเสื้อสูบ

ถ้าตรวจสอบด้วยตาเปล่าพบความเสียหายบนเสื้อสูบจะต้องเปลี่ยนเสื้อสูบใหม่ ตลอดจนถ้าเครื่องยนต์ร้อนจัดและมีรอยร้าวในผนังกระบอกสูบ จะต้องเปลี่ยนเสื้อสูบเช่นกัน

การซ่อมใหญ่เครื่องยนต์ ถ้าใช้เสื้อสูบอันเดิม จะต้องทำความสะอาดให้ทั่วถึง ถอดปลั๊ก และสวิตช์ต่าง ๆ ตลอดจนชิ้นส่วนอื่น ๆ ที่สามารถถอดได้ แล้วทำความสะอาดเสื้อสูบ

ตรวจสอบเสื้อสูบเกี่ยวกับรอยร้าว ร่องรอยขีดขูด หรือรอยไหม้ต่าง ๆ ตรวจสอบรูแบริ่ง เกี่ยวกับรอยไหม้เนื่องจากการหมุนของแบริ่งบนเสื้อสูบ ตรวจสอบศูนย์ของรูแบริ่งด้วยบรรทัด ขอบตรงและฟีลเลอร์เกจ ดังแสดงในรูปที่ 25.20

ตรวจสอบรอยร้าวระหว่างกระบอกสูบ ระหว่างรูสลักเกลียวบนภายนอกของเสื้อสูบ และในครีบของรูแบริ่งหลัก ความเสียหายบางอย่างของเสื้อสูบอาจซ่อมแซมได้ถ้าไม่เสียหายมากเกินไป

ถ้าทุกอย่างเป็นปกติ วัดขนาดของรูแบริ่งด้วยไมโครมิเตอร์ ถ้าไม่สึกหรอมากเกินไป และสามารถปรับแต่งได้ภายในขีดจำกัดที่กำหนด (ดูรูปที่ 25.21) แล้วทำความสะอาดและบริการเสื้อสูบ ทำความสะอาดช่องนํ้ามันและช่องนํ้าหล่อเย็น ทำความสะอาดเกลียวของรู ถ้าเกลียวเสียหาย ก็ซ่อมแซมให้สามารถใช้งานได้ การซ่อมแซมเกลียวจะได้กล่าวต่อไปในภายหลัง

ถ้าสงสัยว่าจะมีรอยร้าวเกิดขึ้น ควรตรวจสอบเสื้อสูบด้วยเครื่องตรวจสอบรอยร้าว ตรวจสอบและทำความสะอาดผิวหน้าประกบ ตรวจสอบการบิดตัวของผิวหน้าประกบ ด้วยบรรทัดขอบตรง (ดูรูปที่ 25.22) ถ้าผิวหน้าประกบบิดตัว จะต้องปรับผิวหน้าใหม่ด้วยการ เจียระไน

การตรวจสอบรูแบริ่ง

ถ้าแบริ่งบางอันสึกหรอมากกว่าอันอื่น ๆ อาจหมายถึงรูแบริ่งไม่กลมหรือเสื้อสูบบิดตัว (ดูรูปที่ 25.20) การตรวจสอบความไม่กลมของรูแบริ่งทำได้โดยถอดเพลาข้อเหวี่ยงและแบริ่งหลัก ออกทำความสะอาดรูแบริ่งและติดตั้งฝาประกับเข้าที่ด้วยสลักเกลียวและขันด้วยทอร์กตามกำหนด ใช้ไมโครมิเตอร์ตรวจสอบความไม่กลม ถ้ารูแบริ่งไม่ได้แนวหรือไม่กลม จะต้องปรับแต่งใหม่จนได้ศูนย์

การคว้านรูแบริ่ง

ติดตั้งฝาประกับเข้าบนเสื้อสูบ คว้านรูแบริ่งทั้งหมดด้วยเครื่องคว้าน ตังแสดงในรูปที่ 25.23 การคว้านรูแบริ่งทำให้เนื้อโลหะบางส่วนถูกคว้านออก และทำให้ระยะห่างระหว่างเพลาข้อเหวี่ยงและเพลาลูกเบี้ยวสั้นลง (ในกรณีของเพลาลูกเบี้ยวอยู่ในเสื้อสูบ) สิ่งนี้อาจก่อให้เกิดปัญหา ในการขับเคลื่อนเพลาข้อเหวี่ยง หลังจากคว้านรูแบริ่งแล้ว ถอดฝาประกับออก แต่งร่องรอยต่าง ๆ ออกจากขอบของฝาประกับและเสื้อสูบ ทำความสะอาดฝาประกับและเสื้อสูบเพื่อขจัดสิ่งสกปรก และเศษโลหะต่าง ๆ ออกให้หมด

การตรวจสอบผนังกระบอกสูบ

ทำความสะอาดผนังกระบอกสูบและตรวจสอบรอยขีดขูดหรือการสึกหรอเป็นจุด (ซึ่งจะปรากฏเป็นจุดด่างไม่เป็นเงา) ใช้ไฟส่องที่ปลายข้างหนึ่งซึ่งอยู่ตรงกันข้าม ท่านจะสามารถเห็นสภาพของกระบอกสูบได้ดีขึ้น ถ้าผนังกระบอกสูบมีรอยขีดขูดหรือมีจุดสึกหรอ จะต้องคว้าน กระบอกสูบใหม่

จากนั้นวัดกระบอกสูบเพื่อตรวจสอบการสึกหรอ เทเปอร์ และความไม่กลมของกระบอกสูบ (ดูรูปที่ 25.24) การวัดอาจใช้ไมโครมิเตอร์วัดภายใน หรือใช้ไมโครมิเตอร์วัดภายนอกและเกจ เทเลสโคป หรือใช้เกจกระบอกสูบ

การคำนวณเทเปอร์ของกระบอกสูบอาจทำได้อย่างรวดเร็วดังนี้ ใส่แหวนอัดเข้าไปในกระบอกสูบ เลื่อนแหวนลงสู่จุดตํ่าสุดที่เป็นขีดจำกัดของการเคลื่อนที่ของแหวนลูกสูบ แล้ววัดระยะปากแหวน แล้วเลื่อนแหวนขึ้นถึงขีดจำกัดบนสุดและวัดระยะปากแหวน ผลต่างของระยะปากแหวนหารด้วย 3 จะได้ค่าโดยประมาณของเทเปอร์

การแต่งผิวหน้าของกระบอกสูบ

เมื่อเครื่องยนต์ถูกใช้งานไปแล้ว ผนังกระบอกสูบจะเป็นเงามัน ดังนั้นจะต้องขัดผิวมันออก เพราะผิวมันจะเป็นอุปสรรคต่อการรันอินของแหวนลูกสูบอันใหม่

ถ้าต้องการขัดผิวมันออกเพียงอย่างเดียว ก็สามารถทำได้โดยใช้เครื่องขัดด้าน (ดูรูปที่ 25.25) ในขณะที่เครื่องขัดด้านทำงาน ให้เลื่อนเครื่องขัดขึ้นและลงสองถึงสามครั้ง เพื่อให้ผิวมัน เป็นผิวด้านก่อนติดตั้งแหวนลูกสูบอันใหม่ เครื่องขัดด้านมักจะมีหินขัดจำนวนสองหรือสามอัน หินขัดจะแนบกับผนังกระบอกสูบในขณะที่หมุนโลหะเพียงเล็กน้อยเท่านั้นจะถูกขัดออกเพื่อให้ผิวด้านขึ้น

หลังจากเสื้อสูบสะอาดแล้ว ก็ตัดสินใจว่าจะต้องคว้าน หรือขัด หรือขัดด้านกระบอกสูบหรือไม่ โดยใช้ข้อมูลเกี่ยวกับการสึกหรอของกระบอกสูบ ถ้าต้องการขัดเนื้อโลหะของกระบอกสูบ ออกจำนวนเล็กน้อย ก็สามารถใช้การขัด (horning) แต่ถ้าต้องการเนื้อโลหะออกมากขึ้นก็ใช้การคว้าน (boring)

การขัดกระบอกสูบจะใช้หินขัด (รูปที่ 25.26) ซึ่งสามารถหมุนได้ในกระบอกสูบด้วยมอเตอร์ไฟฟ้า เครื่องขัดสามารถปรับขนาดได้ตามขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางที่ต้องการ สำหรับเครื่องขัดแบบแปรงแสดงตามรูปที่ 25.27

เมื่อกระบอกสูบได้รับการขัดอย่างเหมาะสมแล้ว จะเกิดรูปแบบเส้นไขว้เหลือค้างบน ผิวกระบอกสูบ (ดูรูปที่ 25.28) การไขว้กันของเส้นจะเอียงทำมุมกันประมาณ 60 องศา รูปแบบของเส้นไขว้นี้จะช่วยในการอุ้มนํ้ามันหล่อลื่นและช่วยให้แหวนลูกสูบใหม่เข้าที่ได้เร็วขึ้น หลังจากการขัดแล้วจะต้องทำความสะอาดกระบอกสูบโดยตลอด

การคว้านใช้เครื่องคว้านกระบอกสูบ (ดูรูปที่ 25.29) เครื่องนี้มีหัวกัดซึ่งหมุนได้ หัวกัดจะเลื่อนเข้าไปในกระบอกสูบจนกระทั่งมีดกัดเข้าไปในเนื้อโลหะ ก่อนการคว้านกระบอกสูบ จะต้องติดตั้งฝาประกับแบริ่งหลักและขันสลักเกลียวด้วยทอร์กตามกำหนด

หลังจากการคว้านแล้ว ผิวกระบอกสูบอาจหยาบเกินไปสำหรับแหวนลูกสูบ ดังนั้นจึง ใช้การขัดซํ้าอีกครั้งหนึ่งเพื่อปรับผิวกระบอกสูบให้เหมาะสมกับแหวนลูกสูบ

การทำความสะอาดกระบอกสูบ

หลังจากปรับแต่งผิวกระบอกสูบแล้ว จะต้องทำความสะอาดให้ตลอดทั่วทั้งกระบอกสูบ หลังจากทำความสะอาดแล้ว ให้ใช้ผ้าซึ่งซับด้วยนํ้ามันหล่อลื่นเช็ดบนผนังกระบอกสูบหลาย ๆ ครั้ง แล้วเช็ดนํ้ามันหล่อลื่นออกด้วยผ้าแห้งและสะอาด ครั้งสุดท้ายของการทำความสะอาด จะต้องไม่มีร่องรอยของความสกปรกบนผ้าสะอาดนั้น

ทำความสะอาดช่องนํ้าหล่อเย็นและช่องน้ำมันหล่อลื่นในเสื้อสูบ สตัด และรูสลักเกลียว หลังจากทำความสะอาดผนังกระบอกสูบแล้ว

การติดตั้งปลอกสูบ

การร้าวของเสื้อสูบ การเป็นรอยขีดขูดของกระบอกสูบ และการสึกหรอมากเกินไปของกระบอกสูบ สามารถได้รับการซ่อมแซมได้ด้วยการติดตั้งปลอกสูบ (ดูรูปที่ 25.30) เริ่มด้วยการคว้านกระบอกสูบให้มีขนาดใหญ่ขึ้นเพื่อใส่ปลอกสูบ แล้วใส่ปลอกสูบเข้าไปในเสื้อสูบ

รูปที่ 25.30 แสดงช่างเครื่องยนต์ใช้ค้อนนิวแมติกช่วยในการขับปลอกสูบเข้าที่ เมื่อปลอกสูบเข้าที่เรียบร้อยแล้ว ก็จะปรับแต่งผิวหน้าของปลอกสูบให้มีขนาดเหมาะสมกับการใช้ลูกสูบและแหวนลูกสูบขนาดมาตรฐาน

การซ่อมแซมรอยร้าวหรือรูบนเสื้อสูบ

เสื้อสูบบางอันมีสภาพดี ยกเว้นมีรอยร้าวเล็กน้อยหรือมีรูเหลือค้างไว้บนเสื้อสูบในระหว่างการหล่อ ในพื้นที่ที่ได้รับความร้อนด้วยอุณหภูมิสูงไม่เกิน 260°c หรือไม่ได้รับความดัน (จากนํ้าหล่อเย็น นํ้ามันหล่อลื่น หรือกระบอกสูบ) ก็สามารถซ่อมแซมได้ด้วยอิพอกซี พื้นที่ที่สามารถใช้อิพอกซีได้แสดงดังรูปที่ 25.31

การเปลี่ยนปลั๊กรูหล่อ

ในระหว่างการซ่อมใหญ่เครื่องยนต์ จะต้องเปลี่ยนปลั๊กรูหล่อใหม่ทั้งหมด หรือถ้าต้องการเปลี่ยนปลั๊กรูหล่อเพราะว่ามีการรั่วไหลเกิดขึ้น การถอดปลั๊กรูหล่อจะใช้เครื่องมือพิเศษ หรืออาจใช้เหล็กงัดช่วยในการงัดปลั๊กออก หรืออาจเจาะรูตรงกลางปลั๊กแล้วงัดปลั๊กออก

ข้อควรระวัง ในเครื่องยนต์บางเครื่อง ปลั๊กรูหล่อห่างจากผนังกระบอกสูบเพียง 9.5 mm ดังนั้นอย่าเจาะเข้าไปลึกมาก มิฉะนั้นอาจทำให้ผนังกระบอกสูบเสียหาย อย่าตอกปลั๊กเข้าไปในโพรงนํ้า เพราะจะไม่สามารถเอาปลั๊กออกมาได้ และจะกีดขวางการไหลเวียนของนํ้าหล่อเย็นอีกด้วย

ตรวจสอบรูปลั๊กเกี่ยวกับความหยาบหรือความเสียหาย ถ้าจำเป็นก็ขจัดเศษหรือแง่ต่าง ๆ ออกให้หมด ก่อนการติดตั้ง ให้ทาปลั๊กด้วยสารกันซึม ใช้เครื่องมือติดตั้งที่เหมาะสมขึ้นอยู่กับชนิดของปลั๊ก ดังแสดงในรูปที่ 25.32

เราสามารถแบ่งชนิดของปลั๊กได้ดังต่อไปนี้

1. ปลั๊กแบบถ้วย ปลั๊กแบบนี้ติดตั้งโดยหันด้านหน้าแปลนออกข้างนอก (รูปที่ 25.32 (ก)) เครื่องมือจะไม่สัมผัสกับหน้าแปลน แรงดันที่ขับปลั๊กจะกระทำตรงบริเวณถ้วยภายใน

2. ปลักแบบขยาย ปลั๊กแบบนี้ติดตั้งโดยหันด้านหน้าแปลนเข้าข้างใน (รูปที่ 25.32 (ข)) เครื่องมือจะกระทำที่บริเวณส่วนนอกของปลั๊ก ปลั๊กจะต้องถูกดันเข้าไปในรูจนกระทั่งส่วนบนของปลั๊กตํ่ากว่ารอยตัดมุมของรู

3. ปลักแบบซีล E-Z ปลั๊กแบบนี้ใช้ชั่วคราวในกรณีฉุกเฉินเท่านั้น ปลั๊กแบบนี้มีปลอกยางอยู่ระหว่างแหวน 2 อัน เมื่อหมุนแปนเกลียว จะทำให้ปลอกยางขยายตัวเป็นซีลอุดรูไว้ ดังแสดงในรูปที่ 25.33

การติดตั้งอินเสิร์ตเกลียว

ในกรณีที่เกลียวในเสื้อสูบหรือฝาสูบสึกหรอหรือเสียหาย อาจซ่อมแซมได้ด้วยการใช้อินเสิร์ตเกลียว รูปที่ 25.34 แสดงการติดตั้งอินเสิร์ตเกลียวแบบหนึ่ง

ชุดเสื้อสูบ

ชุดเสื้อสูบประกอบด้วยชิ้นส่วนต่าง ๆ ที่ประกอบเข้ากับเสื้อสูบแล้ว ได้แก่ ชุดลูกสูบ และก้านสูบ แบริ่ง และเพลาข้อเหวี่ยง เมื่อใส่อ่างนํ้ามัน ฝาสูบ และท่อร่วมเข้าไปก็จะเป็นเครื่องยนต์ ที่สมบูรณ์

บางครั้งงานบริการทุกอย่างที่สำคัญหรือเสื้อสูบเสียหายก็อาจเปลี่ยนชุดเสื้อสูบใหม่ซึ่งอาจมีราคาถูกกว่าการบริการ รูปที่ 25.35 แสดงชุดเสื้อสูบซึ่งประกอบด้วย ชุดลูกสูบและก้านสูบ แบริ่ง และเพลาข้อเหวี่ยง

 

บทความอื่น ๆ ที่น่าสนใจ:

Share this :

  • Stumble upon
  • twitter

Comments are closed.