การทดสอบแบตเตอรี่รถยนต์

Posted on : 10-05-2013 | By : Author | In : ระบบต่าง ๆ ในรถยนต์

ช่องตรวจดูสภาพความจุของแบตเตอรี่ (ตาแมว)
ปัจจุบันได้มีแบตเตอรี่ที่ออกแบบมาเป็นพิเศษที่กันรั่วไว้จนไอของนํ้ากรดระเหยออกไปจากแบตเตอรี่ได้น้อยมากหรือไม่ออกไปเลย ซึ่งด้านบนก็จะมีช่องตรวจดูสภาพความจุของแบตเตอรี่ เมื่อแบตเตอรี่อยู่ในสภาพไฟเต็มช่องตรวจดูนี้ (ตาแมว) ตรงกลางจะมีลูกลอยลอยขึ้นมาให้เห็นเป็นสีเขียว และเมื่อแบตเตอรี่อยู่ในสภาพไฟปานกลาง ตรงกลางของช่องตรวจจะมิดหมด และเมื่อแบตเตอรี่ไม่มีความจุหรือไฟ น้อยมากหรือขาดนํ้ากรดตรงกลางจะเป็นสีเหลืองอ่อนหรือว่างเปล่า (แบตเตอรี่บางแบบจะใช้ลูกลอยสีฟ้า และสีแดง เมื่อเห็นสีฟ้าตรงกลางช่องตรวจแสดงว่าไฟเต็ม และเมื่อเห็นสีแดงรอบข้างไม่มีสีฟ้าตรงกลางแสดงว่าไฟปานกลาง และเมื่อไม่เห็นทั้งสองสี แสดงว่าไฟหมดหรือระดับนํ้ากรดตํ่าเกินไปดังรูปที่ 3.17


รูปที่ 3.17 ตาแมวช่วยในการตรวจดูสภาพความจุของแบตเตอรี่ได้รวดเร็ว
การทดสอบโดยเครื่องแคดเมี่ยม
แบตเตอรี่ที่เป็นเปลือกแข็งคือ พลาสติก ไม่สามารถทดสอบโดยเครื่องทดสอบแรงเคลื่อนแต่ละเซลล์ได้ เนื่องจากฝาครอบเป็นพลาสติกแข็ง ขาของเครื่องทดสอบไม่สามารถที่จะทิ่มแทงเข้าไปได้ อย่างไรก็ดี เซลล์แต่ละเซลล์ของแบตเตอรี่สามารถทดสอบได้โดยใช้ไฮโดรมิเตอร์ หรือการทดสอบความจุของแบตเตอรี่ วิธีใหม่ในการทดสอบแรงเคลื่อนแต่ละเซลล์เรียกว่า การทดสอบโดยวิธีแคดเมี่ยม ซึ่งคิดประดิษฐ์ขึ้นมาเพื่อการทดสอบแรงเคลื่อนแต่ละเซลล์สำหรับแบตเตอรี่เปลือกแข็งโดยเฉพาะ
หลักการทำงานของตัวเครื่องทดสอบนี้คือ หัวปลายแหลมของแท่งแคดเมี่ยมยาวประมาณ 1 นิ้ว ซึ่งประกอบด้วยวัสดุซึ่งดูดเก็บความชื้นของแคดเมี่ยม เมื่อใส่ขาของเครื่องทดสอบไปในช่องของแบตเตอรี่ ปลายของเครื่องทดสอบจะสัมผัสกับนํ้ากรดและกระแสไฟก็จะไหลผ่านเข้าไปในโวลต์มิเตอร์ ซึ่งจะแสดงค่าแรงเคลื่อนของแต่ละ เซลล์ที่วัดค่าได้ดังรูปที่ 3.18


รูปที่ 3.18 การใช้เครื่องทดสอบแบบแคดเมี่ยมวัดแรงเคลื่อนแต่ละเซลล์
ถ้าการอ่านค่าที่ได้ทุกๆ 2 เซลล์แตกต่างกัน 5 มาตราส่วนหรือมากกว่า ให้ทำการประจุไฟแก่แบตเตอรี่และทำการทดสอบใหม่ ถ้ายังได้ค่าเหมือนเดิมแสดงว่าแบตเตอรี่เสีย ให้เปลี่ยนแบตเตอรี่ใหม่
การทดสอบแรงเคลื่อนแต่ละเซลล์ของแบตเตอรี่
การทดสอบแรงเคลื่อนแต่ละเซลล์ของแบตเตอรี่ (open circuit no load voltage test) นี้ใช่ได้กับแบตเตอรี่ที่ฝาปิดบนแบตเตอรี่ราดด้วยยางมะตอย แต่ถ้าเป็นฝาปิดที่เป็นพลาสติกแข็งใช้การทดสอบวิธีนี้ไม่ได้ แบตเตอรี่ที่ทำการประจุไฟเสร็จใหม่ๆ จะยังไม่นำมาวัดแรงเคลื่อน เพราะจะทำให้ค่าที่อ่านได้สูงมากเกินไป
ข้อควรระวัง ในการทดสอบแรงเคลื่อนนี้ก็คือ ขณะที่กำลังประจุไฟเสร็จใหม่ๆ จะเกิดก๊าซไฮโดรเจนและก๊าซออกซิเจนมาก เพราะฉะนั้นอย่าให้เกิดประกายไฟบนแบตเตอรี่ขณะทำการทดสอบแรงเคลื่อน เพราะอาจเกิดการระเบิดได้
เพื่อให้การอ่านค่าที่ได้ถูกต้องให้ปล่อยแบตเตอรี่ทิ้งไว้ 2 ถึง 3 ชั่วโมง หรือเอาไปสตาร์ตเครื่องยนต์ 2 ถึง 3 วินาทีแล้วจึงนำมาทำการตรวจวัดแรงเคลื่อน นำโวลต์มิเตอร์จี้คร่อมแต่ละเซลล์แล้วอ่านค่าแรงเคลื่อนแต่ละเซลล์ ถ้าแรงเคลื่อนที่วัดได้แต่ละเซลล์อ่านค่าได้ 1.95 โวลต์หรือมากกว่า และค่าแตกต่างระหว่างเซลล์สูงกว่าและตํ่ากว่าไม่เกิน 0.05 โวลต์แสดงว่าแบตเตอรี่อยู่ในสภาพที่ดี
ถ้าแต่ละเซลล์อ่านค่าได้ 1.95 โวลต์หรือมากกว่า แต่มีค่าแรงเคลื่อนแต่ละเซลล์แตกต่างกันเกิน 0.05 โวลต์ ให้เปลี่ยนแบตเตอรี่ใหม่
ถ้าทุกๆ เซลล์อ่านค่าได้น้อยกว่า 1.95 โวลต์ ให้นำแบตเตอรี่ไปประจุไฟใหม่และทดสอบใหม่ หลังจากการทดสอบแล้วให้เอายางมะตอยปิดรอยที่เกิดขึ้นจากการทดสอบให้เรียบร้อยโดยการใช้หัวแร้ง ละลายยางมะตอยให้ติดกันดังรูปที่ 3.19 ส่วนตารางที่ 3.2 แสดงความสัมพันธ์ระหว่างแรงเคลื่อนและความถ่วงจำเพาะ


รูปที่ 3.19 การใช้โวลต์มิเตอร์ทดสอบแรงเคลื่อนแต่ละเซลล์
ตารางที่ 3.2 แสดงความสัมพันธ์ระทว่างแรงเคลื่อนและความถ่วงจำเพาะ


การทดสอบความจุของแบตเตอรี่
แบตเตอรี่ที่จะทำการทดสอบจะต้องเป็นแบตเตอรี่ที่มีไฟเต็มและต้องมี ถ.พ. ไม่ต่ำกว่า 1.220 ต่อเครื่องทดสอบความจุให้ถูกต้องตามคู่มือการใช้เครื่อง สวิตช์แท่งคาร์บอนจะต้องอยู่ในตำแหน่ง OFF เพื่อป้องกันประกายไฟขณะคีบสายไฟ ต่อสายแอมมิเตอร์และโวลต์มิเตอร์โดยต่อสายบวกเข้าขั้วบวก สายลบเข้าขั้วลบ และต้องให้แน่นไม่หลวมคลอนดังรูปที่ 3.20


รูปที่ 3.20 การคีบสายการทดสอบความจุแบตเตอรี่
หมุนสวิตซ์แท่งคาร์บอนไปในตำแหน่งเพิ่มโหลดตามเข็มนาฬิกา (เป็นการเพิ่มการจ่ายกระแสไฟ) ให้แบตเตอรี่จ่ายไฟออกเป็น 3 เท่าของความจุของแบตเตอรี่เป็นเวลา 15 วินาที แล้วรีบอ่านค่าที่โวลต์มิเตอร์ ค่าที่อ่านได้ตํ่ากว่า 9.5 โวลต์ (ตํ่ากว่า 4.8 โวลต์สำหรับแบตเตอรี่ 6 โวลต์) เป็นไปได้ที่แบตเตอรี่อยู่ในสภาพที่ไม่ดี ให้นำแบตเตอรี่ไปทำการทดสอบแบบประจุ 3 นาที
การทดสอบแบบประจุ 3 นาที
การทดสอบแบบประจุ 3 นาที (three minute change test) จะต้องให้อุณหภูมิแบตเตอรี่สูงกว่า 60 องศาฟาเรนไฮต์ (15.6 องศาเซลเซียส) และไม่ทำการทดสอบกับแบตเตอรี่ที่หมดสภาพแล้วจากการ ทดสอบความจุแบตเตอรี่ และไม่ต่อสายแบตเตอรี่เข้ากับตัวรถยนต์ทั้งสายบวกและสายลบ

รูปที่ 3.21 แสดงการคีบสายเครื่องประจุแบบ 3 นาที
ต่อเครื่องประจุแบตเตอรี่เข้ากับแบตเตอรี่ สายบวกเข้าขั้วบวกและสายลบเข้าขั้วลบ หมุนนาฬิกาตั้งเวลาไปที่ 3 นาทีและปรับอัตราการประจุที่ 40 แอมป์ (75 แอมป์สำหรับแบตเตอรี่ 6 โวลต์) อย่าลืมเปิดฝาปิดช่องแบตเตอรี่ออก เมื่อสิ้นสุดเวลา 3 นาที อ่านค่าที่โวลต์มิเตอร์ ถ้าค่าที่อ่านได้ตํ่ากว่า 11.5 โวลต์ ให้ทดสอบแรงเคลื่อนแต่ละเซลล์ ถ้าแรงเคลื่อนแต่ละเซลล์แตกต่างกันกว่า 0.1 โวลต์ ให้เปลี่ยนแบตเตอรี่ใหม่ ถ้าแรงเคลื่อนแต่ละเซลล์แตกต่างกันน้อยกว่า 0.1 โวลต์ ก็ให้นำแบตเตอรี่ไปประจุไฟใหม่และนำมาใช้งานได้ดังรูปที่ 3.21
การทดสอบแบตเตอรี่โดยการให้จ่ายไฟออก
การทดสอบแบตเตอรี่โดยการให้จ่ายไฟออก (light load battery test) ทำได้โดยบิดสวิตช์สตาร์ตเครื่องยนต์เป็นเวลา 3 วินาที แล้วบิดสวิตช์ไฟหน้าในตำแหน่งไฟตํ่าเป็นเวลา 1 นาที และทำการทดสอบแรง เคลื่อนแต่ละเซลล์
ถ้าแต่ละเซลล์อ่านค่าได้ 1.95 โวลต์หรือมากกว่า และแต่ละเซลล์แตกต่างกันน้อยกว่า 0.05 โวลต์ แสดงว่าแบตเตอรี่อยู่ในสภาพที่ดี ถ้าอ่านค่าได้ตํ่ากว่า 1.95 โวลต์ทุกๆ เซลล์ และแต่ละเซลล์แตกต่างกัน น้อยกว่า 0.05 โวลต์ ก็แสดงว่าแบตเตอรี่ดี แต่อย่างไรก็ดีต้องนำแบตเตอรี่ไปประจุไฟและทำการทดสอบใหม่ ถ้าแต่ละเซลล์อ่านค่าได้ 1.95 โวลต์หรือมากกว่า ถ้าแต่ละเซลล์แตกต่างกันมากกว่า 0.05 โวลต์ ก็แสดงว่าแบตเตอรี่เกิดความบกพร่อง ถ้าแต่ละเซลล์อ่านค่าได้ตํ่ากว่า 1.95 โวลต์ ต้องนำแบตเตอรี่ไปประจุ และทำการทดสอบใหม่ดังรูปที่ 3.22


รูปที่ 3.22 การทดสอบแบตเตอรี่โดยการให้จ่ายไฟ

บทความอื่น ๆ ที่น่าสนใจ:

Share this :

  • Stumble upon
  • twitter

Comments are closed.