การทำโลหะหดตัว การใช้เครื่องขัด และกระดาษทราย

Posted on : 18-11-2013 | By : Author | In : การดูแลรักษารถ

(Shrinking, Use Sanders and Sand-Paper)
การทำโลหะหดตัว (Shrinking Stretched Metal)
ตัวถังหรือโลหะเมื่อได้รับแรงกระแทกเนื่องจากอุบัติเหตุการชนหรือพลิกคว่ำ ตัวถังจะเกิดการยุบตัว บิดตัว โค้งงอและเพื่อให้ตัวถังกลับสู่สภาพเดิม ช่างซ่อมจะต้องดัดและเคาะตัวถังที่ยุบนั้น บางส่วนที่เคาะโลหะจะยืดเกิดโปร่งตัว

การโปร่งตัวของโลหะ

ลักษณะการโปร่งตัวของโลหะ
การยืดและการโปร่งตัวของตัวถัง ไม่เป็นสิ่งที่ปรารถนาในการเคาะขึ้นรูป ถ้ามีการโปร่งช่างซ่อมจะต้องแก้ไขให้โลหะหดตัวเพื่อเข้ารูปเดิม โดยมีวิธีทำโลหะหดตัวดังนี้คือ
1. ใช้ฆ้อนหน้าหยาบเคาะ
2. ตัดบริเวณที่ยืดออก
3. ใช้ความร้อน
1. การใช้ฆ้อนหน้าหยาบเคาะ
การใช้ฆ้อนหน้าหยาบเคาะโลหะยืดโปร่งตัว ขณะใช้ฆ้อนเคาะโลหะบริเวณที่โปร่งลงไป หน้าหยาบของฆ้อนจะสัมผัสโลหะ ทำให้โลหะยุบเกิดหลุมบ่อเล็กๆ ดึงโลหะส่วนที่โปร่งทับซ้อนกัน ซึ่งช่วยให้โลหะหดตัวและเข้ารูปเดิม

การใช้ฆ้อนหน้าหยาบเคาะโลหะ

การใช้ฆ้อนหน้าหยาบเคาะโลหะบริเวณที่โปร่ง
2. การตัดบริเวณที่ยืดโปร่ง
การตัดบริเวณที่ยืดโปร่งออก จะกระทำก็ต่อเมื่อวิธีการใช้ฆ้อนหน้าหยาบเคาะ และการใช้ความร้อนช่วยไม่ได้ผลดีเท่าที่ควร  ซึ่งบริเวณยืดนั้นกว้างและโปร่งมากโดยตัดโลหะส่วนยืดและโปร่งนั้นทิ้งไป ตีโลหะขึ้นรูปตามลักษณะเดิม นำมาเชื่อมต่อบริเวณยืดก็จะหดหายไปสำหรับรอยเชื่อมใช้เครื่องขัด ขัดออกรอยเชื่อมจะเรียบสามารถเตรียมงานพ่นสีได้
3. การให้ความร้อน
การใช้ความร้อนจากแก๊ส เป็นวิธีดีที่สุดที่ช่างเคาะตัวถังและโครงรถนำมาช่วย เพื่อให้โลหะโปร่งหดตัว กล่าวคือ เราจะใช้เปลวไฟนิวทรัลให้ความร้อนเป็นจุดๆ แก่โลหะบริเวณยืดโปร่ง โดยเริ่มให้ความร้อนตรงจุดกลางของงาน มีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางของจุดไม่ควรโตกว่า 5/8 นิ้ว เมื่อโลหะร้อนแดง ใช้ฆ้อนและเหล็กรองรับเคาะโลหะ นำผ้าชุบน้ำซับลงบริเวณจุดร้อนโลหะจะเกิดการเย็นตัวอย่างรวดเร็ว ซึ่งจะทำให้ส่วนนั้นหดตัวขึ้น จากนั้นให้ความร้อนแก่งานต่อไป ในลักษณะการให้ความร้อนเป็นจุดวนรอบๆ งาน และดำเนินการเคาะเช่นเดียวกับที่กล่าวมา การกระทำเช่นนี้มีผลให้โลหะโปร่งหดตัวเข้าสู่สภาพเดิมได้
การใช้เครื่องขัด
เครื่องขัดเป็นเครื่องมือที่ใช้ขัดรอยขรุขระ รอยนูน รอยเชื่อม เพื่อให้แผ่นโลหะที่เชื่อมต่อเรียบเป็นผืนแผ่นเดียวกัน และนอกจากนี้เครื่องขัดยังใช้ขัดสีเดิมตรงส่วนหรือบริเวณที่ไม่ต้องการออกได้อีกด้วย
เครื่องขัดโลหะนิยมใช้กับงานขัดมีอยู่ 3 แบบ คือ
1. เครื่องขัดแบบจานกลม
2. เครื่องขัดแบบแกนหมุน
3. เครื่องขัดแบบสายพาน
1. เครื่องขัดแบบจานกลม (จานหมุน) เครื่องขัดแบบจานกลมเป็นที่นิยมกันอย่างแพร่หลายมากที่สุดในหมู่ช่างขัดตัวถัง เครื่องขัดชนิดนี้สามารถใช้ประโยชน์ได้หลายอย่าง เช่น ขัดรอยเชื่อม รอยนูน รอยขรุขระ ได้อยางดียิ่ง นอกจากนี้ยังเปลี่ยนจานกลมจากชนิดหินขัดเป็นชนิดผ้าทรายได้อีกด้วย  ซึ่งผ้าทรายจะใช้ขัดสีเดิมออกจากโลหะทำให้โลหะสะอาดและเรียบพร้อมที่จะเตรียมงานพ่นสีได้ จานกลมจะมีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางตั้งแต่ 7-9 นิ้ว และเครื่องขัดแบบจานกลมบางชนิดจะใช้ไฟฟ้า และบางชนิดจะใช้ความกดดันลม
ข้อควรระวัง ผ้าทรายกลมห้ามนำไปขัดรอยเชื่อม รอยนูน รอยขรุขระ เพราะจะทำให้ผ้าทรายฉีกขาด เป็นการใช้งานไม่ถูกวิธี
2. เครื่องขัดแบบแกนหมุน
เครื่องขัดแบบแกนหมุนจะให้ประโยชน์ในการขัด รอยเชื่อมรอยขรุขระได้ดีเช่นเดียวกับแบบจานกลม แต่เครื่องขัดชนิดนี้จะเหมาะสมกับการขัดบริเวณส่วนโค้ง ส่วนเว้า บริเวณแคบๆ ได้ดีกว่าแบบอื่นๆ
3. เครื่องขัดแบบสายพาน
เครื่องขัดแบบนี้มีประโยชน์ในการขัดสีเดิมออกจากโลหะและเป็นการขัดงานครั้งสุดท้าย ส่วนดีของเครื่องขัดแบบสายพาน จะมีที่ดูดเศษผง ฝุ่นละอองของสี เข้าไว้ในถังเก็บ ซึ่งเป็นการป้องกันไม่ให้ช่างดูดเศษผงที่สกปรกเข้าในปอดได้
วิธีการใช้เครื่องขัดแบบจานกลม
1. นำเครื่องขัดและเลือกชนิดของหินขัด หรือผ้าทรายให้เหมาะกับงานขัดนั้นๆ
2. เสียบปลั๊กไฟฟ้า หรือต่อสายความกดดันลม ซึ่งขึ้นอยู่กับชนิดของเครื่องขัด
3. ใช้มือขวาจับด้ามเครื่องขัด และใช้มือซ้ายจับด้ามยึดเครื่องขัด
4. นำเครื่องขัดเข้าขัดบริเวณงานเชื่อม รอยขรุขระ รอยนูน หรือขัดสีเดิม โดยวางจานกลมสัมผัสกับงานนั้นให้ถูกวิธี
5. ใช้นิ้วชี้ของมือขวากดสวิทช์ที่เครื่องขัด
6. ดำเนินการขัดจนบริเวณงานเรียบ
7. ปล่อยสวิทช์ นำเครื่องขัดออกจากบริเวณงาน และเก็บเครื่องขัดไว้เรียบร้อย
หมายเหตุ  ขณะขัดงานอย่าขัดโลหะจนไหม้ ซึ่งมีลักษณะสีดำ ให้ขัดเฉพาะสิ่งที่ต้องการออกและสะอาดเท่านั้น
การเปลี่ยนจานกลม
ในงานขัดแต่ละอย่าง เราควรเลือกจานกลมให้ถูกต้องกับชนิดงานขัดนั้นๆ กล่าวคือ ถ้างานขัดรอยเชื่อม รอยขรุขระ รอยนูน ควรใช้จานกลมชนิดหินขัด ห้ามใช้ผ้าทราย เพราะจะทำให้ผ้าทรายขาดดังรูป แต่ถ้าเป็นงานขัดสีเดิม และการขัดโลหะเคลือบให้สะอาด ควรใช้ผ้าทรายกลมเท่านั้น
วิธีการเปลี่ยนจานกลมกระทำได้ดังนี้
1. นำประแจเข้าจับแกนหมุนของเครื่องขัด อย่าให้แกนหมุนหมุนได้
2. ใช้เครื่องมือคลายน๊อตล๊อกจานกลมออก
3. เปลี่ยนจานกลมจากชนิดหินขัด เป็นผ้าทรายขัด หรือจากชนิดผ้าทรายขัด เป็นชนิดหินขัด ย่อมขึ้นอยู่กับงานขัดนั้นๆ
4. ขันน๊อตล๊อกจานกลมให้แน่น ในขณะขันน๊อตจะต้องนำประแจจับแกนหมุนเครื่องขัดไว้ด้วย

ผ้าทราย

แสดงผ้าทรายที่ฉีกขาด

จานขัด

การเปลี่ยนจานขัด
กระดาษทราย (Sand-Paper)
กระดาษทรายทำขึ้นในครั้งแรกเมื่อปี ค.ศ.13 โดยชาวจีนโดยการใช้เปลือกหอยมาบดละเอียดและใช้กาวธรรมชาติร่วมในการทำกระดาษทรายเพื่อประโยชน์ในการขัดไม้ ทำความสะอาดสนิมและสีออกจากโลหะ  โดยเฉพาะไม่มีการปรับปรุงจนเวลาล่วงเลยมา 250 ปี หลังจากนั้นเริ่มมีการปรับปรุงพัฒนาโดยชาวสวิสและชาวเยอรมัน  โดยการใช้ผงแก้วป่นฉาบกาวไปบนกระดาษและใช้กระดาษทรายแบบนี้มาหลายปี  แต่ผลการใช้งานไม่เป็นที่พอใจ ต่อมามีการปรับปรุงทดลองใช้หินแข็งจำพวกทราย (Flint Quartz) แทนและเริ่มใช้กันมีการผลิตในอเมริกาเป็นแห่งแรก ต่อมาก็เริ่มใช้ โกเมน (Garnet) ซึ่งมีความแข็งเพิ่มขึ้นมากกว่าหินแข็งจำพวกทราย ในเวลาเดียวกันมีความคมมากกว่าด้วย กระดาษทรายที่ทำจากโกเมน เริ่มในปี ค.ศ.1878 และยังคงผงทรายธรรมชาติที่นำมาผลิตกระดาษทรายจำหน่าย ใน ค.ศ. 1891 ได้ค้นพบซิลิคอนคาร์ไบด์ (Silicon Carbide) และปี ค.ศ.1901 ได้ค้นพบอลูมินั่ม ออกไวด์ (Aluminium Oxide) และจากการค้นคว้าทางเคมีทำให้ได้ โบรอน คาร์ไบด์ (Boron Cabide) ซึ่งมีความแข็งมากกว่าอลูมินั่ม ออกไซด์ ในปี ค.ศ.1934
ชนิดผงทรายที่ใช้ทำกระดาษทรายมี 2 ชนิดคือ
1. ชนิดสังเคราะห์ (Synthetic Abrasive)
2. ชนิดจากธรรมชาติ (Natural Abrasive)
1. ผงทรายชนิดสังเคราะห์ (Synthetic Abrasive)
1.1 โบรอน คาร์ไบด์ (B4C) มีความแข็งเป็นที่ 2 รองจากเพชร ถ้าเพชรมีความแข็ง 10.0 เป็นมาตรฐาน โบรอน คาร์ไบด์ จะมีความแข็ง 9.8-9.9 ซึ่งเกิดจากการรวมตัวของคาร์บอนกับกรดโบริค (Boric Acid) ที่อุณหภูมิ 5000 F° มีสีดำด้าน
ปัจจุบันใช้งานเกี่ยวกับขัดโลหะให้เป็นมัน และใช้ฉาบภายในของเครื่องเป่าทราย (Sane Blasting) ไม่มีการทำในรูปของกระดาษทรายหรือหินเจียรไน
1.2 ซิลิกอน คาร์ไบด์ (Sic) ค้นพบในปี ค.ศ.1891 โดยแอ๊ดวาด อชีซัน (Edward Acheson) ซึ่งพยายามทำเป็นผงเม็ดสังเคราะห์  ซึ่งเขาทำงานที่บริษัทคาร์โบรอนดัม (Carborondum) และมีชื่อทางการค้าว่า คาร์โบรอนดัม มีความแข็ง 9.5-9.7 เกิดจากการรวมตัวของซิลิกอนกับคาร์บอนที่อุณหภูมิ 4200 F มีสีน้ำเงินแกมสีดำ (blue-Black)

1.3 อลูมินั่ม ออกไซด์ (Al2O3) ทำการทดลองในปี ค.ศ.1897-1901 ใช้เวลาทดลองถึง 4 ปี โดยมีความแข็งน้อยกว่า ซิลิกอน คาร์ไบด์ แต่มีคุณสมบัติพิเศษหลายอย่าง เช่นมีก้อนโต มีความเหนียวมากกว่า มีการแตกตัวเป็นก้อนเล็กๆ ได้ยาก มีความแข็ง 9.4 มีสีน้ำตาลแกมแดง (Reddish-Brown)
2. ผงทรายชนิดจากธรรมชาติ (Natural Abrasive)
2.1 หินแข็งจำพวกทราย (Flint Quartz) มีความแข็ง 6.2-6.8 มีสีขาวแกมเทาอ่อนใช้ทำกระดาษทรายที่ขัดไม้ได้จากเหมืองที่เมืองนิวแฮมไช (New Hamshine) และเมอรีแลนด์ (Mary Land) สหรัฐอเมริกา
2.2 โกเมน (Garnet) มีความแข็ง 6.5-7.5 มีสีแดงแก่ได้จากเหมืองในรัฐนิวยอร์ค มีความแข็งและความเหนียวมากกว่าหินแข็งจำพวกทราย ซึ่งใช้ทำกระดาษทรายขัดไม้
2.3 แร่อีเมอรี (Emery) มีความแข็ง 8.5-9.0 มีสีดำ พบในตุรกีและกรีก ที่แหลมอีเมอรี และที่เกาะกีเซียน (Grecian) ใช้ทำผ้าทรายสำหรับขัดโลหะทุกชนิด มีส่วนเสียคือใช้แล้วไม่มีการแตกจึงหมดความคมเร็ว
วัสุดที่ผงทรายเข้ายึดเกาะมี 4 ชนิดคือ
1. กระดาษ (Sand Paper)
2. ผ้า (Emery-Paper)
3. ไฟเบอร์ (Fiber)
4. คอมบิเนทัน (combination)
กระดาษที่ทำกระดาษทรายจะต้องผ่านการทดสอบเพื่อเป็นมาตรฐานโดยถือเอากระดาษ 480 แผ่น กว้าง 24×36 นิ้ว แล้วชั่งน้ำหนัก
ก. น้ำหนักเอ (A. Weight) หนัก 70 ปอนด์/480 แผ่น เรียกกระดาษทรายขัดครั้งสุดท้าย (finishing-paperX
ข. น้ำหนักซี (C.Weight) หนัก 70 ปอนด์/480 แผ่น เรียกกระดาษทรายหยาบ
ค. น้ำหนักดี (D. Weight) หนัก 100 ปอนด์/480 แผ่น เรียกกระดาษทรายหยาบ
ง. น้ำหนักอี (E. Weight) หนัก 130 ปอนด์/480 แผ่น ใช้ในอุตสาหกรรมหนักสำหรับผ้าทรายมี 2 ชนิดคือ J กับ X
J. เป็นผ้าบางๆ ใช้งานขัดทั่วๆ ไป
X. เป็นผ้าแบบหนาใช้กับเครื่องขัด
กาวที่นำมาร่วมทำกระดาษทรายมี 2 ชนิดคือ
1. กาวธรรมชาติ
2. กาวสังเคราะห์
1. กาวธรรมชาติ ได้มาจากสัตว์ต่างๆ
2. กาวสังเคราะห์ ได้มาจากกรรมวิธี ทางวิทยาศาสตร์กระดาษทรายที่ทำจากกาวสังเคราะห์ เป็นกระดาษทรายที่ทนทานและสามารถทนน้ำได้ดีด้วย
การฉาบผงทรายเข้ากระดาษมี 2 แบบ คือ
1. แบบฉาบทึบ (Closed Coating)
2. แบบฉาบโปร่ง (Open Coating)
1. แบบฉาบทึบ
กระดาษทรายและผ้าทรายแบบฉาบทึบ จะมีผงทรายที่มีคมฉาบและปกคลุมวัสดุมิดโดยมองไม่เห็นวัสดุส่วนที่ผงทรายเข้าเกาะ
2. แบบฉาบโปร่ง
กระดาษทรายและผ้าทรายแบบฉาบโปร่ง จะมีช่องว่างระหว่างเม็ดของผงทรายที่มีคมมองเห็นช่องว่างและวัสุดที่ผงมีคมเข้าเกาะ ส่วนดีของกระดาษทรายแบบฉาบโปร่ง จะทำให้สนิมและผงสีไม่อุดในเม็ดทรายนั้น
สำหรับกรรมวิธีในการแบผงทรายคมเข้ากับกระดาษและผ้ากระทำได้ 2 วิธีด้วยกันคือ
1. วิธีอาศัยประจุไฟฟ้าสถิตย์ช่วยทำให้เม็ดทรายกระจายสม่ำเสมอ (Electrod Static Method)
2. วิธีที่อาศัยน้ำหนักของเม็ดทราย (Gravity Method)
ขนาดของผงทราย (Abrasive Grit Sizes)
ขนาดของผงทรายที่ใช้จะมีขนาด 9×11 นิ้ว และจะแย่งตามความละเอียด และความหยาบ โดยแบ่งตามตัวเลข (The Aught System) ที่จัดขนาดของผงทราย เช่น 12/0 1/0 ตัวเลขที่หน้า 0 ยิ่งมากยิ่งละเอียด และแบ่งตามขนาดจำนวนรูของตะแกรงต่อพื้นที่ 1 ตารางนิ้ว (The Mesh System) แบบนี้ตัวเลขยิ่งมากยิ่งละเอียด สำหรับผงทรายชนิด โกเมน ซิลิกอน คาร์ไบด์ และอลูมินั่ม ออกไซด์ ใช้ระบบแบ่งขนาดตามจำนวนรูตะแกรง
การแบ่งความหยาบและละเอียดของกระดาษทราย จะใช้ซิลิกอน คาร์ไบด์ เป็นหลักในการแบ่งและแบ่งออกเป็น 5 ขนาดคือ
1. ละเอียดมาก เช่นเบอร์ 600 500 400 360 320 280 240 220
2. ละเอียด เช่นเบอร์ 180 150 120
3. ปานกลาง เช่นเบอร์ 100 80 60
4. หยาบ เช่นเบอร์ 50 40
5. หยาบมาก เช่นเบอร์ 36 30 24 20 16 12
ในการซื้อและเปลี่ยนกระดาษทราย ระบบเดิมใช้เป็นโหลและริม แต่ระบบใหม่ที่เริ่มเปลี่ยนปี ค.ศ.1948 เป็นสรีฟ (Steeve) และหน่วย (Unit) สรีฟเริ่มกล่องละ 25 50 100 สำหรับกระดาษทราย 10 กล่อง เรียก หน่วย
หลักการซื้อกระดาษควรกำหนดดังนี้
1. ความละเอียด ความหยาบ
2. การฉาบผงทรายเป็นแบบใด
3. ชนิดของผงทราย
4. ชนิดของกระดาษ และผ้า
5. ขนาดการบรรจุ
กระดาษทรายแบ่งเป็นประเภทใหญ่ได้ 2 ประเภท คือ
1. กระดาษทรายแห้ง
2. กระดาษทรายเปียก
กระดาษทรายแห้ง  ได้แก่กระดาษทรายที่ใช้ในงานขัดไม้ ขัดโลหะ ส่วนมากจะมีลักษณะกระดาษเป็นสีเหลือง แต่ชนิดนี้ไม่ใช้ในงานสี จึงจะไม่ขอพูดถึง แต่เป็นที่น่าสังเกตว่ากระดาษทรายแห้งเมื่อถูกน้ำ เม็ดทรายจะหลุดออก กาวจะละลาย
กระดาษทรายเปียก ได้แก่กระดาษทรายที่ใช้ในงานขัดโลหะทุกชนิด ส่วนมากจะมีสีดำ คุณสมบัติพิเศษคือสามารถแช่น้ำได้ไม่หลุดหรือละลาย เหตุที่ต้องใช้น้ำเวลาขัดเพราะ โลหะเป็นวัสดุที่มีแผ่นเรียบและเป็นมัน ถ้าขัดด้วยกระดาษทรายแห้ง เม็ดทรายจะทำให้เกิดรอยขูด ทำให้โลหะเป็นเส้นและไม่เรียบ หากขัดโดยมีน้ำเป็นตัวช่วยหล่อลื่นแล้ว จะทำให้ไม่เกิดรอยขูดบนพื้นผิวโลหะ
ฝอยเหล็ก (Steel wool)
ฝอยเหล็กจัดอยู่ในชนิดของผงทราย ใช้ในการขัด ถู ขัดมัน ทำความสะอาด และเอาสีเดิมออก ความหยาบและละเอียดมีเบอร์แบ่งดังนี้ 3, 2 ,1,0, 00, 000, 0000 เบอร์ 3 เป็นเบอร์ที่ฝอยเหล็กหยาบที่สุด เหมาะแก่การขัดสีเดิมออก เบอร์ 0000 เป็นเบอร์ที่ฝอยเหล็กละเอียดที่สุดใช้ในการขัดสีได้
การใช้ฝอยเหล็กกับงานสีควรเลือกดังนี้
1. การขัดสีเดิมออก ควรใช้ฝอยเหล็กเบอร์ 3 ซึ่งใช้ร่วมกับยาลอกสี
2. การทำความสะอาดของยางล้อรถยนต์ ควรใช้ฝอยเหล็กเบอร์ 1 ร่วมกับผงซักฟอก
ที่มา:อร่าม  เริงฤทธิ์

บทความอื่น ๆ ที่น่าสนใจ:

Share this :

  • Stumble upon
  • twitter

Comments are closed.