การพ่นสีทับหน้าหรือสีจริงของรถยนต์

Posted on : 20-11-2013 | By : Author | In : การดูแลรักษารถ

(Top coat Application)
สีทับหน้าหรือสีจริง บางครั้งเรียกสีพ่นรถยนต์ เป็นสีที่เพิ่มความทนทานและความงามชิ้นสุดท้ายแก่รถยนต์ สีต่างๆ จะมีอิทธิพลต่อผู้พบเห็นและต่อรูปร่างของรถเป็นอย่างมากทั้งสีทับหน้าแลคเกอร์ อะคริลิค แลคเกอร์ หรือสีอีนาเมล ที่ใช้กับยานพาหนะต่างๆ เมื่อใช้งานไปประมาณ 1-2 ปี จะมีรถยนต์มากกว่า 1 ใน 4 ที่มีใช้อยู่ในเมืองไทยต้องการพ่นสีใหม่ทั้งคัน ถ้าผู้ใช้รถยนต์ต้องการเปลี่ยนสีใหม่ ช่างสีควรแนะนำผู้ใช้รถให้เลือกสีต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น แลคเกอร์ อะคริลิค หรืออีนาเมล ตามความพอใจของผู้ใช้รถเองเพื่อความสบายใจ เป็นสิ่งที่ดีที่สุด ช่างสีไม่ควรที่จะแสดงการชอบสิ่งหนึ่งสิ่งใด นอกจากจะแนะนำคุณภาพ ความคงทน ความสวยงามของสีแต่ละชนิดเท่านั้น สำหรับการซ่อมสีและการพ่นสีเดิมควรจะมีการพิจารณาเลือกสีดังนี้
การพิจารณาเลือกสีเดิม
    1. การพิจารณาสีเดิมเป็นอีนาเมลชนิดอบหรือชนิดไม่อบ และการพิจารณาสีแลคเกอร์จะต้องทราบจากโรงงานที่ผลิตรถยนต์นั้นว่า รถที่ผลิตออกมาแต่ละรุ่นใช้สีอะไรซึ่งพอที่จะแบ่งกลุ่มรถยนต์ออกได้ดังนี้
ก. หมู่รถยนต์จากบริษัทไครเลอร์ทั้งหมด (All Chrysler Group Cars)
ข. หมู่รถยนต์จากบริษัทฟอร์ดทั้งหมด (All Ford Group Cars)
ค. หมู่รถยนต์จากบริษัทเยนเนอรัลมอเตอร์ (All General Motors Group Cars)
ง. หมู่รถยนต์จากบริษัทอเมริกันมอเตอร์ (All Ameri Can Motors Cars)
จ. หมู่รถญี่ปุ่นที่ผลิตในประเทศไทย (All Fapan Cars)
ฉ. รถยนต์โวลโว่ที่ผลิตในประเทศไทย (Volvo Car)
ก. หมู่รถยนต์จากบริษัทไครเลอร์ทั้งหมด (All Chrysler Group Cars)
สำหรับหมู่รถยนต์จากบริษัทไครเลอร์นี้จะเป็นสีอีนาเมลอบทั้งหมด (Baking Enamel)
ข. หมู่รถยนต์จากบริษทฟอร์ดทั้งหมด (All Ford Group Cars)
สำหรับหมู่รถยนต์จากบริษัทฟอร์ดทั้งหมด สีที่ใช้จะเป็นสี
อีนาเมลอบทั้งหมด
ค. หมู่รถยนต์จากบริษัทอเมริกันมอเตอร์ (All American Motor Cars)
หมู่รถยนต์จากบริษัทอเมริกันมอเตอร์ สีที่ใช้จะเป็นสีอีนาเมลอบทั้งหมด ซึ่งมีการเปลี่ยนแปลงดังนี้
คศ 1955 และก่อนหน้านั้น สีที่ใช้คือสีอีนาเมลอบ
คศ 1956-1958 ส่วนมากเป็นสีอีนาเมลอบ
คศ 1959-1962 สีที่ใช้คือสีซุปเปอร์อีนาเมล
คศ 1963-1964 สีที่ใช้คือสีซุปเปอร์อีนาเมลและสีอะคริลิคอีนาเมล
คศ 1965-จนถึงปัจจุบัน สีที่ใช้คือสีอะคริลัคอีนาเมล
ง. หมู่รถยนต์จากบริษัทเยนเนอรัลมอเตอร์ (All General Motors Group Cars )
หมู่รถยนต์จากบริษัทเยนเนอรัลมอเตอร์ทั้งหมด เช่น เชพโรเล็ต ปอนเตี้ยก, โอลสโมบิล, คาดิแลค, คอแวร์ เดิมเป็นสีไนโตรเซลลูโลสแลคเกอร์ แต่ปัจจุบันเปลี่ยนเป็นสี อะคริลิคแลคเกอร์ การเปลี่ยนแปลงสีมีดังนี้
คศ 1955 และก่อนหน้านั้น สีที่ใช้เป็นไนโตรเซลลูโลสแลคเกอร์
คศ 1956-1958 และเริ่มใช้สีอะคริลิกแลคเกอร์ และยังใช้สีไนโตรเซลลูโสลแลคเกอร์
คศ 1959-1972 สีที่ใช้เป็นอะคริลิกแลคเกอร์ทั้งหมด
คศ 1973 จนถึงปัจจุบัน สีที่ใช้เป็นอะคริลิคแลคเกอร์เป็นส่วนมาก แต่มีบางที่ใช้อะคริลิคอีนาเมล
จ. หมู่รถยนต์ญี่ปุ่นที่ผลิตในประเทศไทย (All Japen Cars)
รถยนต์ญี่ปุ่นทุกบริษัทที่ผลิตในประเทศไทย สีที่ใช้พ่นรถยนต์คือสีไนโตรเซลลูโลส แลคเกอร์ และสีอะคริลิคแลกเกอร์
ฉ. รถยนต์ยนต์โวลโว่ (Volvo Car)
รถยนต์โวลโว่ ที่ผลิตขึ้นในประเทศไทย ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2519 เป็นต้นมา จะใช้สีอะคริลิคแลคเกอร์
ข้อสังเกต
พิจารณาจากความเรียบของสี
ท่านจะสังเกตความเรียบและไม่เรียบของสีได้ว่าสีนั้นจะเป็นสีอีนาเมล หรือสีแลคเกอร์ ถ้าสีที่พ่นรถนั้นเรียบคล้ายกระจกแสดงว่านั้นนับเป็นสีแลคเกอร์ แต่ถ้าสีที่พ่นนั้นไม่เรียบเลยทีเดียว ซึ่งมีลักษณะคล้ายกับเปลือกส้ม (Orange Peel) แสดงว่าเป็นสีอีนาเมล
จากการทดสอบ
ทราบจากการทดสอบ โดยการใช้ผ้าชุบทินเนอร์พอประมาณแล้วเช็ดที่ขอบด้านในของรถ ถ้าปรากฎว่าสีละลายมากสีที่พ่นรถนั้นจะเป็นสีแลคเกอร์ ถ้าเช็ดสีแล้วไม่ค่อยละลายแสดงว่าเป็นสีอีนาเมล
2. การเทียบสี (Color Matching)
รถยนต์ทุกคันเมื่อใช้งานสีที่พ่นจะเปลี่ยนแปลงไปทีละน้อยเมื่อถูกแสงอาทิตย์ บางสีจะซีดจางสว่างขึ้น บางสีจะเปลี่ยนไปทางมืด เช่น สีเหลืองจะซีดจางอย่างรวคเร็ว ยิ่งสีเหลีองมาจาก สีครีมจะเปลี่ยนสว่างขึ้น และถ้าสีซีดจางจากสีเขียวที่ประกอบด้วยสีน้ำเงินและสีเหลีอง สีจะ เปลี่ยนแปลงมืดขึ้น
แต่ละสีจะแตกต่างกันเพียงเล็กน้อยจากสีอื่นๆ ซึ่งขึ้นอยู่กับเม็ดสีที่มีอยู่ และสีที่พ่นบนรถยนต์แต่ละคันจะแตกต่างกันบ้างขึ้นอยู่กับการดูแลรักษา และภูมิประเทศที่ใช้งาน รถยนต์ที่เก็บในอู่สีจะเปลี่ยนแปลงสีน้อยที่สุด และการเสียดสี จะเปลี่ยนแปลงสีมากที่สุด สำหรับบริเวณที่มีโรงงานอุตสาหกรรมการเปลี่ยนแปลงของสี ขึ้นอยู่กับรถที่สัมผัสกับสารเคมีนั้นเป็นกรดหรือเป็นด่าง ถึงแม้ว่าความสามารถในการพ่นสีขึ้นอยู่กับประสบการณ์ แต่ก็มบางสิ่งบางอย่างที่นอกเหนือ ซึ่งจะช่วยได้คือ

2.1 การสังเกตสี (Color Perception)
การที่จะเทียบสีให้ได้ดีนั้น จะต้องสามารถมองเห็นสีที่พ่นนั้นได้อย่างแท้จริง เป็นที่น่าสนใจว่าบุคคลจำวน 12 คน จะมีอยู่ 1 คนที่ตาบอดสีทั้งหมด หรือบอดเพียงบางสี ดังนั้นการเทียบสีที่ปกติจะต้องใช้ความระมัดระวัง มีความสังเกต และมีความอดทน จึงจะเทียบสีได้อย่างถูกต้อง เพื่อความแน่ใจให้ใช้ยาขัดสี ขัดเฉพาะแห่งของสี จะช่วยในการเทียบสีได้ตรงความต้องการ
2.2 การแก้สี (Tining Colors)
ในการแก้สีนั้นช่างสีจำเป็นอย่างมากที่จะต้องผสมสีต่างๆ ให้มีความเข้มเท่ากับสีเดิม โดยช่างสีต้องศึกษาลักษณะของสีที่จะแก้ว่า สีที่ปรากฏ (Mass-Tone) และเงาสี (Tint-Tone) เป็นเช่นไร การได้เงาสีเกิดขึ้น เกิดจากการผสมสีจำนวนน้อยกับสีขาวมาก เช่นสีเขียวแก่เป็น ( Moss Tane ) จะมีเงาสีคือ สีน้ำเงิน และสีแดงเข้มบางสี จะมีสีม่วงเป็นเงาเป็นต้น ในการเติมสีขาวเข้ากับสีเขียวจะไม่ได้สีเขียวอ่อน และการเติมสีขาวเข้ากับสีแดงเข้มจะไม่ได้สีอ่อน สำหรับการผสมสีเพียงเล็กน้อยจะได้เงาสี แต่ถ้าเติมสีมากจะได้เป็นสีที่ปรากฎ
สำหรับสีโป๊วโบรโคเมติก (Poly Chromatic) เป็นสีที่ผสมในการแก้สียาก สีจะดูแตกต่างกัน ย่อมขึ้นนอยู่กับมุมของการมองสี ถ้ามองสีตรงเงาสีจะมีผลมากที่สุด แต่เมื่อมองทำมุมสี สีปรากฎมากกว่าเงาเป็นต้น

ข้อแนะนำบางประการของการแก้สี (Some Hints on Color Tintng)
1. ผสมให้ถูกต้องตามขั้นตอน
ก. ใช้แม่สีเป็นสูตรสีผสม
ข. จดรายชื่อของสีผสมที่ใช้
ค. จดบันทึกจำนวนที่ใช้แต่ละครั้ง
2. ใช้สูตรของสีพร้อมกับเครื่องผสมช่วยในการผสม เพราะมันจะแสดงให้เห็นถึงสีพื้นฐานและชี้ให้เห็นว่าสีอะไรซีดจางไป
3. อย่าผสมสีทั้งกระป๋องเมื่อเริ่มต้น พยายามทำไปทีละน้อย
4. ดูว่าการเพิ่มสีใดเพื่อจะให้สีเหมือนสีเดิมของรถ เมื่อพ่นแผ่นที่เทียบแล้วตรวจดูว่า การเพิ่มสี แดง, น้ำเงิน, เขียว, เหลือง, บรอนเงิน หรือสีดำลงไปเพื่อให้ใกล้เคียงสีเดิม
5. เริ่มแก้สีโดยการเปลี่ยนเนื้อสีให้ (แดงขึ้น เขียวขึ้น น้ำเงินขึ้น เหลืองขึ้น) ต่อจากนั้นลดความเข้มของสี  ดดยเติมสีดำหรือสีขาวเล็กน้อย สำหรับสีบรอนจะสว่างขึ้นโดยการเติมเกล็ดเงินไม่ใช่การเติมสีขาว
6. การใช้สายตากะจำนวนสีที่จะเทเพิ่มให้ถูกต้อง การเทสีเพิ่มแต่น้อยจะดีกว่าเททีละมากๆ และควรใช้สีแก้ที่มีความเข้มข้นน้อยก่อน เราสามารถเพิ่มเติมสีที่ขาดได้ถ้ายังไม่พอ ถ้าเพิ่มมากจนเกินไปแล้วยากในการแก้สี ซึ่งจะต้องเริ่มต้นใหม่
7. อย่าผสมจนเกินความต้องการของงานนั้นๆ
8. อย่าตัดสินใจเป็นครั้งสุดท้ายว่าสีแก้เรียบร้อยแล้ว ขณะที่สียังเปียกอยู่
9. การพ่นเทียบสี (Matching colors with Spray gun) เมื่อพ่นสีลงบนงานจากปืนพ่นสีอันเดียวกัน สีบางและแห้งเนื่องจากการพ่นโดยถือปืนห่างไป ถ้าสีหนาและเข้มเป็นการพ่นสีปกติระยะปืนถูกต้อง ถ้าสีหนาและเข้มมากเป็นการพ่นสีที่เปียก ระยะปืนใกล้
ดังนั้นในการพ่นเทียบสีสามารถเปลี่ยนสีไปได้อย่างมากโดยเฉพาะสีโบรีโคเมติก (มีส่วนโลหะผสมอยู่) การพ่นแห้งจะทำให้สีจาง การพ่นเปียกสีจะเข้มขึ้น การเพิ่มความดันอากาศอัดจะเพิ่มการกระจายของสี สีจะจางการลดความดันอากาศอัดจะทำให้สีเข้มข้น การเลือกทินเนอร์หรือรีดิวเซอร์จะมีผลต่อสีเป็นอันมาก ถ้าทินเนอร์หรือรีดิวเซอร์ไม่ดี จะมีผลต่อการไหล ความสม่ำเสมอและความมันของสีไม่ดี ฉะนั้นการพ่นเทียบสีจึงต้องทำให้ถูกต้องตามขั้นตอนในการปรับความข้นใสของสี
ก. ปรับตัวควบคุมขนาดรูปร่างของสี
ข. ปรับตัวควบคุมปริมาณของสี
ค. ระยะห่างปืน
ง. ความเร็วในการใช้เครื่องปืนพ่น
จ. ช่วงพักหรือช่วงแห้งของตัวสี
ฉ. ทินเนอร์แห้งช้าหรือเร็ว
10. การเทียบสี ทิ้งไว้ให้แห้งจะสามารถช่วยให้ทราบว่าจะเพิ่มเติมสีใดบ้างอย่างถูกต้อง
11. ในการเทียบสีในที่สว่างเหมือนๆ กัน ควรเทียบสีในที่กลางแจ้งและการเทียบสี จะไม่เหมือนระหว่างในที่ร่มกับที่สว่าง ดังนั้นควรเทียบสีให้ถูกต้องในแสงที่แตกต่างกันคือแสง สีเหลือง, น้ำเงิน, และแสงสว่าง
ข้อควรปฏิบัติเกี่ยวกับการพ่นสีทับหน้า (Applying the Topcoat)
1. เลือกสีให้ตรงตามต้องการรวมทั้งชนิดของสีให้ถูกต้อง เช่นเป็นพวกแลคเกอร์ หรืออีนาเมล
2. เลือกทินเนอร์หรือรีดิวเซอร์ที่มื่คุณภาพดี ควรเป็นยี่ห้อเดียวกับที่พ่นนั้น
3. ผสมสีให้ทั่วไม่ว่าจะก่อนหรือหลังการผสมทินเนอร์ ถ้าสีมี
บรอนช์อยู่ด้วยต้องกวนสีให้เข้ากันให้ดี    ถ้ากวนไม่เข้ากันบรอนซ์จะไม่สม่ำเสมอ
4. อ่านคำแนะนำข้างกระป๋องผสมตามคำแนะนำทุกครั้งโดยให้ถูกส่วน มิฉะนั้นสีที่พ่น จะแตกต่างกัน
5. กรองสีก่อนพ่นสี
6. ปิดฝุ่นแสะเช็ดทำความสะอาดผิวงาน
7. ควรสวมหน้ากากเวลาพ่นสีทุกครั้ง
8. ปรับความดันอากาศอัดให้ถูกต้อง ความดันอากาศอัดสำหรับสีแลคเกอร์ไม่ควรเกิน 45 ปอนด์ และสีอีนาเมลไม่ควรเกิน 75 ปอนด์
9. ใช้เทคนิคการพ่นสีอย่างถูกต้องจะลดการเกิดละอองแห้งของสี
10. การพ่นสีขั้นสุดท้ายควรผสมสีให้จางลงอีกเล็กน้อย และลดความดันอากาศอัดอีก 5-7 ปอนด์
11. เวลาพ่นสีควรมีการระบายอากาศที่ดีพอ เพื่อเปิดโอกาสให้ทินเนอร์ระเหย ยกเว้น สีแอลคิด อีนาเมล ต้องเก็บในห้องที่ปราศจากฝุ่นอย่างน้อย 12 ช.ม. ก่อน

ที่่มา:อร่าม  เริงฤทธิ์

บทความอื่น ๆ ที่น่าสนใจ:

Share this :

  • Stumble upon
  • twitter

Comments are closed.