ความเสียดทานและการสึกหรอของรถยนต์

car3
เมื่อใดที่วัตถุ 2 ชิ้นเสียดสีกันโดยไม่มีนํ้ามันหล่อลื่น จะทำให้เกิดความร้อนสูง เนื่องจากแรงเสียดทานทำให้โครงสร้างของโมเลกุลเปลี่ยนไป ดังนั้นจึงต้องมีนํ้ามันหล่อลื่นเพื่อช่วยลดความเสียดทานและการสึกหรอ
ชิ้นส่วนของรถยนต์จำเป็นต้องมีการสึกหรอในระหว่างการใช้งาน เศษที่หลุดออกเนื่องจากการสึกหรอจะติดไปกับนํ้ามันหล่อลื่นหรือถูกพาไปโดยอากาศหรือก๊าซต่างๆ ออกไปนอกรถ ส่วนที่อยู่ในนํ้ามันเครื่องจะถูกกรองโดยไส้กรองน้ำมันเครื่อง หรือบางส่วนออกไปกับก๊าซไอเสีย เมื่อเราเปลี่ยนไส้กรองหรือเปลี่ยนนํ้ามันเครื่อง หรือนํ้ามันเกียร์ เศษของส่วนที่สึกหรอจะออกไปด้วย การสึกหรอเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่เราสามารถทำได้เพียงลดอัตราการสึกหรอให้น้อยลงเท่านั้น ซึ่งช่วยให้ชิ้นส่วนมีอายุการใช้งานนานขึ้นเป็นการลดค่าใช้จ่ายในภารซ่อมแซมต่างๆ
ทำไมเราต้องตรวจสอบระดับน้ำมันเครื่องหรือน้ำมันเกียร์หลังจากการเปลี่ยนน้ำมันนั้นๆ ?
เพราะว่าบางครั้งช่างอาจจะลืมเติมนํ้ามันเครื่องหรือนํ้ามันเกียร์ก็ได้หลังจากที่ถ่ายน้ำมันออกหมดแล้ว ถ้าหากไม่มีนํ้ามันหล่อลื่น เราใช้งานเพียง 5 นาทีก็จะเกิดความเสียหายได้มาก ทางที่ดีควรตรวจสอบระดับนํ้ามันหล่อลื่นอีกครั้งหนึ่งด้วยตัวเอง ก่อนที่จะขับออกไป ในการตรวจสอบระดับนํ้ามันควรจอดรถยนต์อยู่ในแนวระดับ และระดับนํ้ามันต้องไม่มากเกินไปด้วย
เราทราบว่าน้ำมันเครื่องจะไม่เสีย ถ้าเป็นจริงทำไมเราจึงต้องเปลี่ยนน้ำมันเครื่อง ?
นํ้ามันเครื่องไม่สูญเสียคุณสมบัติในการหล่อลื่น แต่มันสกปรกเนื่องจากฝุ่นผงต่างๆ นํ้า กรด และบรรดาหัวเชื้อนํ้ามันต่างๆ ซึ่งทำให้ไม่เหมาะสมกับการหล่อลื่นอีกต่อไป ดังนั้นจึงจำเป็นต้องเปลี่ยนน้ำมันเครื่องเป็นระยะๆ ตามข้อแนะนำในคู่มือการใช้รก
หลังจากเปลี่ยนน้ำมันเครื่องใหม่และได้ขับรถไปเป็นระยะทางหลายร้อย กิโลเมตร ปรากฏว่าเมื่อตรวจสอบก้านวัดระดับน้ำมันเครื่อง จะเห็นน้ำมัน เครื่องมีสีดำ มันควรจะเป็นสีดำเร็วขนาดนี้หรือ ?
สีของนํ้ามันเครื่องมิใช่เป็นตัวบอกว่านํ้ามันเครื่องยังใช้งานได้หรือไม่ เนื่องจากอนุภาคที่มีความคมและเป็นอันตรายมักมีสีอ่อนและเล็กมากจนมองด้วยตาเปล่าไม่เห็น โดยทั่วไปแล้วจะตกตะกอนอยู่ที่ก้นอ่างนํ้ามันเครื่องหลังจากเครื่องยนต์หยุดการทำงาน สีดำในนํ้ามันเครื่องมักจะเกิดจากสารพวกคาร์บอน ซึ่งไม่เป็นอันตรายต่อเครื่องยนต์ตราบใดที่มันยังอยู่ในนํ้ามันเครื่องในปริมาณที่ไม่มากเกินไป ดังนั้นการที่นํ้ามันเครื่องมีสีดำก็ยังไม่สามารถระบุได้ว่านํ้ามันเครื่องนั้นยังใช้ได้อย่างปลอดภัย หรือใช้ไม่ได้เนื่องจากมีอนุภาคที่เป็นอันตรายผสมอยู่ แต่การที่นํ้ามันเครื่องซึ่งเพิ่งเปลี่ยนใหม่ดำขึ้นอย่างรวดเร็วนั้นหมายความว่า ช่องบายพาส (bypass) ของไส้กรอง นํ้ามันเครื่องเริ่มทำงานแล้ว ซึ่งหมายถึงมีนํ้ามันบางส่วนไม่ผ่านไส้กรอง และสมควรเปลี่ยนไส้กรองนํ้ามันเครื่องนี้เมื่อถึงเวลาเปลี่ยนน้ำมันเครื่องครั้งใหม่หรือเปลี่ยนเร็วกว่านั้น
ทำไมต้องเปลี่ยนไส้กรองน้ำมันเครื่อง ?
จุดประสงค์ของไส้กรองนํ้ามันเครื่องคือการกรองเอาอนุภาคเล็กๆ ที่ปนอยู่ในนํ้ามันเครื่องออกมาแล้วเก็บไว้ในตัวของมัน จนกระทั่งอุดตันและไม่สามารถเก็บเพิ่มขึ้นได้อีก เมื่อเป็นเช่นนี้ วาล์วบายพาสอัตโนมัติจะเปิดออกและยอมให้นํ้ามันเครื่องหมุนเวียนได้โดยไม่ผ่านการกรองเพื่อให้มีนํ้ามันเครื่องหมุนเวียนเพียงพอ ถ้าปล่อยทิ้งไว้ต่อไป บรรดาอนุภาคต่างๆ ซึ่งไม่ได้กรองก็จะทำความเสียหายให้แก่เครื่องยนต์ เพราะว่านํ้ามันเครื่องซึ่งมีอนุภาคปนอยู่จะทำให้เกิดการสึกหรอของชิ้นส่วนเพิ่มขึ้นอีก 38% เมื่อเปรียบเทียบกับการใช้นํ้ามันเครื่องปกติ ดังนั้นการดูแลรถที่ดีควรให้ความสำคัญของไส้กรองนํ้ามันเครื่องด้วย รูปที่ 2.1 แสดงไส้กรองนํ้ามัน เครื่องของเครื่องยนต์แต่ละแบบซึ่งบางแบบต้องเข้าไปใต้ท้องรถยนต์จึงจะถอดออกมาได้ และบางแบบสามารถถอดออกมาได้จากส่วนบนโดยการเปิดฝากระโปรงออก
ไส้กรองน้ำมันเครื่อง

ไส้กรองน้ำมันเครื่อง1
รูปแสดงไส้กรองน้ำมันเครื่อง
เมื่อใดควรเปลี่ยนไส้กรองน้ำมันเครื่องเนื่องจากเราไม่สามารถบอกได้ว่ามันอุดตันหรือยัง ?
บริษัทผู้ผลิตเกือบทั้งหมดกำหนดว่าควรเปลี่ยนไส้กรองนํ้ามันเครื่องอย่างน้อยทุกๆ สองครั้งของการเปลี่ยนนํ้ามันเครื่อง หรือทุกๆ 15,000 กิโลเมตร และควรจะบ่อยกว่านั้นถ้ารถคันนั้นส่วนใหญ่ใช้งานในระยะทางสั้นๆ หรือวิ่งไปมาในเมืองหรือวิ่งในพื้นที่ที่มีฝุ่นมากและใช้งานหนัก ดังนั้นเพื่อตัดปัญหาเกี่ยวกับการใช้งาน ผู้ใช้รถหลายคนมักจะเปลี่ยนไส้กรองน้ำมันเครื่องทุกครั้งที่เปลี่ยนนํ้ามันเครื่อง
เมื่อใดควรเปลี่ยนน้ำมันเครื่อง ?
โดยทั่วไปให้ยึดถือตามคู่มือการใช้รถ รถยนต์ส่วนมากซึ่งใช้งานธรรมดาควรเปลี่ยนนํ้ามันเครื่องอย่างน้อยทุกๆ 1 5,000 กิโลเมตร หรือเร็วกว่านี้
เมื่อใดควรเปลี่ยนไส้กรองอากาศ ?
ไส้กรองอากาศอยู่ภายในหม้อกรองอากาศ ซึ่งต่อกับปากทางเข้าของคาร์บูเรเตอร์ ฝุ่นละอองประมาณ 90% จากอากาศถูกกรองเอาไว้ก่อนที่จะเข้าไปยังเครื่องยนต์ รถยนต์ส่วนใหญ่จะใช้ไส้กรองอากาศแบบกระดาษ ซึ่งต้องเปลี่ยนเมื่อเริ่มอุดตัน หรือทุกๆ 15,000 กิโลเมตร แล้วแต่อย่างไหนจะถึงก่อนกัน สำหรับรถยนต์บางชนิดอาจใช้ไส้กรองอากาศแบบใช้นํ้ามันหล่อลื่นเป็นตัวจับฝุ่นละออง ไส้กรองแบบนี้ต้องทำความสะอาดโดยการล้างในสารละลายที่เหมาะสมดีกว่าที่จะเปลี่ยนใหม่ สำหรับ คำแนะนำในการบำรุงรักษาไส้กรองแบบนี้ให้ดูได้จากคู่มือการใช้รถ เมื่อใดก็ตาม ถ้าไม่มีการเปลี่ยนหรือทำความสะอาดไส้กรองอากาศที่อุดตัน จะทำให้รถยนต์กินนํ้ามันเชื้อเพลิงเพิ่มขึ้นอย่างแน่นอน
การตรวจสอบและการหล่อลื่นส่วนต่างๆ ในรถยนต์ควรมีอะไรบ้าง ?
ตามรายการต่อไปนี้ไม่รวมถึงการเปลี่ยนนํ้ามันเครื่อง ควรได้รับการดูแลจากเจ้าของรถยนต์อย่างน้อย 3 เดือนต่อครั้ง ซึ่งใช้เวลาไม่เกิน 1 ชั่วโมงครึ่ง โดยเจ้าของรถยนต์ สามารถทำได้ด้วยตัวเอง
1. ฉีดนํ้ายารักษาสภาพบูชยางต่างๆ ในระบบบังคับเลี้ยวและกันสะเทือน ใต้ท้องรถยนต์ ทำให้บูชยางมีอายุการใช้งานนานขึ้น
2. อัดจารบีตามจุดต่างๆ ที่เคลื่อนที่ ได้แก่ ลูกหมาก คันชักคันส่ง ข้อต่ออ่อน เป็นต้น
3. ใช้จารบีหรือน้ำมันหล่อลื่นช่วยในการหล่อลื่นตามแกนต่อหรือข้อต่อ ต่างๆ เช่น คันเกียร์ ข้อต่อเบรคมือ คันเบรค คันคลัตช์ ตามบริเวณข้อต่อและแกนต่อของคาร์บูเรเตอร์ควรฉีดด้วยน้ำยาขจัดสิ่งสกปรก และหลังจากนั้นควรฉีดด้วยน้ำยาซิลิโคน
4. ส่วนที่เป็นยางต่างๆ บริเวณใต้ท้องรถยนต์ เช่น ยางยึดท่อไอเสียและ ยางแท่นเครื่อง เป็นต้น ควรฉีดด้วยนํ้ายารักษาสภาพยาง ส่วนยาง บริเวณรอบประตู และรอบฝากระโปรงควรฉีดด้วยน้ำยาซิลิโคน
5. ตรวจสอบสภาพยางรถยนต์ว่ายางสึกผิดปกติ และบริเวณโดยรอบของ ยางว่ามีอะไรทิ่มแทงจนฉีกขาดหรือไม่ มีของมีคมฝังอยู่ในดอกยาง หรือไม่ และในขณะที่ตรวจสอบสภาพยางนั้นก็ควรตรวจสอบเลยไปถึงชิ้นส่วนต่างๆ ภายใต้ท้องรถยนต์มีอะไรผิดปกติหรือไม่ เช่น หักงอ บิดเบี้ยว เป็นต้น ตลอดจนสังเกตดูว่ามีรอยรั่วของนํ้ามันเครื่อง นํ้ามันเกียร์ และน้ำมันเฟืองท้ายหรือไม่
6. ตรวจสอบระดับน้ำมันในแม่ปั๊มเบรคและคลัตช์ ปั๊มในระบบพวงมาลัย เพาเวอร์ ระดับนํ้ากรดในแบตเตอรี่ ระดับน้ำในหม้อนํ้า ระดับน้ำในถังน้ำล้างกระจกบังลม ระดับน้ำมันเครื่อง ระดับน้ำมันหล่อลื่นในห้องส่งกำลัง และเฟืองท้าย
7. ตรวจสอบสายพานต่างๆ ว่ามีรอยฉีกขาดหรือไม่ และใช้น้ำยาซิลิโคน ฉีด

8. หล่อลื่นบานพับฝากระโปรงหน้าหลัง และบานพับประตูด้วยน้ำมัน หล่อลื่นหรือจารบี แต่ควรทำความสะอาดก่อนทำการหล่อลื่น
9. หล่อลื่นกุญแจล็อกต่างๆ เช่น สวิตช์กุญแจสตาร์ต กุญแจประตู กุญแจ ฝากระโปรงหลัง กุญแจลิ้นชัก และที่อื่นๆ เป็นต้น
10. ขจัดเสียงเสียดสีที่รบกวนต่างๆ เช่น ที่แผงหน้าปัด และที่อื่นๆ ภายในห้องโดยสาร โดยการฉีดน้ำยาซิลิโคน
ควรทำอย่างไรเพื่อประหยัดน้ำมันเชื้อเพลิง ?
การขับขี่รถยนต์เพื่อให้ได้ระยะทางมากขึ้นโดยใช้น้ำมันเชื้อเพลิงเท่าเดิม สามารถทำได้ดังนี้ ใช้อัตราเร็วไม่สูงเกินไป พยายามขับขี่ด้วยอัตราเร็วคงที่ หลีกเลี่ยงการเร่งเครื่องยนต์อย่างทันทีทันใด ควรใช้เกียร์ให้เหมาะสมกับอัตราเร็วและพยายามใช้เกียร์สูงสุดให้เร็วที่สุด คือไม่ใช้เกียร์ตํ่าเป็นเวลานานๆ อย่าใช้แอร์โดยไม่จำเป็น ใช้ความดันลมยางให้เหมาะสม ถ้าจะให้ดีควรใช้ค่าความดันสูงสุดที่กำหนดให้ใช้ ปรับแต่งเครื่องยนต์อย่างสม่ำเสมอ และเปลี่ยนไส้กรองอากาศทุกๆ 15,000 กิโลเมตร
การใช้หัวเชื้อน้ำมันเครื่องมีผลดีหรือไม่ ?
โดยทั่วไปแล้วเครื่องยนต์ที่ได้รับการบำรุงรักษาเป็นอย่างดีไม่จำเป็นต้องใช้หัวเชื้อนํ้ามันเครื่อง และยิ่งเป็นเครื่องยนต์ที่ไม่ได้รับการบำรุงรักษาด้วยแล้วอาจทำให้เกิดผลเสียมากกว่าผลดี
ทำไมรถยนต์จึงมีอาการอืดในขณะขับขี่บนภูเขาหรือที่สูง ?
สาเหตุเกิดจากอากาศบนที่สูงมีปริมาณน้อยไม่เพียงพอกับความต้องการของเครื่องยนต์ ทำให้ส่วนผสมของอากาศกับนํ้ามันเชื้อเพลิงผิดไป หากจำเป็นต้องขับขี่บนที่สูงเป็นเวลานานๆ ควรปรับแต่งเครื่องยนต์ใหม่ ถ้าเพียงแต่ผ่านไปเท่านั้นก็ไม่ต้องปรับแต่งอย่างไรเพราะเครื่องยนต์ที่จะมีอาการเป็นปกติเมื่อกลับลงมาขับขี่บนระดับตํ่าตามเดิม
เหตุใดรถยนต์ของผมจึงทำงานดีขึ้นในตอนกลางคืนหรือตอนฝนตก ?
สาเหตุเนื่องมาจากตอนกลางคืนหรือตอนฝนตก อากาศมีอุณหภูมิตํ่าลง ทำให้ความหนาแน่นของอากาศสูงขึ้น นั่นหมายความว่าประสิทธิภาพเชิงปริมาตรของเครื่องยนต์จะดีกว่าการขับขี่ในตอนกลางวัน
ชิ้นส่วนซึ่งจำเป็นต้องเปลี่ยนในการปรับแต่งเครื่องยนต์ตามปกติมีอะไรบ้าง?
สำหรับเครื่องยนต์ซึ่งใช้ระบบจุดระเบิดแบบทองขาว ชิ้นส่วนซึ่งจำเป็นต้องเปลี่ยน ได้แก่ ทองขาว คอนเดนเซอร์ และหัวเทียน ถ้าเป็นเครื่องยนต์ที่ใช้ระบบจุดระเบิดอิเล็กทรอนิกส์จะเปลี่ยนเฉพาะหัวเทียน แต่เครื่องยนต์ในทั้งสองระบบ อาจจะต้องเปลี่ยนไส้กรองน้ำมันเชื้อเพลิง ไส้กรองอากาศ หรือชิ้นส่วนอื่นในระบบจุดระเบิดที่บกพร่อง
ชิ้นส่วนซึ่งจำเป็นต้องเปลี่ยนในการปรับแต่งเครื่องยนต์ขนานใหญ่มีอะไรบ้าง?
ชิ้นส่วนอื่นๆ ซึ่งจำเป็นต้องเปลี่ยนนอกเหนือจากชิ้นส่วนที่ได้เปลี่ยนในการปรับแต่งเครื่องยนต์ตามปกติแล้ว ได้แก่ สายหัวเทียน ฝาครอบจานจ่าย หัวนกกระจอก วาล์วพีซีวี ไส้กรองอากาศ และชิ้นส่วนในคาร์บูเรเตอร์
ทำอย่างไรหากรถยนต์เพิ่งซ่อมมาใหม่ๆ แต่ยังมีปัญหาอยู่ ?
เนื่องจากการซ่อมมีหลายแบบ ปัญหาก็มีมากมายแตกต่างกันไป อาจเป็นไปได้ว่า การซ่อมรถยนต์ยังไม่ถูกจุด ดังนั้นวิธีที่ดีที่สุดคือนำรถยนต์กลับเข้าอู่เดิมอีกครั้งหนึ่ง และอธิบายให้ช่างเข้าใจถึงปัญหาที่ต้องการให้แก้ไข
ไดนาโมมิเตอร์คืออะไร ?
ไดนาโมเตอร์เป็นเครื่องมือที่สลับซับซ้อนมีใช้ในอู่ชั้นดี เพื่อตรวจเช็คและทดสอบรถยนต์ภายใต้สภาพที่คล้ายคลึงกับถนน ทำให้สามารถทราบถึงความผิดปกติของรถยนต์ได้ ทั้งยังสามารถวินิจฉัยปัญหาต่างๆ ได้ถูกต้อง ไดนาโมมิเตอร์มีลักษณะซึ่งแตกต่างไปจากเครื่องวิเคราะห์เครื่องยนต์ที่มีใช้ในอู่ทั่วๆ ไป ดังนั้น จงอย่าเข้าใจสับสนกัน
ถ้าในใบเสร็จค่าซ่อมระบุว่า “เปลี่ยนชิ้นส่วน” มันจำเป็นหรือที่ต้องเปลี่ยน ?
ในกรณีที่ต้องเปลี่ยนชิ้นส่วน นั่นย่อมหมายถึงว่าชิ้นส่วนเก่าเสียหรือไม่ก็ไม่เหมาะสมกับการใช้งานต่อไป แต่จะรู้ได้อย่างไรถ้าไม่เห็นชิ้นส่วนเก่า ดังนั้นหากมีการเปลี่ยนชิ้นส่วนควรขอชิ้นส่วนเก่าคืนด้วย และเราสามารถพิจารณาชิ้นส่วนนั้นได้ด้วยว่า จำเป็นต้องเปลี่ยนหรือไม่
ควรทำอย่างไร หากต้องการจอดรถยนต์ทิ้งไว้เป็นเวลานานๆ โดยไม่ได้ใช้?
การจอดรถยนต์ทิ้งไว้เป็นเวลานานๆ เช่น เป็นเดือนหรือมากกว่าโดยไม่มีใครดูแล ควรปฎิบัติดังนี้ สำหรับเครื่องยนต์แก๊สโซลีนให้ถอดหัวเทียนออก ใช้กลีเซอรีน ประมาณ 3 ช้อนโต๊ะ ฉีดเข้าไปในแต่ละกระบอกสูบ แล้วขันหัวเทียนกลับเข้าที่ตามเดิม การกระทำเช่นนี้จะช่วยป้องกันไม่ให้เกิดสนิมในกระบอกสูบ จากนั้นให้ถอดสายแบตเตอรี่ออก เปิดกระจกทิ้งไว้เล็กน้อยเพื่อให้อากาศถ่ายเท และยังป้องกันการขึ้นราในห้องโดยสาร นอกจากนี้ให้ยกรถไว้บนขาตั้งให้ยางสูงจากพื้น เมื่อท่านกลับมาใช้งานใหม่อีกครั้งหนึ่งควรชาร์จแบตเตอรี่ เปลี่ยนน้ำมันเครื่อง ถ่ายน้ำในหม้อนํ้า เช็คความดันลมยางรวมทั้งยางอะไหล่ นอกจากนี้ให้เช็คระดับน้ำมันที่จุด ต่างๆ เช่น นํ้ามันเบรค นํ้ามันคลัตช์ น้ำมันเครื่อง นํ้ามันเกียร์ นํ้ามันเฟืองท้าย เป็นต้น จากนั้นก็สตาร์ตเครื่องยนต์ เครื่องยนต์สามารถติดได้ด้วยมีกลีเซอรีนภายใน กระบอกสูบโดยปราศจากข้อเสียหายใดๆ ทั้งสิ้น สำหรับเครื่องยนต์ดีเซลวิธีที่ดีที่สูด ควรปรึกษาจากอู่บริการที่ท่านซื้อรถยนต์
การเติมน้ำมันเชื้อเพลิงควรทำเมื่อใด ?
การเติมน้ำมันเชื้อเพลิงหากเป็นไปได้ควรเติมให้เต็มถังตลอดเวลา หรือไม่ก็อย่าให้ระดับเข็มนํ้ามันต่ำเกินกว่า ¼ ของหน้าปัด ทั้งนี้เพราะว่าถ้าระดับนํ้ามันเชื้อเพลิงในถังตํ่าเกินไป จะมีผลทำให้สิ่งสกปรกต่างๆ บริเวณก้นถังถูกดูดขึ้นมากับนํ้ามันเชื้อเพลิงทำให้ไส้กรองนํ้ามันเชื้อเพลิงและท่อภายในคาร์บูเรเตอร์อุดตัน นอกจากนี้ยังทำให้ปริมาณนํ้าในถังนํ้ามันเพิ่มมากขึ้นอีกด้วย
วิทยุในรถยนต์ของผมทำงานดีเป็นปกติเมื่อเครองยนต์ยังไม่ทำงาน แต่ เมื่อสตาร์ตเครื่องยนต์ปรากฏว่าฟิวส์วิทยุขาด ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น ?
อาจเป็นเพราะว่าท่านไม่ได้ปิดวิทยุก่อนสตาร์ตเครื่องยนต์ นอกจากนี้หลอดไฟบนแผงหน้าปัดอาจขาดก็ได้ถ้าสตาร์ตเครื่องยนต์ในขณะที่เปิดไฟหน้ารถยนต์เอาไว้ แต่ก็ไม่เสมอไป มันอาจจะเกิดกับรถยนต์บางคันเท่านั้น ที่เป็นเช่นนี้เนื่องจากเกิดกระแสไฟอย่างกระทันหันในขณะสตาร์ต ดังนั้นควรตั้งให้เป็นกฎประจำตัวว่าต้องปิดสวิตช์และหยุดใช้อุปกรณ์ไฟฟ้าต่างๆ ก่อนการสตาร์ตเครื่องยนต์
ควรทำอย่างไรเวลาต้องการตรวจเช็คใต้ท้องรถยนต์?
อย่ามุดเข้าไปใต้ท้องรถยนต์ด้วยการใช้แม่แรงยกรถให้สูงขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งแม่แรงที่ใช้ยกรถตรงบริเวณกันชน เพราะหากเกิดพลาดพลั้งแม่แรงล้มลงมาเนื่องจากแม่แรงไม่แข็งแรงพอหรือรถเอียงเสียหลัก ท่านอาจได้รับอันตรายได้ ทางที่ถูกควรใช้แม่แรงยกรถขึ้น แล้วใช้ขาตั้งที่แข็งแรงพอจะรับนํ้าหนักรถได้รองรับบริเวณเพลา หรือโครงฐาน จากนั้นจึงมุดเข้าใต้ท้องรถตรวจเช็คสิ่งที่ท่านต้องการ
ที่มา:ธีระยุทธ  สุวรรณประทีป, สมชาย  กังวารจิตต์

บทความอื่น ๆ ที่น่าสนใจ:

Share this :

  • Stumble upon
  • twitter

Comments are closed.