การเตรียมพื้นก่อนพ่นสีรถยนต์

Posted on : 20-11-2013 | By : Author | In : การดูแลรักษารถ

พ่นสีรถยนต์1

การเตรียมพื้น (Preparing The Surface)
ก่อนการเริ่มต้นการขัดกระดาษทรายและพ่นสีที่ผิวงาน การตรวจบริเวณผิวงานอย่างรอบคอบ เพื่อที่จะได้เห็นผิวงานที่เสีย ลักษณะสีเดิม ความสกปรกต่างๆ รอยขีดข่วน แผลลึก การเกิดสนิม และอื่นๆ และพื้นผิวงานนั้นก่อนที่ช่างจะพ่นสีพื้น และพ่นสีพ่นรถยนต์ขั้นสุดท้ายพื้นผิวงานควรจะเรียบ เกลี้ยงเกลา ซึ่งจะทำให้สีที่พ่นไปเกาะติดกับผิวงานแน่นและทนทาน ถ้าบริเวณผิวเกิดขรุขระมีรอยขีดข่วน ก็ควรเติมและตบแต่งบริเวณนั้นให้เรียบก่อนทุกๆ ครั้งเสมอไป
การเตรียมพื้นมีวิธีการทำดังนี้
1. การตรวจสอบสีเดิม (Checking the condition of the old paint surface)
การตรวจสอบสภาพของสีเดิม ต้องกระทำให้ทั่วถึง ซึ่งบางครั้งต้องใช้ยาขัดทั้งหยาบและละเอียด เป็นบริเวณที่สงสัยสภาพของสีเดิม และบางครั้งอาจจะให้แว่นขยายเป็นการตรวจอย่างละเอียด เช่น การขูดเบาๆ ด้วยของมีคม การขัดกระดาษทราย ซึ่งทำให้ตรวจสภาพสีได้ถูกต้อง ถ้าสีเดิมอยู่ในสภาพเลว การเตรียมพื้นจะลำบากมาก จะต้องเตรียมพื้นที่ชำรุด โดยมีความจำเป็นต้องเอาสีเดิมออกให้หมดถึงโลหะ เป็นต้น โดยเฉพาะที่ฝากระโปรง ที่บังโคลนและที่ฝาครอบท้ายรถยนต์ ซึ่งทั้ง 3 มักปรากฎรอยขีดข่วน จำเป็นต้องเอารอยขีดข่วนออกให้หมดเพื่อที่จะให้การพ่นสีปกคลุมทั่วถึงโดยไม่ปรากฎรอยเด่นชัดขึ้นมา
2. การล้างทำความสะอาด (Wash Vehicle)
การล้างทำความสะอาด เพื่อที่จะขจัดความสกปรก ความเปรอะเปื้อนให้สิ้นไปด้วยการล้างด้วยน้ำ หรือน้ำสบู่ หรือน้ำผงซักฟอก การล้างควรใช้น้ำล้างก่อน ตามด้วยการใช้ฟองน้ำชุบน้ำผงซักฟอก และล้างน้ำให้สะอาดอีกครั้งหนึ่ง เริ่มล้างจากหลังคา ฝากระโปรงหน้าหลังและด้านข้างตามลำดับ
3. ขจัดจารบีและขี้ผึ้งขัดรถออก (Grease and wax must come off)
ก่อนทำการพ่นสีใหม่ทับลงบนสีเดิม สีเดิมควรทำความสะอาดให้ทั่วถึงก่อนทำการขัดกระดาษทราย ซึ่งเป็นวิธีที่จะขจัดจารบีและขี้ผึ้ง ความสามารถอื่นๆ ที่เป็นอันตรายต่อสีใหม่ ก่อให้เกิดการลอก ควรใช้น้ำยาทำความสะอาดรถยนต์ โดยใช้ผ้าแห้งสะอาดชุบน้ำยาเช็ดให้ทั่ว บริเวณผิวสีเดิม และใช้ผ้าแห้งเช็ดให้แห้งอีกครั้งหนึ่ง ควรใช้บริเวณแคบๆ 2-3 ฟุต เพื่อให้ล้างสะอาดจริงๆ ไม่แนะนำให้ใช้น้ำมันเบนซิน, น้ำมันสน, ทินเน่อร์
4. การขัดสีเดิมออก (Removing The old Finish)
การขัดสนิมแสะสีเดิมออกจากบริเวณที่เสีย เป็นวิธีการที่จะเข้าถึงแก่นของแผ่นวัตถุ หรือชิ้นงาน (โลหะหรือพลาสติก) และช่วยป้องกันการเกิดสนิมในอนาคต และทำให้การเกาะตัวของชั้นสีดีเยี่ยม การขัดสีเดิมออก โดยการใช้เครื่องขัดกระดาษทราย ซึ่งใช้แผ่นกระดาษทรายกลม เบอร์ 16 หรือ 24, 36, สำหรับขัดงานโลหะครั้งแรกๆ (เบอร์ 50 สำหรับพลาสติก) ตามด้วยการขัดกระดาษทรายเบอร์ 50 ในการเก็บรอยหยาบ สำหรับขอบสีเดิมที่บางให้ขัดด้วย เบอร์ 220 สำหรับเก็บรอย และเก็บเรียบด้วยเบอร์ 280 320, 360 และเก็บเรียบครั้งสุดท้ายด้วยกระดาษทรายเปียกเบอร์ 400
5. การขัดกระดาษทรายออกจากสีเดิม (Sand old Finish)
ในการขัดกระดาษทรายมีสิ่งสำคัญที่ควรพิจารณาก่อนทำการขัดดังนี้คือ
(1)  งานที่จะทำสีใหม่เป็นสีประเภทใด สีแห้งช้า สีแห้งเร็ว สีอะคริลิค เพื่อเลือกเบอร์ของกระดาษทรายให้เหมาะสม เพื่อผลงานที่ดีและสิ้นเปลืองเวลาแรงงานน้อย
(2) กรรมวิธีในการขัดกระดาษทราย จะเลือกใช้แบบใด เช่น แบบเปียก (Wet Sanding) แบบแห้ง (Dry Sanding) แบบกึ่งเปียกกึ่งแห้ง (Medium Wet Sanding) เป็นต้น
(3) ในการขัดกระดาษทรายแบบเปียกให้ใช้น้ำให้มากและเป็นน้ำที่สะอาด เวลาที่ขัดแล้วล้างคราบสีออกให้หมดทันทีทันใด
(4) ระวังคมของกระดาษทรายทำให้เกิดรอยขีดข่วนที่กระจก ขอบยาง ขอบโครเมียม ต้องระวังเช่นนี้ให้มากที่สุด หาทางป้องกันให้ดี
(5) เวลาขัด ขัคตามความยาวของรถยนต์ ขัดในแนวที่ขนานกัน (Sand with Parallel Stroke)
(6) ช่วงความยาวของการขัดประมาณ 2 ฟุต
(7) ตามสันและขอบมีคมต่างๆ อย่าขัดหลายครั้งใช้ลูบเพียงเบาๆ ก็พอแล้ว (ขัดมากจะทำให้ฟิลม์สีเดิมทะลุถึงโลหะ)
(8) เวลาเริ่มขัดควรขัดตามขอบที่ขีดโครเมียม ขอบยาง ขอบกระจกก่อน
(9) ถ้าขัดแบบกึ่งเปียกกึ่งแห้ง อย่าใช้น้ำมากเกินความจำเป็น คราบสีที่ไหลออกมา ต้องพยายามเช็ดไปให้หมดอย่าปล่อยให้ไหลไปยังส่วนอื่นที่ไม่ได้ขัดกระดาษทราย
ในการขัดกระดาษทรายแบบเปียก (Wet Sanding) น้ำจะช่วยเป็นอย่างมากคือ
ก. น้ำกำจัดฝุ่น
ข. เบาแรงในการขัด (น้ำเป็นตัวหล่อลื่น)
ค. ไม่ทำให้กระดาษติดคราบสี จึงคมและใช้ได้นานกว่า
ง. ทำการขัดได้เร็วและทำให้ชิ้นงานสะอาด
ในการขัดกระดาษทรายแบบแห้ง (Dry Sanding) ก็มีความจำเป็นในงานสี แต่การขัดกระดาษทรายแบบแห้ง ทำให้กระดาษทรายติดคราบสีมาก และถ้าแข็งกลายเป็นปมจะขูดผิวงาน ทำให้เกิดรอยขูดข่วนที่ผิวงานได้จึงใช้การขัดบริเวณเล็กๆ และจะทำการพ่นสีทันทีที่ขัดกระดาษทรายเสร็จ
ใคร่เสนอแนะในที่นี้ว่า รอยขูดข่วนจากกระดาษทราย (sand Scratches) ไม่ได้มากับเนื้อสี แต่เกิดจากการขัดกระดาษทรายที่ไม่ถูกวิธี เช่น ใช้กระดาษทรายหยาบเกินไป กดกระดาษทรายแรงไป ใช้นิ้วแทนอุ้งมือ หรือไม่ใช้บล๊อกไม้รองกระดาษทราย เป็นต้น
6. อย่าใช้มือเปล่าจับชิ้นงาน (Watch out for Fingerprint)
อย่าใช้มือเปล่าจับชิ้นงาน ถ้าต้องการตรวจความเรียบร้อยของพื้นผิวงานด้วยมือ ควรทำก่อนทำความสะอาดครั้งสุดท้ายที่จะพ่นสี ซึ่งที่มือจะมีน้ำมันและความชื้น น้ำมันและความชื้นจะทำลายความทนทานของสี ดังนั้นการตรวจพื้นควรใส่ถุงมือหรือผ้ารอง
7. การลอกสีออกทั้งหมด (Removing Paint and Lettering)
การลอกสีเป็นวิธีที่มักจะใช้กับเนื้อที่เป็นบริเวณกว้างๆ หรืองานที่พ่นสีซ่อมใหม่ทั้งคัน เมื่อสีเดิมของรถแตกหรือดูน่าเกลียดมีสภาพไม่ดีและในบางครั้ง ถ้าหากมีรอยแตกเล็กน้อยโดยทั่วไป ซึ่งอาจจะง่ายขึ้นถ้าจะทำการลอกสีออกทั้งหมดด้วยวิธีใช้น้ำยาลอกสี ไม่ควรใช้น้ำยาลอกสี กับพลาสติก
วิธีการลอกสีทั้งหมดมีดังนี้
7.1 ล้างสีเดิม (Wash off) การที่จะลอกสีเดิมออกนั้นมักมีปัญหามาก เนื่องจากสีที่พ่นรถยนต์ไปนั้นจะทำปฏิกิริยากับอ๊อกซิเจนทำให้สีแห้งเกาะติดแน่นกับผิวงาน ดังนั้นในการล้างสีเดิมควรใช้ตัวทำละลาย (Solvent) อาจเป็นทินเน่อร์และรีดิวเซอร์แต่ต้องมีลักษณะที่มีคุณภาพ ดีและแรงกว่าทินเน่อร์และรีดิวเซอร์ที่ใช้ผสมพ่นสีนั้น หรือไม่อาจใช้น้ำยาที่ล้างขี้ผึ้งและไขมัน (Dx-330 Acryli-clean) ล้างสีก่อน เพื่อที่จะให้ง่ายต่อการลอกสี
7.2 การขัดกระดาษทรายด้วยมือ (Hand Sanding) การขัดกระดาษทรายด้วยมือเป็นวิธีการหนึ่งที่จะลอกสีเดิมออกจากรถได้ ซึ่งบางครั้งวิธีการนี้ก็ไม่สามารถลอกสีเดิมออกได้ทั้งหมด ซึ่งมันจะลอกสีบางส่วนที่อยู่บนโลหะออกจากโลหะได้เท่านั้น การขัดกระดาษทรายด้วย มือนั้นใช้ไม้บล็อกขัดดีกว่าการใช้บล็อกยางขัด
7.3 ใช้เครื่องขัดกระดาษทราย (Dise Grinder) ใช้เครื่องขัดกระดาษทรายขัด ครั้งแรกใช้กระดาษทรายกลมเบอร์ # 16 เป็นเบอร์ที่มีเม็ดทรายห่างขัดก่อนโดยให้หน้ากระดาษทรายขัดทำมุมกับผิวงานโลหะแล้วขัดให้ทั่วบริเวณโดยการเคลื่อนเดินหน้าและถอยหลัง เพื่อเอาสีเดิมออกจากโลหะแล้วตามด้วยกระดาษทรายเบอร์ #  50 เป็นเบอร์ที่มีเม็ดทรายมาก ขัดให้ทั่วบริเวณเบาๆ เพื่อให้งานสะอาดขึ้น จากนั้นใช้กระดาษทรายเบอร์ #  150 กับไม้บล็อกขัดเพื่อให้งานเรียบและกลมกลืนกับเนื้อโลหะ ขัดแบบเปียกหรือแบบแห้งก็ได้
7.4 ใช้เตาฟู่ (Blow Torch) การใช้เตาฟู่ ลอกสีเป็นวิธีที่ใช้กันมากในการลอกสี ออกจากไม้เท่านั้น ซึ่งจะใช้วิธีอื่นไม่ได้ แต่วิธีนี้ไม่สาามารถใช้กับงานเหล็กได้เพราะจะทำให้สีแข็ง ยากในการลอกสี
7.5 ใช้ยาลอกสี (Paint Remover) การใช้ยาลอกสีจะใช้กับงานใหญ่ๆ หรือลอกสีรถทั้งคัน ตามปกติจะใช้ยาลอกสีแล้วติดด้วยการใช้เครื่องขัดกระดาษทราย ใช้กระดาษทรายเบอร์ #  50 เม็ดหยาบ เพื่อให้เกิดเป็นแผลหยาบๆ หรือว่าในบริเวณที่มีสนิม เมื่อใช้น้ำยาลอกสีควรที่จะลอกให้ถึงโลหะของงาน ระวังอย่าให้เหลือเศษสีที่ลอกไม่หมด น้ำยาลอกสีส่วนมากจะเป็นกลางกับน้ำ สำหรับแบบอื่นๆ อาจจะใช้ Squeegee แล้วล้างด้วยทินเน่อร์
วิธีใช้ยาลอกสีมีดังนี้
ก. ใช้แปรงอ่อนชุบนํ้ายาทาไปทางเดียวให้หนาๆ ไม่ควรทาเป็นบริเวนกว้าง
ข. แล้วปล่อยทิ้งไว้จนสีย่นพองแล้วขูดสีออกหรือใช้ฝอยเหล็กขัดออก แล้วใช้น้ำฉีด- ล้างให้สะอาด
ค. ควรทิ้งงานให้แห้ง แล้วจึงทายาลอกสีใหม่ ถ้าน้ำไม่แห้งมันจะทำปฏิกิริยากับสีสีจะไม่ลอก
ข้อควรระวัง อย่าให้ยาลอกสีถูกกับยางหรือพลาสติก
7.6 ใช้ด่างร้อนๆ (Hot Caustic Paint Stripper)
กรรมวิธีลอกสีโดยใช้ด่างที่ร้อนๆ เหมาะใช้กับรถแทรกเตอร์, รถบรรทุก, ถังน้ำมันใหญ่ ซึ่งในการลอกสีจะใช้โซดาไฟ พ่นไปบนงานนั้น ซึ่งเป็นการประหยัด แล้วล้างด้วยน้ำ เป่าให้แห้ง การใช้ด่างร้อนๆ นี้ไม่สามารถลอกสีจากไม้ อลูมิเนียม หรืยสังกะสี เพราะสิ่งเหล่านี้ถูกด่างไม่ได้
7.7 ใช้เครื่องเป่าทราย (Sand Blast)
การใช้เครื่องเป่าทราย เป่าสี เพึ่อเป็นการลอกสีสามารถใช้ได้กับงานทุกชนิด ยกเว้น งานแผ่นอลูมิเนียม มันเป็นวิธีที่รวดเร็ว และมีประโยชน์มากในการที่จะลอกสี และขจัดสนิมออกจากงานนั้น เมื่อเป่าทรายแล้วควรทิ้งให้แห้งและสะอาด หลังจากผ่านกรรมวิธีนี้แล้ว ให้พ่นสีพื้น ถ้าไม่พ่นสีพื้นจะเกิดสนิมขึ้นเมื่อปล่อยทิ้งไว้ค้างคืน
7.8 การลอกรูปลอก (Removing Decals)

การลอกรูปลอกออกจากรถตามปกติ เราจะใช้ใบมีดแกะใต้ขอบของสีรูปลอกแล้วลอกสีอันนั้นขึ้นมา แต่ถ้ามันไม่ออกให้ใช้เครื่องขัดกระดาษทรายขัด หรือจะใช้เตาฟู่เป่าบริเวณรอบๆ นั้นเพื่อให้รูปลอกร่อนออกมาได้ง่าย
8. การโป๊วสีและซ่อมผิวงาน (Body Filling and Metal Repair)
การโป๊วสีพลาสติก (Plastic body filler) เราจะใช้โป๊วกับการซ่อมผิวงานของแผ่นโลหะที่ไม่เรียบครั้งแรกดังนี้
ก. ส่วนที่ไม่สามารถทำการเคาะได้
ข. ส่วนที่ไม่สามารถซ่อมแซมให้กลับคืนสภาพเดิมได้
ค. ส่วนที่เป็นรู, ตามด หรือรอยฉีกขาด ในเนื้อโลหะ
ง. ส่วนที่เกิดสนิมได้ง่าย
จ. ส่วนที่ถูกเชื่อม
ในสมัยก่อนการเติมรอยชำรุด โดยการบัดกรีตะกั่วเข้าไปซึ่งจะเพิ่มเนื้อที่ให้เต็ม จึงเป็นการเสียเวลามาก ปัจจุบันนี้การซ่อมผิวงานเป็นไปอย่างรวกเร็วเมื่อใช้สีโป๊วพลาสติก เพราะพลาสติกจะแข็งตัวในเวลา 30 นาที สามารถซ่อมผิวบริเวณกว้างๆ และลึกๆ ได้

วิธีการโป๊วสีพลาสติกซ่อมผิวงาน มีดังนี้
8.1 ใช้เครื่องขัดกระดาษทรายแบบจานกลม ขัดบริเวณที่ชำรุดจนถึงเหล็กใช้กระดาษ เบอร์ 16 และบริเวณที่มีสนิมควรขัดสนิมออกให้หมด
8.2 ใช้ไม้กวนสีกวนพลาสติกในกระป๋องให้ทั่วและเข้ากันดี นำพลาสติกออกจากกระป๋องโดยมีดโป๊ว
8.3 ใช้มือนวดน้ำยาฮารค์เดนเนอร์ (Hardener) ที่จะผสมกับพลาสติก แล้วบีบน้ำยาฮารค์เดนเนอร์ลงไปผสมกับพลาสติกที่มีดโป๊ว เพื่อให้พลาสติกแข็ง การแข็งตัวใช้เวลาประมาณ 2 นาที
8.4 ถ้าบริเวณผิวงานเป็นรู มีเส้นผ่าศูนย์กลางไม่เกิน 6 นิ้ว ควรใช้ผ้าใยแก้ว หรือ ไพเปอรแก๊ส (fiber glass) หรือมุ้งลวดอลูมิเนียมวางซ้อนที่รูโลหะ ต่อจากนั้นจึงโป๊วสีพลาสติก ลงทับผิวงานนั้น
8.5 ใช้มีดโป๊วป้ายพลาสติกไปยังตัวถังผิวงานที่ชำรุดพยายามโป๊วให้เรียบ หรือเป็นส่วนโค้งตามต้องการ เพื่อลดการแต่งรูปร่าง จากนั้นทิ้งไว้ประมาณ 30 นาที่ พลาสติกจะแข็ง จึงเริ่มแต่งผิวให้เรียบร้อย
8.6 ใช้เครื่องขัดกระดาษทรายขัดแต่งพลาสติกที่แข็งแล้วหรือใช้ตะไบ (File) แต่งผิวให้เรียบ ใช้กระดาษทรายเบอร์ 50 เก็บรอยหยาบ ใช้กระดาษทรายเบอร์ 220 สำหรับเก็บรอย และเก็บเรียบด้วยกระดาษทรายเบอร์ 280 หรือ 320 หรือ 360 และเก็บเรียบครั้งสุดท้ายด้วย กระดาษทรายเปียกเบอร์ 400
สำหรับบริเวณรอยเชื่อมโลหะ จะใช้อลูมิเนียม เอลีด (Alum-A-Ieed) ผงอลูมิเนียม อุดตามรอย เป็นการใช้แทนตะกั่วหรือการบัดกรี ซึ่งจะประหยัดกกว่าการบัดกรี และเป็นการป้องกันความร้อนตรงบริเวณซ่อมแซมใกล้ถังน้ำมันเชื้อเพลิง หรือใกล้บริเวณกระจกผงอลูมิเนียม สามารถสู้ความชื้นต่างๆ และสามารถขัดด้วยตะไบ, กระดาษทราย เพื่อให้ผิวหน้างานเรียบ สมบูรณ์ นอกจากนี้ผงอลูมิเนียมยังใช้ได้กับเหล๊ก, อลูมิเนียม และไฟเบอร์จึงเหมาะอย่างยิ่ง
ข้อควรระวังในการปฏิบัติสีโป๊สพลาสติก
1. ใช้ไม้กวนพลาสติกในกระป๋องก่อนออกใช้งานทุกครั้ง เมื่อเลิกใช้ควรปิดฝาให้แน่น อย่าเก็บไว้ในอากาศร้อน
2. ก่อนผสมน้ำยาฮาร์ดเดนเนอร์กับพลาสติก ควรนวดน้ำยาก่อนทุกครั้ง
3. ทำการผสมอย่างถูกส่วนตามคำแนะนำข้างกระป๋อง อย่าผสมแข็งไปจะไม่ทน
4. อย่าผสมนานเกินไปซึ่งช่วงผสมประมาณ 1-2 นาที
5. ย่าใช้มีดโป๊วที่มีพลาสติกแข็งติดอยู่ เข้าไปตักพลาสติกในกระป๋องออกมา
6. เมื่อใช้พลาสติกแล้วควรปล่อยทิ้งไว้ให้แห้ง
9. การรักษาผิวโลหะเปลือยและทำการเคลือบ (Metal Treatment Conversion Coating)
การรักษาผิวโลหะเหล็กเปล่าเปลือย (Bare Metal) ให้สะอาดนั้นสามารถเกาะตัวกับสีพื้นได้ดีที่สุด โดยวิธี
9.1 ล้างทำความสะอาดเหล็กเปล่า เพื่อขจัดคราบน้ำมัน ความมันและสิ่งเปรอะเปื้อนอื่นๆ ด้วยน้ำยาล้าง
9.2 ชำระล้างสนิม และทำความสะอาดเหล็กด้วยน้ำยาล้างขจัดสนิม ซึ่งเป็นวิธีที่ทำให้ผิวเหล็กสะอาดด้วยน้ำยาเคมี แล้วเช็ดให้แห้ง
9.3 ใช้น้ำยาเคลือบผิวโลหะแต่ละชนิดให้ถูกต้อง เพื่อที่ผิวโลหะจะได้เกาะตัวได้อย่างเหนียวแน่นกับสีพื้น และเป็นการป้องกันการเกิดสนิมได้อีกด้วย
การใช้น้ำยาเคลือบผิวโลหะ
ก. เทน้ำยาลงในถัง ใช้แผ่นสก๊อตไบรท์ชุบน้ำยาที่ไม่ผสมกับอะไร เช็ดตามผิวโลหะ ปล่อยทิ้งไว้ประมาณ 2-5 นาที
ข. ใช้น้ำยาเคลือบเฉพาะบริเวณที่จำเป็นต้องใช้เท่านั้น แล้วเช็ดล้างทิ้งก่อนน้ำยาเคลืยบจะแห้ง (ถ้าน้ำยาแห้งก่อนให้ชุบเคลือบใหม่อีกครั้ง)
ค. ล้างน้ำยาเคลือบออกจากผิวโลหะด้วยน้ำสะอาด
ง. ใช้ผ้าแห้งเช็ดหรือปล่อยทิ้งให้แห้ง
10. การปิดกระดาษกาว (Masking)
ในการปิดกระดาษกาวในงานสีมีความจำเป็นมาก การปิดกระดาษกาวทำให้งานที่เตรียมดูแล้วน่าพ่นสี นอกจากนี้การปิดกระดาษกาวด้วยความระมัดระวังจะทำให้ขอบของสีดูคม สะอาดหลีกเลี่ยงการเกิดรอยต่อที่ขรุขระ ไม่มีการเปื้อนสกปรก ที่กระจกและของโครเมี่ยม
เลือกใช้กระดาษกาวที่มีความกว้างขนาดต่างๆ เพื่อให้เหมาะกับงานที่ใช้จะทำให้งานเร็วขึ้นมาก ขนาดของกระดาษที่ใช้ควรเลือกความกว้างให้พอเหมาะซึ่งเรื่องนี้จะทำให้ทำงานได้เร็ว และลดความยุ่งยากในการทำงาน
ในการใช้กระดาษหนังสือพิมพ์ ให้ใช้เฉพาะส่วนที่เป็นกระจกเท่านั้น ถ้ามีการใช้กระดาษหนังสือพิมพ์ปิดบังงานที่พ่นสีแล้วอาจทำให้เกิดปัญหาขึ้นเพราะหมึกพิมพ์จะซึมไปในสี
กระดาษกาวมีความกว้าง 1/4 ” เหมาะมากที่จะใช้กับส่วนโค้งต่างๆ เพราะเป็นการง่ายที่จะทาบกระดาษกาวไปตามโค้ง จากนั้นจึงค่อยๆ ใช้กระดาษกาวที่มีความกว้าง 1/2 ” หรือ 1″ ต่อออกอีกที่หนึ่ง
การที่จะปิดกระดาษกาวได้ดีต้องอาศัยการปฏิบัติมากๆ และใช้ความคิดบ้างที่จะตัดสินว่าจะดำเนินการปิดอย่างไร
เพื่อที่จะให้การปิดกระดาษได้ผลดีขอแนะนำหลักการที่ควรปฏิบัติดังนี้คือ
(1) บริเวณที่จะปิดกระดาษกาวต้องปราศจากฝุ่นละออง สีที่ขัดออกมา ซิลิคอนจากขี้ผึ้ง น้ำ ขี้ผึ้ง และพวกจารบีต่างๆ
(2) เวลาปิดกระดาษอย่ายืดกระดาษกาว ให้ทาบไปบนงานแล้วกดให้แน่น
(3) จงมั่นใจว่าขอบของกระดาษกาวกดแน่นอย่างเพียงพอ
(4) นำกระดาษกาวออกทันทีหลังจากสีแห้งพอจับต้องได้แล้ว อย่าทิ้งค้างวันค้างคืน จะนำออกยากมาก
(5) อย่าปิดกระดาษกาวให้เลื่อนไปบนชิ้นงานเป็นอันขาด
(6) ถ้าฟิลม์สีเกาะที่ชิ้นงานและกระดาษกาวหนา ให้ใช้ใบมีดโกนกรีดชิ้นสีให้ขาดด้วยความระมัดระวังออกก่อนที่จะถึงกระดาษกาว
(7) เวลาดึงกระดาษกาวออกให้ดึงเป็นมุม 90° กับงานเพื่อให้ขอบของกระดาษกาว มีความคมที่จะตัดฟิล์มสี
(8) อย่าม้วนกระดาษกาวเก็บไว้บนกระป๋องสีหรีอถูกความร้อนนานๆ หรือตากแดด
(9) เก็บกระดาษกาวไว้ในที่เย็น

ที่มา:อร่าม  เริงฤทธิ์

บทความอื่น ๆ ที่น่าสนใจ:

Share this :

  • Stumble upon
  • twitter

Comments are closed.