การเตรียมสีก่อนการพ่น

Posted on : 20-11-2013 | By : Author | In : การดูแลรักษารถ
1 Star2 Stars3 Stars4 Stars5 Stars (ให้คะแนนความชอบได้ที่นี่)
Loading ... Loading ...

(Paint Preparation)
สิ่งสำคัญในการเตรียมสีก่อนการพ่น คือใช้เวลาประมาณ 2-3 นาที อ่านคำแนะนำข้างกระป๋อง ไม่ว่าสีนั้นจะเป็นสีแลคเกอร์ สีอีนาเมลหรือสีอะคริลิคแลคเกอร์ก็ตาม เพราะว่าสีพ่นรถยนต์ของแต่ละบริษัทอัตราส่วนในการทำสีและกาว รวมถึงวิธีการผสมแตกต่างกันออกไป และคำแนะนำของสีชนิดหนึ่งใช้สีอีกชนิดหนึ่งไม่ได้ และการเตรียมสีที่มีความผิดพลาดอีกอย่างหนึ่งก็คือการใช้ทินเน่อร์หรือรีดิวเซอร์ ที่มีราคาถูกคุณภาพเลว ถึงแม้จะใช้สีดี แต่ก็ได้ผลไม่คุ้มค่า หรือใช้ทินเนอร์ดีแต่ใช้สีผิดประเภทก็ไม่ถูกต้องหรือไม่เกิดจากการกวนสีไม่ทั่วถึง สิ่งเหล่านี้จะต้องคำนึงถึงและทำให้ถูกต้องตามคำแนะนำ ซึ่งการเตรียมสีก่อนการพ่นพอที่จะดำเนินการได้ดังนี้
1. ควรทราบว่าสีที่ใช้เป็นสีแลคเกอร์ หรือสีอีนาเมลหรือสีอะคริลิคแลคเกอร์
2. ไม่ใช้สีต่างชนิดผสมกัน ถึงแม้จะเป็นสีเดียวกันก็ตาม
3. ไม่ควรใช้สีต่างบริษัทผู้ผลิตผสมกัน เพราะสูตรทางเคมี และผลิตภัณฑ์ของสีไม่เหมือนกัน เมื่อผสมกันแล้วอาจทำให้สีเสียได้
4. ให้อ่านคำแนะนำและทำความเข้าใจที่มีคำอธิบายข้างกระป๋องสีให้เข้าใจ
5. ใช้ทินเนอร์ที่มีคุณภาพดีในการผสมสีถ้าเป็นไปได้ให้ใช้ทินเนอร์ของบริษัทที่ผสมสีจะเป็นการดีมาก และไม่ใช้ทินเนอร์ผสมกับสีอีนาเมล
6. ก่อนใช้สีต้องกวนสีให้ทั่ว ควรกวนสีทุกกระป๋องให้ทั่วถึงจะทำให้สีที่พ่นไปเป็นอย่างเดียวกัน โดยเฉพาะสีพื้นควรกวนให้ดี เพราะเนื้อสีของสีพื้นจะจมอยู่ก้นกระป๋อง
7. เวลาผสมสีกับทินเนอร์ หรือรีดิวเซอร์ต้องผสมให้ถูกส่วน
8. การผสมสี ควรเติมทินเนอร์หรือรีดิวเซอร์ลงไปช้าๆ แล้วผสมกัน และเติมทินเนอร์หรือรีดิวเซอร์ลงไปอีกเรื่อยๆ จนได้จำนวนที่ต้องการ เวลาผสมสีถ้าผสมเร็วหรือเททินเนอร์เร็วไปจะทำให้สีที่พ่นไปเป็นเม็ด
9. เมื่อผสมสีเสร็จเรียบร้อยแล้ว ก่อนเทสีลงกาพ่นสี ต้องใช้กรวยกรองสีก่อนทุกครั้ง เพื่อลดข้อขัดข้องของปืนพ่นสี
การพ่นสีพื้น (under Coats Application)
ความมุ่งหมายในการพ่นสีพื้น ก็เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการเกาะตัวกับผิวโลหะแน่น และการเกาะตัวกับสีทับหน้าหรือสีพ่นรถยนต์ดี นั่นคือเพิ่มความทนทานของสีและในเวลาเดียวกัน ก็ป้องกันการหลุดตัวของสีทับหน้า และสีพื้นมีหลายชนิด แต่ละชนิดต้องใช้ตรงกับชนิดของสีทับหน้าที่จะใช้ ถ้าใช้ผิดกันจะเกิดความเสียหาย เกิดการย่น การลอก การพอง การแตก ถึงบางครั้งพอพ่นสีเสร็จเริ่มแห้งก็จะเกิดตามอาการที่กล่าวมา
ถ้าจะพ่นสีทับหน้าหรือสีพ่นรถยนต์ ไนโตรเซลลูโลส แลคเกอร์ สีพื้นก็ควรเป็น ไนโตรเซลลูโลสด้วย
ถ้าจะพ่นสีทับหน้าหรือสีพ่นรถยนต์ อะคริลิค แลคเกอร์ สีพื้นก็ควรเป็นอะครีลิค แลคเกอร์ ด้วย
ถ้าจะพ่นสีทับหน้าแอลคิด อีนาเมล สีพื้นก็ควรเป็น แอลคิด อีนาเมล
ถ้าจะพ่นสีทับหน้า แอลคิด อีนาแมล สามารถใช้สีพื้น ไนโตรเซลลูโลส แลคเกอร์ ได้
ในงานซ่อมสีหรือพ่นสีใหม่ นิยมใช้สีพื้นแบบแห้งเร็ว (Lacquer Undercoat) เพราะลดเวลาการทำงาน และไม่ต้องการอบการเกาะตัวของสีพื้นจะดีหรือไม่อยู่ที่เทคนิคการพ่นโดยพ่นอย่าให้แห้ง (Dry Spray) เพื่อให้งานเร็วควรพ่นแบบกึ่งเปียก (Mediumcoat) การที่สีจะแห้งเร็วหรือช้าขึ้นอยู่กับทินเนอร์, การพ่น, อุณหภูมิของอากาศ และความชื้นในอากาศ
1. การพ่นสีพื้นอย่างใส (Primer Application)
เนื่องจากสีพื้นอย่างใสมีเนื้อสีน้อยคือ 20% โดยประมาณ สีชนิดนี้ จึงไม่ได้ออกแบบไว้เพื่อเติมรอยขูดข่วนที่ลึกๆ และไม่ต้องการขัดกระดาษทราย แต่การเกาะตัวแน่นกับโลหะที่เปลือยได้เป็นอย่างดี และเป็นพื้นฐานการเกาะตัวของสีทับหน้า
สีพื้นอย่างใส พ่นงานเพื่อความมุ่งหมายต่อไปนี้
1.1 พ่นทับลงไปในงานที่ได้รับการขัดกระดาษทรายเรียบร้อย เพื่อที่จะได้ผิวงานนั้นเรียบยิ่งขึ้น เวลาที่ทำให้สีพื้นอย่างใสแห้งกินเวลาน้อย จึงพร้อมที่จะพ่นสีทับหน้าได้เลย หลังจากพ่นสีพื้นอย่างใสเพียงเล็กน้อย
1.2 ตามธรรมดาสีพื้นอย่างใสเมื่อพ่นแล้วไม่มีความจำเป็นในการขัดกระดาษทรายอีก จึงเหมาะแก่งานพ่นยานพาหนะขนาดใหญ่ ทำให้เกิดการเกาะตัวกับโลหะเป็นอย่างดี จะเพิ่มการให้สีอย่างแท้จริงของสีทับหน้าด้วย
1.3 ในงานที่ต้องการประสิทธิภาพสูง (Highest quality work) การใช้สีพื้นอย่างใสจะให้การเกาะตัวของสีทับหน้าเป็นอย่างดี
1.4 การใช้สีพื้นอย่างใสทำให้ได้งานที่มีคุณภาพดีในทุกกรณี
1.5 การพ่นบนโลหะเปลือย (Bare Metal) ควรพ่นสีพนื้อย่างใสก่อนการพ่นสีพื้นอย่างข้นเสมอ
สีพื้นอย่างใสจึงนิยมมากในงานซ่อมสีรถยนต์ เพราะความเร็วในการแห้งเร็วมาก 5-15 นาที จึงสามารถเร่งงานในการพ่นสีได้เร็วยิ่งขึ้น สีพื้นชนิดแลคเกอร์สามารถพ่นไปบนสีเดีมที่เป็นแลคเกอร์หรืออีนาเมลได้
วิธีการพ่นสีพื้นมีดังนี้
ก. เตรียมงานที่จะพ่นให้สะอาด
ข. เตรียมผสมสีพื้นอย่างดีตามคำแนะนำข้างกระป๋อง
ค. ปรับแต่งเครื่องมือพ่นสีอย่างดี
ง. ให้เวลาสีแต่ละชั้นแห้งก่อนการพ่นสีต่อไป
จ. อย่าขัดสีพื้นชนิดที่ไม่ต้องการขัด ถ้าขัดจะทำให้เกิดรอยขีดข่วน (sand Scratches) แต่ถ้ามีความจำเป็นจริงๆ ใช้กระดาษทรายเบอร์ 400 ขัดเบาๆ ทำอย่างระมัดระวัง
ฉ. พ่นสีพื้นอย่างข้นตามไปหลังจากสีพื้นอย่างใสแห้งแล้ว
ช. หากมีรอยหลงเหลืออยู่ให้เก็บเรียบด้วยสีโป๊วแห้งเร็วก่อน การพ่นสีพื้นยังช่วยในการเกาะตัวของสีจริงดีขึ้น
2. สีพื้นชนิดแห้งช้า (synthetic Undercoats)
สีพื้นชนิดแห้งช้ามีหลายชนิด เช่น แบบที่มีเนื้อสีน้อย แบบไม่ต้องขัดกระดาษทราย (Non-Sanding) และแบบที่มีเนื้อสีมากและต้องการขัดกระดาษทราย สีพื้นชนิดแห้งช้าเหมาะมากที่จะใช้กับงานขนาดใหญ่ เช่นรถบรรทุก รถโดยสาร ในบางบริษัทที่ทำสีนี้ออกจำหน่ายจะมีน้ำยาพิเศษเติมเวลาที่ทำการผสมสีเพื่อเร่งการแห้งของสีเร็วขึ้น บางชนิดแห้งภายใน 2 ช.ม. ทั้งนี้ ต้องอ่านคำแนะนำข้างกระป๋องซึ่งจะบอกเวลาที่สีแห้ง สีพื้นแห้งช้าถ้าไม่จำเป็นอย่าขัดกระดาษทรายน้ำ ให้ขัดแห้ง ถ้าขัดน้ำต้องแนใจว่าแห้งปราศจากน้ำ จึงจะลงสีทับหน้าได้ มิฉะนั้นสีจะ ลอกพองเป็นจุดๆ ซึ่งเกิดจากความชื้นในสีพื้นที่ระเหยออกไม่หมด และสีพื้นชนิดแห้งช้าสามารถพ่นไปบนโลหะเปลือยได้
ข้อควรระวัง
ก. สีเดิมเป็นแลคเกอร์ สีพื้นเป็นอีนาเมล จะพ่นทับด้วยสีทับหน้าแลคเกอร์ไม่ได้
ข. สีเดิมเป็นสีอีนาเมลอบ สีพื้นเป็นแลคเกอร์และสีทับเป็นแลคเกอร์ได้
ค. สีเดิมเป็นสีอีนาเมลธรรมดา จะพ่นทับด้วยสีแลคเกอร์ไม่ได้
3. การพ่นสีพื้นอย่างข้น
สีพื้นอย่างข้นเป็นสีซึ่งจัดอยู่ในกลุ่มของสีพื้น การทำสีนี้ขึ้นมาเพื่อให้สีนี้จับกับโลหะ และในเวลาเดียวกันจะมีเนื้อสีเพิ่มเติมรอยต่อขูดข่วนเล็กๆ น้อยๆ และในขณะเดียวกันก็เพิ่มความทนทานแก่ระบบงานของสีด้วย
ความต้องการสีที่จะใช้งานของช่างพ่นสี คือ สีที่ใช้ต้องแห้งเร็ว ขัดกระดาษทรายได้ง่ายและมีความทนทานดี กล่าวกันว่าสีพื้นอย่างข้นมีคุณภาพในเรื่องความทนทานดีมาก เมื่อทำการพ่นสีพื้นอย่างข้น แล้วให้ความเงางามมาก(Excellent-Glose) มีความเรียบร้อยดี (Smoothess) มีความสม่ำเสมอกลมกลืน (Uniformity) สีพื้นอย่างข้นที่มีความทนทานไม่ดีจะแสดงอาการออก โดยพยายามดูดสีทับหน้า ซึ่งแสดงรอยด้านเป็นวงหรือเป็นทาง
สีพื้นอย่างข้นในปัจจุบันนี้ เป็นที่ต้องการของนักพ่นสีเป็นจำนวนมาก และเราสามารถใช้สีพื้นอย่างข้น แทนสีพื้นอย่างใสได้
เมื่อจะทำการพ่นสีพื้นอย่างข้น ซึ่งอาจจะเป็นสีแลคเกอร์ หรือสีอีนาเมลก็ตาม มีข้อที่ควรจำและปฏิบัติดังนี้ คือ

1. ในบริเวณที่เป็นการซ่อมสีเล็กน้อยควรใช้สีพื้นอย่างข้นแห้งเร็ว เพราะมีความทนทานสูง แต่ในโรงงานพ่นสีขนาดใหญ่จะใช้สีพื้นอย่างข้นแห้งช้า เพื่อให้งานลุล่วงไปโดยเร็ว แต่วิธีนี้ไม่ใช่การแนะนำจากโรงงานทำสี
2. สีพื้นอย่างข้น ทั้งที่แห้งเร็วและแห้งช้า สามารถที่จะใช้พ่นไปบนสีอีนาเมลอบ สีแลคเกอร์เก่า หรือโลหะเปลือยก็ได้ แต่ควรจะใช้สีพ่นอย่างข้นแห้งช้าพ่นไปบนสีอีนาเมลแบบธรรมดาเท่านั้นจะใช้สีพื้นอย่างข้นแห้งเร็วไม่ได้ เพราะจะทำให้สีเดิมลอกหลุดทันที
3. และในเวลาเดียวกันอย่าใช้สีพื้นอย่างข้นแห้งช้ากับงานที่ใช้สีทับหน้าเป็นแลคเกอร์ไม่ได้ เพราะงานเสียเช่นกัน
ลำดับการใช้สีพื้นอย่างข้นคือ
1. ทำความสะอาดผิวที่จะทำการพ่นสีตามที่กล่าวมาแล้วอย่างดี ไม่ว่าเป็นโลหะเปลือย หรือพ่นสีพื้นอย่างใสแล้ว
2. เตรียมสีพื้นอย่างข้น ตามวิธีการเตรียมสีที่จะใช้ ซึ่งกล่าวมาแล้ว ข้อควรระวังอย่างมาก คือกวนสีให้ทั่วถึงผสมกับทินเนอร์ หรือรีดิวเซอร์ด้วยปริมาณที่ถูกต้องพิจารณาในเรื่องชนิดและจำนวนรวมทั้งทำตามคำแนะนำที่มีข้างกระป๋อง
3. ปรับความดันลมและปรับปืนพ่นสีให้ถูกต้องตามเทคนิคการพ่นสีควรจำไว้ว่าฟิล์มที่พ่นไปมีความหนาถูกต้อง ถ้าผสมสีตามคำแนะนำ และทำตามเทคนิคการพ่นสี
4. การพ่นสีพื้นอย่างข้นอย่างหนาๆ ในกรณีเดียวไม่ขอแนะนำให้ทำเพราะการทำเช่นนี้จะทำให้สีแห้งช้า เมื่อสีแห้งจะมีความแข็งมากยากแก่การขัดกระดาษทรายสีเกาะไม่ทนสีเกิดรอยพรุน ทางที่ดีควรพ่นบางๆ แล้วปล่อยให้แห้งแล้วพ่นทับใหม่หลายครั้ง ควรทิ้งเวลาให้สีแห้งระหว่างชั้นของการพ่นสี
5. การพ่นโลหะเปลือยบางจุด ในกรณีเช่นนี้ควรปรับความกว้างของปืนพ่นสีให้ลดลง เมื่อให้พ่นสีไปในขอบเขตที่ต้องการเท่านั้น และถ้าต้องการเพิ่มความหนาของสีหลายชั้นก็ทำตามที่กล่าวแล้ว และขอบของสีที่แห้งอยู่โดยรอบเราสามารถที่จะขัดเอาออกโดยกระดาษทรายน้ำ
6. เมื่อสีพื้นอย่างข้นแห้งแล้ว (การแห้งเร็วช้าขึ้นกับชนิดของทินเนอร์ที่ใช้ ความหนาของสีที่พ่นและอุณหภูมิ) ใช้สีโป๊วในบริเวณที่มีรอยขูดข่วนลึกๆ
7. ใช้กระดาษทรายเบอร์ 320 ขัดออกขัดเปียก ทั้งบริเวณสีพื้น และสีโป๊ว ถ้าบริเวณใดขัดถึงโลหะต้องพ่นสีพื้นอย่างใสหรือสีพื้นอย่างข้นที่ใช้อีกครั้งหนึ่ง
จงจำไว้ว่าเวลาขัดกระดาษนั้น ให้ความคมของกระดาษทรายทำงานเท่านั้น อย่ากดให้หนักจนเกินไป ทั้งนี้เพื่อลดรอยขูดข่วนของกระดาษทราย พยายามใช้กระดาษทรายที่ละเอียดมาก จะเป็นการดีในเวลาเดียวกันก็ใช้น้ำช่วยเวลาขัดกระดาษทราย เพื่อให้งานที่ขัดเรียบจริงๆ
8. ล้างคราบสีและสิ่งสกปรกออกให้หมด เมื่อแห้งแล้วล้างด้วย DX 330 อีกที เมื่อแห้งแล้วใช้ลมเป่าอีกครั้งหนึ่ง
9. จากนั้นก็พร้อมที่จะพ่นสีทับหน้า
4. การใช้สีโป๊วแห้งเร็ว (Putty)
สีโป๊วจัดอยู่ในกลุ่มของสีพื้น เพื่อใช้ในการเติมรอยขูดข่วนลึกๆ ให้เต็ม สีโป๊วมีทั้งสีโป๊วแลคเกอร์และสีโป๊วอีนาเมล แต่โดยทั่วๆ ไปแล้วมักใช้สีโป๊วแลคเกอร์เพราะแห้งเร็วดี
สีโป๊วนั้นใช้โป๊วไปบนสีพื้นอย่างข้นก่อนที่จะทำการขัดกระดาษทราย การขัดกระดาษทรายต่อสีโป๊วและสีพื้นอย่างข้นคงกระทำแบบเดียวกัน สิ่งที่ควรคำนึงถึงเป็นอย่างมากก็คือในกรณีที่สีทับหน้าเป็นสีที่มีอำนาจในการปิดบังน้อย (Low Hiding Power) รอยที่ต่ำของสีโป๊วสีจะแสดงออกในกรณีแบบนี้จุดนั้นควรทำการพ่นสีพื้นอย่างใสหรือสีพื้นอย่างข้นทับอีกชั้นหนึ่งก่อน เมื่อทำการขัดกระดาษทรายโป๊วเรียบร้อยแล้ว เพื่อช่วยทำให้สกลมกลืนกันจะได้ไม่แสดงออกรอยที่แสดงออกของสีโป๊วเป็นวงๆ เรียก (Bulls-eye)
การโป๊วสีนั้นใช้ยางโป๊วสี (squeegee) หรือมีดโป๊วสี (putty Knife) เวลาที่ทำการโป๊วสีจะต้องทำการโป๊วอย่างรวดเร็วมากที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพื่อให้สีโป๊วเรียบและสม่ำเสมอ และอย่าโป๊วกลับไปกลับมาเพราะจะทำให้สีกลายเป็นลูกๆ เรียกว่า Balls-up
ความยากลำบากในการโป๊วสี คีอ ไม่ทำการโป๊วสีไปบนผิวที่ร้อนๆ เพราะสีโป๊วจะแห้งทันที่ทันใด ดังนั้นจึงควรทำการโป๊วสีในที่ร่ม
ขอคำนึงเวลาทำการโป๊วสี คือ
1. จงโป๊วสีในพื้นที่ที่ต้องการโป๊วเท่านั้น อย่าโป๊วมากเกินไปเพราะจะยากต่อการขัดกระดาษทรายเอาออก และสีโป๊วนั้นมิได้ไว้ใช้งานที่ทดแทนการทำงานทางโลหะ (รอยบุบลึกๆ ซึ่งจำเป็นต้องเคาะเอาขึ้นมา)
เวลาทำการใป๊วสีจงจำไว้เสมอว่าจะทำการโป๊วสี 2-3 ครั้ง อย่างบางๆ ดีกว่าจะโป๊วครั้งเดียวแล้วเต็มรอยข่วนเลย และระหว่างขั้นของการโป๊ว ควรมีเวลาเพียงพอที่สีโป๊วครั้งแรกแห้งตัวก่อน
2. เวลาการแห้งตัวของสีโป๊วขึ้นอยู่กับชนิดของสีที่ใช้ และความหนาบางของการโป๊วแต่ละครั้ง ถ้าเราโป๊วบางๆ จนหนาปานกลาง และเป็นสีโป๊วแบบแลคเกอร์แล้ว บริเวณที่ทำการโป๊วสี จะทำการขัดกระดาษทรายได้ในเวลาประมาณ 1 ชั่วโมง
3. เมื่อสีโป๊วแห้งแล้วใช้กระดาษทรายเบอร์ 320 หรือเบอร์ที่ละเอียดกว่าเพื่อขัดให้เรียบเวลาที่ขัดนั้น ถ้าเผื่อขัดถึงโลหะ และมีรอยขูดข่วนก็จะต้องจัดการพ่นสีพื้นอย่างข้นอีกครั้ง หรือเวลาที่ขัดควรมีความระมัดระวังเป็นอย่างดีและไม่ควรขัดถึงโลหะ ก็ใช้พ่นพื้นอย่างใสได้ไม่จำเป็นที่จะขัดกระดาษทรายอีกหลังจากพ่นสีพื้นแล้ว
4. เนื่องจากมีการขัดกระดาษทรายน้ำ จงมีคราบและขี้สีลงไปในบริเวณรอยต่อและรอยแตกของโลหะ จึงจำเป็นต้องทำการเป่าเอาคราบ และขี้สีออกให้หมดด้วยการใช้ปืนเป่าลม ถ้ามีคราบน้ำมันเปรอะเปื้อนมือก็ใช้ DX 330 ล้างออก
5. การใช้ซีลเล่อร์ (sealer)
คำว่าซีลเล่อร์ ที่ใช้ในการพ่นสีนั้นมีผู้เข้าใจว่าแตกต่างกันมากมายในบางคนเข้าใจว่า ซีลเล่อร์เป็นตัวป้องกันการแผ่ซึมของสีจำพวกสีแดงที่พ่นใหม่ไม่ให้ซึมลงไปหาสีเก่า และคิดว่า คล้ายกับเป็นสารละลายจำพวกยางแอสฟัส (Asphalt)
ซีลเล่อร์หรือสีพื้นรวมซีลเล่อร์ ที่ใช้ในการซ่อมรถ (พ่นสีใหม่) ไม่ได้ป้องกันการซึมของสีเพียงเท่านั้น นอกจากจะบอกไว้ที่คำแนะนำว่าป้องกันการซึม (stop Bleeding)
ซีลเล่อร์พิเศษ (Special Sealer) เท่านั้นที่จะป้องกันการซึมของสีได้อย่างแท้จริง ในเวลาเดียวกันซีลเล่อร์พิเศษก็ลดความทนทานการเกาะตัวของสี (ในทางปฏิบัติที่ดีที่สุดก็คือการเอาสีที่มีการซึมง่ายออกให้หมดก่อน ในการเตรียมงานพ่นสี)
นักพ่นสีรถยนต์ทราบดีว่า “ซีลเล่อร์” จะเพิ่มคุณภาพของสีทับหน้าให้สดใส เพิ่มการเกาะตัวของสีให้แน่นมากขึ้น เพิ่มความเงา ทำให้สีมีความเข้มสม่ำเสมอ แสะสีจับแน่น สิ่งที่กล่าวมานี้เป็นคุณสมบัติทั่วไปของซีลเล่อร์ ในเวลาเดียวกันซีลเล่อร์จะลดรอยขูดข่วนให้น้อยลงถ้าในกรณีที่ทับหน้าเป็นแลกเกอร์ก็จะลดงานการขัดเงาลงด้วย
สีซีลเล่อร์แห้งเร็ว เป็นซีลเล่อร์ที่ใช้ทั่วไปมากกว่าการใช้สีพื้นรวมซีลเล่อร์แห้งเร็ว สามารถป้องกันการซึมของสีเดิมซึ่งรวมทั้งสีพื้นอย่างใสสีพื้นอย่างข้น และซีลเล่อร์ ซีลเล่อร์บางแบบสามารถใช้แทนสีพื้น เมื่อนำไปใช้โลหะเปลือย
ซีลเล่อร์และสีพื้นรวมซีลเล่อร์ บางแบบมีการเกาะตัวกับโลหะเปลือยได้เลวมาก ดังนั้น ซีลเล่อร์แบบนี้จึงไม่ควรใช้พ่นลงบนโลหะเปลือย
ไม่มีซีลเล่อร์ชนิดใดที่สามารถครอบคลุมและปกปิดความชำรุดของสภาพสีเดิมได้ คุณสมบัติทั่วไปของซีลเล่อร์ ก็มีฟิล์มสีเช่นเดียวกับสีอย่างอื่น ดังนั้นการใช้สีซีลเล่อร์ต้องใช้กับสีพื้นที่อยู่ในสภาพดีเท่านั้น ซีลเล่อร์มีการใช้มากในการซ่อมเฉพาะแห่ง เพื่อที่จะป้องกันการซึมของสีทับหน้าในจุดที่ซ่อมสีเพราะสีทับหน้าเกิดการซึมที่จุดนั้นก็จะทำให้เกิดการด้านขึ้น
ซีลเล่อร์บางชนิดทำขึ้นเพื่อเป็นการสร้างพื้นฐานทีดีแก่สีทับหน้า ดังนั้นเวลาเลือกที่จะใช้ซีลเล่อร์ จึงควรเลือกให้ถูกต้องกับวัตถุประสงค์ของการใช้งาน โดยพิจารณาถึงสภาพของสีเดิมพิจารณาถึงอำนาจในการปิดบัง (Hiding Power) ของสีทับหน้า สีทับหน้าที่มีอำนาจในการปิดบังต่ำจะต้องเลือกสีซีลเล่อร์อย่างดี เพื่อที่จะให้สีทับหน้าเด่นสม่ำเสมอ และใช้ซีลเล่อร์เสมอ เมื่อสีเดิมเป็นสีแก่ และสีที่พ่นใหม่เป็นสีอ่อนกว่า
ลำดับขั้นการใช้สีซีลเลอร์ คือ
1. ทำความสะอาดผิวที่จะทำการพ่นสีตามที่กล่าวมาแล้วอย่างดี ไม่ว่าเป็นโลหะเปลือย หรือพ่นสีพื้นแล้ว
2. เตรียมสีพื้นรวมซีลเล่อร์ ตามวิธีการเตรียมสีที่จะใช้ ซึ่งกล่าวมาแล้ว ข้อควรระวังอย่างมาก คือพ่นสีให้ทั่วถึง ผสมกับทินเนอร์ หรือรีดิวเซอร์ด้วยปริมาณที่ถูกต้องพิจารณาในเรื่อง ชนิดและจำนวนรวมทั้งทำตามคำแนะนำที่มีข้างกระป๋อง
3. ปรับความดันลมและปรับปืนพ่นสีให้ถูกต้องตามเทคนิคการพ่นสี ควรจำไว้ว่า ฟิล์มที่พ่นไปมีความหนาถูกต้อง ถ้าผสมตามคำแนะนำและทำตามเทคนิคการพ่นสี
4. การพ่นสีซีลเล่อร์อย่างหนาๆ ในครั้งเดียวไม่ขอแนะนำให้ทำเพราะการทำเช่นนี้ จะทำให้สีแห้งช้า เมื่อสีแห้งจะมีความแข็งมากยากแก่การขัดกระดาษทราย สีเกาะไม่ทน สีเกิดรอยพรุน ทางที่ดีควรพ่นบางๆ แล้วปล่อยให้แห้งแล้วพ่นทับใหม่หลายครั้ง ควรทิ้งเวลาให้สีแห้ง ระหว่างชั้นของการพ่นสี
5. การพ่นโลหะเปลือยบางจุด ในกรณีเช่นนี้ควรปรับความกว้างของปืนพ่นสีให้ลดลง เพื่อให้พ่นสีไปในขอบเขตที่ต้องการเท่านั้น และถ้าต้องการเพิ่มความหนาของสีหลายชั้นก็ทำตามที่กล่าวแล้ว และขอบของสีที่แห้งอยู่โดยรอบเราสามารถที่จะขูดเอาออกโดยกระดาษทรายน้ำ
6. เมื่อแห้งแล้ว (การแห้งเร็วช้าขึ้นกับชนิดของทินเนอร์ที่ใช้ความหนาของสีพ่นและอุณหภูมิ) ใช้สีโป๊วในบริเวณที่มีรอยขูดข่วนลึกๆ
7. ใช้กระดาษทรายเบอร์ 320 ขัดออก บริเวณใดขัดถึงโลหะต้องพ่นสีพื้นอย่างใสหรือสีพื้นอย่างข้นที่ใช้อีกครั้งหนึ่ง
จงจำไว้ว่าเวลาขัดกระดาษทราย ให้ความคมของกระดาษทรายทำงานเท่านั้น อย่ากดให้หนักจนเกินไป ทั้งนี้เพื่อลดรอยขูดข่วนของกระดาษทราย เพื่อให้งานที่ขูดเรียบจริง
8. ล้างคราบสีและสิ่งสกปรกออกให้หมด เมื่อแห้งแล้วล้างด้วย DX 300 อีกที เมื่อแห้งแล้วใช้ลมเป่าอีกครั้งหนึ่ง
9. จากนั้นก็พร้อมที่จะพ่นทับหน้า

ที่มา:อร่าม  เริงฤทธิ์

บทความอื่น ๆ ที่น่าสนใจ:

Share this :

  • Stumble upon
  • twitter

Comments are closed.