ข้อควรระวังในการใช้แบตเตอรี่รถยนต์

Posted on : 10-05-2013 | By : Author | In : ระบบต่าง ๆ ในรถยนต์

การเก็บแบตเตอรี่
ถ้าแบตเตอรี่ที่มีนํ้ากรดไม่ได้ทำการประจุด้วยกระแสไฟจำนวนน้อยๆ แล้ว แบตเตอรี่ลูกนั้นควรจะเก็บไว้ในที่เย็นและแห้ง แบตเตอรี่ที่เก็บที่อุณหภูมิ 0 องศาฟาเรนไฮต์ (-17.8 องศาเซลเซียส) จะมีประจุไฟอยู่เกือบปี ขณะเดียวกันแบตเตอรี่ที่เก็บที่อุณหภูมิที่ 125 องศาฟาเรนไฮต์ (51.7 องศาเซลเซียส) จะสูญเสียประจุไฟไปคือไฟหมดภายใน 1 เดือน
แบตเตอรี่แห้ง (แบตเตอรี่ที่ไม่มีนํ้ากรดอยู่ในแบตเตอรี่) ต้องเก็บไว้ในที่เย็น พื้นที่ที่แห้ง แม้ว่าแบตเตอรี่แห้งจะคงเก็บไฟไว้ได้เป็นระยะเวลานาน แต่มันจะหมดสภาพไปภายในระยะเวลาประมาณ 3 ปี
การเติมนํ้ากรดแบตเตอรี่ใหม่และการนำแบตเตอรี่แห้งมาประจุไฟใช้งานอีก
แบตเตอรี่ใหม่ๆ ที่ยังไม่ได้ใช้งาน เมื่อจะใช้ให้เติมแต่นํ้ากรดอย่างเดียวเท่านั้น ถ.พ. ของนํ้ากรด 1.260 และทิ้งไว้ประมาณ 8 ถึง 12 ชั่วโมง เพื่อให้แผ่นธาตุทั้งบวกและลบมีนํ้ากรดอิ่มตัว แล้วจึงทำการ ประจุไฟแบบช้า
การนำแบตเตอรี่แห้งมาใช้งานอีก ต้องปฏิบัติตามคำแนะนำให้ถูกต้อง ซึ่งจะทำให้แบตเตอรี่แห้งที่นำมาใช้งานสามารถใช้งานได้อย่างเหมาะสม
เปิดฝาปิดเซลล์แบตเตอรี่ออก เติมนํ้ากรดลงไปในเซลล์จนกระทั่งท่วมแผ่นธาตุ (ให้สวมแว่นตาและถุงมือเพื่อป้องกันการกัดกร่อนของนํ้ากรด) นำแบตเตอรี่ไปทำการประจุ ใช้กระแส 35 แอมป์สำหรับ แบตเตอรี่ 12 โวลต์ ใช้กระแส 65 แอมป์สำหรับแบตเตอรี่ 6 โวลต์ ถ้าเกิดก๊าซขึ้นมากขณะทำการประจุ ให้ลดจำนวนกระแสไฟลง ประจุไฟติดต่อกันกระทั่งความถ่วงจำเพาะขึ้นถึง 1.240 และอุณหภูมิ ของน้ำกรดถึง 80 องศาฟาเรนไฮต์ (26.7 องศาเซลเซียส) หรือมากกว่า เสร็จแล้วเติมนํ้ากรดลงไปจนถึงระดับ (ไม่เติมนํ้า) และทำความสะอาดด้วยนํ้าและทำให้แห้งดังรูปที่ 3.25


รูปที่ 3.25 ขั้นตอนการเติมน้ำกรดและการประจุแบตเตอรี่
การตรวจกระแสไฟฟ้ารั่วออกจากแบตเตอรี่
กระแสไฟฟัารั่วในระบบสามารถตรวจหาได้จากการตรวจเช็คแบตเตอรี่ การทดสอบกระแสไฟรั่ว ออกจากแบตเตอรี่กระทำได้โดยปิดวงจรไฟทั้งหมดในรถยนต์และต้องให้แน่ใจว่าปิดทุกระบบ ถอดสาย กราวด์แบตเตอรี่ออกและติดตั้งโวลต์มิเตอร์แทนโดยต่อกันแบบอนุกรม โดยคีบสายลบของโวลต์มิเตอร์เข้ากับขั้วลบของแบตเตอรี่และคีบสายบวกของโวลต์มิเตอร์เข้ากับสายกราวด์ของรถยนต์ ถ้าต่อไม่ครบวงจร หรือไม่มีกระแสไฟรั่วในระบบ เข็มของมิเตอร์จะชี้ที่ 0 โวลต์ ถ้าการรั่วแม้เพียงเล็กน้อย เข็มของโวลต์มิเตอร์จะชี้ที่แรงเคลื่อนสูงสุด เมื่อเข็มของโวลต์มิเตอร์ชี้ที่แรงเคลื่อนสูงสุด อย่าเพิ่งตกใจ เมื่อถอดมิเตอร์ ออกมาจากการต่อสาย คอยประมาณ 2 นาที เข็มของโวลต์มิเตอร์ก็จะตกลงมาเองตามปกติ ต่อสายลบเข้ากับขั้วลบของแบตเตอรี่ตามเดิม และทำการตรวจหาจุดที่กระแสไฟรั่วถ้ามีดังรูปที่ 3.26


รูปที่ 3.26 การต่อโวลต์มิเตอร์เพื่อหากระแสไฟรั่ว
การพ่วงแบตเตอรี่
การพ่วงแบตเตอรี่ เพื่อการสตาร์ตเครื่องยนต์ให้ทำการพ่วงกันแบบขนานคือ ขั้วบวกเข้ากับขั้วบวก และขั้วลบเข้ากับขั้วลบ สายบวกของแบตเตอรี่ที่จะพ่วงให้คีบที่ขั้วบวกของแบตเตอรี่ ส่วนสายลบของ แบตเตอรี่ที่จะพ่วง คีบเข้ากับตัวเครื่องยนต์ ห้ามคีบบนสายแก๊สหรือที่คาร์บูเรเตอร์ดังรูปที่ 3.27


รูปที่ 3.27 การพ่วงแบตเตอรี่เพื่อการสตาร์ตเครื่องยนต์
ข้อควรระวังในการใช้งานแบตเตอรี่
1. สวมแว่นตา ถุงมือ และชุดที่ป้องกันนํ้ากรดเมื่อปฏิบัติงานเกี่ยวกับแบตเตอรี่
2. ในขณะที่อากาศเย็นมากๆ ให้ปรับอุณหภูมิของแบตเตอรี่จนกระทั่งอุณหภูมิขึ้นถึง 40 องศาฟาเรนไฮต์ (4.4 องศาเซลเซียส) ก่อนที่จะพ่วงแบตเตอรี่ ซึ่งจะป้องกันการระเบิดของแบตเตอรี่ได้
3. อย่าให้เกิดเปลวไฟหรือประกายไฟใกล้ๆ กับแบตเตอรี่
4. ก่อนต่อสายพ่วงแบตเตอรี่ให้ถอดฝาปิดช่องแบตเตอรี่ออกและนำผ้าสะอาดๆ วางบนรูฝาปิด เพื่อป้องกันน้ำกรดและก๊าซดันออกมา
5. ให้ถอดนาพิกา แหวน หรือโลหะอื่นๆ ออกเมื่อทำงานเกี่ยวกับแบตเตอรี่
6. ถ้าน้ำกรดกระฉอกออกถูกตัวหรือรถยนต์ให้รีบใช้นํ้าสะอาดราดหรือล้างด้วยนํ้าจำนวนมากๆ หรือใช้เบกิ้งโซดาผสมนํ้าทำความสะอาด
7. เมื่อใช้กับระบบสตาร์ต แรงเคลื่อนต้องไม่เกิน 16 โวลต์ เพื่อป้องกันมอเตอร์สตาร์ตแบตเตอรี่ หรือระบบไฟฟ้าอื่นๆ เสียหาย
การแก้ไขปัญหาข้อขัดข้องที่เกิดจากแบตเตอรี่
สาเหตุข้อขัดข้องของแบตเตอรี่
1. ค่าความถ่วงจำเพาะตํ่า
ประจุไฟตํ่าเกินไป

นํ้ากรดมีน้อยกว่าปกติโดยแบตเตอรี่อาจรั่ว
แผ่นธาตุมีคราบซัลเฟตจับอยู่
กระแสไฟฟ้ารั่วอันเนื่องมาจากการลัดวงจรของสายไฟในรถยนต์
2. แรงเคลื่อนแต่ละเซลล์ตํ่า
ประจุไฟตํ่าเกินไป
นํ้ากรดมีน้อยกว่าปกติโดยแบตเตอรี่อาจจะรั่ว
เกิดการลัดวงจรระหว่างแผ่นธาตุบวกและลบโดยแผ่นกั้นเสียหาย
3. ค่าความจุของแบตเตอรี่ตํ่า
ประจุไฟตํ่าเกินไป
แผ่นธาตุบวกและลบมีคราบซัลเฟตจับอยู่
ระดับนํ้ากรดตํ่าเกินไป
เกิดตะกอนที่ก้นแบตเตอรี่เนื่องมาจากการประจุไฟมากเกินไป
ใช้แบตเตอรี่มีขนาดเล็กเกินไป
สาเหตุข้อขัดข้องในระบบสตาร์ต
1. เครื่องยนต์หมุนช้า
แบตเตอรี่มีประจุไฟตํ่า
เกินความต้านทานสูงในสายไฟแบตเตอรี่
สวิตช์สตาร์ตไม่ดี
แกนอาร์มาเจอร์คดงอ
บูซหัวท้ายหลวม
คอมมิวเทเตอร์สกปรกหรือสึก
แปรงถ่านสึกหรือสปริงแปรงถ่านล้า
2. เครื่องยนต์ไม่หมุน
แบตเตอรี่ไม่มีไฟ
สายแบตเตอรี่ขาด หรือเกิดความต้านทานสูงเกิดขึ้นในสายไฟ
สวิตช์สตาร์ตตำแหน่งสตาร์ตเสีย
มอเตอร์สตาร์ตเสีย
มอเตอร์สตาร์ตขัดกับเฟืองล้อช่วยแรง
3. มอเตอร์สตาร์ตหมุน แต่เครื่องยนต์ไม่หมุน
เฟืองขับมอเตอร์สตาร์ตบกพร่อง

บทความอื่น ๆ ที่น่าสนใจ:

Share this :

  • Stumble upon
  • twitter

Comments are closed.