การขับขี่รถยนต์บนทางแยก

Posted on : 26-12-2013 | By : Author | In : การขับรถยนต์

ทางแยกเป็นจุดที่ถนนตัดกัน ทางแยกเป็นจุดอันตรายที่มีความเสี่ยงสูงต่อการเกิดอุบัติเหตุ ต้องระมัดระวังเป็นพิเศษถึงแม้ว่าจะดูว่าไม่น่ามีปัญหาก็ตาม
ทางแยกแบ่งออกเป็นแบบต่างๆ 5 แบบ ได้แก่
-ทางแยกแบบตัว T
-ทางแยกแบบตัว Y
-ทางแยกแบบเยื้องกัน
-ทางแยกตัดกัน
-ทางแยกแบบวงเวียน
ข้อมูลบริเวณทางแยก
ตรวจสอบข้อมูลบริเวณทางแยก เพื่อให้สามารถตัดสินใจได้อย่างถูกต้อง เช่น
-ปริมาณรถยนต์
-เครื่องหมายเตือนต่างๆ
-เครื่องหมายจราจรบนถนน
-เครื่องหมายแสดงทิศทาง
-เครื่องหมายให้ทาง และเครื่องหมายหยุด
-สัญญาณจราจร
-ช่องว่างระหว่างแถวอาคารพาณิชย์
-การเปลี่ยนแปลงสภาพผิวถนน
การเข้าสู่ทางแยกแบบต่างๆ
ขอบเขตของการมองเห็น
ขอบเขตของการมองเห็นของผู้ขับขี่รถยนต์บริเวณทางแยก ขึ้นอยู่กับ ปัจจัยหลายอย่าง ได้แก่
-อาคารและรั้วกั้นริมถนน
-ความโค้งของถนน หรือความสูงต่ำของถนน
-รถยนต์เคลื่อนที่หรือจอดอยู่กับที่
-ความสว่างของแสงไฟและภูมิอากาศ
ในขณะที่คุณกำลังเข้าใกล้ทางแยก ยิ่งเข้าใกล้ทางแยก ขอบเขตของการมองเห็นก็จะยิ่งดีขึ้น ระยะเพียง 2-3 เมตรสุดท้ายนั้นสำคัญมาก
รถยนต์ขนาดใหญ่ซึ่งมีที่นั่งสูงกว่าจะให้การมองเห็นดีกว่ารถยนต์ขนาดเล็กเช่น รถยนต์โดยสาร รถบรรทุกจะให้การมองเห็นดีกว่ารถเก๋งหรือรถจักรยานยนต์ รถยนต์ที่จอดริมถนนอาจทำให้ขอบเขตของการมอง เห็นเลวลง จึงต้องระมัดระวังเพิ่มขึ้น เพราะเมื่อคุณไม่สามารถมองเห็น รถยนต์คันอื่น รถยนต์คันนั้นก็จะไม่สามารถมองเห็นคุณเช่นกัน

ทางแยก1

ภาพแสดงขอบเขตการมองเห็นเมื่อกำลังจะเข้าทางแยก

ทางแยก2

ภาพแสดงการเคลื่อนเข้าทางแยกมากขึ้นเพื่อเพิ่มการมองเห็น
วิธีการเข้าสู่ทางแยกของคุณจะเป็นอย่างไรนั้นขึ้นอยู่กับความตั้งใจของคุณว่าจะทำอะไร คุณอาจต้องการ
-ข้ามทางแยกข้างหน้า ซึ่งเป็นเส้นทางหลักเพื่อตรงไป
-เข้าร่วมเส้นทางหลักข้างหน้าโดยต้องการเลี้ยวขวา
-เข้าร่วมเส้นทางหลักข้างหน้าโดยต้องการเลี้ยวซ้าย
-ออกจากเส้นทางหลักเข้าสู่เส้นทางรองโดยต้องการเลี้ยวขวาหรือเลี้ยวซ้าย
-อยู่บนเส้นทางหลัก และเคลื่อนที่ผ่านทางแยก
ในทางแยกรถที่อยู่บนถนนใหญ่จะได้สิทธิไปก่อน
ลำดับก่อนหลัง
บริเวณทางแยกอาจมีเครื่องหมายแสดงให้ผู้ขับขี่ทราบลำดับก่อนหลัง คือ ใครไปก่อนไปหลัง แต่ถ้าไม่มีเครื่องหมายแสดงไว้ ควรระมัดระวังเป็นพิเศษ

ป้ายจราจร

ป้ายจราจรให้หยุดและป้ายให้ทาง

หลักปฏิบัติอย่างปลอดภัยสำหรับการเข้าสู่ทางแยก
-มองกระจกหลังเพื่อตรวจสอบความเร็วและตำแหน่งของรถยนต์คันหลัง
-ให้สัญญาณที่ถูกต้อง แต่เนิ่นๆ
-ปรับตำแหน่งรถยนต์ของคุณให้เหมาะสมแต่เนิ่นๆ ให้ผู้ขับขี่อื่นๆ ทราบว่าคุณกำลังจะทำอะไร
ถ้าถนนไม่มีเส้นแบ่งช่องจราจร ควรขับชิดซ้ายเมื่อต้องการเลี้ยวซ้ายให้ห่างขอบทางราว 1 เมตร และขับชิดกึ่งกลางถนนเมื่อต้องการเลี้ยวขวา สังเกต และระวังรถที่จอดอยู่หรือสิ่งกีดขวางต่างๆ ด้านขวาของถนน แต่ถ้าถนนเป็นแบบเดินทางเดียว ควรขับชิดขวาให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้เมื่อต้องการเลี้ยวขวา
ถ้าถนนมีเครืองหมายเเบ่งช่องจราจร ให้เลือกช่องจราจรที่ถูกต้องกับทิศทางที่คุณจะไป โดยเปลี่ยนช่องจราจรเสียแต่เนิ่นๆ
-ปรับอัตราเร็วตามความเหมาะสม
-มองดูรถยนต์คันอื่นเมื่อถึงจุดที่สามารถมองเห็น
-ประเมินสถานการณ์ เเละตัดสินใจว่าควรจะคอยหรือควรจะไป
-ปฏิบัติให้สัมพันธ์กับสถานการณ์

เพื่อการขับฃี่ที่ปลอดภัย
เพิ่มความระมัดระวังเป็นพิเศษ เมื่อขับทับเส้นทางกับผู้อื่น

ฝึกมองกระจกรถ

ภาพการฝึกมองกระจกให้เป็นประจำ
การเลี้ยวซ้ายเข้าสู่เส้นทางรอง
ขับรถยนต์ชิดซ้ายห่างจากขอบถนนประมาณ 1 เมตร เมื่อต้องการเลี้ยวซ้ายที่ทางแยกข้างหน้า การเลี้ยวซ้ายจากเส้นทางหลักหลักเข้าสู่เส้นทางรองมักเป็นการเลี้ยวแบบหักศอก ดังนั้นต้องใช้อัตราเร็วต่ำ เพียงพอ มิฉะนั้นคุณอาจจะวิ่งข้ามช่องจราจรไปหารถยนต์คันอื่น
ควรสังเกตรถยนต์ที่จอดริมถนนใกล้บริเวณก่อนถึงทางเลี้ยว หรือรถที่กำลังขับมาตรงบริเวณทางแยก
นอกจากนี้ต้องสังเกตผู้เดินถนนหรือรถจักรยาน อาจพบว่ามีคนเดินข้ามถนนบริเวณทางเลี้ยว ระมัดระวังรถจักรยานเป็นพิเศษ อย่าขับขี่ปาดหน้ารถจักรยานที่คุณพึ่งจะแซงพ้นไป
หลีกเลี่ยงการหักพวงมาลัยเร็วหรือมากเกินไป เพราะล้อหลังของรถยนต์อาจปีนขึ้นไปบนทางเท้าได้ หลังจากเลี้ยวซ้ายเสร็จแล้ว มองกระจกหลังเพื่อดูว่ามีใครตามมาด้านหลังบ้างหรือไม่ เมื่อคุณเข้าสู่ เส้นทางใหม่ ให้เร่งรถยนต์เพื่อเพิ่มอัตราเร็วถ้าปลอดภัยที่จะทำเช่นนั้นและตรวจดูว่าสัญญาณไฟเลี้ยวหยุดทำงานแล้ว

การเลี้ยวซ้ายเข้าสู่เส้นทางรอง

ภาพการเลี้ยวซ้ายเข้าสู่เส้นทางรอง
การเลี้ยวขวาเข้าสู่เส้นทางรอง
ขับเคลื่อนรถยนต์ให้ถูกตำแหน่งแต่เนิ่นๆ โดยการปรับตำแหน่งรถยนต์ให้ชิดเส้นกลางถนน เพื่อให้มีช่องว่างสำหรับรถยนต์คันอื่นที่จะผ่านช่องซ้ายขึ้นไปได้ โดยไม่กีดขวาง ถ้าเป็นเส้นทางซึ่งเดินได้ทางเดียว คุณจะต้องขับชิดขวาเมื่อต้องการเลี้ยวขวา
ปรับความเร็วให้เหมาะสม ระมัดระวังรถยนต์คันอื่นที่วิ่งสวนมา โดยเฉพาะอย่างยิ่งรถจักรยานยนต์หรือรถจักรยานซึ่งคุณอาจมองไม่เห็น ระมัดระวังรถที่วิ่งแซงรถคันอื่น คุณควรหยุดก่อนการเลี้ยว ถ้ามีความสงสัยว่าจะไม่ปลอดภัย
ระมัดระวังรถยนต์คันอื่น ที่รอจะออกจากทางรองนั้น
ดูให้แน่ใจว่าไม่มีคนข้ามถนนก่อนจะเลี้ยวเพราะพวกเขามีสิทธิ์ได้ทางก่อน
มองดูหากมีสิ่งกีดขวาง ที่จะทำให้คุณเข้าทางรองอย่างปลอดภัยไม่ได้และยังปล่อยให้คุณต้องข้ามเข้าไปอยู่ในช่องจราจรสำหรับรถสวนซึ่งเป็นการเสี่ยงอันตรายอย่างมาก
คุณต้องไม่ข้ามเส้นกลางถนนจนกว่าจะแน่ใจว่าคุณจะเข้าทางรองได้อย่างปลอดภัยจริงๆ
การเลี้ยวต้องรักษาช่องจราจรของคุณไว้ อย่าเลี้ยวตัดมุม และอย่าเร่งเครื่องยนต์อย่างรุนแรงในขณะเลี้ยว

การเลี้ยวขวาเข้าสู่เส้นทางรอง

ภาพการเลี้ยวขวาเข้าสู่เส้นทางรอง
ช่องจราจรที่ทางแยก
เมื่อคุณเข้าใกล้ทางแยก
-เข้าช่องจราจรให้ถูกต้องตามทิศทางที่คุณต้องการจะไป อย่าเปลี่ยน ช่องจราจรภายหลังโดยเอาเปรียบรถยนต์คันอื่น
-มองไปข้างหน้าให้ไกลและดูเครื่องหมายจราจรและทิศทาง
-สังเกตรถยนต์คันอื่นที่กำลังส่งสัญญาณเพื่อจะเปลี่ยนช่องจราจร
-สังเกตรถยนต์คันอื่นที่เปลี่ยนช่องจราจรโดยไม่เตือนล่วงหน้า
ในกรณีของรถพ่วงหรือรถที่มีความยาว
คุณจะต้องเว้นระห่างไว้เพียงพอเพื่อให้รถยนต์คันนั้นสามารถเลี้ยวไปได้อย่างสะดวก รถยนต์ที่มีความยาวมากๆ มักจะส่ายไปทางขวาก่อนที่จะเลี้ยวซ้ายและส่ายไปข้างซ้ายก่อนที่จะเลี้ยวขวา สิ่งนี้ต้องระมัดระวัง
เมื่อคุณขับรถผ่านถนนรอง
ให้สังเกตดูป้ายเครื่องหมายบอกทางแยก แม้คุณจะไม่เลี้ยวไปก็ตาม คุณจะต้องระมัดระวังรถยนต์ที่อาจโผล่ออกมาจากทางแยกซึ่งรถที่ขับออกมามักจะมองไม่เห็นรถบนถนนใหญ่และอาจขับออกมาตัดหน้าคุณ ในระยะกระชั้นชิด หากเกิดเหตุการณ์เช่นนี้และคุณไม่แน่ใจว่าคนขับรถคันนั้นจะเห็นคุณ คุณจะต้องชะลออัตราเร็ว และเตรียมพร้อมที่จะหยุด
จงใจเย็นและอย่ากดแตรใส่หรือขับให้ใกล้รถคันนั้นเกินไป

ระวังรถขนาดใหญ่ขณะเลี้ยว

ภาพการระวังรถขนาดใหญ่ขณะเลี้ยว
อย่าแซงที่ทางแยกหรือบริเวณใกล้ทางแยก หลีกเลี่ยงการเบรกในขณะเลี้ยว ต้องวางแผนล่วงหน้าโดยการเบรกก่อนถึงทางแยก
เพื่อการขับขี่ที่ปลอดภัย
ปรับอัตราความเร็วทั้งหมดเมื่อขับผ่านทางแยกหลายๆ แยกต่อกัน เพื่อพร้อมจะหยุดได้อย่างปลอดภัย
การเข้าร่วมเส้นทาง
การเข้าร่วมเส้นทาง หมายถึงการที่รถยนต์คันหนึ่งออกจากถนนหนึ่งและเข้าร่วมเส้นทางใหม่ของอีกถนนหนึ่งซึ่งเป็นบริเวณทางแยก
การปรับอัตราเร็วและระยะห่างมีความสำคัญมาก ต่อการเข้าร่วมเส้นทาง คุณต้องตัดสินใจว่าเมื่อใดจึงจะคอยและเมื่อใดจึงจะไป ซึ่งขึ้นอยู่กับขอบเขตการมองเห็นของคุณ คุณอาจจะไปหรือจะคอยนั้น คุณจะต้องอยู่ในตำแหน่งที่คุณสามารถมองเห็นได้อย่างชัดเจน การมองก็เพื่อให้คุณได้ประเมินสถานการณ์ และตัดสินใจว่าปลอดภัยเพียงพอหรือไม่ในการขับขี่ต่อไป แล้วจึงปฏิบัติตามที่ได้ประเมินสถานการณ์ดูแล้ว
ข้อควรจำ
รถยนต์ขนาดใหญ่ เช่น รถยนต์โดยสารที่กำลังวิ่งมานั้นอาจบังรถยนต์ตันอื่นไว้ ทำให้เราไม่สามารถมองเห็นรถยนต์คันนั้นอาจแซงรถยนต์โดยสารขึ้นมา ในขณะที่คุณเลี้ยวซ้ายพอดี และอาจชนกับรถยนต์ของเรา

อันตรายจากการเลี้ยวซ้าย

ภาพอันตรายอันอาจจะเกิดได้เมื่อเลี้ยวซ้าย
เครื่องหมายให้ทาง
ในทางแยกบางแห่งจะมีเครื่องหมายให้ทาง ซึ่งหมายถึงคุณจะต้องให้รถคันอื่นทีอยู่ในทางนั้นผ่านไปก่อน แต่ถ้าคุณสามารถเข้าทางแยกนั้นได้โดยไม่ทำให้ผู้ขับขี่อื่นต้องเปลี่ยนแผนในการขับขี่ คุณก็สามารถขับเข้าทางแยกได้เลยโดยไม่ต้องหยุดรอ
เครื่องหมายหยุด
ทางแยกที่มีเครื่องหมายหยุด หมายถึงคุณจะต้องหยุดทุกครั้ง ไม่ว่าจะมีรถบนเส้นทางอื่นหรือไม่ก็ตาม และคุณเริ่มออกรถได้ก็ต่อเมื่อถนนว่างแล้วหรือคุณแน่ใจแล้วว่าปลอดภัย
ทางแยกที่ไม่มีเครื่องหมาย
ต้องขับด้วยความระมัดระวังเป็นอย่างมาก อย่าคิดเอาเองว่าคุณมีสิทธิไปก่อน ในทางแยกที่ไม่มีเครื่องหมาย
การขับบนทางแยกทั่วไป
ทางโค้งและทางชันจะทำให้การประเมินอัตราความเร็วของรถที่สวนมายากยิ่งขึ้น
หากรถที่กำลังแล่นเข้ามาจากทางด้านขวาของคุณให้สัญญาณเลี้ยวซ้ายเข้ามาทางของคุณ คุณต้องรอจนแน่ใจว่า รถคันนั้นเลี้ยวจริงๆ ไม่ใช่เพียงแค่จอดห่างทางของคุณไป
การเลี้ยวซ้ายเข้าเส้นทางหลัก
-ตรวจสอบเครื่องหมายเตือนและเครื่องหมายจราจรต่างๆ
-มองกระจกหลัง เพื่อให้ทราบข้อมูลต่างๆ ข้างหลัง
-ให้สัญญาณไฟเลี้ยวซ้ายด้วยจังหวะเวลาที่เหมาะสม
-เปลี่ยนช่องจราจรมายังช่องจราจรซ้าย โดยรักษาระยะห่างจากขอบทางเดินเท้าประมาณ 1 เมตร
-ลดความเร็วลง เตรียมพร้อมที่จะหยุด ต้องให้ทางแก่รถยนต์บนเส้นทางหลักก่อน
-มองทุกเส้นทางแต่เนิ่นๆ จากตำแหน่งที่คุณสามารถเห็นได้อย่างชัดเจน แล้วยังคงเฝ้าสังเกต เมื่อเห็นว่าปลอดภัยแล้วจึงเลี้ยวได้
การเลี้ยวขวาเข้าสู่ทางหลัก
-ตรวจสอบเครื่องหมายเตือนและเครื่องหมายจราจรต่างๆ
-มองกระจกหลัง เพื่อให้ทราบข้อมูลต่างๆ ข้างหลัง
-ให้สัญญาณไฟเลี้ยวขวาด้วยจังหวะเวลาที่เหมาะสม
-เปลี่ยนช่องจราจรมายังช่องซึ่งอยู่ใกล้เส้นแบ่งครึ่งถนนเสียแต่เนิ่นๆ
-ลดอัตราเร็วลง เตรียมพร้อมที่จะหยุด ต้องให้ทางแก่รถยนต์บน เส้นทางหลักก่อน
-มองทุกเส้นทางแต่เนิ่นๆ จากตำแหน่งที่คุณสามารถเห็นได้อย่างชัดเจน และยังคงเฝ้าสังเกต เมื่อปลอดภัยแล้วจึงเลี้ยว
ในกรณีของถนนซึ่งเป็นแบบวิ่งได้ทางเดียว คุณต้องขับชิดขวาเมื่อต้องการเลี้ยวขวา
เพื่อการขับขี่ที่ปลอดภัย
อาจมีรถคันอื่นวิ่งแซงขึ้นมาตรงบริเวณทางแยก ซึ่งเขาอาจมองไม่เห็นคุณ จนกระทั่งเข้ามาใกล้แล้ว ซึ่งก็สายเกินไป

อันตรายจากการเลี้ยวขวา

ภาพอันตรายอันอาจจะเกิดได้เมื่อเลี้ยวขวา
หลักปฏิบัติหลังจากเข้าร่วมเส้นทางแล้ว
เมื่อคุณได้เข้าร่วมเส้นทางกับรถยนต์คันอื่นๆ แล้ว ไม่ว่าจะเป็นการเลี้ยวซ้าย หรือเลี้ยวขวาก็ตาม คุณควรปฏิบัติดังนี้
-มองกระจกเพื่อตรวจสอบอัตราเร็วและตำแหน่งของรถยนต์คันอื่นซึ่งอยู่ข้างหลัง
-ตรวจสอบไฟเลี้ยวว่าหยุดทำงานแล้ว
-เพิ่มอัตราเร็วให้มากขึ้นตามสภาพถนนและการจราจรโดยเร็วที่สุดเพื่อความปลอดภัย
-รักษาระยะห่างที่ปลอดภัยจากรถยนต์คันหน้า
-อย่าแซงรถยนต์คันอื่น จนกว่าคุณจะประเมินสภาพการจราจรบนเส้นทางใหม่นี้แล้ว
ข้อควรจำ
เมื่อจะเลี้ยวขวา แม้ว่าจะมีการจราจรจากทางด้านขวาเพียงเบาบางก็อย่าพึ่งรีบขับออกไปกลางถนนเพียงหวังว่าจะไปหาช่องว่างที่มีในถนนเพราะหากถนนแคบหรือมีทางแยกก็จะไม่มีที่ว่างสำหรับรถคุณเลย

เพื่อการขับขี่ที่ปลอดภัย
เมื่อจะเลี้ยวซ้ายหรือขวาเข้าสู่เส้นทางหลักต้องใช้เวลาไม่น้อยในการควบคุมพวงมาลัย คุณต้องประเมินความเร็วของรถที่แล่นสวนมาอย่างถูกต้อง หากไม่แน่ใจ คุณควรหยุดรอ

เลี้ยวขวาเข้าร่วมเส้นทาง

ภาพแสดงหลังจากเลี้ยวขวาเข้าร่วมเส้นทาง
การขับบนทางแยกแบบต่างๆ
ทางแยกแต่ละแบบมีความแตกต่างกันมาก การขับขี่ของคุณก็จะแตกต่างกันไปด้วย
ทางแยกแบบตัว T
ในกรณีสามแยกแบบตัว T นั้น โดยทั่วไปแล้วเส้นทางหลักจะเป็นเส้นทางบนยอดของตัว T เส้นทางรองอาจมีเครื่องหมายต่างๆ ดังนี้
-เครื่องหมายหยุดและเครื่องหมายแบ่งช่องจราจร หรือ
-เครื่องหมายให้ทาง และเครื่องหมายแบ่งช่องจราจร หรือ
-เส้นแบ่งให้ทางอย่างเดียว หรือ
-ไม่มีเครื่องหมายจราจรใดๆ
การขับขี่บนเส้นทางหลัก
เมื่อคุณต้องการขับขี่ตรงไปข้างหน้า
1. ตรวจดูเครื่องหมายจราจรต่างๆ
2. ระวังรถยนต์คันอื่นที่กำลังมาเข้าร่วมเส้นทางจราจรเดียวกับคุณ
3. หลีกเลี่ยงการแซงรถยนต์คันอื่นเมื่อคุณเข้าใกล้สามแยก
เพื่อการขับขี่ที่ปลอดภัย
ปรับอัตราเร็วของรถให้เหมาะสมเมื่อขับขี่ผ่านเส้นทางแยกซึ่งมาจากด้านซ้ายและระมัดระวังรถซึ่งอาจวิ่งเข้ามาร่วมเส้นทางหลักเดียวกับคุณตรงบริเวณทางร่วม

ในกรณีของถนนที่มีการจราจรหนาแน่น ตรงบริเวณก่อนถึงทางแยก และหลังจากทางแยกของเส้นทางหลัก มักจะมีช่องจราจรแยกออกมาก่อนการเลี้ยวขวาซึ่งคุณต้องเข้าช่องจราจรนั้นก่อนมีการเลี้ยว
ทางแยกบนทางโค้ง
มองไปข้างหน้าให้ไกล เพื่อตรวจสอบสัญญาณจราจรและเครื่องหมายบนถนนซึ่งแสดงลำดับก่อนหลัง
ทางแยกเหล่านี้ คุณต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเลี้ยวขวาจากถนนหลักซึ่งโค้งไปข้างซ้าย เพราะว่า
-ขอบเขตการมองเห็นของคุณจะถูกจำกัดลง
-อาจมีรถยนต์คันอื่น วิ่งเข้าหารถยนต์ของคุณจากด้านซ้ายของคุณด้วยความเร็วสูง
-คุณต้องการใช้เวลามากในการเปลี่ยนช่องจราจรอย่างปลอดภัย
การวางตำแหน่งรถของคุณก่อนที่คุณจะเลี้ยวซ้าย จะต้องไม่เป็นอันตรายต่อรถยนต์คันอื่นและต่อตัวคุณเอง
คอยจนกว่ามีระยะห่างอย่างเพียงพอแล้วจึงค่อยไป

ทางแยกบนทางโค้ง

ภาพการขับบริเวณทางแยกบนทางโค้ง
ทางแยกที่ไม่มีเครื่องหมายจราจร
อย่าคาดคิดว่าคุณมีสิทธิเหนือกว่าเส้นทางอื่น ถ้าไม่มีเครื่องหมายจราจรใดๆ บนถนน เพราะสิ่งที่คุณคาดคิดนั้นก็อาจตรงกับที่ผู้ขับขี่คนอื่นคิดเช่นเดียวกัน ซึ่งอาจเกิดอุบัติเหตุได้
ระมัดระวังรถยนต์คันอื่นที่
-วิ่งเข้าสู่ทางแยกจากเส้นอื่น
-คอยอยู่ที่ทางแยก
-เข้าร่วมทางแยกหรือวิ่งผ่านทางแยกตัดหน้าคุณ
ข้อควรจำ
รถยนต์คันอื่นอาจวิ่งผ่านทางแยกไป
-โดยคิดว่าได้รับสิทธิ์ก่อนและคาดว่าคุณจะให้สิทธิเขาก่อน
-โดยกะระยะผิดพลาด หรือมองไม่เห็นคุณ
รถยนต์ดังกล่าวจะก่อให้เกิดอันตราย ดังนั้นคุณจึงควรระมัดระวัง และตอบสนองในทางที่ก่อให้เกิดความปลอดภัย

ทางแยกตัว T

ภาพการขับบริเวณทางแยกแบบตัว T ที่ไม่มีเครื่องหมายจราจร
ทางแยกแบบตัว Y
ทางแยกแบบตัว Y นั้น เป็นการเปลี่ยนทิศทางถนนที่ไม่มากนักจึงมักทำให้เกิดการเข้าใจผิดได้ง่าย โดยปกติแล้ว เส้นทางที่ตรงไป จะได้รับสิทธิไปก่อน เส้นทางที่มาเชื่อมต่อจะมีเครื่องหมายให้ทางหรือเครื่องหมายหยุด อย่างไรก็ตามมักจะมีข้อยกเว้นหลายประการ ควรระมัดระวังรถยนต์ที่วิ่งไม่ถูกต้องตามตำแหน่ง ผู้ขับขี่อาจตัดสินใจผิดพลาด

ทางแยกตัวY

ภาพการออกจากทางหลักที่ทางแยกแบบตัว Y

ทางแยกตัวY1

ภาพการขับผ่านทางรองที่ทางแยกแบบตัว Y
การขับขี่บนเส้นทางหลัก
ถ้าคุณต้องการขับตรงไป
1. ดูเครื่องหมายจราจร และเครื่องหมายบนถนน
2. ระมัดระวังรถยนต์ จากเส้นทางรองซึ่งอาจเลี้ยวซ้ายหรือเลี้ยวขวาก็ได้
-ต้องไม่แซงรถยนต์คันอื่นในบริเวณที่ใกล้ทางแยก
การเข้าร่วมเส้นทางหลักที่จุดหักมุมแหลม
ในขณะที่คุณขับขี่เส้นทางรอง และต้องการเลี้ยวซ้ายหรือเลี้ยวขวาเพื่อเข้าร่วมเส้นทางหลักจากจุดหักมุมแหลม ถ้ามุมแหลมอยู่ทางขวามือของคุณ การมองเห็นด้านซ้ายจะถูกจำกัด ถ้าคุณมาหยุดให้รถตั้งฉากกับถนนสายหลักที่เครื่องหมายหยุดหรือเครื่องหมายให้ทาง คุณจะสามารถมองเห็นได้ดีขึ้น
สิ่งนี้สำคัญมากถ้ารถของคุณไม่มีหน้าต่างข้างส่วนหลัง เช่น รถตู้

การวางตำแหน่งรถ

ภาพการวางตำแหน่งรถเพื่อให้มองเห็นได้ดีที่สุด
ทางแยกเยื้องจากกัน
ทางแยกดังกล่าวจะเชื่อมกันระหว่างถนนด้านซ้ายและถนนด้านขวา แต่ถนนด้านซ้ายและถนนด้านขวานั้นไม่ตรงกัน แต่จะเหลื่อมกัน
เมื่อคุณขับขี่บนเส้นทางหลัก ควรมองดูเครื่องหมายจราจรและเครื่องหมายบนถนน ปรับอัตราเร็วให้เหมาะสมตามความจำเป็น และเตรียมพร้อมที่จะหยุด โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าการมองเห็นถูกจำกัด หรือถ้า การมองเห็นของผู้ขับขี่อื่นถูกจำกัด
ระมัดระวังรถยนต์คันอื่นๆ
-ที่อาจโผล่ออกมาจากเส้นทางรองด้านซ้ายหรือด้านขวา
-บนเส้นทางหลักที่จะเลี้ยวเข้าสู่เส้นทางรองทางด้านซ้ายหรือด้านขวา
-ขับขี่ข้ามเส้นทางหลักจากเส้นทางรองข้างหนึ่งไปยังเส้นทางรองอีก ข้างหนึ่ง
การขับขี่จากเส้นทางรองข้างหนึ่งข้ามเส้นทางหลักและเข้าสู่เส้นทางรองอีกข้างหนึ่ง ต้องระมัดระวังรถยนต์บนเส้นทางหลักทั้งสองทิศทาง
เมื่อคุณต้องการเลี้ยวซ้ายจากถนนรองเข้าสู่ถนนหลัก แล้วเลี้ยวขวา จากถนนหลักเข้าถนนรองอีกเส้นหนึ่ง ควรปฏิบัติดัง นี้คือ เมื่อเลี้ยวซ้ายออกจากถนนรองแล้วเข้าสู่ถนนหลัก คุณจะต้องขับชิดเส้นแบ่งครึ่งถนนหลัก เพื่อเตรียมเลี้ยวขวาเข้าสู่ถนนรองอีกเส้นหนึ่ง แต่ถ้าถนนรองทั้งสองเส้นห่างกันไม่มากนักจะต้องใช้ความระมัดระวังเป็นอย่างมาก คุณต้องแน่ใจว่ามีช่องว่างเพียงพอในทั้งสองทิศทาง มองโดยรอบประเมินสถานการณ์แล้วตัดสินใจขับขี่ออกไปถ้าปลอดภัยหรือหยุดรอให้แน่ใจก่อน

ป้ายเตือนทางแยกเยื้องจากกัน

ภาพป้ายเตือนทางแยกเยื้องจากกัน
สี่แยก
บริเวณสี่แยกเป็นจุดที่เกิดอุบัติเหตุได้ง่ายมากซึ่ง คุณจะต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ โดยเฉพาะอย่างยิ่งถนนที่มีการจราจรเคลื่อนที่อย่างรวดเร็ว
อุบัติเหตุมักเกี่ยวข้องกับรถยนต์ที่เลี้ยวขวา ขั้นตอนการเลี้ยวขวาที่สี่แยกนั้นคล้ายกับที่ได้กล่าวมาแล้วบริเวณทางแยกอื่นๆ คือต้องประเมินสถานการณ์ของสี่แยกเมื่อมาถึงและตรวจสอบเครื่องหมายจราจรและเครื่องหมายบนถนนซึ่งอาจแสดงลำดับก่อนหลังให้คุณทราบด้วย
ในขณะที่คุณกำลังขับขี่บนเส้นทางหลัก
-สังเกตเครื่องหมายจราจรและเครื่องหมายบนถนน
-ระวังรถยนต์คันอื่นที่เข้าร่วมเส้นทางซึ่งอาจตัดหน้ารถยนต์ของท่าน โดยคาดความเร็วรถของคุณผิดไป
-ลดความเร็วลงเมื่อเข้าใกล้สี่แยก
สี่แยกที่ไม่มีเครื่องหมายจราจร
คุณต้องให้ความระมัดระวังเป็นพิเศษ เพราะว่าไม่ได้กำหนดลำดับก่อนหลังให้ทราบ
คุณจะต้องไม่คิดเข้าข้างตัวเองว่าคุณได้สิทธิ์ไปก่อนถ้าไม่มีเครื่องหมายจราจรบนถนน เพราะผู้ขับขี่รายอื่นก็อาจคิดว่าได้รับสิทธิ์ไปก่อนเช่นกันและอาจเกิดอุบัติเหตุได้ คุณต้องแน่ใจว่าปลอดภัยแล้วจึง ค่อยไป จำไว้ว่าคุณต้องมองดูพร้อมประเมินสถานการณ์ และตัดสินใจให้ดีก่อนขับออกไป เพิ่มความระมัดระวังให้มากขึ้นเมื่อการมองเห็นของคุณถูกจำกัด
เมื่อคุณต้องการเลี้ยวขวา การวางตำแหน่งรถ และความเร็วให้ถูกต้องเป็นสิ่งสำคัญยิ่ง ระวังรถยนต์คันอื่นบนเส้นทางที่คุณต้องการเข้าร่วมนั้น ตลอดจนรถยนต์บนเส้นทางเดียวกับคุณ เพราะรถยนต์บางคันที่วิ่งสวนมาอาจต้องการเลี้ยวขวาด้วยก็ได้ ตรวจสอบกระจกหลังก่อนการ เลี้ยว โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อคุณต้องหยุดรอ

สี่แยก

ภาพแสดงสี่แยกที่ไม่มีเครื่องหมายจราจร
เมื่อรถยนต์สองคันที่วิ่งสวนทางกันต้องการเลี้ยวขวา สามารถทำได้สองวิธี ซึ่งจะเป็นวิธีใดนั้นขึ้นอยู่กับปัจจัยต่างๆ ดังนี้
-โครงร่างของทางแยก
-แนวทางที่ผู้ขับขี่อื่นตัดสินใจที่จะใช้
-เครื่องหมายต่างๆ บนถนน
1. วิธีเลี้ยวแบบชิดด้านหน้า วิธีนี้มีความปลอดภัยน้อยเพราะรถอาจบังทำให้ไม่สามารถมองเห็นรถที่สวนมาได้ดีพอจึงต้องระวังให้มาก แต่การควบคุมด้วยตำรวจจราจรหรือเครื่องหมายจราจรบนถนนบังคับให้ต้องเลี้ยวแบบนี้

การเลี้ยวแบบชิดด้านหน้าที่สี่แยก

ภาพการเลี้ยวแบบชิดด้านหน้าที่สี่แยก
2. วิธีเลี้ยวแบบลํ้าหน้า วิธีนี้มีความปลอดภัยมากกว่าวิธีแรก เพราะสามารถมองเห็นรถยนต์คันอื่นที่วิ่งสวนมาได้ชัดเจน ในกรณีการจราจรติดขัด จะต้องเว้นช่องทางไว้ให้สำหรับการเลี้ยว
เพื่อการขับขี่ที่ปลอดภัย
พยายามมองรถคันที่ขับสวนมาเพื่อเดาใจให้ทราบว่าเขาจะใช้เส้นทางใดในการเลี้ยว มิฉะนั้นคุณอาจต้องเบรกอย่างกะทันหัน ถ้ารถคันอื่นเลี้ยวตัดหน้าคุณ

การเลี้ยวแบบล้ำหน้าที่สี่แยก

ภาพการเลี้ยวแบบล้ำหน้าที่สี่แยก
การเลี้ยวจากถนนคู่แบบแยกส่วน
ถนนคู่แบบแยกส่วนจะมีช่องจราจรอย่างน้อยสองช่องในแต่ละทิศทาง กั้นแบ่งด้วยพื้นที่สงวนระหว่างถนน อาจมีเครื่องกั้นเพื่อความ ปลอดภัยติดตั้งด้วย
ถนนแบบนี้บางแห่งอาจมีลักษณะคล้ายกับทางด่วน และมีช่องจราจรสำหรับการเร่งและการชะลอความเร็ว สำหรับการร่วมและการแยก เส้นทาง อย่างไรก็ตามบนทางแบบนี้อาจพบกับรถที่มีการเคลื่อนที่ช้า เช่น รถจักรยาน หรือรถของเกษตรกร
การเลี้ยวซ้ายออกจากทางคู่แบบนี้ถ้าไม่มีช่องจราจรสำหรับการชะลอความเร็วก็ใช้หลักการเลี้ยวซ้ายตามที่ได้กล่าวมาแล้ว คือมองกระจกหลัง ให้สัญญาณเร็วกว่าปกติที่วิ่งบนถนนธรรมดาแล้วเปลี่ยนช่องจราจรมาที่ช่องจราจรซ้ายชองถนนแต่เนิ่นๆ ชะลออัตราเร็วให้เหมาะสมกับการเลี้ยว
ถ้ามีช่องจราจรสำหรับการชะลอความเร็วด้านซ้าย ให้ใช้วิธีการเดียวกันกับการขับขี่ออกจากทางด่วน
การเลี้ยวขวาออกจากทางคู่ ถนนบางแห่งอาจมีช่องจราจรขวาสุดเพิ่มขึ้น สำหรับชะลออัตราเร็วและหยุดรอเพื่อการเลี้ยวขวา การเลี้ยวขวาในลักษณะนี้ ต้องระมัดระวังมากเพราะว่ารถยนต์ที่วิ่งสวนมาอาจมี อัตราเร็วค่อนข้างสูง และคุณต้องวิ่งตัดผ่านช่องจราจรอย่างน้อยสองช่อง ถ้าไม่แน่ใจควรหยุดคอยก่อน

การเลี้ยวขวาออกจากทางคู่

ภาพการเลี้ยวขวาออกจากทางคู่
การเข้าร่วมเส้นทางบนถนนคู่แบบแยกส่วน
การเลี้ยวซ้าย
ถ้าถนนคู่ดังกล่าวไม่มีช่องจราจรสำหรับรองรับรถยนต์ที่เลี้ยวซ้าย คุณต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ และใช้หลักการเลี้ยวซ้ายดังที่ได้กล่าวมาแล้ว แต่ถ้าถนนคู่มีช่องจราจรรองรับสำหรับการเลี้ยวซ้ายของรถยนต์ที่มาจากเส้นทางอื่นก็ให้ปฏิบัติตามหลักดังนี้
-เร่งความเร็วรถยนต์ ขณะอยู่ในช่องจราจรที่รองรับสำหรับการเลี้ยวซ้ายเพื่อให้ได้ความเร็วที่เหมาะสมกับการเข้าร่วมเส้นทาง
-มองหาระยะช่องว่าง ในหมู่รถที่วิ่งอยู่เพื่อเข้าร่วมเส้นทาง โดยเลื่อนเข้าในช่องซ้าย
การชำเลืองมองด้านข้างอย่างรวดเร็ว อาจมีความจำเป็นเพื่อตรวจสอบตำแหน่งของรถยนต์คันอื่นๆ
-ขับขี่อยู่บนช่องจราจรซ้ายจนคุ้นเคยกับอัตราเร็วของรถยนต์ในช่องจราจรอื่นๆ แล้วจึงค่อยเปลี่ยนช่องจราจรในภายหลังถ้าจำเป็น
-อย่าเพิ่งเข้าร่วมเส้นทางจนกว่าจะแน่ใจว่าคุณจะไม่ทำให้ความเร็วของกระแสจราจรต้องกระทบกระเทือนหรือต้องเบี่ยงหลบ
การเลี้ยวขวา
-คุณจะต้องขับขี่ข้ามถนนส่วนแรกก่อนเข้าสู่ถนนส่วนที่สอง
-ตัดสินใจให้ถูกต้องว่าควรไปหรือหยุดคอยก่อน
-ถ้าพื้นที่ช่องกลางถนนมีบริเวณกว้างเพียงพอ ก็ควรหยุดคอยจังหวะที่ตรงนั้นก่อนที่จะเข้าสู่ถนนส่วนที่สอง

การเลี้ยวขวา

ภาพการเลี้ยวขวาเข้าร่วมเส้นทางบนถนนคู่แบบแยกส่วน
-ถ้าพื้นที่ช่องกลางถนนแคบเกินไปสำหรับรถของคุณ คุณควรจะดูให้ถนนว่างทั้งสองส่วนก่อนที่จะข้ามไปยังส่วนที่สอง
-อย่าเพิ่งเข้าร่วมเส้นทางถ้าไม่แน่ใจว่าคุณจะกระทบต่อการจราจรหรือไม่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้ารถของคุณมีลักษณะค่อนข้างยาวหรือมีรถพ่วง
สิ่งที่ควรปฏิบัติหลังจากเข้าร่วมเส้นทางแล้ว
-ตรวจสอบกระจกมองหลัง
-ตรวจสอบไฟเลี้ยว ซึ่งจะต้องหยุดทำงาน
-ขับในช่องซ้าย
-เร่งรถยนต์ให้มีอัตราเร็วสัมพันธ์กับรถยนต์คันอื่นๆ โดยเร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้
-อย่าแซงรถยนต์คันอื่น จนกว่าคุณจะคุ้นเคยกับการจราจรบนเส้นทางใหม่แล้ว
ตรวจสอบเครื่องหมายจราจรแสดงขีดจำกัดความเร็วเสมอ เมื่อจะประเมินอัตราเร็วของรถที่วิ่งสวนมา
วงเวียน
วงเวียนช่วยให้รถยนต์ จากเส้นทางต่างๆ เข้ารวมกันได้โดยไม่ต้องหยุดรอลำดับก่อนหลัง ก่อนเข้าร่วมเส้นทางในวงเวียน คุณจะต้องให้สิทธิ์แก่รถยนต์ด้านขวามือของคุณก่อน สังเกตเครื่องหมายให้ทางและ เครื่องหมายบนถนนในวงเวียน วงเวียนบางแห่งอาจมีสัญญาณไฟจราจรในบางเวลาหรือตลอดเวลาก็ได้เพื่อจัดลำดับก่อนหลังคุณจะต้องมองกระจกให้สัญญาณ ปรับอัตราเร็ว และระมัดระวังในขณะเปลี่ยนช่องจราจร
การเลี้ยวซ้าย
เมื่อต้องการเลี้ยวซ้ายที่วงเวียน ควรปฏิบัติดังนี้
-ให้สัญญาณไฟเลี้ยวซ้ายขณะขับเข้าวงเวียน
-ขับขี่ชิดช่องจราจรซ้ายของถนน
-ใช้ช่องจราจรซ้ายสุดของวงเวียน
-ใช้สัญญาณไฟเลี้ยวซ้ายตลอดไปจนสุดวงเวียน
การขับขี่ตรงไปข้างหน้า
ควรปฏิบัติดังนี้
-ขับขี่ชิดช่องจราจรซ้ายของถนน แต่ไม่ต้องให้สัญญาณไฟเลี้ยว ถ้าคุณไม่สามารถใช้ช่องจราจรซ้ายสุดได้เนื่องจากมีการกีดขวาง ก็ให้ใช้ช่องจราจรถัดมาอีกช่องหนึ่ง
-ใช้ช่องจราจรนั้นตลอดเวลาในวงเวียน
-มองกระจกข้างโดยเฉพาะอย่างยิ่งกระจกด้านซ้ายว่ามีใครเข้ามาใกล้หรือไม่

การขับบริเวณวงเวียน

ภาพการขับบริเวณวงเวียน
-เมื่อขับขี่เลยทางแยกสุดท้ายก่อนทางแยกที่คุณต้องการไปให้สัญญาณไฟเลี้ยวซ้าย
การขับขี่เลี้ยวขวา
ควรปฏิบัติดังนี้
-ให้สัญญาณไฟเลี้ยวขวาขณะขับเข้าวงเวียน
-ใช้ช่องจราจรขวาของถนนก่อนที่จะเข้าวงเวียน
-ใช้สัญญาณไฟเลี้ยวขวาและใช้ช่องขวาของวงเวียน
-มองกระจกข้างโดยเฉพาะอย่างยิ่งกระจกด้านซ้ายว่ามีใครเข้ามาใกล้หรือไม่
-เมื่อขับขี่เลยทางแยกสุดท้ายก่อนทางที่คุณต้องการไปให้ใช้สัญญาณไฟเลี้ยวซ้าย
-ขับขี่ต่อไปเรื่อยๆ ถ้าถนนว่าง
มากกว่าสามช่องจราจร
ถ้าตรงจุดเข้าวงเวียนมีสามช่องจราจรให้เลือก ช่องจราจรที่เหมาะสมซึ่งว่างที่สุดตรงจุดเข้าวงเวียน และในขณะที่อยู่ในวงเวียน นอกเสียจากว่าจะมีเครื่องหมายจราจรบอกให้ปฏิบัติเป็นอย่างอื่น
ทางจราจรผสม
กระแสการจราจรจะผสมกันในวงเวียน จงเตรียมพร้อมสำหรับรถที่ จะวิ่งตัดเข้ามาในเส้นทางของคุณเพื่อที่จะออกจากวงเวียน ควรดูสัญญาณจากรถเหล่านั้นเสมอ ระมัดระวังรถยนต์ที่มีขนาดยาว เพราะอาจวิ่งเกินช่องจราจรได้ในขณะก่อนเข้าวงเวียนและอยู่ในวงเวียน ระมัดระวังส่วนท้ายของรถดังกล่าว ซึ่งอาจตัดเข้ามาในซ่องจราจรของคุณ
ผิวถนน
ถนนบริเวณวงเวียนมักจะมีผิวมันและลื่นเมื่อเปียกนํ้า ดังนั้นการขับขี่ในวงเวียน จงหลีกเลี่ยงการเบรกและการเร่งอย่างรุนแรง
ข้อควรจำ
ให้ใช้ช่องจราจรขวา เมื่อต้องการขับขี่ตรงไปข้างหน้าหรือเลี้ยวขวา และระมัดระวังรถยนต์ในช่องจราจรที่ติดกัน
เพื่อการขับขี่ที่ปลอดภัย
ต้องมองรถคันหน้าอยู่เสมอในขณะที่กำลังเข้าวงเวียน เพราะรถคันหน้า อาจหยุดก็ได้ในขณะที่คุณกำลังมองทางด้านขวา คุณอาจชนท้ายรถคันหน้า จงตรวจสอบให้แน่ใจก่อนว่า รถคันหน้าขับไปแล้วจริงๆ
วงเวียนขนาดเล็ก
-ใช้หลักการเช่นเดียวกับวงเวียนใหญ่ที่ได้กล่าวมาแล้ว แต่วงเวียนขนาดเล็กมีเนื้อที่แคบและอาจไม่มีเวลาเพียงพอต่อการให้สัญญาณและเปลี่ยนช่องจราจร
-รถยนต์ที่วิ่งสวนทางมาอาจต้องการเลี้ยวขวา ควรให้ทางแก่รถยนต์เหล่านี้
-ก่อนเข้าร่วมวงเวียน ควรตรวจสอบดูให้รถในวงเวียนออกไปก่อน
-ระวังรถยนต์บางคัน อาจใช้วงเวียนเป็นที่สำหรับกลับรถ
รถขนาดใหญ่อาจไม่สามารถหลีกเลี่ยงการขับขี่ทับบนเครื่องหมายวงกลมที่ศูนย์กลาง
-ระวังการลื่นไถลบริเวณวงเวียนเนื่องจากสิ่งที่ทาไว้บนถนนโดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อถนนเปียก

การขับบริเวณวงเวียนขนาดเล็ก

ภาพการขับบริเวณวงเวียนขนาดเล็ก
ที่มา:ธีรยุทธ  สุวรรณประทีป

บทความอื่น ๆ ที่น่าสนใจ:

Share this :

  • Stumble upon
  • twitter

Comments are closed.