การขับขี่ในเส้นทางจราจร

Posted on : 25-12-2013 | By : Author | In : การขับรถยนต์

การขับขี่ร่วมเส้นทางจราจรกับผู้อื่น คุณจะต้องทราบวิธีการขับขี่ที่ปลอดภัยและมีประสิทธิภาพตามสภาพถนนและการจราจรต่างๆ คุณควรทราบเทคนิคการควบคุมรถยนต์ และวิธีการต่างๆ ที่จะแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นบนท้องถนน
ความสนใจรับรู้และการคาดการณ์ล่วงหน้า
ในสภาพการจราจรทั่วไป มีบางสิ่งที่เห็นได้ชัดว่าจะต้องเกิดขึ้นเช่นเดียวกับบางสิ่งที่อาจเกิดขึ้น
การคาดการณ์ล่วงหน้า คือการที่คุณคาดว่าบางสิ่งจะหรืออาจจะเกิดขึ้นและสามารถคาดการณ์ได้ล่วงหน้าจากข้อมูลต่างๆ ที่มีให้เห็นบนถนนขณะนั้น คุณควรถามตัวเองว่า
-มีแนวโน้มว่าจะได้พบกับอะไรบ้าง
-พวกเขากำลังจะทำอะไร
-ควรจะเร่งรถยนต์ หรือควรจะชะลอความเร็ว
-จำเป็นต้องหยุดหรือไม่
สภาพการจราจรที่เปลี่ยนแปลง
สภาพการจราจรเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา คุณจะต้องปฏิบัติดังนี้
-ตรวจสอบเสมอว่า เกิดอะไรขึ้นบ้างในบริเวณรอบๆ ตัวคุณ
-ระวังตัวรับรู้อยู่ตลอดเวลาต่อการเปลี่ยนแปลง การจราจรและคิดวางแผนล่วงหน้า เพื่อเตรียมรับสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้น
ขอบเขตของการคาดการณ์ที่คุณจำเป็นต้องเตรียมจะแตกต่างไปตามสภาพรอบข้าง
สภาพการที่ยากลำบาก
คุณอาจต้องตัดสินใจลำบากว่าจะเกิดอะไรขึ้นเผื่อ
-แสงสว่างหรือสภาพอากาศเลวกว่าปกติ
-การจราจรหนาแน่นมาก
-ไม่คุ้นเคยต่อเส้นทางจราจรนั้น
การจราจร
ภาพการคิดวางแผนล่วงหน้า
ชนิดของถนน
ชนิดของถนนจะมีผลว่า คุณสามารถคาดการณ์ล่วงหน้าได้มากน้อยแค่ไหน ถนนบางสายมีการจราจรเบาบาง คุณก็สามารถคาดการณ์ ล่วงหน้าได้ว่าผู้ขับขี่คนอื่นๆ จะทำอะไร การคาดการณ์ล่วงหน้าก็แตกต่างกันไป ตามชนิดของถนน เช่น ถนนสองช่องจราจร สี่ช่องจราจร ถนนวิ่งทางเดียว ถนนวิ่งสวนทางได้ ฯลฯ
การใช้สัญญาณจราจร
สัญญาณจราจรโดยทั่วไป ได้แก่ ไฟเลี้ยว ไฟเบรก เป็นต้น ในบางครั้งคุณอาจต้องใช้สัญญาณมือช่วย แต่ที่สำคัญคือคุณต้องใช้ สัญญาณอย่างถูกต้อง
การใช้สัญญาณจราจร
-เพื่อให้ผู้ขับขี่อื่นๆ ทราบว่าคุณกำลังจะทำอะไร
-เพื่อให้ผู้เดินเท้าทราบข้อมูล
-ต้องให้มีช่วงเวลาที่นานพอ เพื่อให้ผู้อื่นทราบสัญญาณนั้นและปฏิบัติตนตามได้
เมื่อใดจึงจะใช้สัญญาณจราจร
ให้สัญญาณล่วงหน้านานพอ โดยเฉพาะ
-เมื่อคุณจะเลี้ยวรถ
-เมื่อคุณต้องการจะแซงรถคันหน้าที่แล่นอยู่
-เมื่อคุณต้องการจะเปลี่ยนช่องเดินรถ
อย่างไรก็ตามการให้สัญญาณจราจรล่วงหน้านานเกินไป อาจก่อให้เกิดความสับสนได้เช่นกัน เช่น ในกรณีที่มีถนนแยกหลายสายใกล้ๆ กัน ผู้ขับขี่อื่นๆ อาจไม่ทราบว่าคุณจะเลี้ยวที่ทางแยกใดกันแน่
การให้สัญญาณจราจรช้าเกินไป อาจทำให้ผู้ขับขี่รถคันที่ตามมาต้องเบรกอย่างกะทันหันหรือต้องหลบออกนอกทาง
ดังนั้นในแต่ละสถานการณ์ คุณต้องใช้จังหวะเวลาอย่างเหมาะสม ที่จะทำให้ผู้อื่นทราบสัญญาณจราจรของคุณ
สัญญาณจราจรอาจไม่จำเป็นถ้าไม่มีใครได้รับประโยชน์จากการให้ สัญญาณนั้น หรืออาจทำให้ผู้อื่นสับสน ดังนั้น
-อย่าใช้สัญญาณจราจรอย่างไม่ระมัดระวัง
-อย่าโบกมือบอกให้คนข้ามถนน
-ต้องตรวจสอบการทำงานของไฟสัญญาณต่างๆ ซึ่งจะต้องหยุดทำงาน เมื่อสิ้นสุดการใช้งานแล้ว
-อย่าทำให้ผู้อื่นสับสน หรือเข้าใจผิด ต้องใช้สัญญาณจราจรอย่างถูกต้อง และเหมาะสม เช่น เมื่อคุณให้สัญญาณว่าจะจอดรถด้านซ้าย ต้องดูให้แน่ใจว่า ไม่มีสี่แยกก่อนที่จะถึงที่ๆ คุณต้องการจะจอด เพราะ หากคุณให้สัญญาณเลี้ยวซ้ายเร็วเกินไป ผู้ขับขี่ที่คอยสัญญาณไฟอยู่ที่สี่แยกนั้น อาจคิดว่าคุณจะเลี้ยวซ้าย เพราะฉะนั้นคุณควรให้สัญญาณหลังจากผ่านสี่แยกไปแล้ว
สัญญาณมือ
อาจใช้สัญญาณมือในบางโอกาสแต่ก็ไม่บ่อยมากนัก เช่นคุณเป็นคนแรกที่ขับรถยนต์มาหยุดที่ทางม้าลาย คุณอาจใช้สัญญาณมือช่วยเตือนรถยนต์คันหลังในขณะที่คุณชะลอความเร็วหรือหยุด และยังแสดงให้ผู้เดินข้ามถนนทราบอีกด้วย
การเลี้ยวขวา คุณอาจใช้สัญญาณมือช่วยถ้าจำเป็น ต้องเน้นให้ผู้ขับขี่คนอื่นทราบ ในบริเวณที่ยากต่อการเลี้ยวหรือต้องการเลี้ยวขวาหลังจากแซงผ่านรถยนต์คันอื่นที่จอดอยู่กับที่
การจอดรถให้ใช้มือโบกช้าๆ ในที่ซึ่งอาจเกิดความสับสนแก่ผู้ใช้รถคนอื่นๆ หากคุณให้สัญญาณไฟเลี้ยวซ้าย
ข้อควรจำเพื่อความปลอดภัย
การใช้เบรกต้องให้เวลาล่วงหน้าอย่างเหมาะสม ถ้าจำเป็นควรเหยียบเบาๆ แต่เนิ่นๆ หรือยํ้าเบรกมากกว่าหนึ่งครั้ง เพื่อให้สัญญาณไฟเบรกทำงานกะพริบเตือนรถยนต์คันหลังแต่เนิ่นๆ

สัญญาณไฟเบรก

สัญญาณไฟเบรกและไฟเลี้ยว ซึ่งเป็นสัญญาณหลักที่สำคัญ
การใช้แตร
ถ้าการขับขี่ของคุณเป็นไปอย่างปลอดภัยและคาดการณ์ล่วงหน้าได้อย่างถูกต้องและเหมาะสม คุณอาจไม่จำเป็นต้องใช้แตรเลย
ใช้แตรในกรณีที่คุณคิดว่าผู้ขับขี่รายอื่นไม่เห็นหรือไม่สามารถมองเห็นคุณได้
คุณอาจใช้แตรเตือนให้ผู้อื่นทราบเมื่อขับบนทางโค้งหรือทางแคบคดเคี้ยว ซึ่งคนเดินถนนและผู้ขับขี่คนอื่นๆ อาจไม่เห็นรถของคุณที่กำลังขับมา แต่การเตือนให้ผู้อื่นทราบแบบนี้ก็ไม่ได้หมายความว่าให้คุณลดความรับผิดชอบในการขับขี่ให้ปลอดภัยลง แต่คุณจะต้องขับขี่ด้วยความระมัดระวังเสมอ แต่
-อย่าใช้แตรเพื่อเป็นการด่าว่าผู้ขับขี่รายอื่น
-อย่าใช้แตรไล่ผู้อื่น
-อย่าใช้แตรในเขตห้ามใช้เสียงหรือชุมชนในยามค่ำคืน
-อย่าใช้แตรในขณะจอดอยู่กับที่ เว้นแต่เมื่อรถที่วิ่งอยู่กำลังจะทำให้เกิดอันตราย
การกะพริบไฟหน้า
การใช้ไฟสูงต่ำของไฟหน้าเพื่อให้เกิดการกะพริบ สามารถช่วยเตือนผู้ขับขี่รายอื่นได้เช่นเดียวกับการใช้แตร คุณอาจกะพริบไฟหน้า เพื่อเตือนให้ผู้อื่นทราบ โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าคุณคิดว่าผู้อื่นอาจไม่ได้ยินเสียงแตร
อย่ากะพริบไฟหน้าเพื่อวัตถุประสงค์สำหรับ
-เพื่อสั่งสอนผู้ขับขี่รายอื่น
-การด่าว่าผู้ขับขี่รายอื่น
-คุกคามรถคันหน้า
เมื่อคุณเห็นผู้ขับขี่รายอื่นกะพริบไฟหน้า สัญญาณนั้นอาจไม่ได้มีเป้าหมายอยู่ที่ตัวคุณ หรือไม่ได้มีความหมายตามที่คุณคิดก็ได้ ดังนั้นต้องแน่ใจว่าคุณทราบจุดประสงค์ของเขาก่อนจึงจะดำเนินการต่อไปได้ เพราะอาจมีวัตถุประสงค์ สำหรับรถยนต์คันอื่นหรืออาจกะพริบโดยบังเอิญก็ได้
การใช้เกียร์
คุณต้องทราบว่าเมื่อใด จึงควรจะเปลี่ยนเกียร์ การรู้ว่าเมื่อใดนั้นเป็นสิ่งสำคัญที่สุดเช่นเดียวกับการรู้ว่าอย่างไร เพราะการขับขี่ที่ปลอดภัย ต้องใช้เกียร์ที่ถูกต้องเหมาะสมกับสภาพของถนนและการจราจร
สิ่งที่สำคัญอีกประการ ก็คือทราบถึงสมรรถนะของรถยนต์ในแต่ละเกียร์ การขึ้นทางชัน การลงทางลาด และการเลี้ยวโค้ง ฯลฯ
สำหรับรถที่ใช้เครื่องยนต์ขนาดใหญ่หรือกำลังมาก อาจไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนเกียร์บ่อยนัก
สำหรับรถที่ใช้เครื่องยนต์ขนาดเล็กหรือกำลังน้อย อาจต้องเปลี่ยนเกียร์บ่อยขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การขับขี่แถบภูเขาหรือมีภาระบรรทุกเพิ่มขึ้น เช่นมีผู้โดยสารไปด้วย
การเปลี่ยนเกียร์ต้องคาดการณ์และประเมินสภาพไว้ล่วงหน้าแต่เนิ่นๆ ว่าจะใช้เกียร์ใดจึงจะถูกต้องกับสถานการณ์นั้นๆ ตัวอย่างเช่น
-คุณต้องพิจารณา เปลี่ยนลงเกียร์ต่ำสำหรับการแซงเพื่อให้ได้อัตรา ความเร็วเพิ่มขึ้นให้แซงได้อย่างปลอดภัย อย่าเปลี่ยนเกียร์ในขณะกำลังแซง ควรกระทำก่อนเริ่มแซง เพราะมือทั้งสองข้างต้องอยู่บนพวงมาลัยขณะแซง
-คุณต้องเปลี่ยนใช้เกียร์ต่ำเมื่อจะเข้าสู่ทางชัน
-ในกรณีขับลงทางลาดชัน เกียร์ต่ำจะให้แรงจากเครื่องยนต์ช่วยในการเบรกด้วย และสามารถควบคุมรถได้ดีกว่าอีกด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในขณะเลี้ยวโค้ง
กฎทั่วไปที่ควรจำ ได้แก่
-เปลี่ยนลงเกียร์ต่ำ เพื่อให้เร่งเครื่องยนต์ได้รวดเร็วมากขึ้น
-เปลี่ยนลงเกียร์ต่ำ เมื่อความเร็วลดลง
การเปลี่ยนเกียร์อย่างราบเรียบ
เป็นสิ่งสำคัญสำหรับการขับรถที่ดี อย่ารีบร้อน คิดวางแผนล่วงหน้า โดยประเมินสถานการณ์และทำให้ได้ตามนั้น
ประสิทธิภาพของเกียร์ และระบบเบรกในปัจจุบัน ทำให้การเปลี่ยนลงเกียร์ต่ำไม่จำเป็นต้องไล่ตามลำดับ ตามกฎทั่วไปจะเป็นการดี และปลอดภัยที่จะเบรกก่อนแล้วจึงเปลี่ยนเป็นเกียร์ที่เหมาะกับความเร็วที่ลดลง อาจจำเป็นต้องยํ้าเบรกเบาๆ ขณะเปลี่ยนลงเกียร์ต่ำ
การไม่ต้องไล่ลงเกียร์ต่ำตามลำดับนอกจากจะช่วยให้คุณมีเวลามากขึ้น ในการมองถนนข้างหน้าแล้วยังช่วยให้คุณใช้มือทั้งสองข้างในการจับพวงมาลัยได้นานขึ้น คุณจะทำการข้ามเกียร์เช่นนี้ได้มากน้อยเพียงใดขึ้นอยู่กับเครื่องยนต์ และระบบเกียร์ในรถของคุณ ตัวอย่างทั่วๆ ไปก็คือจาก เกียร์ห้ามาเกียร์สามและจากเกียร์สี่มาเกียร์สอง หรือเกียร์สามมาเกียร์หนึ่ง
การเร่งเครื่องยนต์ในเกียร์ต่ำ
อย่าเร่งเครื่องยนต์ในเกียร์ต่ำอย่างแรงหรือนานเกินไป เพราะมีผลเสียดังนี้
-สิ้นเปลืองนํ้ามันเชื้อเพลิง
-อาจทำให้เครื่องยนต์เสียหายได้
อาจทำให้ล้อรถยนต์หมุนฟรีและเสียการทรงตัว
การปล่อยให้รถยนต์เคลื่อนที่ไปได้เองด้วยความเฉื่อยของมัน
การเคลื่อนที่ไปได้เอง ด้วยแรงเฉื่อยของรถยนต์ หมายถึงรถยนต์วิ่งไปได้โดยไม่ต้องใช้กำลังขับเคลื่อนจากเครื่องยนต์ จะเกิดขึ้นในกรณีที่คุณเหยียบคลัตช์ หรือปลดเกียร์ออกในตำแหน่งเกียร์ว่าง การทำลักษณะเช่นนี้ไม่ถูกต้อง เพราะว่า
-จะทำให้ผู้ขับขี่ควบคุมรถยนต์ได้น้อยลง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการควบคุมพวงมาลัยและการเบรก

-อาจเข้าเกียร์ได้ยาก ถ้ามีบางสิ่งไม่คาดคิดเกิดขึ้น
-จะทำให้อัตราเร็วของรถยนต์เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เมื่อเคลื่อนที่ลงทางลาด ซึ่งทำให้ต้องใช้เบรกหนักขึ้น และไม่มีแรงเบรกช่วยจากเครื่องยนต์
ทุกครั้งที่คุณเปลี่ยนเกียร์ คุณต้องเหยียบคลัตช์ ดังนั้น ลักษณะการเคลื่อนที่ด้วยความเฉื่อยจะเกิดขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่ควรพยายามทำให้มีน้อยที่สุด
ในขณะที่คุณกำลังขับขี่อยู่นั้น คุณอาจยกคันเร่งขึ้นเล็กน้อยหรือถอนคันเร่ง โดยที่ยังคงเข้าเกียร์อยู่ เครื่องยนต์อาจไม่ได้ขับเคลื่อนรถยนต์ในขณะนั้น แต่ต่างกันตรงที่รถยนต์กับเครื่องยนต์ยังคงต่อถึงกันอยู่เพราะว่าไม่ได้เหยียบคลัตช์หรือไม่ได้ใช้เกียร์ว่าง ลักษณะเช่นนี้คุณยังคงสามารถใช้เครื่องยนต์ช่วยในการเบรก หรือการเร่งได้อย่างฉับพลันตามความ ต้องการ
การทรมานคลัตช์
มีนักขับขี่หลายคนชอบเหยียบคลัตช์อยู่จนเป็นนิสัย บางคนวางเท้าบนแป้นคลัตช์ตลอดเวลาและเหยียบคลัตช์ทุกครั้งที่เหยียบเบรก การขับขี่ที่เกียร์สูงๆ นั้นไม่จำเป็นต้องเหยียบคลัตช์ และไม่ควรวางเท้าไว้บนแป้นคลัตช์ในขณะขับขี่ เพราะนอกจากจะเป็นนิสัย การขับขี่ที่ไม่ดีแล้วยังทำ ให้คลัตช์มีอายุใช้งานสั้นอย่างรวดเร็วอีกด้วย
การใช้เบรก
เบรกเท้า
การใช้เบรกอย่างปลอดภัยและสามารถควบคุมได้ เป็นสิ่งที่สำคัญมากต่อการขับขี่ที่ดี พยายามทำให้หยุดรถได้อย่างค่อยเป็นค่อยไปและราบเรียบ
คลัตช์
อย่าปล่อยให้รถเคลื่อนไปเองโดยเหยียบคลัตช์ไว้
ถ้าคุณคาดการณ์ล่วงหน้าได้อย่างเหมาะสม คุณอาจไม่จำเป็นต้องใช้การเบรกอย่างรุนแรง คุณสามารถใช้เวลาเบรกอย่างเหมาะสม การเบรกอย่างรุนแรงแสดงให้เห็นว่าคุณไม่มีความสามารถในการคาดการณ์ ล่วงหน้าได้ดีพอ และยังทำให้สิ้นเปลืองนํ้ามันเชื้อเพลิงอีกด้วย
การเบรกและการควบคุมพวงมาลัย
การเบรกทำให้ศูนย์ถ่วงนํ้าหนักของรถยนต์ถ่ายไปข้างหน้า ยางล้อหน้าจะเกาะถนนมากกว่าล้อหลัง ซึ่งสังเกตได้จากการหมุนพวงมาลัยจะหนักมากขึ้นเนื่องจากนํ้าหนักกดที่ล้อหน้าเพิ่มขึ้น ควรหลีกเลี่ยงการเบรกอย่างรุนแรง เว้นแต่กรณีขับในทางตรง
ควรจำไว้ว่า
-ยิ่งเบรกรุนแรง น้ำหนักจะยิ่งถ่ายเทไปที่ล้อหน้ามากขึ้นและจะยิ่งยากต่อการหมุนพวงมาลัย
-ถ้าขับขี่ด้วยอัตราเร็วยิ่งสูง ระยะทางเบรกจะยิ่งยาวไกลมากขึ้นก่อนที่รถยนต์จะหยุด
-ต้องตระหนักถึงความปลอดภัยและจิตใจของทุกคนที่เกี่ยวข้องรวมทั้งผู้โดยสารของท่าน
-การเบรกรุนแรงจะทำให้ผ้าเบรก ยาง และระบบกันกระเทือนสึกหรอ และเสียหายได้อย่างรวดเร็ว
-การเบรกรุนแรงมีผลเสียต่อรถยนต์คันที่ขับตามมาเพราะอาจเกิดอุบัติเหตุได้ถ้าระบบเบรกของเขาไม่ดีเท่าของคุณ
หลีกเลี่ยงการเบรกบนทางโค้ง
การเบรกในขณะเลี้ยวโค้งจะมีผลเลียรุนแรงตามมาได้ นํ้าหนักและแรงเฉื่อยของรถยนต์จะเหวี่ยงไปด้านข้างพอๆ กับที่ไปทางด้านหน้า
การใช้เบรก
คิดวางแผนล่วงหน้าและเบรกในเวลาที่เหมาะสม
ยางล้อหน้าข้างที่อยู่ด้านนอกของโค้งจะรับนํ้าหนักมากเกินไป และให้การยึดเกาะมากกว่าล้ออื่นๆ การยึดเกาะมากกว่านี้เสมือนกับการทอดสมอเรือบนล้อข้างนี้รถยนต์อาจถูกเหวี่ยงจนลื่นไถลอย่างรุนแรงได้ คุณต้องประเมินสภาพผิวถนนและสังเกตการเปลี่ยนแปลงที่จะมีมา ถ้าทำได้ให้เบรกเฉพาะช่วงที่รถวิ่งเป็นแนวตรง
การคิดวางแผนล่วงหน้า
คุณควรคิดเลยไปข้างหน้าเพื่อเลี่ยงการเบรกอย่างรุนแรงที่ไม่สามารถควบคุมได้ ไม่ควรใช้ความเร็วมากเกินไปหรือตามชิดกับรถยนต์คันหน้ามากเกินไป ควรเว้นช่องว่างให้เบรกหยุดได้ตามปกติ การเบรก ของท่านอาจมีผลกระทบต่อรถคันอื่นๆ ด้วยก็ได้ควรใช้กระจกมองหลังด้วยก่อนการเบรก
คุณควรพิจารณาสิ่งต่อไปนี้
-อัตราเร็วของปฏิกิริยาของตัวคุณ
-สภาพของรถยนต์ เช่น เบรก พวงมาลัย และกันกระเทือน
-ชนิด สภาพ และความดันลมของยางรถยนต์
-ขนาดและนํ้าหนักของรถยนต์และภาระที่บรรทุก
-ความลาดชันของถนน
-ถนนนูนเป็นหลังเต่า หรือเป็นทางโค้ง
-สภาพภูมิอากาศและการมองเห็น
-สภาพผิวถนนขรุขระ เรียบ เปียกนํ้า มีโคลน มีเศษใบไม้ ฯลฯ
กฎห้าประการสำหรับการเบรกที่ดี
1. คาดการณ์ล่วงหน้า คิดและมองไปข้างหน้าให้ไกล
2. รู้ขีดจำกัดของตัวคุณเองและของรถยนต์
3. สังเกตสภาพถนน และผิวถนน
4. ให้มีเวลาและระยะห่างอย่างเพียงพอสำหรับการเบรกตามปกติ
5. หลีกเลี่ยงการเสี่ยง ที่จะให้เกิดการลื่นไถลดีกว่าที่จะพยายามควบคุมมัน
เบรกมือ
ทุกครั้งที่จอดรถยนต์ ควรใช้เบรกมือและโยกคันเกียร์ไปที่ตำแหน่งเกียร์ว่าง เช่นในกรณีที่จอดรถยนต์ในขณะติดไฟแดง นอกเสียจากการหยุดนั้นใช้เวลาสั้นมากๆ
การใช้เบรกเท้าอาจไม่ปลอดภัย เพราะเท้าอาจลื่นไถลหลุดจากแป้นเบรกได้ง่ายโดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อรองเท้าเปียก หรือเมื่อถูกรถยนต์คันหลังชนท้าย รถของคุณอาจพุ่งเข้ากระทบกับรถยนต์คันหน้า หรือคนข้ามถนนก็ได้
ควรทิ้งระยะห่างที่ปลอด¬ภัยพอระหว่างรถยนต์ของคุณกับรถยนต์ข้างหน้า ในขณะที่เรียงต่อกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อหยุดบนทางชัน ควรมองกระจกมองหลังอยู่เสมอ
เบรกมือ
ใช้เบรกมือเมื่อหยุดบนทางลาดชันเพื่อไม่ให้รถไหลถอยหลัง
เบรกมือยิ่งมีความสำคัญมากในกรณีรถยนต์ที่ใช้เกียร์อัตโนมัติ ทั้งนี้เพื่อหลีกเลี่ยง
-การคืบของรถยนต์
-ไม่ให้รถยนต์พุ่งกระตุกไปข้างหน้าเมื่อเหยียบแป้นคันเร่งโดยบังเอิญในขณะที่คันเกียร์อยู่ที่ตำแหน่ง D
การขับขี่ตรงไปข้างหน้า
ศึกษาถนนข้างหน้าว่า อาจมีอะไรเกิดขึ้นได้บ้าง จำเป็นต้องระมัดระวังและตื่นตัวอยู่เสมอ ประเมินการขับขี่ของรถยนต์คันอื่นๆ รวมถึงคนข้ามถนน พยายามศึกษาให้มากที่สุดในการมองข้างหน้า ข้างหลังและ ด้านข้างทั้งสอง สายตาของคุณต้องสอดส่ายอยู่เสมอ เพื่อให้คุณสามารถสังเกตเห็นในระยะไกล ระยะกลาง ระยะใกล้ ชำเลืองมองกระจกข้างและกระจกหลังอยู่เสมอเพื่อให้รู้สถานการณ์ของพื้นที่ที่ผ่านมาแล้ว ตลอดเวลา
การสังเกต
ถ้าคุณเป็นนักขับขี่มือใหม่ มักจะให้ความสนใจต่อการควบคุมรถยนต์มากกว่าปกติ ควรฝึกการอ่านสถานการณ์บนถนนโดยที่คุณอาจไม่ต้องขับขี่เองก็ได้ เช่น ขณะนั่งเป็นผู้โดยสารในรถยนต์ แล้วทดลอง ตัดสินใจดูว่าถ้าเป็นตัวเองจะทำอย่างไร
ควรให้ความสนใจในสิ่งต่อไปนี้
-รถยนต์คันอื่นๆ และคนข้ามถนน
-สัญญาณจราจรที่ผู้ขับขี่รายอื่นแสดงให้ทราบ
-เครื่องหมายจราจร และสัญญาณจราจรบนถนน
-ชนิดและสภาพของผิวถนน
-การขับเคลื่อนของรถยนต์คันอื่นๆ ทั้งที่อยู่ห่างหลายช่วงรถและคันที่อยู่ข้างหน้ารถยนต์ของคุณ
-ถนนซอยแยกหรือเนินเขาข้างหน้าจะสังเกตได้จากแนวอาคาร
-สัญญาณของรถยนต์โดยสารที่กำลังจะออกจากป้ายจอด
การจราจร1
คิดวางแผนล่วงหน้า ดูว่าจะมีอะไรเกิดขึ้นบ้าง
ข้อสังเกตต่างๆ
คุณจะต้องมองหาสิ่งช่วยเสริมเพื่อการตัดสินใจ ซึ่งจะช่วยให้คุณปฏิบัติได้อย่างปลอดภัยและทันเหตุการณ์ การขับขี่ในตัวเมือง คุณจะต้องให้ความสนใจต่อกิริยาและปฏิกิริยาของผู้ขับขี่รายอื่นโดยอย่ามองเหม่อ สิ่งต่างๆ ที่อยู่ข้างถนน บางครั้งคุณอาจใช้กระจกของอาคารช่วยเสริมในการมองก็ได้ เช่น การเข้าจอดข้างถนนคุณสามารถใช้ภาพสะท้อนในกระจกของอาคารช่วยในการกะระยะก็ได้
คนเดินข้ามถนนอาจก้าวลงมาบนถนนเร็วกว่าที่คุณคาดไว้ เมื่อขับขี่ใกล้บริเวณรถยนต์ที่จอดอยู่ จะต้องระมัดระวังมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้ามีคนนั่งอยู่ในที่คนขับของรถที่จอดนั้น
ระวังผู้ขับขี่บางคนอาจ ออกจากข้างทางหลังจากส่งหรือรับผู้โดยสารโดยไม่ได้ให้สัญญาณจราจร หรือมองกระจกหลังก่อน
ถ้าคุณขับตามรถยนต์โดยสารต้องระมัดระวังเป็นพิเศษเมื่อใกล้ป้ายจอด เพราะรถยนต์โดยสารจะต้องจอดส่งและรับผู้โดยสาร
ข้อควรจำ
พยายามคาดเดาปฏิกิริยาของผู้ใช้ถนนคนอื่นๆ
การสังเกตไม่ใช่การมองเห็นเพียงอย่างเดียว
คุณจะมองเห็นได้มากเท่าใดก็ขึ้นอยู่กับสายตาของคุณ ซึ่งจะเปลี่ยนแปลง โดยคุณไม่รู้ตัว ดังนั้นต้องไปตรวจวัดสายตาอย่างสมํ่าเสมอ
หูของคุณก็มีส่วนช่วยในการรับรู้เหตุการณ์รอบตัว เสียงไซเรนและไฟกะพริบสีฟ้าของรถที่ใช้ในกรณีฉุกเฉินจะเตือนให้ทราบการเปลี่ยนแปลงของสภาพการจราจร
การจราจร2
ภาพการฟังเสียงก็ช่วยในการสังเกตได้มาก
บริเวณชุมชนคุณต้องระมัดระวัง โดยเฉพาะอย่างยิ่งบริเวณหน้าโรงเรียน เพราะมักจะมีนักเรียนข้ามถนนอยู่เสมอ และมีรถยนต์จอดรับส่งนักเรียน
ทางม้าลาย
คนเดินถนนมีสิทธิ์ในการใช้ทางม้าลายสำหรับข้ามถนนแต่ความปลอดภัยขึ้นอยู่กับการที่ผู้ขับขี่ต้องเข้มงวดต่อกฎหมายและขับขี่อย่างถูกต้อง คุณจะต้องหยุดให้คนข้ามถนนไปก่อน ความมีน้ำใจของคุณจะช่วยลดอุบัติเหตุลงได้อย่างแน่นอน ทางม้าลายสำหรับคนข้ามถนนบางแห่งมีไฟกะพริบเตือนผู้ขับขี่ให้ทราบและระมัดระวัง อย่าแซงรถเมื่อเข้าใกล้ทางคนข้าม รักษาอัตราเร็วให้เหมาะสมและพร้อมที่จะหยุดได้อย่างปลอดภัยต้องไม่จอดรถยนต์ขวางทางม้าลาย นอกจากทางม้าลายแล้วคุณอาจพบว่ามีช่องห้ามจอด ซึ่งตีเส้นสีเหลืองเป็นตารางไขว้ไปมา ห้าม จอดทับบริเวณสีเหลืองนี้ เพราะจะขวางทางรถยนต์คันอื่นที่ผ่านเข้าออก
สิ่งที่ควรจำ
ทุกครั้งที่มีคนข้ามถนน
-ให้เวลาตัวเองอย่างเพียงพอที่จะหยุดรถยนต์ ถ้าถนนเปียกและลื่น
-คนข้ามถนนบางคน อาจไม่ได้ยินเสียงรถยนต์ของคุณที่กำลังเข้ามาใกล้ ดังนั้นจึงควรระวัง
-ให้เวลาแก่คนข้ามถนนอย่างเพียงพอ โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนแก่ เด็ก หรือคนพิการ
-อย่าให้สัญญาณเพื่อให้คนข้ามถนน เพราะผู้ขับขี่รายอื่นอาจไม่ทราบ และเกิดอุบัติเหตุได้
-ระวังคนวิ่งข้ามถนนตัดหน้ารถอย่างกะทันหัน
-รักษากฎจราจรอย่างเคร่งครัด เพราะทุกคนทราบว่าจะต้องทำอย่างไรบ้าง
ที่มา:ธีรยุทธ  สุวรรณประทีป

บทความอื่น ๆ ที่น่าสนใจ:

Share this :

  • Stumble upon
  • twitter

Comments are closed.