ขั้นตอนในงานบริการวาล์วที่สมบูรณ์

Posted on : 14-11-2012 | By : Author | In : การทำงานของเครื่องยนต์

ขั้นตอนในงานบริการวาล์วที่สมบูรณ์ จะมีขั้นตอนดังต่อไปนี้

1. ถ่ายนํ้าหล่อเย็นออก ถอดท่อนํ้าอันบนออกจากเครื่องยนต์

2. ถอดกรองอากาศ ถอดก้านต่อของวาล์วปีกผีเสื้อ ท่อนํ้ามัน ท่อสุญญากาศ และท่ออากาศออกจากคาร์บูเรเตอร์หรือระบบนํ้ามันเชื้อเพลิง

3. ถอดท่อหรือย้ายท่อไปด้านข้างเพื่อให้มีเนื้อที่ว่างบริเวณฝาสูบ

4. ถอดสายหัวเทียนทั้งหมดและสายเซนเซอร์อุณหภูมิ

5. ถอดท่อ PCV ในระบบฉีดอากาศ ถอดท่ออากาศที่วาล์วทางเดียว แล้วถอดชุดท่อป้อนอากาศ

6. ในเครื่องยนต์กระบอกสูบเรียง มันไม่จำเป็นที่จะต้องถอดท่อร่วม แต่ในเครื่องยนต์ กระบอกสูบวี จะต้องถอดคาร์บูเรเตอร์หรือช่วงวาล์วปีกผีเสื้อและท่อร่วมไอดีออก

7. ถอดฝาครอบวาล์ว

8. สำหรับเครื่องยนต์แบบกระเดื่องวาล์วดีดตั้งบนสตัดนั้น ในขณะนี้สามารถถอดกระเดื่องวาล์วและก้านกระทุ้งออกได้ ถ้าจะปล่อยไว้ที่นั้น จะต้องคลายแป้นเกลียวออกจนสามารถเลื่อนกระเดื่องวาล์วไปด้านข้างได้และถอดก้านกระทุ้งออก ควรวางก้านกระทุ้งไว้ในชั้นโดยเรียงตามลำดับ เพื่อจะได้ใส่กลับเข้าที่เดิมได้โดยไม่ผิดพลาด ควรตรวจสอบสภาพของก้านกระทุ้ง และลูกกระทุ้ง

9. สำหรับเครื่องยนต์โอเวอร์เฮดแคมชาฟต์ ถ้าจะตรวจสอบลูกกระทุ้งและกระเดื่องวาล์ว จะต้องถอดเพลาลูกเบี้ยวออก (ถ้าใช้กระเดื่องวาล์ว)

10. สำหรับเครื่องยนต์แบบกระเดื่องวาล์วติดตั้งบนเพลา ถอดชุดเพลาออก แล้วถอดก้านกระทุ้งโดยเรียงตามลำดับ

11. ถอดสลักเกลียวยึดฝาสูบ ถอดฝาสูบออกจากเครื่องยนต์

12. ถอดวาล์วและสปริงออกจากฝาสูบ (ผู้ผลิตบางรายแนะนำให้ถอดตามลำดับและใส่กลับตามตำแหน่งเดิม)

ข้อควรระวัง ถ้าปลายก้านวาล์วบานออก จะไม่สามารถดึงวาล์วออกได้ด้วยมือเปล่า จะต้องแต่งส่วนบานนั้นออกเสียก่อน มิฉะนั้นแล้วถ้าใช้ตอกออกอาจทำให้ปลอกนำวาล์วเสียหายได้

13. ตรวจสอบการสึกหรอของปลอกนำวาล์ว ถ้ายังมีสภาพดีก็ให้ทำความสะอาด ถ้าปลอกนำวาล์วสึกหรอมาก ให้เปลี่ยนปลอกนำวาล์วใหม่ถ้าเป็นปลอกนำวาล์วที่สามารถเปลี่ยนได้ หรืออาจทำลายบนปลอกนำวาล์วอันเก่าแล้วคว้านใหม่เพื่อให้ได้ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางเท่ากับขนาดเดิม ผู้ผลิตบางรายมีวาล์วขนาดโอเวอร์ไซช์ ซึ่งสามารถติดตั้งเข้ากับปลอกนำวาล์วอันเดิม ที่ผ่านการคว้านจนมีขนาดโตขึ้นกว่าเดิม

14. ตรวจสอบวาล์วและบ่าวาล์ว ทำความสะอาดหัววาล์วและก้านวาล์วด้วยล้อลวดขัด ปรับแต่งบ่าวาล์วและหน้าวาล์วใหม่ตามความจำเป็น ตรวจสอบบ่าวาล์ว ปรับแต่งปลายก้านวาล์ว ถ้าจำเป็น

ถ้าท่านติดตั้งวาล์วใหม่ซึ่งเป็นแบบเคลือบ ไม่ต้องปรับแต่งหน้าวาล์ว เพราะจะทำให้โลหะที่เคลือบหลุดออกและทำให้วาล์วและบ่าวาล์วมีอายุการใช้งานสั้นลง

15. ตรวจสอบกระเดื่องวาล์วเกี่ยวกับการสึกหรอ ให้บริการหรือเปลี่ยนใหม่ตามความจำเป็น

16. ตรวจสอบสปริงวาล์ว เปลี่ยนใหม่ถ้ามีสภาพไม่ดี

17. ติดตั้งวาล์วและสปริงบนฝาสูบ

18. ติดตั้งฝาสูบ ก้านกระทุ้ง กระเดื่องวาล์ว เพลาลูกเบี้ยว (ถ้าเป็นเครื่องยนต์โอเวอร์เฮดแคมชาฟต์) ฝาครอบวาล์ว และชิ้นส่วนอื่นๆ

19. ตรวจสอบและปรับระยะห่างวาล์วตามความจำเป็น

การถอด การทำความสะอาด และการติดฅั้งฝาสูบ

เครื่องยนต์บางเครื่อง จะต้องถอดท่อร่วมออกก่อนจึงจะสามารถถอดฝาสูบออกได้ บางเครื่องไม่ต้องถอดท่อร่วม

1. การถอดฝาสูบ ปฎิบัติตามคำแนะนำทั่วไปซึ่งได้กล่าวมาแล้ว เพื่อถอดฝาสูบออก เริ่มด้วยการคลายสลักเกลียวยึดฝาสูบทุกตัวให้หลวมเล็กน้อยเพื่อผ่อนคลายความเค้นบนฝาสูบ แล้วถอดสลักเกลียวทุกตัวออก ถ้าฝาสูบติดแน่นให้งัดออกอย่างระมัดระวัง อย่าสอดปลายเหล็กงัดเข้าไปสึกมากเกินไปเพราะจะทำให้ผิวหน้าประกบระหว่างฝาสูบและเสื้อสูบเป็นรอยได้ และก่อให้เกิดการรั่วไหลขึ้น ยกฝาสูบออกและวางบนขาตั้งฝาสูบ ดังแสดงในรูปที่ 23.16

ข้อควรระวัง อย่าถอดฝาสูบออกในขณะที่เครื่องยนต์ร้อน ควรรอจนกระทั่งเครื่องยนต์เย็นก่อน มิฉะนั้นแล้วฝาสูบอาจบิดตัวจนเสียรูปและใช้งานไม่ได้ต่อไป

2. การทำความสะอาดฝาสูบ เมื่อถอดวาล์วและชิ้นส่วนต่าง ๆ ออกจากฝาสูบแล้ว จะต้องทำความสะอาดและตรวจสอบสภาพ ทำความสะอาดคาร์บอนออกจากห้องเผาไหม้และช่องวาล์ว โดยใช้แปรงลวดซึ่งหมุนด้วยสว่านไฟฟ้า ดังแสดงในรูปที่ 23.17 อย่าให้แปรงลวดสัมผัสกับบ่าวาล์ว เพราะจะทำให้เป็นรอยขีดข่วนได้ ใช้ลมเป่าเศษผงทั้งหมดออกไป

ช่างบางคนแนะนำให้ใส่วาล์วไว้ชั่วคราวในขณะขัดด้วยแปรงลวด เพื่อป้องกันบ่าวาล์ว และในเวลาเดียวกันก็ทำความสะอาดหัววาล์วด้วย

ข้อควรระวัง ในขณะปฎิบัติงานควรสวมแว่นตาป้องกันอันตราย ทำความสะอาดผิวหน้าประกบด้วยเหล็กหน้าแบนหรือนํ้ายาล้าง

ปะเก็น อย่าทำผิวหน้า ประกบเป็นรอย ปะเก็นเก่าและนํ้ายาซีลจะต้องนำออกให้หมด

ทำความสะอาดสิ่งสกปรกและคราบนํ้ามันออกจากฝาสูบ แล้วแช่ลงในถังร้อนเพื่อทำความสะอาดโพรงนํ้าและช่องนํ้าผ่าน ใช้สารละลายตามคำแนะนำของผู้ผลิตทำความสะอาดโพรงนํ้า

3. การตรวจสอบฝาสูบ ตรวจสอบฝาสูบเกี่ยวกับร่องรอยของการรั่วไหลหรือรอยร้าว ถ้าสงสัยว่าจะมีรอยร้าวให้ตรวจด้วยเครื่องตรวจสอบรอยร้าว (ดูรูปที่ 23.18) การรั่วไหลของนํ้าหล่อเย็นหรือการขาดของปะเก็นอาจเนื่องมาจากฝาสูบบิดเบี้ยวหรือติดตั้งปะเก็นไม่เหมาะสม

รอยร้าวที่ฝาสูบมักเกิดที่บริเวณระหว่างบ่าวาล์ว (ดูรูปที่ 23.18) การซ่อมรอยร้าวในบางครั้งอาจทำได้ด้วยการเชื่อมเย็น (cold welding) สิ่งนี้มักเป็นหน้าที่ของช่างเครื่องยนต์ เริ่มด้วยการเจาะรูเล็ก ๆ และตาปเกลียวที่ปลายข้างหนึ่งของรอยร้าว ขันแท่งโลหะที่มีเกลียวเข้าไปใน เกลียวที่ตาปนั้นและตัดแท่งโลหะนั้นออก ต่อไปทำรูที่สองซึ่งเหลื่อมกับรูแรกพร้อมกับตาปเกลียวเช่นกัน ขันแท่งโลหะที่มีเกลียวเข้าไปในรูนั้นและตัดแท่งโลหะออก ทำซํ้าเช่นเดิมจนกระทั่งรอยร้าวปิดสนิท รวมถึงที่ปลายทั้งสองของรอยร้าวด้วย ให้ใช้อินเสิร์ตบ่าวาล์วถ้ารอยร้าวเข้าไปถึงบ่าวาล์ว

ทำความสะอาดและตรวจสอบปลอกนำวาล์ว สังเกตสภาพของบ่าวาล์วและสตัดกระเดื่อง วาล์ว (ถ้าใช้) การบริการปลอกนำวาล์ว สตัด และบ่าวาล์วจะกล่าวในภายหลัง

จะต้องตรวจสอบความแบนเรียบของผิวหน้าประกบเพราะฝาสูบอาจมีการบิดเบี้ยวได้ (ดูรูปที่ 23.19) การบิดตัวอาจเนื่องมาจากความร้อนและความเย็นของเครื่องยนต์ ความแบนเรียบ ของฝาสูบบริเวณผิวหน้าประกบ สามารถตรวจสอบได้ด้วยบรรทัดขอบตรงและชุดฟีลเลอร์เกจ ตรวจสอบหลาย ๆ จุด ทั้งตามยาว ตามขวาง และแนวทแยงมุม

ชนิดเครื่องยนต์

ตามยาว

ตามขวาง

เครื่องยนต์ 4 สูบและ V – 8 0.004 นิ้ว (0.10 mm) 0.0015 นิ้ว (0.04 mm)

ต่อกระบอกสูบ (เครื่องยนต์ทุกชนิด)

เครื่องยนต์ V – 6 0.003 นิ้ว (0.08 mm)
เครื่องยนต์กระบอกสูบเรียง 6 สูบ 0.006 นิ้ว (0.15 mm)

รูปที่ 23.20 ความบิดเบี้ยวสูงสุดที่ยอมให้ใช้ได้ในเครื่องยนต์แบบก้านกระทุ้ง

รูปที่ 23.20 แสดงค่าบิดเบี้ยวสูงสุดที่ยอมให้ได้สำหรับฝาสูบของเครื่องยนต์แบบก้านกระทุ้ง ถ้าค่าบิดเบี้ยวเกินกว่านี้ จะต้องนำฝาสูบไปปรับแต่งผิวหน้าประกบใหม่ แต่สำหรับเครื่องยนต์ โอเวอร์เฮดแคมชาฟต์นั้นมักจะต้องเปลี่ยนฝาสูบใหม่เมื่อเกิดการบิดเบี้ยว เพราะการปรับแต่งผิวหน้าประกบใหม่ ไม่ได้ช่วยให้ศูนย์ของรูแบริ่งเพลาลูกเบี้ยวกลับคืนสภาพเดิม

ตรวจสอบรอยตำหนิบนผิวหน้าประกบของฝาสูบ และอาจใช้ตะไบละเอียดช่วยปรับแต่งได้ ดังแสดงในรูปที่ 23.21

ในกรณีของเครื่องยนต์กระบอกสูบวี ถ้าปรับแต่งฝาสูบข้างใดข้างหนึ่ง จะต้องปรับแต่งฝาสูบข้างที่เหลือด้วยและปริมาณการปรับแต่งจะต้องเท่ากัน มิฉะนั้นอัตราส่วนการอัดจะไม่สมดุลกันและท่อร่วมจะเสียศูนย์ด้วย การปาดเนื้อโลหะของผิวหน้าส่วนล่างของฝาสูบออกไปบางส่วน จะทำให้เกิดการเยื้องศูนย์กันขึ้นระหว่างท่อร่วมกับฝาสูบ ดังแสดงในรูปที่ 23.22 ดังนั้นเพื่อชดเชยสิ่งนี้ จะต้องปาดโลหะบางส่วนออกจากท่อร่วมด้วยเพื่อรักษาศูนย์ให้คงเดิม

4. การติดตั้งฝาสูบ ติดตั้งชิ้นส่วนต่าง ๆ เข้าที่บนฝาสูบ แล้วติดตั้งฝาสูบเข้าที่เดิม โดยใช้ปะเก็นใหม่ ตามขั้นตอนดังต่อไปนี้

เริ่มด้วยการตรวจสอบเสื้อสูบหรือวัสดุปะเก็นที่ติดค้างบนผิวหน้าประกบ จะต้องนำปะเก็นออกให้หมด ผิวหน้าประกบต้องสะอาด แบนราบ และมีสภาพดี (ดูรูปที่ 23.23) รูสลักเกลียวต้องสะอาด มิฉะนั้นแล้ว หัวสลักเกลียวอาจรองรับด้วยสิ่งสกปรก ทำให้การซีลระหว่างฝาสูบกับเสื้อสูบมีปัญหา สตัดของเสื้อสูบ (ถ้ามี) จะต้องมีสภาพดี บริเวณเกลียวต้องได้รับการทำความสะอาดซึ่งอาจใช้แปรงลวดก็ได้

การจับถือปะเก็นฝาสูบต้องกระทำด้วยความระมัดระวัง ถ้าปะเก็นเคลือบด้วยแล็กเกอร์ อย่าทำหัก ถ้าเสื้อสูบมีสตัด ให้ใส่ปะเก็นเข้าที่และต้องใส่ให้ถูกด้าน บางชนิดจะมีเครื่องหมาย แสดงให้ทราบว่าใส่ข้างไหนขึ้นข้างบน ใช้ปะเก็นเหลวถ้าผู้ผลิตกำหนดให้ใช้

ถ้าเสื้อสูบไม่มีสตัด ใช้สลักนำร่องใส่เข้าไปในรูสลักเกลียวเพื่อให้แน่ใจว่าปะเก็นได้แนวถูกต้อง จากนั้นใส่ฝาสูบเข้าที่ ใส่สลักเกลียวแทนสลักนำร่อง (ถ้าใช้) แล้วขันแป้นเกลียวหรือสลักเกลียวให้แน่นด้วยมือเปล่า

ใช้ประแจทอร์กเพื่อขันสลักเกลียวหรือแป้นเกลียว โดยจะต้องขันตามลำดับและปริมาณทอร์กที่เหมาะสมตามสเป็ก ถ้าไม่ปฎิบัติตามกำหนด อาจทำให้ฝาสูบหรือเสื้อสูบบิดเบี้ยว เกิดการรั่วไหลที่ปะเก็น หรือสลักเกลียวเสีย

รูปที่ 23.24 แสดงลำดับการขันสลักเกลียวหรือแป้นเกลียวสำหรับเครื่องยนต์ V-8 การขันจะต้องกระทำทีละขั้นซึ่งควรเป็น 2 ขั้นหรือมากกว่าจนกระทั่งแน่นตามสเป็ก หมายความว่า ขันสลักเกลียวหรือแป้นเกลียวให้แน่นพอสมควรก่อนทุกตัว แล้วขันซํ้าอีกทุกตัวจนกระทั่งได้ทอร์กตามกำหนด

สเป็กของทอร์กบางอย่างใช้สำหรับเกลียวที่สะอาดและแห้ง แต่สเป็กบางอย่างจะใช้สำหรับเกลียวที่มีการหล่อลื่นเล็กน้อย สำหรับสลักเกลียวที่ใช้กับเสื้อสูบอะลูมิเนียมจะใช้สารต้านการยึดตายด้วย

ข้อควรระวัง ถ้ากระเดื่องวาล์วและก้านกระทุ้งเข้าที่ในเครื่องยนต์แล้ว ขันสลักเกลียวอย่างช้า ๆ เพื่อให้โอกาสลูกกระทุ้งวาล์วไฮดรอลิกระบายนํ้ามันออกเพื่อให้ได้ความยาวในการ

ทำงานที่เหมาะสม ถ้าขันสลักเกลียวเร็วเกินไป จะเกิดความดันกระทำกับลูกกระทุ้งมากเกินไป ซึ่งอาจทำให้เสียหายได้ และก้านกระทุ้งอาจโก่งงอ ในเครื่องยนต์จำนวนมาก ถ้ากระเดื่องวาล์วอยู่ในที่ของมัน จะไม่สามารถขันสลักเกลียวฝาสูบได้ ลูกสูบทุกอันควรจะต้องอยู่ตํ่ากว่า TDC ในขณะที่ติดตั้งฝาสูบ

การบริการสตัดกระเดื่องวาล์ว

ถ้าสตัดกระเดื่องวาล์วในฝาสูบหลวม เกลียวเสีย หรือเริ่มที่จะหลุดออก ควรเปลี่ยนสตัดใหม่ สตัดสามารถถูกดึงออกได้ด้วยตัวดึงสตัด ดังรูปที่ 23.25 แล้วคว้านรูสตัดใหม่ให้มีขนาดโตขึ้นกว่าเดิมเพื่อใช้สตัดขนาดโอเวอร์ไซช์ สตัดบางอันจะขันเข้าในเกลียวของรูซึ่งตาปเกลียวไว้

การบริการชุดกระเดื่องวาล์ว

ถ้าถอดกระเดื่องวาล์วและก้านกระทุ้ง ผู้ผลิตบางรายแนะนำให้เก็บไว้ด้วยกัน เพื่อจะได้ทราบตำแหน่งเดิมที่ถอดออกมา ถ้ากระเดื่องวาล์วติดตั้งบนสตัด จะต้องถอดแป้นเกลียวปรับออกเพื่อถอดกระเดื่องวาล์ว กระเดื่องวาล์วแบบติดตั้งบนเพลาบางแบบ จะถอดเพลาพร้อมด้วยกระเดื่องวาล์วและแป้นยึดออกมาเป็นชุดเดียวกัน บางแบบสามารถเลี่อนเพลาออกได้โดยการถอดปลั๊กล็อกเพลา แล้วยกกระเดื่องวาล์วออกจากฝาสูบ

ตรวจสอบความเสียหายและการสึกหรอของกระเดื่องวาล์ว กระเดื่องวาล์วที่มีบูชชิ่ง สามารถทำบูชชิ่งใหม่ได้ กระเดื่องวาล์วบางแบบสามารถปรับแต่งปลายที่สึกหรอได้ด้วยเครื่องเจียระไนดังรูปที่ 23.26 แต่ถ้าสึกหรอมากควรเปลี่ยนใหม่

เมื่อติดตั้งกระเดื่องวาล์วและเพลา จะต้องแต่งผิวหน้ารูนํ้ามัน (ถ้ามี) มิฉะนั้นจะไม่มีการป้อนนํ้ามันหล่อลื่นไปที่กระเดื่องวาล์ว ต้องแน่ใจว่าสปริงและกระเดื่องวาล์วเข้าที่เรียบร้อย เมื่อติดตั้งเพลาเข้าบนฝาสูบ

การบริการก้านกระทุ้ง

ตรวจสอบปลายทั้ง 2 ข้างของก้านกระทุ้งเกี่ยวกับการสึกหรอ นำก้านกระทุ้งมากลิ้ง บนพื้นราบเพื่อตรวจสอบว่ามีการโก่งงอหรือไม่ ถ้าบกพร่องหรือสึกหรอควรเปลี่ยนใหม่ เครื่องยนต์บางแบบใช้ก้านกระทุ้งซึ่งมีปลายข้างหนึ่งชุบแข็งและมีเครื่องหมายแสดงไว้ เมื่อใส่ก้านกระทุ้ง จะต้องใส่ปลายที่ชุบแข็งเข้าหากระเดื่องวาล์ว และต้องแน่ใจว่าปลายด้านล่างของก้านกระทุ้งจะต้องนั่งอยู่บนเบ้าลูกกระทุ้ง

เครื่องยนต์บางเครื่องจะมีอะไหล่สำหรับก้านกระทุ้งซึ่งมีขนาดสั้นกว่าปกติ และจะใช้หลังจากได้ปรับแต่งวาล์วและบ่าวาล์วใหม่

การถอดวาล์ว

หลังจากได้ถอดฝาสูบออกแล้ว และได้ถอดกลไกกระเดื่องวาล์วออกจากฝาสูบแล้ว จะต้องถอดวาล์วออก ผู้ผลิตบางรายแนะนำว่าไม่ควรสลับที่กันระหว่างวาล์วและชิ้นส่วนต่าง ๆ ของกลไกวาล์ว ดังนั้นควรใช้ชั้นวางดังรูปที่ 23.27 เพื่อป้องกันการสลับตำแหน่ง

ก่อนถอดวาล์วออกจากฝาสูบ ควรตรวจสอบก้านวาล์ว ตรวจสอบรอยย่นที่ร่องแหวนล็อก และการบานของปลายก้านวาล์ว เพราะจะต้องตะไบบางส่วนออกก่อนหรือเจียระไนด้วยหินเจียระไนโดยใช้สว่านไฟฟ้า มิฉะนั้นแล้วอาจทำให้ปลอกนำวาล์วเสียหายเมื่อตอกวาล์วออก

หลังจากถอดทุกสิ่งออกจากฝาสูบแล้ว ก็สามารถถอดวาล์วออกได้ ซึ่งจะต้องใช้เครื่องกดสปริงวาล์ว (ดูรูปที่ 23.28) ก่อนอื่นต้องแน่ใจว่าตัวล็อกไม่ได้ล็อกอยู่ในฐานรองสปริง ติดตั้งเครื่องกดสปริงเข้าที่ กดบนด้ามเพื่อกดสปริงให้ยุบตัว แล้วถอดตัวล็อกออกจากนั้นก็สามารถ ถอดฐานรองสปริงและสปริงออกได้ สำหรับซีลก้านวาล์วควรเปลี่ยนใหม่

เครื่องยนต์จำนวนมากมีสปริงวาล์วเพียงอันเดียวและซีลก้านวาล์วสามารถเปลี่ยนใหม่ได้ โดยไม่ต้องถอดฝาสูบออก ตัวอย่างเช่น เครื่องยนต์ที่ใช้สตัดกระเดื่องวาล์ว จะใช้เครื่องกดสปริงพิเศษ ดังแสดงในรปที่ 23.29

การยึดให้วาล์วอยู่ในที่ของมันในขณะที่กดสปริงนั้น จะต้องใช้ลมป้อนเข้ากระบอกสูบโดยผ่านทางรูหัวเทียน (ดูรูปที่ 23.29) สิ่งนี้จะต้องใช้ข้อต่อพิเศษซึ่งขันเข้าที่รูหัวเทียน ความดันของลมจะทำให้วาล์วอยู่ในที่ของมันในขณะที่กดสปริง ถ้าความดันของลมไม่ทำให้วาล์วปิด แสดงว่าวาล์วจะติดค้างหรือเสียหาย จะต้องถอดฝาสูบออกเพื่อตรวจสอบวาล์ว

ข้อควรระวัง ความดันของลมอาจทำให้ลูกสูบเลื่อนลงสู่ BDC ถ้าเป็นดังกล่าว วาล์วอาจหล่นเข้าไปในกระบอกสูบได้ถ้าหยุดการป้อนลม เพื่อป้องกันเหตุการณ์ดังกล่าว ควรใช้ยางเส้นเล็กหรือเทปพันรอบปลายก้านวาล์ว

การตรวจสอบวาล์ว

ในขณะที่ถอดวาล์วออกจากฝาสูบ ควรตรวจสอบวาล์ว ตัดสินใจว่าจะนำไปบริการและใช้ต่อไปได้อีกหรือไม่ ถ้าวาล์วมีสภาพดีเพียงพอที่จะใช้ได้อีก ก็ให้บริการวาล์ว แต่ถ้าวาล์วมีสภาพเลวและไม่สามารถใช้ต่อไปได้อีกก็ควรเปลี่ยนใหม่

การบริการวาล์ว

ขัดตะกอนคาร์บอนออกจากวาล์วแต่ละอันด้วยล้อแปรงลวด ขัดก้านวาล์ว (ถ้าจำเป็น) ด้วยผ้าขัดเบอร์ละเอียด ขัดเพียงสิ่งสกปรกออกไปเท่านั้น อย่าขัดโลหะออกไปด้วย

ข้อควรระวัง อย่าทำให้หน้าวาล์วหรือก้านวาล์วเป็นรอยขีดข่วนด้วยแปรงลวดหรือผ้าขัด ในขณะทำความสะอาดก็ควรตรวจสอบอีกครั้งว่ายังใช้งานได้ต่อไปหรือไม่ ตำหนิหรือรอยไหม้เล็กน้อยบนหน้าวาล์วสามารถขจัดออกไปได้ด้วยการเจียระไนวาล์ว แต่ตำหนิหรือรอยไหม้ ขนาดใหญ่ไม่สามารถขจัดได้ ควรเปลี่ยนใหม่ รูปที่ 23.30(ก) แสดงบริเวณจำเพาะที่จะต้องตรวจสอบ หลังจากการเจียระไนแล้ว ต้องตรวจสอบกับสเป็กเกี่ยวกับค่าต่าง ๆ ที่สามารถยอมให้ใช้ได้ ขอบวาล์วควรมีความหนาไม่ตํ่ากว่า 0.8 mm ถ้าขอบบางเกินไป วาล์วจะร้อนเกินไปในขณะทำงาน การคดของก้านวาล์วอาจตรวจสอบได้โดยใช้เกจหน้าปัดดังรูปที่ 23.30 (ข) การเยื้องศูนย์สามารถตรวจสอบได้เมื่อมีการปาดหน้าวาล์ว ถ้าเกิดการคดและการเยื้องศูนย์มากเกินไป ควรเปลี่ยนวาล์วใหม่

1. การปาดหน้าวาล์ว วาล์วที่ยังมีสภาพดี ต้องนำมาปาดหน้าวาล์ว ส่วนมากมักกระทำ บนเครึ๋องปาดหน้าวาล์ว (ดูรูปที่ 23.31) ซึ่งประกอบด้วยหินเจียระไน ระบบหล่อเย็น และหัวจับวาล์ว ปรับหัวจับวาล์วให้หน้าวาล์วเอียงทำมุมตามสเป็ก มุมนี้จะต้องเข้าได้พอดีกับมุมบนบ่าวาล์ว หรือต่างกัน 1/4 ถึง 1 องศา แล้วสอดก้านวาล์วเข้าในหัวจับและขันให้แน่น การจับวาล์วควรจับบริเวณก้านวาล์วที่เคลื่อนไปมาในปลอกนำวาล์ว

ควรจัดท่อหล่อเย็นให้สามารถป้อนสารหล่อเย็นได้พอดีกับหน้าวาล์ว สตาร์ตเครื่องปาดหน้าวาล์ว หมุนเกลียวป้อนอย่างช้า ๆ เพื่อเลื่อนหน้าวาล์วไปยังหินเจียระไน แล้วเลื่อนคันโยกเพื่อให้หน้าวาล์วเลื่อนไปบนล้อหินเจียระไน (ดูรูปที่ 23.32) การปาดครั้งแรกควรจะปาดเพียงเล็กน้อยเท่านั้น ถ้าการปาดครั้งแรกนี้ทำให้โลหะหลุดออกไปจากหน้าวาล์ว 1/2 หรือ 1/3 แสดงว่าวาล์วอาจ ไม่ได้ศูนย์ในหัวจับ หรือก้านวาล์วอาจโก่งงอและควรเปลี่ยนวาล์วใหม่

การปาดครั้งต่อ ๆ ไปหลังจากการปาดครั้งแรก ควรจะปาดเฉพาะที่ต้องการขจัดรอยตำหนิเท่านั้น อย่าปาดลึกเกินไป ถ้าต้องปาดลึกมากจนขอบวาล์วเสียหาย ควรเปลี่ยนวาล์วใหม่ หลังจากปาดหน้าวาล์วได้พอดีแล้ว เลื่อนวาล์วกลับไปกลับมาอย่างช้า ๆ บนล้อหินเจียระไน จนกระทั่งไม่มีประกายไฟเกิดขึ้นหรือไม่ได้ยินเสียงเจียระไน แล้วเลื่อนวาล์วออกจากหินเจียระไน และหยุดมอเตอร์ ในกรณีของวาล์วแบบเคลือบนั้นจะต้องไม่นำมาปาดหน้าวาล์ว

หินเจียระไนต้องได้รับการปรับแต่งให้เรียบด้วยเครื่องมือแต่งหินเจียระไนซึ่งเป็นแบบปลายแข็งทำด้วยเพชร

รูปที่ 23.33 แสดงเครื่องปาดหน้าวาล์วอีกแบบหนึ่งซึ่งทำงานคล้ายกับเครื่องกลึง ยึดก้านวาล์วด้วยหัวจับแล้วเป็ดมอเตอร์ ใบมีดคาร์ไบต์เลื่อนไปตามขวางของหน้าวาล์ว วิธีนี้จะเกิดความร้อนน้อยกว่าการเจียระไน ดังนั้นอาจไม่ต้องใช้สารหล่อเย็นก็ได้

2. การปาดปลายก้านวาล์ว ปลายก้านวาล์วควรได้รับการปาดเล็กน้อย (ดูรูปที่ 23.34) โดยใช้หลักการปาดแต่ละขั้นเช่นเดียวกับการปาดหน้าวาล์ว

ปลายก้านวาล์วบางอันผ่านการชุบแข็ง ไม่ควรเจียระไนออกมากกว่า 0.25 mm (ดูรูปที่ 23.30 (ก)) ถ้าเจียระไนออกมากเกินไปจะทำให้ส่วนที่ชุบแข็งหลุดออกหมด ก้านวาล์วจะสึกหรอเร็วกว่าปกติ

หลังจากปรับแต่งปลายก้านวาล์วแล้ว ให้ตรวจสอบลบมุมด้วย (ดูรูปที่ 23.35) ถ้าลบมุมสึกหรอหรือเสียหาย ควรปรับแต่งให้คืนสภาพเดิม โดยวางวาล์วในบล็อกตัววี ตั้งมุม 45 องศา กับผิวหน้าของล้อหินเจียระไน ปรับท่อหล่อเย็นให้ห่างจากล้อหินเจียระไนประมาณ 13 mm แล้วหมุนก้านวาล์วอย่างช้า ๆ ในขณะที่ดันปลายก้านวาล์วยันกับล้อหินเจียระไน ควรเจียระไนออก ประมาณ 0.8 mm ดังแสดงในรูปที่ 23.35

การติดตั้งวาล์ว

หลังจากบริการวาล์วแล้ว ก็พร้อมที่จะติดตั้งเข้าในฝาสูบตามเดิม แต่ก่อนการติดตั้งครั้งสุดท้าย จะต้องบริการปลอกนำวาล์วและบ่าวาล์ว แล้วจึงติดตั้งวาล์ว

ควรเปลี่ยนซีลนํ้ามันอันใหม่แทนอันเก่า แรงกดของสปริงวาล์วอาจน้อยกว่าสเป็กก็ได้ หลังจากปรับแต่งวาล์วและบ่าวาล์วใหม่แล้ว ดังนั้นจะต้องใช้แผ่นรองสปริงวาล์วเพื่อชดเชยให้ได้ แรงกดตามสเป็ก

ใช้เครื่องกดสปริงวาล์ว (ดูรูปที่ 23.28) และติดตั้งสปริงฐานรองสปริง และตัวล็อก ในขณะที่วาล์วปิด ให้วัดความสูงของสปริงวาล์ว (ดูรูปที่ 23.36) ถ้าความสูงเกินกว่าที่กำหนด จะต้องใช้แผ่นรองสปริงซึ่งจะใส่ไว้ระหว่างสปริงกับฝาสูบ (ดูรูปที่ 23.37)

อย่าใส่แผ่นรองสปริงจนกระทั่งความสูงตํ่ากว่าค่าตํ่าสุดของสเป็ก เพราะจะทำให้แรงดันของสปริงสูงเกินไปซึ่งจะทำให้ชิ้นส่วนของกลไกวาล์วสึกหรอเร็วกว่าปกติ

ติดตั้งสปริงให้ด้านที่เหมาะสมเข้ายันกับฝาสูบ โดยให้ปลายที่มีระยะห่างของขดน้อยกว่า เข้าหาฝาสูบ (สำหรับสปริงที่มีระยะห่างของขดสปริงไม่เท่ากัน) ในกรณีที่ใช้สปริงแดมเปอร์ จะต้องใส่ไว้ข้างในสปริงวาล์ว และควรให้ปลายขดสปริงแดมเปอร์ห่างจากปลายขดสปริงวาล์วเป็นมุม 135 องศาในทิศทางทวนเข็มนาฬิกา

การบริการปลอกนำวาล์ว

ปลอกนำวาล์วจะต้องสะอาดและมีสภาพดี จะต้องบริการปลอกนำวาล์วตามความเหมาะสมก่อนการปรับแต่งบ่าวาล์ว เริ่มด้วยการทำความสะอาดปลอกนำวาล์วด้วยแปรงลวดหรือ ตัวทำความสะอาดแบบปรับใบได้ (ดูรูปที่ 23.38) แล้วตรวจสอบการสึกหรอของปลอกนำวาล์ว

ปลอกนำวาล์วแบบใบปรับได้

การบริการจะต้องดูว่าปลอกนำวาล์วเป็นแบบในตัวหรือแบบเปลี่ยนได้ ถ้าเป็นแบบเปลี่ยน ได้ จะตอกปลอกนำวาล์วออกแล้วใส่อันใหม่เข้าไปแทนและคว้านขนาดรูให้เหมาะสม (ดูรูปที่ 23.39)

ถ้าเป็นแบบในตัว อาจบริการได้ 3 วิธี วิธีแรกคือ คว้านปลอกนำวาล์วให้มีขนาดของรูโตขึ้น แล้วใช้วาล์วที่มีขนาดก้านวาล์วโตกว่าปกติหรือโอเวอร์ไซช์ วิธีที่สองคือ ทำลายไขว้ (knurl) และคว้าน (ream) ปลอกนำวาล์ว วิธีที่สามคือ เจาะรูและคว้านฝาสูบ แล้วติดตั้งบูชชิ่งนำวาล์ว การ บริการปลอกนำวาล์วสามารถอธิบายได้ดังต่อไปนี้

1. การทดสอบปลอกนำวาล์วสำหรับการสึกหรอ ปลอกนำวาล์วสึกหรอในลักษณะรูปไข่และปลายบานออกดังแสดงในรูปที่ 23.4 ปริมาณการสึกหรอสามารถตรวจสอบได้ด้วยเกจหน้าปัด (ดูรูปที่ 23.40) ยกวาล์วขึ้นประมาณ 2 mm จากบ่าวาล์ว วัดการเคลื่อนที่ของวาล์ว ด้วยเกจหน้าปัด ระยะช่องว่างตามสเป็กสำหรับเครื่องยนต์เครื่องหนึ่งมีค่า 0.015 ถึง 0.05 mm สำหรับวาล์วไอดี และ 0.03 ถึง 0.06 mm สำหรับวาล์วไอเสีย ถ้าระยะช่องว่างมากเกินไป ควรบริการปลอกนำวาล์ว

การเคลื่อนที่ของวาล์วสามารถตรวจสอบได้จากปลายด้านหัววาล์ว (ตูรูปที่ 23.41) ในกรณี นี้จะต้องใส่ปลอกเข้าบนก้านวาล์วเพื่อยึดให้หน้าวาล์วอยู่เหนือบ่าวาล์ว การวัดที่ค่อนข้างละเอียด อาจทำได้โดยใช้เกจวัดรูขนาดเล็กดังรูปที่ 23.42 หรือใช้เกจปลอกนำวาล์วแบบหน้าปัดดังรูปที่ 23.43

2. การถอดและใส่ปลอกนำวาล์ว ปลอกนำวาล์วแบบเปลี่ยนได้สามารถถอดออกจากฝาสูบได้ด้วยการใช้ค้อน (หรือค้อนอากาศ) และตัวถอดปลอกนำวาล์ว แล้วตอกปลอกนำวาล์วอันใหม่เข้าที่ โดยจะต้องให้มีความลึกเหมาะสมแล้วคว้านให้ได้ขนาดตามต้องการ เครื่องอัดในโรงปฏิบัติการอาจนำมาใช้ในการถอดและติดตั้งปลอกนำวาล์วได้

ในกรณีของเครื่องยนต์ซึ่งมีปลอกนำวาล์วในตัว ถ้าปลอกนำวาล์วสึกหรอมาก อาจใช้บูชชิ่งนำวาล์วแทนได้ ดังแสดงในรูปที่ 23.44 ก่อนอื่นจะต้องเจาะรูและคว้านรูให้ได้ขนาดพอดีที่จะสามารถใส่บูซชิ่งเข้าไปได้ จากนั้นติดตั้งบูซชิ่งเข้าในรูนั้นและคว้านรูของบูซชิ่งให้ได้ขนาด มาตรฐานของก้านวาล์ว และใส่วาล์วอันใหม่

3. การคว้านปลอกนำวาล์ว รูปที่ 23.39 แสดงการใช้รีมเมอร์คว้านปลอกนำวาล์ว ให้ได้ขนาดตามต้องการ หลังการคว้านแล้วจะต้องปาดขอบคมที่ด้านบนออก การปาดบ่าวาล์วจะต้องกระทำหลังจากได้คว้านปลอกนำวาล์วแล้ว

4. การทำลายไขว้ไนปลอกนำวาล์ว แทนที่จะเปลี่ยนปลอกนำวาล์วใหม่หรือคว้านให้มีขนาดโตขึ้นเพื่อใช้ก้านวาล์วขนาดโอเวอร์ไซซ์ เราสามารถทำลายไขว้และคว้านใหม่ให้มีขนาดเท่ากับมาตรฐาน การทำลายไขว้บนปลอกนำวาล์วนั้นจะใช้เครื่องมือทำลายไขว้ (knurling tool) เครื่องมือนี้จะหมุนอย่างช้า ๆ และความดันทำให้เกิดเป็นร่องเกลียวในปลอกนำวาล์ว (ดูรูปที่ 23.45) แล้วคว้านปลอกนำวาล์วอีกครั้งหนึ่ง (ดูรูปที่ 23.39) เพื่อให้กลับคืนขนาดเดิมตามมาตรฐาน

5. การตรวจสอบศูนย์ด้วยบ่าวาล์ว หลังจากบริการปลอกนำวาล์วและบ่าวาล์วแล้ว ให้ตรวจสอบศูนย์กลางเพื่อให้มั่นใจว่าวาล์วได้ศูนย์พอดีบนบ่า

การบริการบ่าวาล์ว

หน้าวาล์วจะต้องได้ศูนย์พอดีกับก้านวาล์วและปลอกนำวาล์ว หน้าวาล์วและบ่าวาล์วจะเอียงทำมุมเข้ากันได้พอดี (หรือต่างกันเล็กน้อยเพื่อข้อดีในการซีล) จะต้องบริการปลอกนำวาล์ว และวาล์วก่อนการบริการบ่าวาล์ว บ่าวาล์วมี 2 แบบคือ แบบอินเสิร์ตซึ่งเปลี่ยนได้และแบบในตัว ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของฝาสูบ

1. การเปลี่ยนอินเสิร์ตบ่าวาล์ว ถ้าบ่าวาล์วซึ่งเป็นแบบอินเสิร์ตสึกหรอมาก อาจจะต้องเปลี่ยนใหม่ บ่าวาล์วอันเก่าสามารถนำออกไปได้โดยใช้สิ่วหรือตัวดูดพิเศษ (ดูรูปที่ 23.46) หรืออาจใช้การตอกนำศูนย์บนด้านทั้งสองของบ่าวาล์ว แล้วใช้สว่านไฟฟ้าเจาะรูจนเกือบทะลุบ่าวาล์ว และใช้สิ่วและค้อนตอกให้บ่าวาล์วแยกตัวออกเป็น 2 ส่วนเพื่อจะได้ถอดออกได้ง่าย แต่ต้องระวังไม่ให้รูบนฝาสูบเสียหาย

ใส่อินเสิร์ตบ่าวาล์วอันใหม่ด้วยขนาดที่เหมาะสม ถ้าอินเสิร์ตอันใหม่มีขนาดเล็กเกินไป จะต้องคว้านรูบนฝาสูบให้โตขึ้นเพื่อใส่อินเสิร์ตขนาดโอเวอร์ไซช์ บางครั้งอาจต้องแช่เย็นอินเสิร์ตนี้เพื่อให้หดตัวก่อนใส่เข้าที่แล้วจึงค่อยปรับแต่งภายหลัง

2. การปรับแต่งบ่าวาล์ว การบริการบ่าวาล์วอาจใช้หินเจียระไน ซึ่งขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์หรืออาจใช้มีดกัดคาร์ไบด์ซึ่งหมุนด้วยมือหรือมอเตอร์ ไม่ว่าจะเป็นวิธีใดก็ตาม จะต้องบริการปลอกนำวาล์วก่อน เพราะในการบริการบ่าวาล์วนั้นจะต้องสอดก้านนำของมืดกัดหรือก้านนำของหินเจียระไนเข้าไปในปลอกนำวาล์ว

รูปที่ 23.47 แสดงการใช้มีดกัด ซึ่งก้านนำของมีดกัดจะอยู่ในปลอกนำวาล์ว ในขณะที่หมุนมีดกัด มีดจะกัดเนื้อโลหะบางส่วนออกไปจากบ่า ต้องให้มุมเอียงของบ่าวาล์วไอดีและไอเสีย เป็นไปตามสเป็ก

รูปที่ 23.48 แสดงการใช้หินเจียระไนในการเจียระไนบ่าวาล์ว หินที่ใช้จะต้องมีรูปทรงที่เข้ากับบ่าวาล์วได้เหมาะสม ก้านนำของหินเจียระไนจะอยู่ในปลอกนำวาล์ว (ดูรูปที่ 23.49) ตามรูปที่ 23.48 นั้น หินเจียระไนจะยกตัวเองขึ้นอย่างอัตโนมัติ 1 ครั้ง ต่อการหมุน 1 รอบ เพื่อเหวี่ยงสิ่งสกปรกหรือเศษผงออกจากหินเจียระไน

หลังจากปรับแต่งบ่าวาล์วแล้ว ให้วัดความกว้างของบ่าวาล์วด้วยบรรทัดเหล็กซึ่งจะต้องมีความกว้างเป็น 1.6 mm และอยู่แนวศูนย์กลางบนหน้าวาล์ว (ดูรูปที่ 23.50) สิ่งนี้จะช่วยให้การถ่ายเทความร้อนและการซีลดีขึ้น แล้วตรวจสอบพื้นที่สัมผัสระหว่างหน้าวาล์วกับบ่าวาล์ว

รูปที่ 23.50 ยังแสดงให้เห็นปัญหาต่าง ๆ ซึ่งจะต้องทำการกัดหรือเจียระไนบ่าวาล์วต่อไปอีก เช่น หลังการปรับแต่งบ่าวาล์วแล้ว พบว่าบ่าวาล์วกว้างเกินไป การทำให้บ่าวาล์วแคบลง จะต้องเจียระไนขอบบนและขอบล่างของบ่าวาล์วออก แต่ถ้าบ่าวาล์วสูงเกินไป สามารถลดระดับลงได้โดยการเจียระไนด้วยหินซึ่งเอียง 15 องศา

ในกรณีที่ติดตั้งวาล์วอันใหม่ วาล์วอาจสูงเกินไปเมื่อประกบกับบ่าวาล์ว ควรเจียระไนด้วยหินซึ่งมีมุมเอียงเท่ากับมุมของบ่าวาล์ว

3. การตรวจสอบศูนย์ของบ่าวาล์ว หลังจากบริการปลอกนำวาล์วและบ่าวาล์วแล้วจะต้องตรวจสอบศูนย์ของบ่าวาล์วโดยการใช้เกจวัดการเยื้องศูนย์ ดังรูปที่ 23.51 เกจติดตั้งในปลอก นำวาล์ว ในขณะที่เกจหมุนนิ้วของเกจจะกวาดไปโดยรอบบ่าวาล์ว การเยื้องศูนย์ใด ๆ จะแสดง บนหน้าปัดของเกจ

4. การทดสอบการประกบกันบนบ่าวาล์ว การสัมผัสกันระหว่างหน้าวาล์วกับบ่าวาล์วสามารถตรวจสอบได้ดังต่อไปนี้

ใช้ดินสอดำแบบอ่อนขีดเป็นเส้นห่างกันประมาณ 6 mm โดยรอบหน้าวาล์ว ใส่วาล์ว เข้าที่บนบ่าวาล์ว กดวาล์วเล็กน้อยพร้อมกับหมุนไปทางซ้ายครึ่งรอบแล้วหมุนไปทางขวาครึ่งรอบ ถ้าทำให้เส้นดินสอบนหน้าวาล์วหลุดออกหมดแสดงว่าการประกบกันเหมาะสมดี

การทดสอบอาจทำได้โดยการใช้สารที่มีสีทาบนหน้าวาล์วบาง ๆ ติดตั้งวาล์วเข้าที่ หมุนวาล์วพร้อมกับออกแรงกดเล็กน้อย ถ้าสารที่มีสีไปปรากฏโดยรอบบนบ่าวาล์ว แสดงว่าบ่าวาล์ว และปลอกนำวาล์วได้ศูนย์กันพอดี ส่วนการตรวจสอบศูนย์ของหน้าวาล์วกับก้านวาล์วนั้นทำได้โดยทาสารที่มีสีบาง ๆ บนบ่าวาล์วแล้วหมุนวาล์วเบา ๆ บนบ่าวาล์ว ถ้าสารที่มีสีเคลื่อนย้ายไปปรากฏบนหน้าวาล์ว แสดงว่าหน้าวาล์วและก้านวาล์วได้ศูนย์กัน (การทดสอบครั้งที่สองนั้นอย่าลืมทำความสะอาดสารมีสีที่ทาไว้เดิมออกให้หมดก่อน)

5. การขัดวาล์ว ผู้ผลิตบางรายแนะนำให้ทำการขัดวาล์ว ดังรูปที่ 23.52 ซึ่งเป็นขั้นตอนสุดท้ายเพื่อให้การประกบกันของวาล์วและบ่าวาล์วดียิ่งขึ้น แต่ผู้ผลิตบางรายไม่แนะนำให้ทำการขัดวาล์ว

วาล์วแบบเคลือบไม่ควรมีการขัดวาล์วที่ต้องการขัดให้เข้าที่กันดีขึ้น จะใช้สารขัดถูทา บริเวณบ่าวาล์วและหน้าวาล์ว หมุนวาล์วบนบ่าวาล์วพร้อมกับมีแรงกดเบา ๆ หลังจากขัดเสร็จแล้ว ให้ทำความสะอาดแล้วตรวจสอบการประกบกันตามหัวข้อที่ 4

การตรวจสอบสปริงวาล์ว

ควรตรวจสอบสปริงวาล์วเกี่ยวกับความแข็งตึง ความได้รูปทรง และความสูงในขณะติดตั้ง การทดสอบความแข็งตึงของสปริงทำได้โดยใช้เครื่องทดสอบสปริงวาล์ว ดังรูปที่ 23.53  การตรวจสอบความได้รูปทรงของสปริง ทำได้โดยวางสปริงบนผิวหน้าแบนราบและวางเหล็กฉาก ไว้ด้านข้าง หมุนสปริงไปโดยรอบพร้อมกับสังเกตความแตกต่างของความสูงซึ่งจะต้องต่างกัน สูงสุดไม่เกิน 1.6 mm (ดูรูปที่ 23.54) ถ้าสปริงเสียรูปทรงหรือมีความแข็งตึงน้อยกว่ากำหนด จะต้องเปลี่ยนสปริงใหม่ ผู้ผลิตบางรายแนะนำให้เปลี่ยนสปริงทุกอันและทุกครั้งเมื่อมีการบริการวาล์วและบ่าวาล์ว

การติดตั้งซีลและตัวป้องกัน

ซีลและตัวป้องกันทำหน้าที่ป้องกันไม่ให้นํ้ามันหล่อลื่นไหลผ่านก้านวาล์วมากเกินไปและเข้าไปในห้องเผาไหม้ ซีลและตัวป้องกันทั่วไปสำหรับวาล์วไอดี และวาล์วไอเสีย ซีลและตัวป้องกันจะติดตั้งเข้าไปในระหว่างการประกอบวาล์วเข้ากับฝาสูบ เพื่อป้องกันซีลและตัวป้องกันไม่ให้สัมผัสกับขอบคมของร่องล็อกก้านวาล์ว มักจะสวมฝาพลาสติกไว้บนปลายก้านวาล์วเป็นการชั่วคราว

การบริการเพลาลูกเบี้ยว

การถอดเพลาลูกเบี้ยวจะแตกต่างกันไปแต่ละเครื่องยนต์ โดยหลักการทั่วไปแล้ว จะต้องถอดกระเดื่องวาล์ว (ถ้ามี) ฝาครอบแบริ่งเพลาลูกเบี้ยว (ถ้าใช้) และสายพานหรือโซ่ขับเพลา ลูกเบี้ยว แล้วยกเพลาลูกเบี้ยวออกจากฝาสูบ

ถ้าเพลาลูกเบี้ยวอยู่ในเสื้อสูบ สามารถถอดเพลาลูกเบี้ยวออกได้โดยไม่ต้องถอดเครื่องยนต์ ออกจากรถยนต์ เริ่มด้วยการถ่ายนํ้าหล่อเย็นออก แล้วถอดหม้อนํ้าและคอนเดนเซอร์ของเครื่องปรับอากาศ และชิ้นส่วนอื่น ๆ ที่อาจกีดขวาง ถ้าจำเป็นก็ให้ถอดปั๊มนํ้ามันเชื้อเพลิงออก

ต่อไปถอดฝาครอบส่วนหน้าของเครื่องยนต์ โซ่ เฟือง จานล้อ และถอดหมุดเกลียวออกจากแผ่นกันรุนเพลาลูกเบี้ยว (ถ้าใช้) จากนั้นถอดจานจ่ายจุดระเบิดหรือปั๊มนํ้ามันหล่อลื่น (ซึ่งมีเฟืองตาม) เพื่อไม่ให้เป็นอุปสรรคต่อการถอดเพลาลูกเบี้ยว ต้องถอดก้านกระทุ้งออกจนกระทั่งสามารถยกลูกกระทุ้งขึ้นออกได้ ในขณะนี้เราสามารถดึงเพลาลูกเบี้ยวไปข้างหน้าและยกออกได้ รองรับปลายด้านหลังของเพลาลูกเบี้ยวเพื่อไม่ให้เจอร์นัลและแบริ่งถูกขีดข่วนจนเป็นรอย

เครื่องยนต์บางเครื่อง อาจต้องถอดเพลาข้อเหวี่ยงออกก่อนเพื่อเช้าถึงเพลาลูกเบี้ยวได้ สำหรับเครื่องยนต์ที่ติดตั้งตามขวางซึ่งมีเพลาลูกเบี้ยวอยู่ในเสื้อสูบ จะต้องถอดเครื่องยนต์หรือยก เครื่องยนต์ขึ้นให้สูงเพียงพอที่จะสามารถถอดเพลาลูกเบี้ยวออกมาได้

1. การตรวจสอบเพลาลูกเบี้ยว ผู้ผลิตบางรายแนะนำให้ตรวจสอบศูนย์ของเพลาลูกเบี้ยว โดยการหมุนเพลาลูกเบี้ยวในบล็อกตัววีและใช้เกจหน้าปัด ดังรูปที่ 23.55 ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางของเจอร์นัลสามารถตรวจสอบได้ด้วยไมโครมิเตอร์ (micrometer) และแบริ่งตรวจสอบได้ด้วยเกจเทเลสโคป (telescope gage) สภาพภายนอกของเพลาลูกเบี้ยวตรวจสอบได้อย่างรวดเร็วด้วยสายตา

2. การตรวจสอบการสึกหรอทองลูกเบี้ยว รูปที่ 23.56 แสดงการสึกหรอตามปกติและผิดปกติของลูกเบี้ยว การสึกหรอตามปกติจะเกิดขึ้นใกล้กับศูนย์กลางของลูกเบี้ยวเพราะว่าลูกเบี้ยวจะมีลักษณะเรียวเล็กน้อย (เทเปอร์) นอกจากนี้ส่วนล่างของลูกกระทุ้งจะโค้งเป็นส่วนของทรงกลมเล็กน้อย ดังแสดงในรูปที่ 23.57 ถ้าการสึกหรอเกิดขึ้นตลอดทั้งหน้าของลูกเบี้ยว จะต้องเปลี่ยนเพลาลูกเบี้ยวใหม่ และเปลี่ยนลูกกระทุ้งใหม่ด้วย

ส่วนนูนของลูกเบี้ยวอาจตรวจสอบได้ในขณะที่เพลาลูกเบี้ยวอยู่ในเครื่องยนต์หรือออกจากเครื่องยนต์ รูปที่ 23.58 แสดงการตรวจสอบเพลาลูกเบี้ยวในขณะที่เพลาลูกเบี้ยวอยู่ในเครื่องยนต์ ความนูนของลูกเบี้ยวอาจใช้ไมโครมิเตอร์ตรวจสอบได้ถ้าเพลาลูกเบี้ยวอยู่นอกเครื่องยนต์ ดังแสดง ในรูปที่ 23.59

3. การเปลี่ยนเพลาลูกเบี้ยว  การเปลี่ยนแบริ่งเพลาลูกเบี้ยวจะต้องใช้ชุดเครื่องมือสำหรับการถอดและใส่แบริ่ง เครื่องมือแบบหนึ่งมีลักษณะเป็นเกลียว (ดูรูปที่ 23.60) การหมุนแป้นเกลียวจะช่วยในการถอดหรือใส่แบริ่ง เครื่องมือแบบอื่นต้องใช้ค้อนตอกบนเหล็กส่งเพื่อดัน ให้แบริ่งเคลื่อนเข้าหรือออก ดังแสดงในรูปที่ 23.61

รูนํ้ามันในแบริ่งอันใหม่จะต้องได้แนวกับรูนํ้ามันในเสื้อสูบหลังการติดตั้งแล้ว การเปลี่ยนแบริ่งเพลาลูกเบี้ยวของเครื่องยนต์โอเวอร์เฮดแคมซาฟต์จะต้องถอดเพลาลูกเบี้ยวออกก่อน จึงจะเปลี่ยนแบริ่งได้

4. การตั้งไทมิ่งของวาล์ว เฟืองบนเพลาข้อเหวี่ยงและเฟืองบนเพลาลูกเบี้ยวจะมีเครื่องหมายสำหรับจัดตำแหน่งให้เหมาะสมเพื่อให้ได้ไทมิ่งของวาล์วถูกต้อง เพื่อให้สามารถมองเห็นเครื่องหมายไทมิ่ง จะต้องถอดชิ้นส่วนบางชิ้นที่ส่วนหน้าของเครื่องยนต์ออกก่อน เครื่องยนต์บางเครื่องจะมีเครื่องหมายบนล้อช่วยแรงหรือบนแดมเปอร์ป้องกันการสั่นอยู่ใกล้กับเครื่องหมายไทมิ่งจุดระเบิด เมื่อสามารถมองเห็นเครื่องหมายนี้หรือเครื่องหมายตรงกับตัวชี้ วาล์วที่กำหนดไว้จะต้องเปิดออกด้วยปริมาณตามกำหนด การทำงานของวาล์วสามารถสังเกต ได้โดยถอดฝาครอบวาล์วออก

ข้อแนะนำอย่างหนึ่งคือ อย่าใช้สายพานไทมิ่งเส้นเดิมเพราะถ้าสายพานขาด วาล์วทั้งหลาย อาจกระแทกกับลูกสูบ ทำให้เครื่องยนต์เสียหายมาก ถ้าสงสัยในอายุการใช้งานของสายพานไทมิ่ง วิธีที่ดีที่สุดก็คือเปลี่ยนสายพานไทมิ่งใหม่

5. เฟืองและโซ่ไทมิ่ง การส่ายของเฟืองสามารถตรวจสอบได้จากการติดตั้งเกจ หน้าปัดบนเสื้อสูบ และให้นิ้วของเกจหน้าปัดสัมผัสกับด้านข้างของเฟือง (ดูรูปที่ 23.62) เกจหน้าปัดจะแสดงปริมาณการส่ายของเฟืองในขณะที่เฟืองหมุน สำหรับแบ็กแลช (backlash) ของเฟืองก็สามารถวัดได้โดยการสอดฟีลเลอร์เกจเข้าไประหว่างฟันของเฟือง ถ้าการส่ายหรือแบ็กแลชของเฟืองมากเกินไปควรเปลี่ยนเฟืองใหม่

ถ้าโซ่ไทมิ่งหย่อนเกินไปจะแสดงถึงโซ่สึกหรอหรือจานโซ่สึกหรอ การสึกหรอของโซ่ไทมิ่ง สามารถตรวจสอบได้โดยไม่ต้องถอดเครื่องยนต์ แล้วหมุนเพลาข้อเหวี่ยงในทิศทางการหมุนปกติ  และหยุดเมื่อเครื่องหมายไทมิ่งบนแดมเปอร์ป้องกันการสั่นตรงกับเครื่องหมาย TDC บนขีดไทมิ่ง จากนั้นถอดฝาครอบจานจ่ายและหมุนเพลาข้อเหวี่ยงกลับทิศทาง ให้หยุดหมุนทันทีเมื่อโรเตอร์ของจานจ่ายเริ่มเคลื่อนที่ ดูว่าขีดไทมิ่งตรงกับขีดใดบนแดมเปอร์ การหย่อนของโซ่จึงวัดเป็นองศาของ การหมุนของเพลาข้อเหวี่ยง ถ้าการหย่อนเกิน 10 องศา แสดงว่าโซ่สึกหรอมากและควรเปลี่ยนใหม่

6. สายพานไทมิ่ง เมื่อถอดสายพานไทมิ่งออกแล้ว ควรทำเครื่องหมายไว้ด้วยเพื่อไม่ให้ใส่กลับทิศทางการหมุน ตรวจสอบสภาพของสายพาน ถ้ายางด้านหลังแข็งจนใช้เล็บกดไม่ลง  ก็ควรเปลี่ยนใหม่ นอกจากนี้สภาพอื่น ๆ บนสายพานดังรูปที่ 23.63 ซึ่งจะต้องเปลี่ยนสายพานใหม่

การบริการลูกกระทุ้ง

ลูกกระทุ้งธรรมดาและลูกกระทุ้งไฮดรอลิก จะใช้ขั้นตอนการบริการต่างกันดังนี้

1. ลูกกระทุ้งธรรมดา เครื่องยนต์ที่มีเพลาลูกเบี้ยวอยู่ในเสื้อสูบ อาจถอดลูกกระทุ้ง ออกจากด้านเพลาลูกเบี้ยวของเครื่องยนต์ แต่ส่วนมากถอดลูกกระทุ้งออกจากด้านก้านกระทุ้ง จะต้องเก็บลูกกระทุ้งโดยเรียงตามลำดับ เพื่อจะได้ติดตั้งเข้าที่เดิมได้ถูกต้อง บางครั้งอาจต้องใช้ลูกกระทุ้งขนาดโอเวอร์ไซช์เมื่อมีการซ่อมใหญ่เครื่องยนต์ แต่ก่อนจะใช้ลูกกระทุ้งขนาดโอเวอร์ไซช์ จะต้องคว้านรูนำลูกกระทุ้งก่อน

2. ลูกกระทุ้งไฮดรอลิก เครื่องยนต์บางเครื่องอาจใช้การทดสอบการรั่วออกของนํ้ามันหล่อลื่นในลูกกระทุ้งไฮดรอลิก เพื่อตรวจสอบสภาพของลูกกระทุ้งไฮดรอลิก วิธีหนึ่งที่ใช้กัน คือ สอดฟีลเลอร์เกจเข้าไประหว่างกระเดื่องวาล์วและก้านวาล์ว แล้วสังเกตเวลาที่ใช้ในการที่ลูกกระทุ้งปล่อยนํ้ามันรั่วออกจนกระทั่งวาล์วเลื่อนปิดเข้าที่ ในขณะที่วาล์วปิดเข้าที่ฟีลเลอร์เกจจะหลวม สิ่งนี้แสดงถึงการสิ้นสุดของการทดสอบ ถ้าใช้เวลาน้อยมากเกินไป แสดงว่าลูกกระทุ้งบกพร่อง

ถ้าจะให้การทดสอบได้ผลละเอียดถูกต้อง จะต้องถอดลูกกระทุ้งออกมาทดสอบข้างนอกด้วย เครื่องทดสอบการรั่วไหลของนํ้ามัน (ดูรูปที่ 23.64) ก้อนนํ้าหนักมาตรฐานบนเครื่องทดสอบจะถ่วง ให้เกิดแรงกดบนลูกกระทุ้งไฮดรอลิก ทำให้ตัวเลื่อนของลูกกระทุ้งเคลื่อนที่ตํ่าลงสุด ถ้าใช้เวลาน้อยมาก แสดงว่าลูกกระทุ้งเสีย

การถอดลูกกระทุ้งออกจากเครื่องยนต์บางเครื่อง จะต้องถอดท่อร่วมไอดี ฝาครอบวาล์ว และชุดกระเดื่องวาล์ว แล้วถอดก้านกระทุ้งและลูกกระทุ้งออก ในเครื่องยนต์บางเครื่องซึ่งใช้กระเดื่องวาล์วแบบติดตั้งบนเพลานั้น เราสามารถเลื่อนกระเดื่องวาล์วโดยดันไปตามเพลาเพื่อกด กับสปริงกั้น แล้วถอดก้านกระทุ้งออกได้ โดยไม่ต้องถอดชุดเพลากระเดื่องวาล์ว

3. การบริการลูกกระทุ้งไฮดรอลิก ถ้าลูกกระทุ้งไฮดรอลิกไม่ทำงานให้เปลี่ยนใหม่ ถ้าก้นลูกกระทุ้งสึกหรอมากจนผิวหน้าแบนราบหรือเป็นร่องเข้าไป (ดูรูปที่ 23.65) ควรเปลี่ยนลูกกระทุ้งใหม่ ถ้าลูกกลิ้งในลูกกระทุ้ง มีการสึกหรอหรือผิวเป็นหลุม ควรเปลี่ยนลูกกระทุ้งใหม่ ถ้าลูกกลิ้งติดตาย จะต้องบริการให้ทำงานได้เป็นปกติ ถ้าไม่สามารถแก้ไขได้ ก็ควรเปลี่ยนใหม่

4. การตรวจสอบก้นลูกกระทุ้ง ก้นลูกกระทุ้งควรมีลักษณะนูนออกมาดังรูปที่ 23.65 ถ้าก้นสึกหรอหรือเป็นหลุม บางครั้งอาจเจียระไนได้และนำกลับมาใช้ใหม่ (ดูรูปที่ 23.66) อย่างไรก็ตามลูกกระทุ้งส่วนมากที่สึกหรอหรือเป็นหลุม ควรเปลี่ยนใหม่ เพราะถ้าลูกกระทุ้งมีสภาพเลวจะมีผลเสียต่อลูกเบี้ยว

การถอดและใส่ท่อร่วมไอดี

ถอดช่องวาล์วปีกผีเสื้อหรือคาร์บูเรเตอร์ออก ถอดท่อสุญญากาศ ท่อควบคุมไอนํ้ามัน และท่ออื่นๆ หรือสายอื่นๆ ที่ต่อกับท่อร่วม ถอดแป้นเกลียวหรือสลักเกลียว และถอดท่อร่วมไอดีออก ทำความสะอาดช่องผ่านของก๊าชไอเสียสำหรับวาล์วควบคุมความร้อนของท่อร่วมไอดี

เมื่อติดตั้งท่อร่วมไอดีเข้าที่ จะต้องแน่ใจว่านำเศษปะเก็นเก่าที่ติดค้างอยู่นั้นออกจนหมดแล้ว ใช้ปะเก็นใหม่ ขันแป้นเกลียวหรือสลักเกลียวด้วยทอร์กที่เหมาะสมและตามลำดับที่ถูกต้อง ดังแสดงในรูปที่ 23.67

บทความอื่น ๆ ที่น่าสนใจ:

Share this :

  • Stumble upon
  • twitter

Comments are closed.