คำแนะนำทั่วไปของการพ่นสีรถยนต์

Posted on : 21-11-2013 | By : Author | In : การดูแลรักษารถ

(General Painting Instruction Passenger car Finishing)
1. การขัดสีเดิมออก (Removing old Finish)
ก. จากโลหะ (From Metal)
โดยวิธีใช้เครื่องมือกล
1. ใช้เครื่องขัดกระดาษทราย
2. ใช้บล๊อกขัดกระดาษทรายด้วยเครื่องมือกล
3. ใช้เครื่องเป่าทราย
4. ใช้เครื่องขูดออก
โดยวิธีอื่นๆ
5. ใช้ด่างที่ร้อนๆ
6. ใช้น้ำยาลอกสี
การใช้น้ำยาลอกสี (PAINT REMOVER)
ในการเอาสีเก่าออกจากงาน ก่อนที่จะทำการพ่นสีเป็นงานที่ยุ่งยากและลำบากมาก การลอกสีเก่าออกมีหลายวิธี เช่น การขัดกระดาษทรายด้วยมือ การใช้เครื่องขัดกระดาษทราย (Disc Grinder) การใช้เตาฟู่ (Blow torch) การใช้เครื่องเป่าทราย (Sand Blast) การใช้พวกด่างต่างๆ (Hot Caustic) และการใช้ยาลอกสี (Paint Remover)
การทำงานจริงๆ ควรเลือกวิธีที่จะเอาสีเก่าออกให้เหมาะสมกับชนิดของงาน เช่น การเอาสีขอบหน้าต่างรถยนต์ออกนั้น  ถ้าเป็นขอบหน้าต่างแบบถอดได้ควรจะใช้ยาลอกสีเพราะเพิ่มความเร็วในการทำงานและงานประณีต รวมทั้งค่าใช้จ่ายไม่สูงเกินไปด้วย
คำแนะนำการใช้
1. บริเวณที่ทำงานควรมีอากาศถ่ายเทเป็นอย่างดี อย่าทำงานในที่อากาศอับ
2. อย่าทำงานในที่กลางแดด เพราะจะมีไอระเหยของน้ำยาลอกสีมาก ทำให้ผู้ปฏิบัติงานแพ้พิษได้ (เนื่องจากการหายใจเอาไอระเหยของน้ำยาเข้าไป)
3. ไม่สูบบุหรี่ในขณะที่ทำงาน
4. ระวังอย่าให้ถูกผิวหนังและตา
5. ไม่สะบัดแปรงทาน้ำยา
6. ใช้แปรงทาสีขนาดที่เหมาะกับงานรวมทั้งเขย่ากระป๋องก่อนใช้งานทุกครั้ง
7. ใช้แปรงชุบน้ำยาและทาลงไปบนงานให้ชุ่ม (ทาเที่ยวเดียว) ไม่ทากลับไปกลับมา
8. ทิ้งไว้ให้น้ำยาทำปฏิกิริยากับสีพอสมควร ทั้งนี้ขึ้นกับความใหม่ของสีและความหนาของสี
9. เมื่อสีพองและลอกหมดแล้ว ล้างน้ำและใช้ฝอยเหล็ก (steelwool) ถูเอาน้ำยา และเศษสีที่ตกค้างออกให้หมด จากนั้นทิ้งไว้ให้แห้งก็พร้อมที่จะเริ่มงานสี
10. เวลาล้างสีออก ต้องล้างน้ำยาออกให้หมด มิฉะนั้นจะทำให้สีใหม่เสียได้
11. ควรอ่านคำแนะนำที่มาข้างกระป๋องน้ำยาก่อนใช้งานเสมอ
ข. จากไม้หรือวัสดุที่แต่งขึ้น (From wood or Composition Material)
สำหรับงานไม้ ในการลอกสีจากไม้ จะใช้เตาฟู่เป็นวิธีที่ดีที่สุด จะใช้วิธีอื่นๆ ไม่ได้ ถึงแม้จะเสี่ยงอยู่บ้าง การใช้เตาฟู่เริ่มเผาส่วนบนสุดของงานและไล่ลงข้างล่าง สามารถลอกสีออกได้
ค. จากพลาสติก (Fiber glass)
การที่จะลอกสีออกจากพลาสติก ควรที่จะระมัดระวังเป็นพิเศษเพื่อป้องกันความเสียหายที่อาจเกิดขึ้น พลาสติกจะปลอดภัยถ้าใช้น้ำยาขัด Dx 525 (Acrylic paint) เช็ดออก
ข้อควรระวัง
สีที่ขัดออกมาควรอยู่ในห้องระบายอากาศได้ดี เพราะมันมีไอที่เป็นพ้ษปนอยู่ด้วย อย่าใช้ด่างถูกอลูมิเนียม หรือสังกะสี จะทำให้เกิดเสียหาย สำหรับสีเดิมที่ติดแน่นบนโลหะเมื่อใช้ยาลอกสีออกควรใช้น้ำล้างไขมันจารบีออกให้หมด จึงปล่อยให้แห้ง
2. การเตรียมพื้นพ่นสีสำหรับชิ้นงานแต่ละชนิด (Metal Preparation)
การทำความสะอาดและการเตรียมโลหะเป็นสิ่งสำคัญมาก โดยให้มีสีเดิมเหลืออยู่น้อยที่สุด ควรลบรอยทั้งหมดที่ปรากฎด้วยการขัดกระดาษทรายเรียบ และทำครั้งสุดท้ายด้วยสารป้องกันสนิม และในการเปลี่ยนแผ่นโลหะโดยมากจะใช้โลหะชนิดเดียวกันกับตัวถัง เฉพาะรอยต่อที่ไม่ เหมือนกันอาจเป็นสาเหตุทำให้เกิดการกัดกร่อนทางไฟฟ้าได้
ตัวถังเหล็กกล้า (Steel-Body Metal)
1. ขัดโลหะ หรือสนิมออกให้หมด
2. ใช้น้ำยาล้างทำความสะอาดด้วย Dx 330 Acryli-clean เพื่อขจัดจารบีและขี้ผึ้ง
3. ใช้น้ำยาขจัดสนิมเพื่อเอาสนิมออก
4. ใช้น้ำยาเคลือบเหล็กให้ถูกต้องแต่ละชนิดเพื่อให้ผิวโลหะเกาะตัวได้ดีกับสีพื้น และ ยังป้องกันสนิมด้วย
5. พ่นสีพื้น
6. ขัดกระดาษทรายเก็บเรียบ
7. ใช้น้ำยาล้างทำความสะอาดอีกครั้งหนึ่ง
8. พ่นสีทับหน้า
สังกะสีเคลือบ, สังกะส, เหล็กเคลือบสังกะสี, ทองแดง, ทองเหลือง, บรอนช์, เงิน (Galvanneal-Plymetal-Galvanized or other zinc coated Metals)
1. ใช้น้ำยาล้างทำความสะอาดเพื่อขจัดจารบีและขี้ผึ้ง
2. ใช้น้ำยาขจัดสนิม เพื่อเอาสนิมออก
3. ใช้น้ำยาเคลือบผิวสังกะสี เพื่อให้ผิวโลหะเกาะตัวได้ดีกับสีพื้น ยังป้องกันสนิมด้วย
4. พ่นสีพื้น
5. ขัดกระดาษทรายเก็บเรียบ
6. ล้างน้ำยาทำความสะอาดอีกครั้งหนึ่ง
7. พ่นสีทับหน้า
อลูมิเนียม (Aluminum)
1. ล้างทำความสะอาด ด้วยน้ำยาทำความสะอาดอลูมิเนียม
2. ใช้น้ำยาเคลือบอลูมิเนียม เพื่อให้ผิวโลหะเกาะตัวได้ดีกับสีพื้น
3. พ่นสีพื้น
4. ขัดกระดาษทรายเก็บเรียบ
5. ล้างทำความสะอาดด้วยนํ้ายาล้างอีกครั้งหนึ่ง
6. พ่นสีทับหน้า
โครเมี่ยม, ดีบุก (chromium plating)
1. ล้างทำความสะอาดด้วยน้ำยา Dx 330 Acryli clean ล้างขี้ผึ้ง ไขมัน
2. ล้างทำความสะอาดด้วยน้ำยาทำความสะอาดอลูมิเนียม
3. พ่นสีพื้น
4. ขัดกระดาษทรายเก็บเรียบ
5. เช็ดทำความสะอาดด้วยน้ำยา Dx 330 ล้างขี้ผึ้ง ไขมันอีกครั้ง
6. พ่นสีทับหน้า
สแตนเลส, เหล็กหล่อ, เหล็กธรรมดา (Stainless Steel)
1. ทำความสะอาดด้วยน้ำยา Dx 330 ล้างขี้ผึ้ง ไขมัน
2. ขัดด้วยกระดาษทรายละเอียดเบอร์ 320 โดยขัดเปียกหรือแห้งก็ได้
3. ทำความสะอาดด้วยน้ำยา Dx 330 อีกครั้ง
4. ใช้น้ำยาขจัดสนิม
5. ใช้น้ำยาเคลือบเหล็ก
6. พ่นสีพื้น
7. ขัดเก็บเรียบด้วยกระดาษทรายละเอียด
8. ทำความสะอาดด้วยน้ำยา Dx 330 อีกครั้ง
9. พ่นสีทับหน้า
ไฟเบอร์กร๊าส เสริมด้วยโปลีเอสเตอร์, พลาสติกอย่างแข็ง
1. ล้างทำความสะอาดด้วยน้ำยา Dx 330 Acryli clean
2. ขัดกระดาษทรายเบอร์ 320
3. พ่นสีพื้น
4. ขัดเก็บเรียบด้วยกระดาษทรายละเอียด
5. ล้างทำความสะอาดด้วยน้ำยา Dx 330 อีกครั้ง
6. พ่นสีทับหน้า
ไฟเบอร์กร๊าส, พลาสติกแข็งโปร่ง, ไม้อัดไฟเบอร์
1. ล้างทำความสะอาดด้วยน้ำยา Dx 330 Acryli clean
2. ขัดกระดาษทรายเบอร์ 320
3. พ่นสีพื้น
4. ขัดเก็บเรียบด้วยกระดาษทรายละเอียด

5. ล้างทำความสะอาดด้วยน้ำยา
6. พ่นสีพื้นอีกครั้ง
7. ขัดเก็บเรียบ
8. ล้างทำความสะอาดด้วยน้ำยา
9. พ่นสีทับหน้า
พลาสติกอ่อน, ยาง
1. ล้างทำความสะอาดด้วยน้ำยา Dx 330
2. ขัดกระดาษทราย
3. ล้างทำความสะอาดด้วยน้ำยา
4. พ่นสีทับหน้ายืดหยุ่น (Flexible Finish)
ไม้
1. ขัดกระดาษทรายถ้าต้องการ
2. พ่นสีพื้น หรือยาอุดไม้
3. ขัดเก็บเรียบ
4. ทำความสะอาดด้วยน้ำยา
5. พ่นซิลเลอร์
6. พ่นสีทับหน้า
ไวนิล (Vinyl)
1. ล้างทำความสะอาดด้วยสบู่ ผงซักฟอก
2. ล้างทำความสะอาดด้วยน้ำยา Dx 330
3. พ่นสีพื้น
4. ขัดเก็บเรียบ
5. ทำความสะอาดอีกครั้ง
6. พ่นสีทับหน้า
ข้อควรระวัง ไวนิลอย่างอ่อน ให้พ่นสีทับหน้ายืดหยุ่นได้เท่านั้น เพราะสารเคมีไวนิลอย่างอ่อนจะละลายหรือเยิ้ม หรือทำปฏิกิริยากับสีพ่นอย่างอื่น
3. ลำดับขั้นการพ่นสีรถยนต์
3.1  พ่นบนเหล็กเปล่า (Lacqeur System Over Bare Metal)
1. เอาสีเดิมออก
2. ล้างทำความสะอาดเหล็กเปล่า เพื่อขจัดคราบน้ำมัน ความมันและสิ่งเปรอะเปื้อนอื่นๆ ด้วยน้ำยา Dx 330
3. ใช้กระดาษทรายขัดผิวโลหะเบอร์ 220
4. ถ้ามีสนิม ให้ใช้น้ำยากัดสนิมชำระล้างสนิมและทำความสะอาด
5. ใช้น้ำยาเคลือบสำหรับผิวโลหะ เพื่อให้ผิวโลหะ เกาะตัวได้ดีกับสีพื้น
6. พ่นสีพื้น 2-3 ชั้น
7. โป๊วตรงจุดที่ไม่สมบูรณ์ด้วยสีโป๊วแห้งเร็ว (Glazzing Putty)
8. ขัดกระดาษทรายน้ำด้วยกระดาษทรายเบอร์ 320
9. พ่นสีพื้นเพิ่มเติมตรงจุดที่มีการขัดผิวโลหะ
10. ขัดกระดาษทรายน้ำตรงจุดที่มีการแก้ไข ด้วยกระดาษทรายเบอร์ 320
11. ใช้ลมเป่าให้สะอาด
12. ทำความสะอาดด้วยน้ำยา Dx 330 อีกครั้ง
13. พ่นสีทับหน้า 3-5 ชั้น
14.   ขัดกระดาษทรายสีทับหน้าด้วยกระดาษทราย 400
15. ซ่อมบางจุดที่บาง
16. ขัดกระดาษทราย เบอร์ 400 ที่ซ่อมจุด
17. ใช้ยาขัดสีเพื่อแก้รอยกระดาษทราย
18. พ่นเกียร์หรือแลคเกอร์ทับหน้า (Top coat Clears) เพื่อทำให้เกิด ความเงางาม
19. ใช้ยาขัดหยาบ (Rubbing Compound)
20. ใช้ยาขัดขี้ผึ้ง (Car Wax)
21. สีพ่นกงล้อรถยนต์ ด้วยสีอีนาเมล ไม่ต้องขัด ไม่มีละอองสี ทนทานกว่า
22. ทายาง และยางปูพื้นรถยนต์ด้วยสี
3.2 พ่นบนสีเก่าไม่มีการลอกสี (Lacqeur System over old Finish)
1. ทำความสะอาดด้วยน้ำยาล้างทำความสะอาด Dx 330 เพื่อขจัดสิ่งสกปรก คราบไขมัน
2. ขัดกระดาษทรายละเอียดเบอร์ 320 ด้วยน้ำ ถ้าสีเดิมเป็นสีอีนาเมล ต้องขัดกระดาษทรายให้ทั่วถึง
3. ใช้ลมเป่าตามรอยต่อต่างๆ
4. ทำความสะอาดด้วยน้ำยาล้างทำความสะอาดอีกครั้งหนึ่ง
5. พ่นสีพื้น 2-3 ชั้น
6. โป๊วตรงจุดที่ไม่สมบูรณ์ด้วยสีโป๊วแห้งเร็ว (Glazzing Putty หรือ Spot putty)
7. ขัดกระดาษทรายเปียกเบอร์ 320
8. พ่นสีพื้นเพิ่มเติมตรงจุดที่มีการขัดผิวโลหะ
9. ขัดกระดาษทรายเปียก เบอร์ 320 บริเวณที่แก้ไข
10. ใช้ลมเป่า
11. ทำความสะอาดด้วยน้ำยาล้างทำความสะอาดบริเวณแก้ไข
12. พ่นสีทับหน้า 3-5 ชั้น
13. ขัดสีทับหน้าด้วยกระดาษทรายเปีอกเบอร์ 400
14. พ่นเคียร์ทับหน้า
15. ขัดหยาบ (Rubbing compound)
16. ขัดขี้ผึ้ง
17. พ่นกงล้อด้วยสีอีนาเมล
18. ยางและยางปูพื้นทาด้วยสีทายาง
หลัก 8 ประการในการพ่นสีรถยนต์
ช่างพ่นสีที่ดี ควรจะต้องยึดถือหลัก 8 ประการดังนี้ คือ 
กฎข้อที่ 1 ทำความสะอาดพื้นผิว
พื้นผิวที่จะทำการพ่นสีนั้น จะต้องทำความสะอาดเป็นอย่างดี ซึ่งจะต้องมีการชำระล้างด้วยน้ำ (water) กำจัดขี้ผึ้งขัดรถ (wax) ทราย (sand) น้ำมัน (oil) จารบี (Grease) ฯลฯ ซึ่งต้องใช้น้ำยาล้างทำความสะอาด เช่น ใช้ล้างด้วยน้ำมันเบนซินขาว (whitegasoline) หรือน้ำยาด่างทำความสะอาด Dx 330 Acryl clean
กฎข้อที่ 2 เทคนิคในการขัดกระดาษทราย
ร่อยขูดขีดของกระดาษทรายที่มีต่อชิ้นงาน จะไม่เกิดปัญหาขึ้น ถ้าใช้กระดาษทรายเบอร์ 320 หรือกระดาษทรายที่ละเอีดมากๆ เทคนิคที่สำคัญ ในการขัดกระดาษทราย คือใช้ แรงกดเบาๆ ลงบนกระดาษทรายขัดลงไปบนชิ้นงานนั้น ซึ่งเป็นการขัดกระดาษทรายที่ถูกวิธี

กฎข้อที่ 3 ทินเนอร์ที่มีคุณภาพสูง
ท่านไม่สามารถที่จะประหยัดในเรื่องการใช้ทินเนอร์(Thinner) และท่านอาจจะประหยัดเงินได้ไม่กี่บาท ในการซื้อทินเนอร์ที่มีคุณภาพต่ำ แต่ทินเนอร์ที่กล่าวนี้ อาจทำให้งานของท่านเสียได้ ซึ่งจะทำให้เสียทั้งเวลาและเงินที่จะต้องซื้อของมาทำใหม่ ดังนั้นท่านควรใช้ทินเนอร์ที่ดี มีคุณภาพสูง (Top Quality Thinner) แล้วจะทำให้งานของท่านดี
กฎข้อที่ 4 การใช้จำนวนทินเนอร์ที่ถูกต้อง
ห้ามลดการใช้ทินเนอร์ ในการผสมสีให้น้อยกว่าอัตราส่วนของการผสมสี หากใช้ทินเนอร์ผสมเกินกว่าส่วนที่กำหนดเล็กน้อยจะดีกว่าการผสมสีโดยใช้ทินเนอร์น้อยเกินไป เมื่อต้องการพ่นสีให้หนา ก็ห้ามการลดทินเนอร์ลง หากทำเช่นนี้จะทำให้เกิดปัญหาตามมา หากต้องการพ่นสีให้หนา ก็ต้องทำการพ่นหลายๆ ชั้น (Coat)
กฎข้อที่ 5 การคนสี
ในการคนสี (Stir) ช่างพ่นสีควรจะต้องทราบว่า สีที่จะนำไปพ่นนั้นเป็นสีของบริษัทไหน เป็นสีอะไร และเป็นสีพ่นชนิดใด เช่นเป็นสีทับหน้า, สีพ่น, สีแลคเกอร์, สีอีนาเมล ฯลฯ และต้องจำไว้เสมอว่า ในเวลาคนสีจะต้องคนสีให้ทั่วถึงจริงๆ จึงจะนำไปใช้งาน
กฎข้อที่  6 การใช้ความดันลมต่ำ
การใช้ความดันลมสูงเกินไป จะทำให้มีปัญหาเกิดขึ้นมาก เช่นเกิดการแพร่กระจายของสีมาก และทำให้สีแห้งก่อนถึงชิ้นงาน เช่นเกิด Dry Spray หรือ Overspray (สีด้าน) การเกาะตัวของสีไม่ดีสีเกิดรูพรุน สีไม่ขึ้นเงา ทำให้สีฟุ้งกระจายไปหมด เป็นการเปลืองสีโดยเปล่าประโยชน์ ถ้าหากช่างผสมสีผสมได้ถูกส่วนและใช้ความดันลมที่ถูกต้องแล้ว จะทำให้สีเกิดกระจาย หรือเป็นละออง (Atomized) ได้ดีมาก ทั้งนี้ก็ต้องขึ้นอยู่กับการปรับปืนพ่นสีด้วย โดยปกติทั่วๆ ไป จะใช้ความดันลมประมาณ 40-45 ปอนด์ต่อตารางนิ้ว
กฎข้อที่ 7 วิธีการพ่นสีที่ถูกต้อง
ช่างสีควรถือปืนพ่นสีให้ตั้งได้ฉากกับชิ้นงานที่ต้องการพ่นสี และจะต้องให้ระยะห่าง ระหว่างปลายของปืนพ่นสีและชิ้นงานห่างประมาณ 6-8 นิ้ว ความกว้างของสีที่พ่นออกไปควรจะได้ประมาณ 5-6 นิ้ว ช่วงเวลาของการพ่นสีแต่ละชิ้น (Coat) ให้พอเหมาะกับสี (หากมีคำแนะนำที่ฉลากกระป๋องสีควรทำตามที่นั้น) โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อพ่นสีชั้นแรกสร็จเรียบร้อยแล้ว ช่างควรจะรอให้สีชั้นแรกแห้งก่อน แล้วจึงจะทำการพ่นชั้นที่ 2 ทับลงไปอีก
กฎข้อที่ 8 การระบายอากาศได้ดีพอ
จะเห็นได้ว่า อุณหภูมิของอากาศที่พอเหมาะในการพ่นสีประมาณ 65-95 ฟาเรนไฮต์ (F) และควรเป็นอากาศแห้ง ซึ่งเป็นช่วงที่นับว่าได้ประโยชน์มาก เฉพาะอย่างยิ่งระหว่างการรอแห้งของสีที่พ่นเสร็จแล้ว ทั่วๆ ไปสีแลคเกอร์จะแห้งในเวลา 2-3 ชั่วโมง ส่วนสีอีนาเมลธรรมดา จะแห้งในเวลา 18 ชั่วโมง ระหว่างการรอเวลาที่สีจะแห้ง ไม่ควรเก็บชิ้นงานที่พ่นสีเสร็จแล้ว ไว้ในห้องที่อับอากาศ การระบายอากาศไม่พอดี

ที่มา:อร่าม  เริงฤทธิ์

บทความอื่น ๆ ที่น่าสนใจ:

Share this :

  • Stumble upon
  • twitter

Comments are closed.