การทดสอบการรั่วหลังจากใส่ชุดซีลและโอ-ริง

Posted on : 29-05-2013 | By : Author | In : ระบบต่าง ๆ ในรถยนต์

Testing For Leakage After Seal And o-ring Installation
1. ติด Pressure Plate และ o-ring เข้าที่คอมเพรสเซอร์และต่อท่อเกจวัดความดันกับถังบรรจุสารทำความเย็น
2. เปิดฝาตรวจดูระดับน้ำมันหล่อลื่นก่อนบรรจุสารทำความเย็น
3. เปิดลิ้นที่เกจวัดความดันเพื่อให้สารทำความเย็นเข้าระบบ
4. ปล่อยให้สารทำความเย็นเข้าไปในคอมเพรสเซอร์จนเต็มและปล่อยจนกระทั่งสารทำความเย็นไหลออกมาทางรูถ่ายน้ำมันหล่อลื่น
5. ปิดปลั๊กเติมน้ำมันหล่อลื่น
6. จับตัวคอมเพรสเซอร์เอาด้านหน้าตั้งขึ้น ทดลองหมุนเพลาคอมเพรสเซอร์หลายๆ รอบเพื่อทดสอบการรั่วของซีล ถ้ายังคงพบรอยรั่วอีกต้องทำการตรวจดูใหม่ว่า O-Ring นั่งบนบ่ารองรับสนิทหรือไม่ หรืออาจเป็นเพราะลูกยางซีล โอ-ริงพลิกตะแคงอยู่ภายในเนื่องจากใส่ไม่ถูกต้อง ถ้าไม่พบรอยรั่วให้ถอดแมนิโฟลด์เกจออกจากคอมเพรสเซอร์ ตรวจดูระดับน้ำมันหล่อลื่นอีกครั้งเพื่อความเรียบร้อย
การซ่อมคอมเพรสเซอร์ทั้งลูก
(Overhaul Compressor)
การซ่อมคอมเพรสเซอร์ทั้งลูกหรือที่เรียกกันว่า เมเจอร์โอเวอร์ฮอล จำเป็นต้องดำเนินการตั้งแต่ถอดจานคลัช พูลเลย์ ชุดซีล ชุดคอยล์ หลังจากนั้น จึงดำเนินการขั้นต่อไป
1. ถอดนัทที่ยึดเรือนสูบด้านหลัง 4 ตัวออกเพื่อเปิดฝาครอบเรือนสูบด้านหลังออก อย่าพยายามใช้ไขควงหรือเหล็กแหลมงัดเพราะอาจไปโดนซีลทำให้ซีลชำรุด
2. ใช้ผ้าเช็ดทำความสะอาดคราบน้ำมันจากซีลผิวหน้าสัมผัสของฝาครอบเรือนสูบ ตรวจดูสภาพของฝาปิดด้านหลัง ถ้าฝาปิดร้าว แตก บิ่น ให้เปลี่ยนใหม่
3. ถอดกรองด้านดูดออก ถ้ากรองขาด หรือชำรุดหรือตันให้เปลี่ยนกรองใหม่
4. ใช้น้ำยา Lay-out หรือสีเสนทาบนปั๊มน้ำมันหล่อลื่นบนเฟืองเกียร์ ตรวจดูหน้าสัมผัสของเฟือง ถ้าหากหน้าสัมผัสมีน้อยหรือเกือบไม่มีเลย แสดงว่าช่องว่างระหว่างเฟืองห่างมาก เปลี่ยนเฟืองใหม่
5. ถอด O-Ring เก่าทิ้ง
6. สอดไขควงอันเล็กเข้าใต้ Reed Retainer เพื่อถอดลิ้นออกมาตรวจสอบสภาพ
7. เปลี่ยนลิ้นใหม่ถ้าเป็นรอยหรือชำรุด
8. ถอดเรือนสูบแยกออกเป็น 2 ส่วน เพื่อตรวจสอบชิ้นส่วนภายใน


ภาพการถอดลิ้นจ่าย และชุดแผ่นลิ้นหลัง
ข้อควรระวัง การถอดเอาเรือนสูบชุดในออก ถ้าไม่ออกให้ใช้ค้อน
พลาสติคเคาะด้านบน หรือด้านหน้าคอมเพรสเซอร์เบาๆ ห้ามใช้ค้อนโลหะเด็ดขาด
9. ถอด O-ring ที่ด้านหัวท้ายคอมเพรสเซอร์ทิ้ง ควรเปลี่ยนใช้ของใหม่เพราะประสิทธิภาพดีกว่าและป้องกันความยุ่งยากภายหลัง หากพบว่า o-ring เก่าไม่สามารถซีลได้ ต้องทำการถอดออกมาเปลี่ยนใหม่ในภายหลังทำให้เสียเวลา
10. ถอดชุดแผ่นลิ้นจ่ายด้านหน้า(Front Discharge Valve Plate) และ Reed Valve และตรวจดูถ้าหากพบว่า ลิ้นเป็นรอยขรุขระหรือลิ้นร้าวให้เปลี่ยนลิ้นใหม่
11. ถอดชุดเรือนสูบ ภายในแยกออกเป็น 2 ส่วน ตรวจดูชุดอุปกรณ์ภายใน หากพบว่าชำรุดให้เปลี่ยนใหม่ทั้งชุค ถ้าพบว่ามีเศษผงโลหะหรือเศษชิ้นส่วนที่ชำรุดในตัวคอมเพรสเซอร์ให้เปลี่ยนรีซีฟเวอร์หรือไดรเออร์ด้วย
การถอดประกอบลูกสูบและเพลา
DISASSEMBLING THE CYLINDER AND SHAFT ASSEMBLY
1. ทำเครื่องหมายระหว่างลูกสูบ และเรือนสูบ ด้วยดินสอ เพื่อสะดวกในการประกอบเข้าที่เดิมและง่ายต่อการวินิจฉัย
2. ใช้คีมปากแหลมดึงเอาแผ่นทางเดินสารทำความเย็นทางด้านดูดออกดูภาพที่ 29-4
จัดถาดสำหรับใส่อุปกรณ์เมื่อถอดแยกชิ้นส่วน ถาดที่ทำขึ้นเป็นพิเศษนี้สำหรับใส่อุปกรณ์เกี่ยวกับลูกสูบและ กระบอกสูบโดยเฉพาะ ทำให้สะดวกแก่การหยิบและป้องกันสับสน ทำให้วินิจฉัยการสึกหรอได้ดีขึ้น
4. แยกเรือนสูบด้านหน้าและหลังออกจากกัน โดยใช้ค้อนตีบนไม้ เพื่อป้องกันไม่ให้ชิ้นส่วนชำรุดแตกหัก
5. ถอดลูกสูบ แหวนลูกสูบ เบ้ารองรับลูกปืนและลูกปืน (shoe and Ball) ทีละชิ้นและวางเรียงลงในช่องสำหรับใส่ชิ้นส่วนโดยเฉพาะในถาดใส่ชิ้นส่วน สำหรับการวางลูกสูบให้วางหันหัวลูกสูบไปทิศทางเดียวกัน สังเกตด้านหน้าลูกสูบได้โดยที่หัวลูกสูบจะมีรอยบากเป็นเนินใต้แหวน หรือบางยี่ห้ออาจทำเครื่องหมายเป็นหัวลูกศรไว้ (เช่นของกีกิ) การที่ทำเช่นนี้เพื่อป้องกันการใส่ลูกสูบกลับทางกัน เมื่อถอดส่วนประกอบแล้วให้ทำการตรวจหารอยชำรุดเพื่อประกอบการวินิจฉัย ถ้าไม่พบข้อบกพร่องให้ล้างทำความสะอาดชิ้นส่วนทั้งหมดแล้วเป่าให้แห้ง
6. ถอดแหวนกันรุนและแบริ่งหลัง


การถอดแหวนกันรุนและแบริ่งด้านหลังเพลาคอมเพรสเซอร์
7. ถอดแหวนกันรุนและแบริ่งหน้า
8. ถอดเพลาออกจากเรือนสูบ ตรวจดูแผ่นสวอชเพลท ถ้าหากเป็นรอยชำรุดหรือสึกหรอมากให้เปลี่ยนใหม่

9. ถอดเพลาและแผ่น Swash Plate ออกทางก้านเรือนสูบชุดหน้า
10. ถ้าหากจำเป็นจะต้องเปลี่ยนเมนแบริ่งหน้า-หลังให้ใช้เครื่องมือพิเศษในการถอดเท่านั้น แต่ถ้าไม่จำเป็นไม่ต้องถอด
การตรวจวินิจฉัยปัญหาข้อบกพร่อง
INSPECTION AND DIAGNOSIS
1. ตรวจดูแหวนกันรุนแบริ่งหน้าและหลังทั้ง 2 ชุด ถ้าหากพบรอยซึ่งเกิดจากการสึกหรอให้เปลี่ยนแหวนกันรุนและแบริ่งใหม่
2. ถ้าหากกันรุนและแบริ่งต้องการจะเปลี่ยนให้เปลี่ยนแหวนกันรุนแบริ่ง 2 ตัวและตัวปลอกแหวนกันรุน 4 ตัว
3. ตรวจดูลูกสูบว่ามีรอยร้าวแตกหรือไม่รวมทั้งตรวจดู Socket ด้วยว่ามีการสึกหรอเกิดขึ้นบ้างหรือไม่ ถ้าพบให้เปลี่ยนใหม่
4. จัดหาลูกปืนกลมหน้าลูกสูบและเบ้ารองรับเบอร์ 0 สำหรับเตรียมใส่แต่ละสูบถ้าหากหาไม่ได้ ให้จัดหาเบ้ารองรับเบอร์ 0.17 นิ้วมาแทน
5. ตรวจดูสภาพความเรียบร้อยภายนอกของชิ้นส่วนทุกชิ้น เรือนสูบทั้ง 2 ด้าน แล้วประกอบเข้าอย่างเดิมขณะประกอบยังไม่ต้องใส่แผ่นท่อทางเดินสารทำความเย็น ก่อนประกอบภายใน ต้องตรวจดูว่าเพลาได้ศูนย์หรือเปล่า
6. ตรวจดูแกนเพลาสวอชเพลทและแผ่นสวอชเพลท ถ้าหากพบว่าเพลาเบี้ยวคด หรือสึกหรอมากให้เปลี่ยน
7. ตรวจดูเรือนสูบทั้ง 2 ข้าง ด้านหน้าและด้านหลังเรือนสูบทั้ง 2 ข้างต้องสวมเข้ากันพอดี ถ้าเรือนสูบซีกใดซีกหนึ่งชำรุดต้องเปลี่ยนทั้งคู่
การเตรียมสำหรับทดสอบ
PREPARATION FOR TESTING
1. ใส่คอมเพรสเซอร์ท่อนหน้าลงไปในที่ยึดเรือนคอมเพรสเซอร์ (คว่ำหน้าลง)
2. ใส่แหวนกันรุนและแบริ่งลงในเพลาของเรือนสูบท่อนหน้า
3. ใส่แหวนกันรุนและแบริ่งด้านหลังบนเพลาของเรือนสูบ
4. ระหว่างที่ทำการวัดระยะช่องว่างภายในเรือนสูบห้ามใส่แหวนลูกสูบ
5. ใส่ลูกปืนพร้อมเบ้ารองรับลูกปืนเบอร์ 0 ด้านหน้าลูกสูบ
เบ้ารองรับลูกปืนที่ด้านหน้าลูกสูบเบอร์ 0 มีความหนาเท่ากับ 0. 17″
6. ที่ด้านหลังลูกสูบไม่ต้องใส่เบ้ารองรับลูกปืน ใส่แต่ลูกปืนอย่างเดียว
หมายเหตุ ด้านหน้าและด้านหลังลูกสูบสังเกตได้จากรอยบาก ลูกสูบด้านหน้ามีรอยบากเห็นได้ชัด
7. เมื่อประกอบลูกสูบ เข้ากับเรือนสูบและใส่ชุดเพลาสวอชเพลทเรียบร้อยแล้ว ให้ขันโบลท์ยึดเรือนสูบทั้งสองท่อน โดยขันด้วยแรง 19-23 ฟุต-ปอนด์
ลำดับขั้นการวัด
การวัดสำหรับคอมเพรสเซอร์ทุกชนิดมีวิธีการทางเทคนิคปลีกย่อยแตกต่างกันไป หลักการใหญ่คล้ายกัน
การวัดโดยมากใช้ฟิลเล่อร์เกจ และใช้สเกลสปริงหรือไดแอลสเกลเป็นเครื่องวัดความหนาอีกครั้ง ก่อนทำการวัดให้ใช้น้ำมันหล่อลื่นทาที่ฟิลเล่อร์เกจเพื่อลดความฝืดที่จะทำให้เกิดการเสียดสีและชำรุดได้
เริ่มต้นด้วยสูบที่ 1ก่อน เอาฟิลเล่อร์เกจสอดระหว่างลูกปืนและแผ่นสวอชเพลท และเมื่อดึงสเกลสปริงค่าที่อ่านได้ควรอยู่ระหว่าง 4 ถึง 8 ออนซ์ถ้าหากน้อยกว่า 4 ออนซ์ ต้องเพิ่มความหนาของเบ้ารองรับลูกปืนให้หนาขึ้น แต่ถ้าความหนามากกว่า 8 ออนซ์ให้ลดความหนาของเบ้ารองรับลูกปืนลง
ตารางการเปรียบเทียบเบ้ารองรับลูกปืน (Shoe Chart)


ช่องที่ 1 *ตัวเลข 3 ตัวสุดท้ายเป็นเบอร์ชิ้นส่วนของเบ้ารองรับ
ช่องที่ 2 เป็นเบอร์ที่ประทับลงบนเบ้า (shoue)


Thrust Beraring Racc Chart. ช่องที่ 1 *ตัวเลข 3 ตัวสุดท้ายแสดงขนาดเบอร์ชิ้นส่วนของแหวนกันรุนแบริ่ง
ช่องที่ 2 บอกความหนาเป็นนิ้วและช่องสุดท้ายเป็นเบอร์ที่ประทับบนแหวนกันรุน
บันทึกค่าความหนาของเบ้ารองรับลูกปืนสำหรับค่าที่อ่านจากสเกลสปริง
หมุนเพลาไป 120 องศาและทำการเช็คอีกครั้งทำเช่นนี้อีก 2-3 ครั้งจนได้ผลเป็นที่พอใจ จึงทำการวัดสูบอื่นอีกต่อไป
สูบอื่นๆ ก็ทำเช่นเดียวกัน
ใช้ฟิลเลอร์เกจสอดเข้าไประหว่าง Bearing และปลอกแหวนกันรุนหลังตัวนอก

บทความอื่น ๆ ที่น่าสนใจ:

Share this :

  • Stumble upon
  • twitter

Comments are closed.