ดรัมเบรครถยนต์

Posted on : 09-11-2012 | By : Author | In : การดูแลรักษารถ

ดรัมเบรค ในรถยนต์รุ่นเก่าๆ ส่วนมากมักใช้ระบบเบรคแบบนี้อยู่ แม้ในรถยนต์รุ่นใหม่ในปัจจุบันบางยี่ห้อก็ยังคงใช้ดรัมเบรคอยู่เช่นเดียวกัน

การทำงานของดรัมเบรคนี้แตกต่างกับดีสค์เบรค ดังแสดงเป็นตัวอย่างในรูปที่ 1 ดรัมเบรค มีผ้าเบรคโค้งๆ 2 อัน เมื่อจะทำงาน ผ้าเบรคทั้งสองนี้จะถูกกดให้ติดยันเข้ากับด้านในของฝาครอบเบรค(Drum) ดีสค์เบรค มีผ้าเบรคเป็นแผ่น 2 แผ่น ประกบเข้ากับ 2 ด้าน ของแผ่นจานเบรค เบรคได้โดยการกดแผ่น 2 แผ่นนี้เข้าไป ส่วนข้อดีของดรัมเบรคก็มีอยู่อย่างหนึ่งซึ่งเหนือกว่าเบรคแบบจาน ก็คือมันมีความสามารถที่จะเพิ่มแรงจับประกบกับฝาครอบเบรคได้ด้วยตัวมันเองโดยอัตโนมัติ ทำให้คนขับรถใช้แรงกดดันเบรคน้อยลง ดังนั้นความจำเป็นในการติดตั้งหม้อลมช่วยในการเบรคจึงไม่มี

ส่วนข้อเสียนั้นก็คือ ดรัมเบรคนั้นความร้อนซึ่งเกิดจากการเสียดสีระหว่างผ้าเบรค และฝาครอบไม่สามารถระบายออกได้ทันเวลา ทำให้ผ้าเบรคมีอุณหภูมิสูงขึ้น และมีผลทำให้ประสิทธิภาพของการเสียดทานของผ้าเบรคลดลง

ดรัมเบรคแบ่งออกเป็น 2 ชนิดใหญ่ๆ ซึ่งใชกันทั่วไปคือ

1. ก้ามปูนำ 2 ก้าน ลักษณะการจัดระบบจะเป็นดังรูปที่ 2

      การจัดแบบนี้ตัวผ้าเบรค(shoe) ทั้ง 2 แผ่น จะอยู่ในลักษณะที่เพิ่มประสิทธิภาพ ในการจับประกบกับฝาครอบได้ด้วยตัวมันเองทำให้ใช้แรงในการเหยียบคันเบรคน้อยลงอย่างมาก ระบบนี้ปกติใช้กับล้อคู่หน้าของรถ ซึ่งล้อคู่หน้านี้จะเป็นล้อซึ่งต้องรับแรงมากในเวลาเบรครถ  นอกจากนั้นล้อคู่หน้ายังมีโอกาสที่จะเกิดล้อตาย (Wheel locking) น้อยกว่าล้อหลังด้วยลักษณะของล้อหน้าทั้งสองประการนั่นเองเบรคแบบนี้จึงเหมาะสมกับล้อหน้า

2. ก้ามปูนำ และก้ามปูตาม

      การจัดระบบแบบก้ามปูนำ 2 ก้ามนั้น ไม่เหมาะสมกับล้อหลัง เพราะเบรคมือของรถยนต์ทั่วๆ ไปนั้น เป็นการเบรคโดยใช้การดึงถ่างผ้าเบรคของล้อหลังออกให้ดันฝาครอบไว้ด้วยแรงสปริง ถ้าเป็นการเบรคเพื่อมิให้รถถอยหลังลงไปตามทางลาด เบรคแบบ 2 ก้ามปูนำ จะไม่เหมาะเพราะเมื่อรถยนต์ถอยหลัง มันจะกลายเป็นก้ามปูตาม 2 ก้ามไปทันที ทำให้ประสิทธิภาพการเบรคลดลง ดังนั้นล้อหลังของรถยนต์ปกติทั่วไปมักใช้เบรคระบบก้ามปูนำและตาม เพราะมันมีประสิทธิภาพพอๆ กัน ไม่ว่ารถจะวิ่งเดินหน้าหรือถอยหลังก็ตาม

ก่อนที่จะพูดถึงการเปลี่ยนผ้าเบรค (shoe) ของดรัมเบรค ควรจะได้ดูส่วนประกอบทั่วๆ ไปของดรัมเบรคเสียก่อน(รูปที่ 4)

การจัดระบบแบบในรูปนี้เป็นแบบ ก้ามปูนำและก้ามปูตาม

อีกปัญหาหนึ่ง คือ เมื่อใดเราจึงควรจะเปลี่ยนผ้าเบรคคำตอบจะมีเป็น 2 ตอน คือ

1. ถ้าเป็นผ้าเบรคชนิดมีหมุดย้ำ (rivet) ให้ดูความหนาของผ้าเบรคเหนือหมุด ถ้าผ้าเบรคมีความหนาเหนือหมุดน้อยกว่า ประมาณ ½ “ แล้ว ควรเปลี่ยนผ้าเบรคได้

2. ถ้าเป็นชนิดไม่มีหมุดย้ำ  ให้ดูความหนาของผ้าเบรคน้อยกว่าประมาณ 1/3 ของความหนาเดิมหรือไม่ ถ้าน้อยกว่าควรเปลี่ยนได้ เจ้าของรถควรกระทำการตรวจสภาพเบรคทุก ๆ ระยะ 3,000 ไมล์ (4,800 ก.ม.) เพื่อความปลอดภัย

สำหรับขั้นตอนในการเปลี่ยนผ้าเบรคมีวิธีการดังนี้

1. ยกรถขึ้นด้วยแม่แรง ถอดล้อออก ถ้าเป็นการเปลี่ยนผ้าเบรคล้อหน้า ให้ดึงเบรคมือไว้ แต่ถ้าเปลี่ยนผ้าเบรคล้อหลังให้ปลดเบรคมือออกแล้วใช้ไม้หรือก้อนหินยันล้อหน้าเอาไว้ ทั้งหมดนี้เป็นการป้องกันการที่รถจะเลื่อนตกลงมาจากแม่แรง  ต่อจากนั้นก็ถอดสกรูของตัวตั้งระยะเบรคสูงต่ำออกหรือลดผ้าเบรคให้ลงมาต่ำสุด เพื่อจะได้ทำการถอดฝาครอบและผ้าเบรคออกได้ง่ายขึ้น

2. คลายน็อต(ถ้ามี) ซึ่งยึดฝาครอบเบรคกับดุมล้อออก แล้วค่อยๆ ดึงฝาครอบออกมา ถ้าดึงยากให้ใช้ฆ้อนยางหรือฆ้อนพลาสติก เคาะเบาๆ ก่อนดึง จะช่วยให้ดึงออกได้ง่ายขึ้น ในรถยนต์บางชนิดตัวฝาครอบเบรคติดเป็นอันเดียวกันกับดุมล้อ ถ้าเป็นแบบนี้ บางทีต้องใช้ตัวดูด (puller) ช่วยจึงจะสามารถถอดฝาครอบเบรคออกมาได้

3. เปรียบเทียบผ้าเบรคใหม่และเก่าว่า ชนิดเดียวกันและขนาดเท่ากันหรือเปล่า เพื่อกันความผิดพลาด ต่อจากนั้นก็ทำความสะอาดแผ่นประกบหลัง ระบบการตั้งระยะเบรคและถ้าเป็นล้อหลังก็ทำความสะอาดข้อต่อต่างๆ ของเบรคมือด้วย พร้อมทั้งตรวจดูข้อบกพร่องของฝาครอบเบรค ถ้าเกิดมีรอยขีดข่วนอันเกิดจากหมุดย้ำของผ้าเบรค (ซึ่งจะโผล่เหนือผ้าเบรค ถ้าเบรคสึก)ให้เปลี่ยนจานเบรคด้วย ถ้าไม่มีรอยขีดข่วนก็ขัดขอบด้านในของฝาครอบเบรค (ซึ่งเป็นเงา)ให้สากด้าน ด้วยกระดาษทรายน้ำอย่างละเอียด

4. ใช้คีมขนาดพอเหมาะหมุนจาน รองสปริงกดผ้าเบรค ให้หลุดออกจากน็อต ยึดสปริงกดผ้าเบรค ถ้าเป็นเบรคหลังปลดกระเดื่องต่างๆ ของเบรคมือออกให้หมด พร้อมกันนั้นให้ตรวจดูที่สึกหรอ เพื่อจัดการเปลี่ยนใหม่

5. ใช้ไขควงขนาดใหญ่พอเหมาะงัดผ้าเบรคออกจากช่องบนตัวกระบอกสูบ การงัดขอให้ทำอย่างระมัดระวังเพราะตัวผ้าเบรคยังคงมีสปริงดึงกลับเกาะอยู่ และระวังอย่าให้การทำอันตรายกับยางกันฝุ่น พร้อมทั้งสังเกตและจดจำลักษณะการวางตัวของผ้าเบรคไว้ให้ดี เพื่อเป็นประโยชน์ตอนใส่กลับเข้าไปใหม่

6. ใช้ไขควงงัดปลายของผ้าเบรคที่เหลือออกจากช่องที่มันวางตัวอยู่ แล้วใช้คีมดึงเอาตัวสปริงดึงกลับออกจากก้ามปูเสีย พร้อมทั้งตรวจสอบดูความสึกหรอของสปริงและจำไว้ว่าเมื่อถอดออกในลักษณะนี้แล้ว อย่าเหยียบเบรคอีกเป็นอันขาด ซึ่งอาจป้องกันได้อีกวิธี โดยใช้ลวดผูกลูกสูบไว้ (ดังข้อ 7) เพื่อเป็นการกันไว้อีกที

7. แสดงลวดพันรอบกระบอกสูบ แล้วทำความสะอาดช่องรองรับผ้าเบรค และแผ่นประกบหลัง

8. นำก้ามปูใหม่ใส่สปริงดึงกลับให้เรียบร้อยเสียก่อน วางปลายด้านหนึ่งของผ้าเบรค แต่ละด้านลงในช่องรองรับแล้วใช้ไขควงงัดอีก 2 ด้าน ที่เหลือเข้ากับลูกสูบและกระบอกสูบ ตามลำดับ

9. หลังจากทำตามข้อ 7,8 เรียบร้อยแล้ว ต่อกระเดื่องต่างๆ ของเบรคมือกลับเข้าที่เดิม

10. ใส่สปริงและน็อตยึดผ้าเบรคเข้าที่เดิม เอาฝาครอบเบรคใส่เข้าที่เดิม แล้วตั้งเบรคให้สูงสุด ต่อมาค่อยๆ ลดเบรคลงจนสามารถหมุนได้ แล้วจึงเหยียบคันเบรค เพื่อให้ผ้าเบรคอัดเข้าที่

สำหรับลักษณะของกลไกการตั้งเบรคสูงต่ำมีหลายแบบ ซึ่งถ้าใช้การสังเกตดีๆ ก็จะสามารถเข้าใจได้โดยง่าย อีกประการหนึ่งหนังสือคู่มือประจำรถมักจะบอกไว้เสมอ

ที่มา:พิชัย  ลีละพัฒนะ

 

บทความอื่น ๆ ที่น่าสนใจ:

Share this :

  • Stumble upon
  • twitter

Comments are closed.