ประสิทธิภาพของเครื่องปรับอากาศ

Posted on : 31-05-2013 | By : Author | In : Uncategorized

Energy Efficiency Rating (EER)
ประสิทธิภาพการทำงานของเครื่องปรับอากาศเราใช้วัดปริมาณพลังงานไฟฟ้าที่ใช้ต่อหน่วยความสามารถการดูดความร้อน โดยใช้สูตรดังนี้
E E R =     BTU/HR
860 WATTS
ตัวอย่าง เครื่องปรับอากาศเครื่องหนึ่งมีความจุในการดูดความร้อนออก = 0800 บีทียู/ชม. ถ้าต้องการทราบประสิทธิภาพของเครื่องปรับอากาศ โดยใช้พลังงานไฟฟ้าต่อหน่วย ความสามารถในการดูดความร้อนแทนค่าในสูตรได้ดังนี้
E E R = BTU/HR            =      8000
860     Watts             860
=   9.3    Btu/Watt-hr
เพื่อเป็นการประหยัดพลังงาน สมาคมหอการค้าแห่งสหรัฐอเมริกาและกรมมาตรฐานแห่งชาติ ให้ผู้ผลิตเครื่องปรับอากาศติดฉลากแนะนำการเปลี่ยนแปลงค่าจาก Btu /hr มาเป็น Btu/Watt-hr
จากสูตรข้างบนแสดงว่าเครื่องปรับอากาศมีความจุ 8,000 บีทียู ต่อ ช.ม. หรือมีความจุ 860 Btu/Watt-hr
จากสูตรดังกล่าว เมื่อประสิทธิภาพของเครื่องปรับอากาศเพิ่มขึ้น Btu/Watt-hr ก็เพิ่มขึ้นด้วย โดยทั่วไปแล้วเมื่อประสิทธิภาพของการทำความเย็นสูงขึ้น ค่าไฟจะลดน้อยลง เพราะฉะนั้นก่อนซื้อเครื่องปรับอากาศควรตรวจดู EER ก่อนทีจะตัดสินใจซื้อทุกครั้ง
เครื่องมือที่ใช้ในการซ่อมและบริการเครื่องปรับอากาศ
เครื่องมือที่จำเป็นสำหรับการซ่อมและบริการเครื่องปรับอากาศมักเป็นเครื่องมือเฉพาะเช่นการถอดประกอบคอมเพรสเซอร์แบบสวอชเพลท ต้องใช้เครื่องมือพิเศษเฉพาะยี่ห้อเป็นรายบริษัท นอกจากเครื่องมือพิเศษดังกล่าวยังมีเครื่องมือที่ช่างปรับอากาศและทำความเย็นจำเป็นต้องใช้คือ
1. ชุดแมนิโฟลด์เกจพร้อมสายยางครบชุด 1 ชุด
2. เครื่องตรวจสอบหรอยรั่ว
3. เครื่องทำสูญญากาศและเติมสารความเย็น 1 ชุด
4. เครื่องมือวัดกระแสคลิปแอมป์ (ใช้สำหรับตู้เย็นและเครื่องปรับอากาศ)

5. ประแจแหวน ปากตาย และประแจกระบอกอย่างละ 1 ชุด
6. แว่นนิรภัย
7. สารทำความเย็น
8. เทอร์โมมิเตอร์
สำหรับเครื่องมือวัดกระแสหรือที่เรียกกันว่าคลิปแอมป์ ใช้สำหรับเครื่องปรับอากาศและตู้เย็นเท่านั้น มิได้ใช้กับเครื่องปรับอากาศรถยนต์

เครื่องมือวัดกระแส CLIP AMP
เครื่องมือคลิปแอมป์สำหรับวัดกระแสของเครื่อง จำเป็นอย่างยิ่งที่ช่างซ่อมตู้เย็น และเครื่องปรับอากาศจำเป็นต้องใช้ คลิปแอมป์จะมีทั้งที่วัดกระแสแรงเคลื่อนไฟฟ้าและความต้านทานไฟฟ้า
การใช้คลิปแอมป์


ภาพที่ 14 เครื่องวัดกระแสไฟแบบคลิปแอมป์
การใช้คลิปแอมป์ กระแสมอเตอร์คอมเพรสเซอร์ จำเป็นต้องตั้งแอมป์ไว้สูงที่สเกล 40 A หรือ 100 A แล้ว จึงนำไปคีบสายเมนที่ต่อเข้า
คอมเพรสเซอร์เส้นใดเส้นหนึ่ง หลังจากนั้นจึงเปิดสวิชปล่อยให้กระแสไฟเข้ามอเตอร์คอมเพรสเซอร์ขณะเริ่มสตาทกระแส LRA จะสูงเข็มของคลิปแอมป์ก็จะขึ้นสูงด้วยและเมื่อมอเตอร์คอมเพรสเซอร์ทำงานตามปกติเข็มของคลิปแอมป์จะลดลงมาที่ FLA ภายในเวลา 2-3 วินาที เพราะฉะนั้นการใช้เครื่องมือวัดกระแสคลิปแอมป์วัดกระแสขณะมอเตอร์คอมเพรสเซอร์เริ่มทำงาน ทำให้เราทราบได้ว่ามอเตอร์คอมเพรสเซอร์ทำงานหรือไม่ทำงานได้ และนอกจากนั้นคลิปแอมป์ยังบอกให้ทราบว่าสภาพเครื่องทำความเย็น มีสารทำความเย็นเช่นไร เช่นสารทำความเย็นน้อยหรือมากเกินไป ถ้าตรวจพบว่าสารทำความเย็นไม่พอให้ทำการตรวจหารอยรั่วก่อนที่จะทำการเติมสารทำความเย็นเข้าไปในระบบ
เครื่องปรับอากาศบ้านหลายชนิดใช้ PSC มอเตอร์คอมเพรสเซอร์ PSC (Permanent Split Capacitor) คอมเพรสเซอร์ชนิดนี้ไม่จำเป็นต้องใช้รีเลย์สำหรับในการสตาทคอมเพรสเซอร์แต่ใช้กระแสไฟเป็นตัวควบคุมการทำงานของคอมเพรสเซอร์ ถ้าหากกระแสไฟลดลงต่ำกว่าปกติ 10% หรือมากกว่าปกติจะทำให้มอเตอร์คอมเพรสเซอร์สตาทติดยาก ซึ่งช่างเทคนิคส่วนใหญ่ได้แก้ปัญหานี้โดยการติด Capacitor และรีเลย์เข้ากับระบบ เพื่อแก้ปัญหาติดเครื่องยากเมื่อจะสตาท ดังนั้นช่างทั้งหลายควรระวังเสมอว่าถ้าหากจะติดตั้งคาปาซิเตอร์และรีเลย์ จะต้องกำหนดขนาดของคาปาซิเตอร์และรีเลย์ให้พอเหมาะกับขนาดของมอเตอร์คอมเพรสเซอร์
เพื่อให้การเลือกใช้ สตาทคาปาซิเตอร์ พอเหมาะและถูกต้องขนาดของมอเตอร์ โดยดูเทียบจาก Running Capacitor
เมื่อมอเตอร์คอมเพรสเซอร์ถึงความเร็วที่เราต้องการ ตัวสตาทคาปาซิเตอร์ต้องการ Potential Relay เพื่อเปิดวงจรคาปาซิเตอร์
การเปลี่ยนคาปิลลารี่ทิ้วสำหรับเครื่องปรับอากาศบ้านต้องทำอย่างระมัดระวังโดยการใช้ขนาดแคปทิ้วที่ถูกต้องเท่านั้น
ถ้าปรากฎว่ามีหยดน้ำหยดลงมาจากเครื่องปรับอากาศเข้ามาในห้องแสดงว่าติดตั้งเครื่องปรับอากาศผิดเพราะมุมที่เอียงของเครื่องกลับกัน ปกติด้านนอกของเครื่องปรับอากาศ ต้องเอียงออกต่ำกว่าแนวระดับ กรณีดังกล่าวให้ปรับมุมที่ติดตั้งเครื่องปรับอากาศเสียใหม่ ก่อนที่จะทำการปรับมุมของเครื่องปรับอากาศ ให้ตรวจดูรูน้ำไหลออกเสียก่อนและแน่ใจว่ารูไม่ตัน

บทความอื่น ๆ ที่น่าสนใจ:

Share this :

  • Stumble upon
  • twitter

Comments are closed.