ทราบได้อย่างไรว่ารถยนต์ของเรามีปัญหา

car1

เราได้เคยจำแนกระบบของรถยนต์ขั้นพื้นฐานออกเป็น 8 ระบบ คือ
1. เครื่องยนต์ (Engine)
2. ระบบส่งกำลัง (Transmission)
3. ระบบขับเคลื่อนและเพลา (Driveline and axles)
4. ระบบบังคับเลี้ยว ระบบกันสะเทือน ล้อและยาง (Steering, suspen-sion, wheels, and tires)
5. ระบบเบรค (Braking system)
6. ระบบไฟฟ้า (Chassis and body electrical systems)
7. ตัวถัง โครงฐาน และกันชน (Body, frame, and bumpers)
8. ระบบทำความร้อน ระบายอากาศ และปรับอากาศ (Heating-ventilating- air-conditioning system)
ความมุ่งหมายของแต่ละระบบ
ระบบที่ 1 ถึง 3 มีหน้าที่ในการขับเคลื่อนรถยนต์ โดยเครื่องยนต์ส่งกำลังไปยังระบบส่งกำลัง แล้วส่งต่อไปยังเพลาขับเคลื่อนและถ่ายทอดไปยังล้อต่อไป (เพลา ขับเคลื่อน ดิฟเฟอเรนเชียล และชิ้นส่วนที่เกี่ยวข้องเรียกว่า ระบบขับเคลื่อน (driveline))
ระบบที่ 4 มีหน้าที่ควบคุมการขับรถยนต์ให้เลี้ยวซ้ายเลี้ยวขวาได้ตามต้องการ เละช่วยให้ขับขี่เป็นไปอย่างนุ่มนวล ระบบกันสะเทือนเป็นตัวลดอาการสั่นสะเทือนให้น้อยลง ยางเป็นด่านแรกที่ช่วยลดการสั่นสะเทือนลงบางส่วน
ระบบที่ 5 มีหน้าที่คือการหยุดรถ ระบบนี้มีส่วนเกี่ยวข้องกับระบบกันสะเทือนบ้าง แต่ไม่เกี่ยวข้องกับระบบเครื่องยนต์ กล่าวคือ ในขณะเหยียบคันเบรคเพื่อชลอ หรือหยุดรถยนต์จะไม่มีผลกระทบโดยตรงต่ออัตราเร็วรอบของเครื่องยนต์
ระบบที่ 6 ประกอบด้วยระบบไฟส่องสว่าง แผงหน้าปัด ระบบสัญญาณเตือนต่างๆ วิทยุ ไฟเลี้ยว แตร นาฬิกา ฟิวส์ และส่วนที่สัมผัสกับสายไฟ แต่ไม่รวมถึงแบตเตอรี่ ไดชาร์จ ระบบจุดระเบิด และระบบสายไฟอื่นๆ ที่เป็นส่วนหนึ่งของเครื่องยนต์
ระบบที่ 7 ประกอบด้วยส่วนประกอบของตัวถัง เช่น กันชน ฝากระโปรง ประตู หลังคา หน้าต่าง – ตัวถังและหน้ากระจังซึ่งอาจทำด้วยโลหะหรือพลาสติก ส่วนประกอบของตัวถังเหล่านี้ ถูกประกอบเข้าด้วยกันโดยการเชื่อมใช้หมุดเกลียว     สลักเกลียวและแป้นเกลียว ใช้หมุดยํ้า หรือวิธีพิเศษอื่นๆ
โดยเหตุที่รถยนต์ต้องทำงานในสภาพอากาศต่างๆ กัน ดังนั้นระบบระบายอากาศ ระบบทำความร้อนในหน้าหนาวและระบบปรับอากาศ มีหน้าที่ช่วยให้ผู้ขับขี่และผู้โดยสารมีความสะดวกสบายในการเดินทาง
ความสัมพันธ์ซึ่งกันและกันของระบบต่างๆ
แต่ละระบบของรถยนต์ต้องทำงานประสานกันเป็นอย่างดี จึงทำให้รถยนต์ใช้งานได้ดี ถ้าหากมีระบบใดระบบหนึ่งผิดปกติก็อาจมีผลกระทบต่อระบบอื่นๆ ด้วย เราสามารถสังเกตความผิดปกติได้โดยการมองหา ฟังเสียง หรือได้กลิ่นผิดปกติต่างๆ
ยกตัวอย่างเช่น เมื่อเราสังเกตเห็นว่าด้านขวาของรถยนต์ต่ำกว่าด้านซ้าย และเมื่อเราตรวจสอบดูพบว่าสาเหตุมาจากยางแบน คือระบบที่ 4 และถ้าเรายังคงขับรถนั้นต่อไปก็จะมีปัญหาเกี่ยวกับระบบที่ 4 และอาจส่งผลกระทบถึงระบบที่ 2, 3 และ 5 ด้วย นอกจากนี้อาจส่งผลกระทบต่อระบบที่ 7 คือเกิดการชนกันขึ้น ทั้งนี้ เนื่องจากระบบที่ 5 ทำงานไม่ดีคือเกิดอาการปัดในขณะใช้เบรค เป็นต้น
สาเหตุและผลกระทบระหว่างระบบอาจไม่มากเช่นเดียวกับยางแบนตามที่ได้กล่าวมาแล้ว สมมติว่าในขณะที่เร่งเครื่องยนต์พบว่าเครื่องยนต์ไม่มีแรงและกระตุก คุณก็หยุดรถแล้วเปิดฝากระโปรงออกดูแล้วสังเกตโดยรอบพบว่าทุกอย่างเป็นปกติดีทั้งเสียงเครื่องยนต์ กลิ่นต่างๆ คุณเองก็ไม่รู้ว่าจะทำอะไรดี และแล้วก็กลับเข้ามาในรถและขับต่อไป อาการเช่นนี้ช่างเครื่องยนต์จะมุ่งประเด็นไปที่ระบบที่ 1 คือเครื่องยนต์ ปัญหาที่เกิดขึ้นอาจมีความเกี่ยวข้องกับระบบน้ำมันเชื้อเพลิง ไฟจุดระเบิด หรือชิ้นส่วนภายในเครื่องยนต์ หรืออาจเป็นที่ระบบที่ 2 ก็ได้ ซึ่งได้แก่ ระบบคลัตช์ หรือน้ำมัน หรือชิ้นส่วนต่างๆ ภายในห้องส่งกำลังแบบอัตโนมัติ อย่างไรก็ตามอาการต่างๆ ที่เกิดขึ้นนี้ ถ้ายังไม่ได้แก้ไขหรือแก้ไขไม่หาย จะมีผลกระทบต่อผู้ขับขี่เอง คุณจะไม่สบายใจและมีความกังวลตลอดเวลาในการขับขี่ ซึ่งดูเหมือนเป็นผลกระทบที่รุนแรงทีเดียว
เราจะทราบได้อย่างไรว่ารถยนต์ของเรามีปัญหา
เมื่อรถยนต์มีปัญหาเราสามารถตรวจสอบเบื้องต้นได้โดยประสาททั้ง 5 คือ การดูด้วยตา ฟังเสียงผิดปกติ ดมกลิ่นผิดปกติ จับต้องชิ้นส่วนนั้นๆ และการลองขับดู
ในทางปฏิบัติ รถยนต์ใดๆ ก็ตามมักมีลักษณะเสียง กลิ่น หรือการบังคับที่แตกต่างกันไป รถคันนี้อาจมีอาการผิดปกติเมื่อเรานำไปเปรียบเทียบกับอีกคันหนึ่ง ทั้งๆ ที่รถคันนี้มีอาการปกติดี ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับว่าเราจะใช้รถยนต์ชนิดใดเป็นมาตรฐาน โดยเหตุนี้จะเป็นการดีที่สุดที่จะขับรถยนต์ที่เราไม่ค่อยคุ้นเคยสักระยะหนึ่งก่อน ก่อนที่จะระบุลงไปว่ารถยนต์คันนี้มีปัญหา
ปัญหาต่างๆ หรือการเริ่มต้นของปัญหา เราจะสังเกตด้จากการผิดปกติบางอย่างซึ่งเราสามารถรับรู้ได้จากประสาทเบื้องต้นทั้ง 5 ในกรณีของระบบที่1 กับ ระบบที่ 3 เราสามารถสังเกตความผิดปกติได้โดยกาฟังเสียงหรือโดยการดมกลิ่นผิดปกติที่เกิดขึ้น เช่น กลิ่นไหม้ของน้ำมัน พลาสติก ยาง กลิ่นไอเสีย และน้ำมันเชื้อเพลิง เป็นต้น หรือโดยการดูด้วยสายตา ได้แก่ ควันต่างๆ หรือไอต่างๆ ที่เกิดขึ้น เมื่อใดที่มีสิ่งผิดปกติเกิดขึ้นไม่ควรปล่อยทิ้งไว้ นอกจากนี้การที่เครื่องยนต์มีสมรรถนะตํ่าลงมักเป็นเครื่องชี้ให้ทราบถึงปัญหาของระบบที่ 1 หรือ 2
ในระบบที่ 4 ปัญหาเกี่ยวกับการบังคับเลี้ยวสามารถทราบได้โดยอาศัยความรู้สึกและการมองเห็นมากกว่าด้วยการฟังเสียงหรือดมกลิ่น ปัญหาเกี่ยวกับระบบกันสะเทือนทราบได้โดยอาศัยความรู้สึก เสียงที่เกิดขึ้นหรือโดยการมองเห็น

อาการผิดปกติของระบบเบรค (ระบบที่ 5) เราสามารถฟังเสียงผิดปกติ เช่น การเสียดสี อาการผิดปกติของการเหยียบขาเบรคซึ่งตํ่าผิดปกติหรือสูงผิดปกติ รถมีอาการปัดซ้ายหรือขวาเวลาเบรค เบรคไม่ค่อยอยู่ หรือมีน้ำมันเบรครั่วไหลออกมาจากระบบเบรคที่ชำรุด เป็นต้น
ความผิดปกติของระบบที่ 6 ทราบได้จากการไม่ทำงานของอุปกรณ์ไฟฟ้าต่างๆ หรือมีกลิ่นไหม้ของสายไฟ ปัญหาของระบบที่ 7 สามารถมองเห็นได้จากความเสียหายของตัวถังหรือเสียงที่เกิดขึ้น สำหรับระบบที่ 8 ปัญหาที่เกิดนั้นก็คือ การที่มันไม่ทำงาน
รถยนต์ที่ปกติมีอาการอย่างไร
รถยนต์ที่ปกติไม่ควรมีควันหรือไอนํ้าออกมาจากใต้ฝากระโปรง จากใต้ท้องรถ หรือจากปลายท่อไอเสีย (ยกเว้นการเกิดควันหรือไอนํ้าที่ปลายท่อไอเสียเพียงครู่เดียว ในช่วงที่มีอากาศหนาว) ไม่ควรมีหยดนํ้าออกมาจากที่อื่น นอกจากหยดนํ้าที่ออกมาจากเครื่องปรับอากาศ แต่อย่างไรก็ตามในบางโอกาสที่รถวิ่งเป็นเวลานานในวันที่มีอากาศร้อน อาจจะมีนํ้ามันหล่อลื่นหยดออกมา 1 หรือ 2 หยดก็ได้
การบังคับเลี้ยวต้องควบคุมได้ดีตลอดเวลา พวงมาลัยต้องไม่กินซ้ายหรือขวา ไม่ลื่น และพวงมาลัยต้องหมุนกลับในแนวตรงได้เองหลังจากเลี้ยวรถแล้ว ช่วงหน้าจะต้องไม่สั่นและตัวถังรถจะต้องไม่สั่นด้วย
เครื่องยนต์และระบบส่งกำลังควรถ่ายทอดกำลังได้สมํ่าเสมอ อาจมีเสียงเฟืองที่ขบกันบ้างจากระบบส่งกำลังเมื่อใช้เกียร์ตํ่าหรือเกียร์ถอยหลัง ไม่ควรมีเสียงหอนของเฟืองเกียร์และเสียงโลหะกระทบกันดังออกมาจากระบบส่งกำลัง
ระบบเบรคควรหยุดรถได้แน่นอน นุ่มนวล ไม่มีอาการปัดซ้ายหรือขวา ขาเบรค ควรให้ความรู้สึกหนักแน่นมั่นคงเวลาที่เราเหยียบลงไป ไม่ควรมีเสียงโลหะเสียดสีกันหรือมีเสียงผิดปกติของชิ้นส่วนที่เกี่ยวข้องเวลาเหยียบเบรค
อุปกรณ์ไฟฟ้าต่างๆ ต้องทำงานได้อย่างสมบูรณ์ และเมื่อเกิดไฟลัดวงจร หรือเมื่อใช้ไฟมากเกินไป ฟิวส์จะต้องขาด สิ่งเหล่านี้ทำให้เราพบว่าระบบไฟฟ้าส่วนใดบกพร่อง
จงจำไว้ว่า บางครั้งกลิ่นผิดปกติต่างๆ ที่ท่านได้รับในขณะที่กำลังขับขี่รถยนต์อยู่อาจไม่ได้มาจากรถยนต์ของท่าน อากาศภายนอกที่ไหลเวียนเข้ามาในรถยนต์สามารถพาเอากลิ่นมาด้วยซึ่งมาจากแหล่งต่างๆ โดยรอบ เช่น จากไอเสียรถยนต์คันอื่น เป็นต้น สิ่งเหล่านี้อาจทำให้ท่านไม่สบายใจคิดว่ามีสิ่งผิดปกติเกิดขึ้นในรถยนต์ของท่านหรือท่านอาจจะเสียค่าโง่โดยจ่ายเงินให้ช่างเครื่องค้นหากลิ่นเหล่านั้นจากรถยนต์ของท่านทั้งๆ ที่ทุกอย่างเป็นปกติดีอยู่
สอบถามผู้ที่มีความรู้
เราสามารถสอบถามเรื่องต่างๆ ได้จากผู้ที่มีความรู้ คำถามได้ที่นำมาแสดงในที่นี้เป็นเพียงแนวคิดของคำถาม และเป็นสิ่งที่ท่านสามารถถามช่างเครื่องของท่านได้ด้วย
เมื่อไรที่ควรจะเปลี่ยนท่อยางหม้อนํ้ารถยนต์ ?
มีความจำเป็นอย่างยิ่งหรือไม่ที่จะต้องเปลี่ยนนํ้ามันเกียร์ ?
ผมกำลังจะขายรถยนต์ ผมสามารถหมุนตัวเลขสะสมระยะทางบนเครื่องวัดอัตราเร็วย้อนกลับได้หรือไม่ ?
ไส้กรองนํ้ามันเครื่องมีไว้เพื่ออะไร ?
แบตเตอรี่ของรถยนต์ควรใช้ได้นานเท่าไร ?
เมื่อไรควรจะเปลี่ยนผ้าเบรค ?
ยางอะไหล่ในรถควรนำมาใช้สับเปลี่ยนเมื่อไร ?
อากาศภายในยางรถยนต์จำเป็นต้องเปลี่ยนหรือไม่ ?
ไดชาร์จคืออะไร ?
ควรจะปรับแต่งเครื่องยนต์บ่อยแค่ไหน ?
ควรใช้เงินซ่อมรถประมาณปีละเท่าไร ?
หลังจากเครื่องยนต์ทำงานแล้วไดสตาร์ตยังทำงานต่อไปหรือไม่ ?
ควรจะหล่อลื่นระบบเบรคบ่อยแค่ไหน ?
นํ้ามันหล่อลื่นเสื่อมสภาพได้หรือไม่ ?

ที่มา:ธีระยุทธ  สุวรรณประทีป, สมชาย  กังวารจิตต์

บทความอื่น ๆ ที่น่าสนใจ:

Share this :

  • Stumble upon
  • twitter

Comments are closed.