การปรับอากาศรถยนต์โดยสาร

Posted on : 30-05-2013 | By : Author | In : ระบบต่าง ๆ ในรถยนต์

BUS AIR CONDITIONING
ปัจจุบันการปรับอากาศรถยนต์โดยสารเป็นที่นิยมของประชาชนเป็นอันมากนับเป็นกิจการที่เจริญก้าวหน้ารวดเร็ว โดยมีข้อยืนยันจากประชาชนที่นิยมใช้บริการรถยนต์โดยสารประจำทางปรับอากาศและรถยนต์โดยสารประจำทางต่างจังหวัดปรับอากาศหรือที่เรียกกันติดปากไทยว่ารถ “ทัวร์” สาเหตุที่ประชาชนนิยมเพราะว่าราคาค่าโดยสารรถประจำทางปรับอากาศไม่แพงจนเกินไปนัก เมื่อเทียบกับความร้อนของบรรยากาศอันร้อนอบอ้าวนอกรถและการจราจรที่ติดขัด และการใช้บริการรถโดยสารปรับอากาศเป็นการคลายความตึงเครียดเสียงจากภายนอกและทำให้สุขภาพจิตดีขึ้น
ดังนั้นจึงเห็นได้ว่าจากประโยชน์ที่ได้รับนั้นคุ้มค่ากับค่าใช้จ่ายที่เสียไปประชาชนจึงนิยมใช้บริการด้านนี้กันมาก
ปัจจุบันราคารถยนต์ติดเครื่องปรับอากาศจากต่างประเทศราคาคันละประมาณสองล้านบาทแต่สำหรับรถยนต์ที่ต่อในประเทศไทย และทำการติดตั้งเครื่องปรับอากาศในเมืองไทยราคาติดตั้งตกคันละประมาณ 2 แสนบาท ดังนั้นจึงเห็นได้ว่ากิจการปรับอากาศรถยนต์นั่งและรถยนต์โดยสารนับวันแต่จะมีมากขึ้น ซึ่งหมายถึงการบริการบำรุงรักษา การซ่อมจำเป็นต้องทำอย่างรวดเร็วและถูกต้อง เพราะฉะนั้นจึงได้รวบรวมและเรียบเรียงหลักการทำงานของการปรับอากาศรถยนต์โดยสาร วิธีการบำรุงรักษาและซ่อมแซมเพื่อให้ได้ศึกษาเป็นแนวทางสำหรับการประกอบอาชีพด้านนี้ต่อไป
หลักของการปรับอากาศรถยนต์โดยสารคล้ายกับการปรับอากาศรถยนต์นั่ง ดังนั้นหลักการทำงานของอุปกรณ์บางชิ้นการซ่อมและบริการเป็นหลักใหญ่ซึ่งมีเหมือนกับการปรับอากาศรถยนต์นั่ง วงจรการปรับ อากาศชิ้นส่วนหรืออุปกรณ์ที่ใช้ในระบบปรับอากาศรถยนต์โดยสาร เทคนิคการซ่อมและการบริการเป็นหลักใหญ่
การติดตั้งเครื่องปรับอากาศรถยนต์โดยสารแตกต่างไปจากการติดตั้งในรถยนต์นั่งกล่าวคือ เครื่องปรับอากาศรถยนต์โดยสารมิได้ใช้เครื่องยนต์ที่ขับเคลื่อนรถโดยสารฉุดคอมเพรสเซอร์ แต่ใช้เครื่องยนต์เบนซินหรือเครื่องยนต์ดีเซลขนาดเล็กเป็นตัวฉุดให้คอมเพรสเซอร์ทำงาน ที่เป็นเช่นนี้เพื่อป้องกันมิให้เครื่องต้นกำลังรถยนต์โดยสารตกนั่นเอง
ตำแหน่งที่ติดตั้งมักเป็นด้านหลังรถยนต์โดยสารหรือบางแบบอาจอยู่ใต้พื้นรถด้านหน้า (ส่วนใต้พื้นรถช่วงหลังคนขับ) แต่ปัจจุบันนิยมติดตั้งไว้ที่ส่วนท้ายรถเพราะลดเสียงดังจากเครื่องยนต์ ลักษณะการติดตั้งเครื่องยนต์สำหรับฉุดคอมเพรสเซอร์มักติดตั้งอยู่บนแชสซีส (chassis) ต่างหาก แชสซีสเครื่องต้นกำลังฉุดคอมเพรสเซอร์นี้จะยึดอยู่บนแชสซีสตัวถังรถอีกทอดหนึ่งดังนั้นการที่จะถอดเครื่องยนต์ต้นกำลังคอมเพรสเซอร์ หรือถอดชุดเครื่องปรับอากาศมาซ่อมใหญ่ (Major Overhaul) ทำได้สะดวกเพราะสามารถถอดแชสซีสเครื่องต้นกำลังคอมเพรสเซอร์ออกมาภายนอกทั้งชุดและทำการซ่อมซึ่งสะดวกและรวดเร็วกว่า
ลักษณะการติดตั้ง
เครื่องต้นกำลังสำหรับฉุดคอมเพรสเซอร์และอุปกรณ์สำหรับชิ้นส่วนอื่น เช่น อีแวปปอเรเตอร์ คอนเด็นเซอร์ สำหรับตัวอย่างในที่นี้เป็นรถโดยสารขนาดเล็ก ลักษณะการติตตั้ง อีแวปปอเรเตอร์อยู่ด้านซ้าย ส่วนคอนเด็นเซอร์อยู่ทางด้านขวาของเครื่องคอมเพรสเซอร์ติดตั้งอยู่คนละข้างของเครื่องยนต์ฉุดคอมเพรสเซอร์แต่มีท่อต่อร่วมถึงกัน
คอมเพรสเซอร์และพัดลมอีแวปปอเรเตอร์ทำงานได้โดยได้รับแรงขับจากเครื่องยนต์ ลมเย็นที่ออกจากอีแวปปอเรเตอร์จะถูกส่งไปยังท่อทางเดินลมเย็นบนหลังคาด้วยพัดลม หรือโบลวเออร์ส่วนคอนเด็นเซอร์ซึ่งอยู่ด้านตรงข้ามกับชุดอีแวปปอเรเตอร์อยู่ด้านหน้าของหม้อนํ้าระบายความร้อน โดยใช้พัดลมจากเครื่องยนต์ช่วยเป่าระบายความร้อน


ภาพที่ 2 ไดอะแกรมการเดินท่อทางระบบการปรับอากาศรถยนต์โดยสาร


ภาพที่ 3 การติดตั้งอุปกรณ์เครื่องปรับอากาศรถยนต์โดยสาร
จากภาพที่ 3 แสดงถึงตำแหน่งที่ติดตั้งส่วนประกอบของระบบเครื่องปรับอากาศรถโดยสาร สังเกตเห็นได้ว่าอุปกรณ์ทุกชิ้นติดตั้งอยู่บนแชสซีส (chassis) ทั้งนี้เพื่อความสะดวกในการซ่อมและบริการ
เครื่องยนต์ที่ใช้ฉุดคอมเพรสเซอร์เป็นเครื่องยนต์แก๊สโซลีน เนื่องจากเป็นเครื่องปรับอากาศรถยนต์โดยสารขนาดกลาง (30 ที่นั่ง) ) ถ้าเป็นรถยนต์โดยสารประจำทางขนาดใหญ่ 40 ที่นั่งขึ้นไปมักใช้เครื่องยนต์ดีเซลเป็นตัวขับคอมเพรสเซอร์
การควบคุมระบบการทำงาน
การควบคุมระบบการทำงานทั้งหมดอยู่ที่ด้านหน้าหรือแผงด้านข้างคนขับ ทั้งนี้ เพื่อความสะดวกในการควบคุม


ภาพที่ 4 แสดงภาพภาคตัดและขนาดของชุดเครื่องปรับอากาศรถยนต์โดยสาร


ภาพที่ 5 ลักณณะแผงควบคุมระบบปรับอากาศรถยนต์โดยสาร แผงควบคุมระบบการปรับอากาศติดตั้งอยู่ด้านหน้าหรือด้านข้างคนขับ เพื่อความสะดวกในการควบุคมและปฏิบัติงาน


ภาพที่ 6 แผ่น Name Plate บอกข้อกำหนดที่สำคัญประจำเครื่อง
แผ่นป้ายหรือเนมเพลท (Name Plate) เป็นแผ่นป้ายโลหะเล็กๆ หรือแผ่นกระดาษตะกั่วหนา ปิดไว้ที่ด้านข้างเครื่องหรือที่ฝาปิดห้องเครื่องปรับอากาศ ติดตั้งอยู่ในที่ซึ่งมองเห็นได้ชัด แผ่น Name Plate บ่งถึงเครื่องหมายการค้า รุ่น โมเดล หมายเลขเครื่องและรายละเอียดทางเทคนิคที่จำเป็นเมื่อต้องใช้ในการบริการ (service) ดังตัวอย่างในภาพที่ 6


ภาพที่ 7 ลักษณะคอมเพรสเซอร์รถยนต์โดยสาร
คอมเพรสเซอร์ COMPRESSOR
คอมเพรสเซอร์ในรถยนต์โดยสารปรับอากาศ มีหลักการทำงานเช่นเดียวกันกับคอมเพรสเซอร์รถยนต์นั่งทุกประการ จะมีข้อแตกต่างกันบ้างสำหรับคอมเพรสเซอร์รถยนต์โดยสารก็คือ รูปร่างคอมเพรสเซอร์มีขนาดใหญ่มากขึ้น ปริมาตรความจุของคอมเพรสเซอร์สูงขึ้นตามอัตราส่วน รูปร่างลักษณะคอมเพรสเซอร์มีใช้ทั้ง In- Line และแบบ V-Type แต่เครื่องปรับอากาศรถยนต์โดยสารขนาดใหญ่นิยมใช้คอมเพรสเซอร์แบบ V-Type มากกว่า เพราะประหยัดเนื้อที่แต่สามารถสรัางให้มีปริมาตรความจุสูงๆ ได้
ฟิวส์ซิเบิล ปลั๊ก (Fusible Plug) ก็คือเซฟตี้วาวล์นั่นเองเป็นอุปกรณ์ที่ติดเพิ่มแปลกไปกว่ารีซีฟเวอร์ในรถยนต์นั่ง Fusible Plug มีหน้าที่ระบายสารทำความเย็นออกในกรณีที่ระบบการปรับอากาศมีอุณหภูมิสูงเกินกว่าปกติ
จากภาพที่ 7 แสดงลักษณะคอมเพรสเซอร์รถยนต์โดยสารปรับอากาศ ขนาดกลาง คอมเพรสเซอร์ที่ใช้ควรมีข้อมูลทางเทคนิคเหล่านี้คือ
ชนิด Type เป็นคอมเพรสเซอร์ชนิดการขับเครื่องลูกสูบแบบใด เรือนสูบทำด้วยวัสดุอะไรเช่นอลูมิเนียมหรือเหล็ก
จำนวนกระบอกสูบ คอมเพรสเซอร์กี่สูบ จัดวางสูบในลักษณะใด

ปริมาตรความจุ มีความจุกี่ ซี.ชี./รอบ
ความเร็วรอบสูงสุด ความเร็วรอบสูงสุดของคอมเพรสเซอร์ กี่ ร.ต.น.
ความเร็วรอบคอมเพรสเซอร์ขณะทำงาน คอมเพรสเซอร์ลูกที่ 1 ความเร็วเท่าใด และคอมเพรสเซอร์ลูกที่ 2 มีความเร็วเท่าใด
ชนิดของน้ำมันหล่อลื่น ปริมาณน้ำมันหล่อลื่นและจำนวนที่ต้องใช้
ตัวอย่างข้อกำหนดคอมเพรสเซอร์ของดีเชลกีกิ รุ่น DK 933 R
ชนิดคอมเพรสเซอร์ เคลื่อนที่ในแนวขึ้นลงเป็นคอมเพรสเซอร์ที่หล่อด้วยอลูมิเนียม
จำนวนกระบอกสูบ 2 สูบแนวตั้ง (inline)
ปริมาตรความจุ 123 ซี ซี/รอบ
ความเร็วรอบคอมเพรสเซอร์สูงสุด 7,000 รอบ/นาที
ความเร็วรอบคอมเพรสเซอร์ทำงาน คอมเพรสเซอร์ลูกที่ 1 2,200 รอบ/นาที คอมเพรสเซอร์ลูกที่ 2 1,800 รอบ/นาที
ชนิดของน้ำมันหล่อลื่น    Suniso 5 GS หรือ เบอร์ 351 จำนวน 330
ซี.ซี.
น้ำหนัก    6.3 ก.ก.
จำนวนคอมเพรสเซอร์ที่ใช้    2 ลูก
คลัชแม่เหล็กไฟฟ้า Magnetic Clutch
คลัชแม่เหล็กไฟฟ้าติดตั้งอยู่ที่ด้านหน้าของคอมเพรสเซอร์ มีหน้าที่รับกำลังการขับจากเครื่องยนต์มาขับคอมเพรสเซอร์ให้หมุนในขณะที่ระบบทำความเย็นทำงาน รายละเอียดการทำงานของคลัชแม่เหล็กไฟฟ้ามีหลักการทำงานเช่นเดียวกันกับคลัชแม่เหล็กไฟฟ้ารถยนต์นั่งทุกประการ


ภาพที่ 8 ภาพภาคตัดแสดงตำแหน่งลักษณะคลัชแม่เหล็กไฟฟ้ารถโดยสารปรับอากาศ


ภาพที่ 9 วิธีถอดพูลเลย์ออกจากคอมเพรสเซอรืด้วยเครื่องมือพิเศษ
จากภาพจะสังเกตเห็นว่าการถอดคลัชแม่เหล็กไฟฟ้า ใช้เครื่องมือพิเศษดังภาพที่ 9 การถอดพูลเล่ย์ออกจากคอมเพรสเซอร์ ลักษณะเครื่องมือพิเศษได้จัดทำมาโดยเฉพาะ คอมเพรสเซอร์แต่ละบริษัทผู้ผลิต ในกรณีที่ไม่มีเครื่องมือพิเศษเฉพาะ ช่างทั่วไปอาจทำเครื่องมือใช้เองได้


ภาพที่ 10 การใส่ชุดแม่เหล็กไฟฟ้า
จากภาพที่10 การใส่ชุดแม่เหล็กกับเรือนคอมเพรสเซอร์ใช้เครื่องมือพิเศษสวมบนเพลาคอมเพรสเซอร์เพื่อให้ชุดแม่เหล็กไฟฟ้าได้ศูนย์กับเพลา ถ้าหากว่าชุดแม่เหล็กไฟฟ้าไม่ได้ศูนย์กลางจะไปสีกับพูลเล่ย์ ทำให้เกิดการชำรุดขึ้นได้ เมื่อได้ศูนย์แล้วจึงใส่โบลท์ยึดชุดแม่เหล็กไฟฟ้ากับเรือนสูบ
คอนเดนเซอร์ Condenser   
คอนเด็นเซอร์มีหน้าที่รับสารทำความเย็นในสภาพแกสร้อนออกมาระบายความร้อนสู่บรรยากาศภายนอกที่คอนเด็นเซอร์ ลักษณะของคอนเดนเซอร์ระบายความร้อนสำหรับรถยนต์โดยสารมีขนาดใหญ่กว่ารถยนต์นั่ง แผงคอนเด็นเซอร์สำหรับรถยนต์โดยสารทำด้วยท่อทองแดงและติดครีบ (Fins) ด้วยอลูมิเนียมเพราะอลูมิเนียมมีคุณสมบัติระบายความร้อนได้รวดเร็วและราคาต่ำกว่าทองแดง
รีซีฟเวอร์-ไดรเออร์
ส่วนประกอบและหน้าที่การทำงาน
ภายในไดรเออร์มีส่วนบระกอบเช่นเดียวกันกับรถยนต์นั่งแต่มีอุปกรณ์พิเศษติดเพิ่มเป็นพิเศษ คือฟิลส์ซิเบิ้ล ปลั๊ก (Fusible Plug)


ภาพที่ 11 ลักษณะของคอนเดนเซอร์รถโดยสาร
Fusible Plug ก็คือ เซฟตี้วาวล์นั่นเอง เป็นอุปกรณ์ที่ติดเพิ่มแปลก ไปกว่ารีซีฟเวอร์ในรถยนต์นั่ง Fusible Plug มีหน้าที่ระบายสารทำความเย็นออกในกรณีที่ระบบการปรับอากาศมีอุณหภูมิสูงเกินกว่าปกติ


ภาพที่ 12 ส่วนประกอบและตำแหน่ง Fusible Plug ซึ่งอยู่ด้านบนของรีซีฟเวอร์-ไดรเออร์


ภาพที่ 13 ลักษณะ External Equalizer Expansion Valve ของรถยนต์โดยสาร
เอกซแพนชั่นวาวล์
Expansion Valve
เอกซแพนชั่นวาวล์มีหน้าที่กำหนดสารทำความเย็นให้เข้าไป
ในอีแวปปอเรเตอร์มากหรือน้อยได้โดยปรับการเปิดปิดลิ้นเองโดยอัตโนมัติ
เอกซแพนชั่นวาวล์ที่ใช้ในระบบการปรับอากาศรถยนต์โดยสารขนาดใหญ่ใช้เอกซแพนชั่นวาวล์แบบ External Equallizer Expansion valve
ข้อควรระวัง
เอกซแพนชั่นวาวล์ทำการทดสอบและปรับมาจากโรงงานเรียบร้อยแล้วถ้าไม่จำเป็นจริงๆ ไม่ควรปรับเอกซแพนชั่นวาวล์อีกเป็นอันขาด
อีแวปปอเรเตอร์
Evaporator

ภาพที่ 14 แผงอีแวปปอเรเตอร์
จากภาพที่ 14 แสดงการต่อเอกซแพนชั่นวาวล์ กับแผงอีเเวปปอเรเตอร์
หลักการ
หน้าที่การทำงานเช่นเดียวกับเครื่องปรับอากาศรถยนต์นั่ง
จากส่วนประกอบในระบบการปรับอากาศรถยนต์โดยสารปรับอากาศจะเห็นได้ว่าลักษณะของชิ้นส่วนและหน้าที่เหมือนกันเพียงแต่ว่าชิ้นส่วนของการปรับอากาศรถโดยสารมีขนาดใหญ่กว่าเนื่องจากมี Load มากกว่ารถยนต์นั่ง
อุปกรณ์ที่กล่าวมาทั้งหมดข้างต้นเป็นอุปกรณ์หลักที่ระบบทำความเย็นทุกระบบจะต้องมี ไม่ว่าจะเป็นการปรับอากาศชนิดใดก็ตาม ส่วนอุปกรณ์พิเศษที่จะเพิ่มขึ้นมามักเป็นพวกอุปกรณ์ควบคุม (Control Equipment) สำหรับอุปกรณ์ควบคุมสำหรับรถโดยสารปรับอากาศได้แก่ สวิชละลายน้ำแข็ง (Defrost Switch)
สวิชละลายน้ำแข็ง
Defrost Switch
สวิชละลายน้ำแข็งหรือบางทีเราเรียกทับศัพท์กันว่า “ดีฟรอส สวิช” สวิชละลายน้ำแข็งจะทำหน้าที่ตัดการทำงานของคอมเพรสเซอร์ชั่วคราวเมื่อแผงอีแวปปอเรเตอร์เป็นนํ้าแข็ง ถ้าแผงอีแวปปอเรเตอร็มีความเย็นจัดจนเป็นนํ้าแข็งจะทำให้ห้องโดยสารไม่เย็น เพราะน้ำแข็งไปอุดหรือบังทิศทางลมเย็นที่เป่าออกมาจากอีเเวปปอเรเตอร์


ภาพที่ 15 สวิชละลายน้ำแข็ง   


ภาพที่ 16 ภาพภาคตัดแสดงส่วน Defrost switch    ประกอบการทำงานของ Defrost switch
หลักการทำงาน
หลักการทำงานของสวิชละลายน้ำแข็งเหมือนกับหลักการทำงาน
สวิชเทอร์โมสตัทในรถยนต์นั่งทุกประการ
หลักการทำงานโดยย่อมีดังนี้ เมื่ออุณหมิที่แผงอีแวปปอเรเตอร์ต่ำกว่าอุณหภูมิที่ตั้งไว้ที่สวิชละลายน้ำแข็งหน้าคอนแทกเลื่อนจาก B-C (สวิชคอมเพรสเซอร์ตัว High) ไปยัง B-A สวิชจะตัดจากการทำงานคลัชคอมเพรสเซอร์ตัว High ไปยังสวิชคลัชคอมเพรสเซอร์ตัว Low ทำให้ความเย็นที่แผงอีแวปปอเรเตอร์ลดลงและน้ำแข็งที่แผงอีแวปละลายสวิช คอมเพรสเซอร์ตัว High จึงจะทำงานและความเย็นจะเพิ่มสูงขึ้นตามที่ตั้งไว้
การทำงานจะทำอยู่อย่างนี้ตลอดไปตราบเท่าที่ระบบการปรับอากาศยังทำงานอยู่


ภาพที่ 17 วงจรแสดงการต่อ Defrost Switch เข้ากับระบบทำความเย็น
จากภาพ Defrost Switch มีการตัดต่ออุณหภูมิดังนี้
อุณหภูมิทำงานปกติ -2 องศา เผื่อเพิ่มและลด 1.5 °C
ความแตกต่างระหว่างอุณหภูมิ 4 องศา เผื่อเพิ่มและลด 1 °C
ใช้กระแสไฟ D.C. 12 โวลท์ 2.3 แอมแปร์
การตรวจดูว่าสวิชละลายแข็งอัตโนมัติทำงานตามที่กำหนดไว้หรือไม่ จึงจำเป็นต้องทำการทดสอบซึ่งมีวิธีดังนี้
วิธีการทดสอบ
1. นำเทอร์โมมิเตอร์วัดอุณหภูมิที่กะเปาะรับอึณหภูมิติดอยู่ที่ท่อทางเข้าอีแวปปอเรเตอร์หรือที่ด้านปลายของเบลโลว์ ดูภาพที่ 18 ประกอบ


ภาพที่ 18 การติดเทอร์โมมิเตอร์ ที่ด้านปลายของเบลโลว์


ภาพที่ 19 การปิดกั้นลมเข้าไปในอีแวปปอเรเตอร์
2. เปิดสวิชเครื่องยนต์ เปิดสวิชเครื่องปรับอากาศและทิ้งไว้จนกระทั่งอุณหภูมิขึ้น-2 °C
3. นำกระดาษแข็งปิดทางอากาศที่จะเข้าไปในอีแวปปอเรเตอร์แล้วคอยสังเกตดูอุณหภูมิที่เทอร์โมมิเตอร์ จนกระทั่งถึงอุณหภูมิ -2°ถึง-1.5° C คอมเพรสเซอร์จะหยุดทำงาน และรอจนกระทั่งอุณหภูมิสูงขึ้นจาก-2°ถึง-1.5° C คอมเพรสเซอร์จะทำงานใหม่อีกครั้งจนกระทั่งความเย็นที่อีแวปปอเรเตอร์มีสะสมมากพอ คอมเพรสเซอร์ก็จะถูกตัด ถ้าหากคอมเพรสเซอร์ยังคงทำงานต่อไปความเย็นที่แผงอีแวปปอเรเตอร์ก็มากขึ้นจนกลายเป็นน้ำแข็งปิดทางลมเย็น ทำให้อุณหภูมิภายในห้องโดยสารอบอ้าวอาการเช่นนี้จะหายไปต่อเมื่อน้ำแข็งละลายเท่านั้น ในกรณีที่เกิดเหตุการณ์น้ำแข็งเกาะตัวที่อีแวปปอเรเตอร์เช่นนี้แสดงว่า Defrost Switch ไม่ทำงานต้องเปลี่ยนใหม่
การทดสอบการละลายน้ำแข็งดังกล่าวข้างต้น ควรทำการทดสอบหลายครั้งเพื่อความแน่ใจว่า Defrost Switch ทำงานเป็นปกติ
สวิชควบคุมความดัน Pressure Switch
สวิชความดันจัดเป้นอุปกรณ์เพื่อความปลอดภัย สำหรับดับเครื่องยนต์เมื่อความดันในระบบสูงเกินกว่าปกติ


ภาพที่ 20 ลักษณะของสวิชควบคุมความดัน (ในภาพติดอยู่ข้างคอมเพรสเซอร์)
โครงสร้างของสวิชความดัน โครงสร้างประกอบไปด้วยแผ่นไดอะแฟรมซึ่งสามารถยืดหรือหดได้ ชุดไดอะแฟรมจะต่ออยู่ที่ทางออกของคอมเพรสเซอร์ แรงดันสารทำความเย็นจะมาดันแผ่นไดอะแฟรมๆ ก็ทำงานได้โดยยืดและหดตัวเกิดความดันสูงในระบบแผ่นไดอะแฟรมที่ Pressure Switch จะถูกเลื่อนลงมาสัมผัสกับหน้าคอนแทกตัวล่างทำให้ระบบจุดระเบิดไม่ครบวงจรเครื่องยนต์จะดับในกรณีที่ใช้เครื่องแกสโซลีนเป็นตัวต้นกำลัง


ภาพที่ 21 ลักษณะโครงสร้างของสวิชควบคุมความดันซึ่งใช้กับเครื่องยนต์แก๊สโซลีน
สำหรับกรณีที่เครื่องต้นกำลังฉุดคอมเพรสเซอร์เป็นเครื่องยนต์ดีเซลอาจจะใช้สวิชโซลีนอยด์บายพาสแทนซึ่งมีลักษณะการควบคุมทางวงจรไฟฟ้าคล้ายกัน
เมื่อความดันสารทำความเย็นในสถานะของแก๊สร้อนซึ่งออกมาจากคอมเพรสเซอร์ แก๊สร้อนมีความดันสูงเกินกว่าปกติ หน้าคอนแทกจะเปลี่ยนตำแหน่งจากขั้ว 2-1 ไปยัง 2-3 ดังภาพและตัดวงจรทำให้เครื่องต้นกำลังฉุดคอมเพรสเซอร์หยุดทำงาน


ภาพที่ 22 ลักษณะสวิชควบคุมความดันใช้กับเครื่องยนต์ดีเซล
ต่อเมื่อความดันในระบบลดต่ำลงเป็นปกติสวิชก็จะต่อวงจร 2-1 อีกครั้งทำให้วงจรเครื่องต้นกำลังทำงาน ระบบทำความเย็นก็จะทำงานอีกครั้ง
ลำดับขั้นการทดลอง
1. วัดความดันแก๊สความดันสูงที่ออกมาจากคอมเพรสเซอร์ว่ามีกำลังเท่าใด โดยต่อแมนิโฟลด์เกจด้านเกจวัดความดันสูงเข้ากับข้อต่อสำหรับวัดความดันที่เซอร์วิสวาวล์ด้านจ่าย (Discharge valve) ส่วนลิ้นทางด้านความดันต่ำปิด หมุนลิ้นเกจวัดความดันสูงจนสุดและหมุนต่อไปอีกไม่ได้แล้ว เพื่อให้แน่ใจว่าแก๊สจากคอมเพรสเซอร์ไม่รั่วออกไปทางท่อทางอื่น


2. ติดเครื่องยนต์เปิดสวิชให้คอมเพรสเซอร์ทำงานสัก 10 นาที่แล้วใช้กระดาษแข็งหรือแผ่นไม้อัดบางๆ ปิดกั้นทางลมระบายความร้อนที่แผงคอนเด็นเซอร์เสียบางส่วน กรณีเช่นนี้สารทำความเย็นจะมีอุณหภูมิสูงอยู่เมื่อสะสมมากเข้าความดันก็จะเพิ่มมากขึ้นเมื่อความดันในภาพสูงขึ้นเนื่องจากการระบายความร้อนไม่เพียงพอ สวิชความดันก็จะตัดการทำงานเพื่อป้องกันมิให้ระบบทำความเย็นชำรุดเสียหายต่อไป
สวิชความดันสามารถปรับได้เพื่อตั้งอุณหภูมิการตัดและต่อวงจรในระบบการตั้งเพื่อให้สวิชตัดการทำงานแล้วแต่ความเหมาะสมที่บริษัทผู้ผลิตกำหนดไว้ตัวอย่างเช่นตั้งความดัน เพื่อให้สวิชความดันตัดการทำงานที่ความดัน 20 Kg/cm2 สวิชจะทำงานตัดการทำงานของเครื่องยนต์ต้นกำลังคอมเพรสเซอร์และหลอคไฟเตือนที่หน้าปัทม์จะสว่างเมื่อเครื่องยนต์หยุดการทำงานและรอจนกระทั่งความดันในระบบลดลงในที่นี้ความดันในระบบลดลงเหลือ 15 Kg/cm 2ระบบก็จะทำงานเองอีกโดยอัตโนมัติ
สวิชแผงหน้าปัทม์ควบคุม CONTROL PANEL
สวิชควบคุมการปรับอากาศ (Air Condition Switch) สวิชชุดนี้มี 3 ขั้นตอน การทำงานคือขั้นที่ 1 สวิชพัดลม ขั้นที่ 2 และ 3 เป็นสวิชความเร็วต่ำ (Low) และ ความเร็วสูง (High)
สวิชในตำแหน่ง Low คอมเพรสเซอร์ทำงานเพียง 1 เครื่อง
สวิชในตำแหน่ง High คอมเพรสเซอร์ทำงานทั้ง 2 เครื่อง
นอกจากนั้นสวิชพัดลมยังเป็นสวิชปิด-เปิดการทำงานของคลัชแม่เหล็กไฟฟ้า และเป็นสวิชเลือกการทำงานคอมเพรสเซอร์
เปิดสวิชขั้นที่ 1 คลัชแม่เหล็กไฟฟ้าที่คอมเพรสเซอร์ทำงาน
เปิดสวิชขั้นที่ 2 หรือ 3 เลือกการทำงานของคอมเพรสเซอร์
สวิชโช๊ค Choke Switch เมื่อกดสวิชโช๊คขณะที่จะทำการสตาทเครื่องยนต์ ลิ้นโช๊คจะทำงานทำให้ส่วนผสมหนาขึ้น เครื่องยนต์ติดง่าย ลิ้นโช๊คไม่จำเป็นต้องใช้เมื่ออากาศไม่เย็น
ฟิวส์ Fuse เป็นฟิวล์ที่ใช้สำหรับควบคุมระบบไฟในระบบเครื่องปรับอากาศโดยเฉพาะฟิวส์ที่ใช้ขนาด 10 แอมป์
สวิชจุดระเบิดหรือสวิชสตาท บิดสวิชไปทางขวามือสำหรับ
การสตาท เมื่อหมุนกลับที่เดิมเป็นสวิชตำแหน่งดับเครื่อง ในการเปิด-ปิดสวิชสตาททุกครั้งต้องแน่ใจเสียก่อนว่าได้ปิดหรือเปิดสวิชพัดลมหรือยัง-โดยมีข้อควรจำดังนี้ เปิดสวิชสตาท เปิดสวิชพัดลม
หลอดไฟเตือนความดันสูง HIGH PRESSURE LAMP
เมื่อความดันในระบบทำความเย็นสูงถึง 20 Kg/cm2 หลอดไฟจะแดงขึ้นและเครื่องดันกำลังฉุดคอมเพรสเซอร์จะหยุดการทำงานชั่วคราว ในกรณีนี้ได้รับเปิดสวิชแอร์ไปยังตำแหน่ง Fan และปิดสวิชจุดระเบิดเพื่อให้พัดลมเป่าระบายความร้อนที่คอนเด็นเซอร์ เพื่อลดความดันในระบบลง
การที่ความดันในระบบสูงเกินกว่าปกติมีสาเหตุจากแผงคอนเด็นเซอร์สกปรกมีเศษแมลงหรือเศษกระดาษหรือโคลนปิดทางระบายความร้อน
น้ำหล่อเย็นและน้ำมันหล่อลื่น
หลอดไฟเตือนจะสว่างขึ้นเมื่อหลอดไฟเตือนสภาพของระดับของน้ำหล่อเย็นและระดับน้ำมันหล่อลื่นไม่เพียงพอ สำหรับหลอดไฟเตือนระดับน้ำหล่อเย็นถ้าไม่เพียงพอจะมีเสียงอ๊อดดังแทรกพร้อมกับสัญญาณไฟ
เครื่องปรับอากาศสำหรับรถยนต์โดยสารได้พัฒนาก้าวหน้าไปอย่างรวดเร็วควบคู่กับความนิยมของประชาชนที่มีต่อเครื่องปรับอากาศที่ใช้กับอาคาร ปัจจุบันนี้ดูเหมือนว่าเครื่องปรับอากาศรถยนต์โดยสารและรถยนต์นั่งเป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่ง
การที่จะให้เครื่องปรับอากาศทำงานในสภาพที่เย็นสบายต่อผู้โดยสาร จำเบนที่จะต้องมีการดูแลบำรุงรักษาให้เครื่องปรับอากาศรถยนต์โดยสารอยู่ในสภาพการทำงานที่ดีมีประสิทธิภาพตลอดเวลา
ดังนั้นเนื้อเรื่องต่อไปนี้เป็นตัวอย่างการบำรุงรักษาเครื่องปรับอากาศรถยนต์โดยสารขนาคใหญ่ที่มีชื่อเสียงในประเทศไทยแบบหนึ่ง
ก่อนที่จะทำการบำรุงรักษาได้อย่างมีประสิทธิภาพ จำเป็นต้องทราบรายละเอียด และข้อกำหนด (specifications) พอสมควรเพื่อเป็นแนวทางในการปฏิบัติการบำรุงรักษาต่อไป

ภาพรถบัสปรับอากาศขนาดใหญ่
ข้อกำหนดทางเทคนิค
BUS AIR-CONDITION SPECIFICATIONS
โครงสร้าง
1. รายละเอียด
ให้ปริมาณความเย็น            26,000 กิโลแคลอรี่/ช.ม.
100,000 บีทียู ช.ม.
ใช้สารทำความเย็น            R-12 (6 ก.ก)
เครื่องปรับอากาศรถยนต์โดยสาร นิสสัน แบบ SD 22
เครื่องยนต์ฉุดคอมเพรสเซอร์     เครื่องยนต์ดีเซล แบบ C-122 PAB
ชนิดคอมเพรสเซอร์    ปริมาตรลูกสูบ 500 ซีซี (แบบ วี 4 สูบ, แบบสูบชัก 2 ชั้น สูงและต่ำ)
คอนเดนเซอร์     แบบครีบลูกฟูก ระบายความร้อนด้วยอากาศ (ทำด้วยอลูมิเนียม)
พัดลม คอนเด็นเซอร์                แบบใบพัดที่มีกำลังเคลื่อนของ
อากาศ 3,600 ม3 /ชม.
อีแวปปอเรเตอร์                     แบบท่อและครีบ
พัดลมอีแวปปอเรเตอร์                ดูดสองจังหวะ แบบใบพัดหลาย
แฉกให้กำลังเคลื่อนของอากาศ 3,600 ม3 /ชม.
เครื่องควบคุมการทำงาน             เครื่องควบคุมอุณหภูมิอัตโนมัติ
เครื่องละลายน้ำแข็ง
อุปกรณ์ความปลอดภัย            คอมเพรสเซอร์ ลิ้นนิรภัยแบบ
สปริง และสวิชตัดแรงอัดสูง ถังรีซีฟเวอร์แบบรีฟิวส์ซิเบิ้ล-ปลั๊ก
แผงควบคุม
สวิช                            สวิชสตาร์ทเครื่องยนต์ สวิช
เปลี่ยนความเร็ว สวิชหยุดเครื่องยนต์
เครื่องแจ้งเหตุอันตราย    เกจวัดอุณหภูมิน้ำในเครื่องยนต์ หลอดไฟเตือนแรงดันน้ำมันเครื่องยนต์ หลอดไฟเตือนแรงอัดสูงของเครื่องปรับอากาศ
เทอร์โมสตัท    ตั้งอยู่ส่วนปลายของท่อลมเย็น
น้ำหนักรวม    ประมาณ 550 กก.
โครงสร้าง
ภาพที่ 12 แสดงการติดตั้งเครื่องปรับอากาศในรถยนต์โดยสาร แบบมาตรฐานและรูปที่ 13 แสดงภาพภายนอกของเครื่องปรับอากาศ (ใช้เครื่องยนต์ดีเซลเป็นชุดต้นกำลัง)


รูปที่ 12 แสดงการติดตั้งเครื่องปรับอากาศด้านหน้าของรถยนต์โดยสาร


รูปที่ 13 แสดงภาพภายนอกของเครื่องปรับอากาศ
คอมเพรสเซอร์ต่อโดยตรงกับเครื่องยนต์ และต่อกับพัดลม 3 ตัว โดยสายพานวี ส่วนหม้อน้ำสำหรับเครื่องยนต์และคอนเด็นเซอร์ ติดตั้งอยู่ทั้งสองด้านของเครื่องปรับอากาศ โดยมีพัดลมระบายความร้อนภายในรถยนต์โดยสารจะผ่านแผงกรองอากาศทางด้าน¬หน้าของอีแวปปอเรเตอร์และอากาศที่สะอาดเท่านั้นจะถูกทำให้เย็นลงโดยอีแวปปอเรเตอร์ และจะผ่านเข้าไปในรถยนต์โดยสารด้วยพัดลม Sirocco คอมเพรสเซอร์ คอนเดนเซอร์และอีแวปปอเรเตอร์จะทำหน้าที่ร่วมกันเป็นวงจรระบบความเย็น ส่วนเครื่องควบคุมความเร็วหม้อกรองอากาศ เครื่องเก็บเสียง และอุปกรณ์อื่นๆ ที่จำเป็นสำหรับการทำงานของเครื่องยนต์ จะติดตั้งไว้ใกล้กับเครื่องยนต์
คำแนะนำการใช้เครื่องปรับอากาศ
การเตรียมงาน
ก่อนสตาร์ทเครื่องปรับอากาศรถยนต์โดยสารโปรดตรวจส่วนต่างๆ ดังต่อไปนี้
1. ตรวจระดับน้ำมันเครื่องโดยเปิดฝาห้องเครื่องยนต์และให้ดึงเหล็กวัดระดับน้ำมันและอ่านระดับ ถ้าหากระดับน้ำมันต่ำกว่าที่กำหนดไว้ให้เติมน้ำมันใหม่ ตามมาตรฐานของน้ำมันเครื่อง
SAE 30………….สำหรับฤดูร้อน
SAE 10………….สำหรับฤดูหนาว
2. ตรวจดูสายพานว่าตึงเหมาะสมหรือไม่
3. ตรวจให้แน่ใจว่าไม่มีสิ่งกีดขวางใดๆ ที่ช่องทางอากาศเข้า อาทิเช่น กระดาษ ซึ่งอาจกั้นการไหลของอากาศ
4. เปิดฝาช่องเติมน้ำของหม้อน้ำที่ตั้งอยู่ทางด้านนอกของรถยนต์โดยสาร และให้ตรวจระดับน้ำระบายความร้อน ในขณะเดียวกันให้ตรวจครีบหม้อน้ำ และครีบคอนเด็นเซอร์ (ที่ตั้งอยู่ด้านตรงข้ามหม้อน้ำ) เพื่อตรวจความสกปรกของน้ำ ถ้าครีบเหล่านี้เกรอะกรังด้วยฝุ่นผงหรือแมลงหรือเศษกระดาษหรือถุงพลาสติคจะเป็นผลให้การระบายความร้อนไม่เพียงพอและจะก่อให้เกิดเหตุขัดข้องกับเครื่องยนต์ ระบบการปรับอากาศควรรักษาให้สะอาดอยู่เสมอ
5. หมุนเมนสวิช ของรถยนต์โดยสารและเมนสวิชของเครื่องปรับอากาศ
6. ตรวจระดับน้ำมันเชื้อเพลิงจากเกจเชื้อเพลิงที่ตั้งอยู่ในห้องคนขับอัตราการสิ้นเปลืองน้ำมันเชื้อเพลิง 3 ลิตรต่อ 1 ชั่วโมง ถ้าหากถังน้ำมันเชื้อเพลิงได้ออกแบบเป็นพิเศษสำหรับใช้กับเครื่องปรับอากาศจะสามารถทำงานได้ติดต่อกันเป็นเวลาอย่างน้อย 15 ช.ม. ถ้าหากใช้ถังธรรมดา จะต้องหมั่นเติมเชื้อเพลิงเป็นระยะๆ ให้มากกว่าที่กำหนดไว้ โดยอาศัยน้ำมันเชื้อเพลิงที่ออกแบบอย่างพิเศษนี้ เพื่อให้มีน้ำมันเชื้อเพลิงเพียงพอให้รถวิ่งได้ตลอดทาง
วิธีสตาร์ทเครื่องต้นกำลัง
การทำงานของเครื่องปรับอากาศรถยนต์โดยสาร ต้องขึ้นอยู่ภายใต้การควบคุมของแผงควบคุมที่ตั้งอยู่ด้านข้างที่นั่งของคนขับ


รูปที่ 14 ลักษณะแผงควบคุมระบบการปรับอากาศรถยนต์โดยสาร
ก่อนที่จะทำการสตาร์ทเครื่องปรับอากาศรถยนต์โดยสาร ควรปฏิบัติเป็นขั้นๆ ดังนี้
1. หมุนสวิชกุญแจให้ตรงกับคำว่า“ Run” เเละให้แน่ใจว่าหลอดไฟเตือนแรงดันน้ำมันเครื่องยนต์ และหลอดไฟของเกจวัดอุณหภูมิของน้ำสว่าง ถ้าหากหลอดไฟเตือนแรงดันน้ำมันไม่สว่สงแสดงว่าเครื่องยนต์ไม่หมุนคอมเพรสเซอร์และเครื่องปรับอากาศจะไม่ทำงานในกรณีเช่นนี้ให้ตรวจดูว่าสวิชใหญ่เครื่องปรับอากาศเปิดไว้หรือไม่ ถ้าหลอดไฟเตือน แรงดันน้ำมันไม่สว่าง ถึงแม้ว่าสวิชใหญ่เครื่องปรับอากาศจะเปิดไว้แล้ว อาจเกิดการขัดข้องขึ้นที่วงจรไฟฟ้า ให้ตรวจวงจรไฟฟ้าดูอีกครั้ง
2. ตั้งสวิชควบคุมเครื่องยนต์ให้ตรงกับคำว่า “start” เมื่อตั้งสวิชตรงกับจุดนี้ น้ำหนักการทำงานของคอมเพรสเซอร์จะลดน้อยลงเพราะสวิชนี้ตัดการทำงานของชุดคลัชแม่เหล็กไฟฟ้าที่คอมเพรสเซอร์จะทำให้เครื่องสตาทได้ง่ายขึ้น
3. ขั้นต่อไปให้หมุนสวิชกุญแจทวนเข็มนาฬิกาและตั้งให้ตรงกับคำว่า Preheat “อุ่นเครื่อง” อาจตรวจสภาพความร้อนของปลั๊กจุดเครื่องยนต์ได้โดยดูจาก Control Resistance ซึ่งติดอยู่ที่แผงควบคุม โดยปกติเราจะให้ความร้อนปลั๊กจุดเครื่องยนต์ ประมาณ 40 วินาที เมื่อเครื่องยนต์ร้อนแล้วไม่จำเป็นต้องมีการอุ่นเครื่องสตาทได้เลย
4. หลังจากแน่ใจว่า Control Resistance ได้รับความร้อนแล้วก็ให้หมุนสวิชให้ตรงกับคำว่า “start” เครื่องยนต์จะสตาททันที แล้วอย่าลืมดูว่าหลอดไฟเตือนแรงดันน้ำมันดับหรือเปล่า ถ้าหากไม่ดับให้หยุดเครื่องยนต์ เพื่อหาสาเหตุข้อขัดข้องของระบบน้ำมันหล่อลื่น
5. ถ้าแรงดันน้ำมัน และสภาพอื่นๆ อยู่ในสภาพปกติให้หมุนสวิชควบคุมเครื่องยนต์ให้ตรงกับคำว่า  “ต่ำ” และอุ่นเครื่องต่อไปจนกระทั่งเข็มเกจวัดอุณหภูมิของน้ำชี้พ้นเขตอันตราย
วิธีใช้
ก่อนที่เครื่องปรับอากาศจะเริ่มทำงาน ให้ตรวจอีกครั้งหนึ่งว่า สวิซกุญแจอยู่ที่ตำแหน่ง On ถ้าสวิชอยู่ที่ตำแหน่ง Off กระแสไฟจะหยุด และตัดวงจรควบคุมทั้งหมด
1. หลังจากอุ่นเครื่องยนต์ให้หมุนสวิชควบคุมเครื่องยนต์ไปยังตำแหน่ง “Auto” ตำแหน่งนี้เทอร์โมสตัทจะเริ่มรักษาอุณหภูมิของห้องโดยสารอย่างสมํ่าเสมอ
2.หมุนสวิชควบคุมเครื่องคอมเพรสเซอร์ไปที่“LOW”หรือ “High” สำหรับ คอมเพรสเซอร์ตัวที่ 1 (Low) จะหมุน 1,100 รอบ/นาที และคอมเพรสเซอร์ตัวที่ 2 (High) 1,700 รอบ ความเร็วคอมเพรสเซอร์ ไม่ขึ้นกับเทอร์โมสตัท
3. ระหว่างเครื่องปรับอากาศกำลังทำงานอยู่ ให้สังเกตเครื่องวัดอุณหภูมิของน้ำ หลอดไฟเตือนความดันของน้ำมัน และหลอดไฟเตือนความดันสูงของเครื่องปรับอากาศ เพื่อหาอุณหภูมิของน้ำในเครื่องยนต์และดูสาเหตุความร้อนมากเกินไป
ส่วนมากแล้ว ความร้อนมากเกินไปเกิดจากสายพานพัดลมเป่าหม้อน้ำรังผึ้งหย่อนหรือมีสิ่งสกปรกอุดตันที่รังผึ้งหม้อน้ำและที่ครีบแผงคอนเด็นเซอร์
ตามปกติแล้ว หลอดไฟเตือนความดันของน้ำมันและความดันสูงของเครื่องปรับอากาศจะดับระหว่างการทำงาน ถ้าปรากฏว่าหลอดไฟเตือนความดันของน้ำมันสว่างขึ้นนั้น แสดงว่าระบบหล่อลื่นเครื่องยนต์เกิดผิดปกติให้เช็คระบบหล่อลื่นโดยละเอียด
หลอดไฟเตือนความดันสูงได้ออกแบบไว้ไห้สว่างขึ้นเมื่อสารทำความเย็นมีความดันสูงผิดปกติ เมื่อหลอดไฟสว่างขึ้น เครื่องยนต์จะหยุดทำงานโดยอัตโนมัติ ถ้าหลอดไฟสว่างขึ้นและเครื่องยนต์ดับ ให้หาสาเหตุทันที สาเหตุสำคัญก็คือ สายพานพัดลมคอนเด็นเซอร์หย่อนหรือไม่ก็ฝุ่นหนาได้ไปอุดตามครีบคอนเด็นเซอร์
ในขณะที่หลอดไฟเตือนสว่างขึ้น เครื่องยนต์จะไม่ติดแม้ว่าสวิชกุญแจอยู่ที่ “start” แต่หลอดไฟก็จะดับลงภายในเวลาไม่นานเมื่อหลอดไฟดับแล้ว ให้หมุนกุญแจสวิชที่ “start ‘ และแล้วเครื่องยนต์ก็จะเริ่มทำงานอีกถ้าหากว่าหาสาเหตุไม่พบและไม่สามารถแก้ไขได้ให้งดการใช้เครื่องต้นกำลังฉุดคอมเพรสเซอร์และเรียกช่างเทคนิคมาตรวจหาข้อขัดข้องและแก้ไขทันที
การปรับอุณหภูมิของห้องภายในห้องโดยสาร
1. ถึงแม้ว่าอุณหภูมิจะขึ้นอยู่กับความชื้น ความร้อน อัตราความเร็วของความรู้สึกที่ผิวหนังของแต่ละบุคคลที่รู้สึกแตกต่างกัน อุณหภูมิภายในห้องโดยสารแตกต่างจากอุณหภูมิภายนอกเพียง 4-8 องศาเซลเซียส
2. อุณหภูมิของห้องปรับได้โดยหมุนปุ่มสวิชเทอร์โมสตัท ปุ่มนี้ปรับอุณหภูมิได้ ในระหว่าง 15-28 องศาเซลเซียส ถ้าหมุนปุ่มตามเข็มนาฬิกา อุณหภูมิของห้องจะลดลง ถ้าหมุนปุ่มทวนเข็มนาฬิกาอุณหภูมิของห้องจะสูงขึ้น


รูปที่ 15 การปรับสวิชเทอร์โมสตัท
การหยุดเครื่องต้นกำลังฉุดเครื่องปรับอากาศ
1. การหยุดเครื่องยนต์สำหรับฉุดเครื่องปรับอากาศ ให้ตั้งสวิชควบคุมเครื่องยนต์กลับไปที่ “LOW” แล้วตั้งไปที่ “Start” และกดปุ่มกลาง Stop เมื่อกดปุ่มนี้แล้วหลอดไฟสัญญาณเตือนความดันสูงของเครื่องปรับอากาศจะสว่างขึ้นแต่มิใช่หมายความว่า มีการผิดปรกติ
2. เมื่อเครื่องยนต์ดับเรียบร้อยแล้ว จึงหมุนสวิชกุญแจไปยังตำแหน่ง “off”
3. ถ้าสวิชสำหรับหยุด (Intake) ไม่ทำงาน เนื่องมาจากระบบทางไฟฟ้าเกิดขัดข้องให้ปิด Shutter Run Off ที่อยู่บนเครื่องยนต์ หรือไม่ก็ดึงคันหยุดปั๊มหัวฉีดน้ำมัน (สำหรับเครื่องยนต์ดีเซล) เพื่อตัดการไหลของน้ำมันเชื้อเพลิง และหยุดเครื่องยนต์
ข้อควรระวัง
1. ควรมีการตรวจ และบริการเครื่องปรับอากาศเป็นระยะๆ อย่างสม่ำเสมอ ตรงตามหนังสือคู่มือการบริการในระหว่างเวลาประกัน
2. ในระหว่างที่เครื่องปรับอากาสกำลังทำงานให้หมุนสวิชกุญแจในตำแหน่ง “Filter” ถ้ากุญแจสวิชอยู่ในตำแหน่ง “OFF” อุปกรณ์ความปลอดภัยทั้งหมดรวมทั้งเครื่องควบคุมเครื่องยนต์จะไม่ทำงาน
3. อุณหภูมิภายในห้องโดยสารอาจสูงขึ้นในระยะ 40-50 องศาเซลเซียส เมื่อรถยนต์โดยสารจอดในอากาศร้อนอยู่เป็นเวลานาน กระจกหน้าต่างปิดหมดในกรณีเช่นนี้ เปิดหน้าต่างออกให้หมดเพื่อลดอุณหภูมิของห้องให้ใกล้เคียงกับอุณหภูมิภายนอก แล้วจึงเริ่มเปิดเครื่องปรับอากาศดีกว่าจะเริ่มเปิดทันทีทันใด


ภาพที่ 16 การเปิดหน้าต่างก่อนติดเครื่องปรับอากาศเพื่อลดอุณหภูมิตายในให้เท่ากับภายนอก
การบริการ (Maintenance)
กำหนดการบริการ เพื่อให้เครื่องปรับอากาศรถยนต์โดยสารอยู่ในสภาพทำงานที่ดีที่สุด จำเป็นจะต้องตรวจและรับบริการในเวลาที่กำหนดไว้


การตรวจและบริการคอมเพรสเซอร์
สาเหตุขัดข้องเกี่ยวกับเครื่องคอมเพรสเซอร์ส่วนมากเกิดขึ้นในขณะที่เครื่องปรับอากาศกำลังทำงานอยู่ สาเหตุที่ขัดข้องที่เกิดขึ้นทันทีทันโดกับเครื่องอาจจะก่อให้เกิดความรำคาญให้แก่ผู้โดยสารในรถ อย่างไรก็ตามสาเหตุขัดข้องส่วนมากสามารถป้องกันได้โดยการตรวจตราและรับการบริการอย่างสมํ่าเสมอการตรวจและบริการเครื่องคอมเพรสเซอร์เพื่อป้องกันเหตุขัดข้องอันจะเกิดขึ้นได้ และเพื่อให้การใช้งานคงทนต่อไป ควรตรวจ และบริการเครื่องปรับอากาศตามระยะกำหนดเวลาดังนี้


ข้อแนะนำในการบริการ
1. ทำความสะอาดครีบคอนเด็นเซอร์ และครีบรังผึ้งหม้อน้ำด้วยน้ำหรือด้วยอากาศอัด อย่าได้ถูหรือทำให้ครีบได้รับความกระทบกระเทือนเพราะอาจเกิดการรั่วได้
2. ตรวจปริมาณสารทำความเย็น สาเหตุอันหนึ่งที่ทำให้ความเย็นลดลงก็เพราะสารทำความเย็นในระบบไม่เพียงพอ การตรวจดูได้จากตาแก้วหรือ Sight Glass ขณะที่เครื่องปรับอากาศทำงานอยู่
2.1 ถ้าปริมาตรสารทำความเย็นไม่เพียงพอฟองสีขาวจำนวนมาก จะปรากฎที่กระจกดูสารทำความเย็น
2.2 ถ้าปริมาตรสารทำความเย็นปกติกระจกดูสารทำความเย็นจะโปร่งหรือมีฟองบ้างเล็กน้อยจับอยู่ กระจกดูสารทำความเย็นจะรู้สึกอุ่นถ้าสัมผัสด้วยมือ
การทำความสะอาดกรองอากาศ
กรองอากาศตั้งอยู่ใกล้กับด้านใต้เครื่องยนต์ รูปที่ 17 แสดงถึงการถอดกรองอากาศ โดยถอดน๊อตจากตัวกรองอากาศ และถอดตัวกล่องบรรจุไส้ เสร็จแล้วถอดเงื่อนจากกล่อง และเอาไส้ออกมาสบัดไส้กรองอากาศเบาๆ หรือเป่าอากาศอัดเข้าไปสำหรับทำความสะอาดระหว่างทำ ความสะอาด จงระวังที่สุดมิให้ไส้กรองอากาศเกิดการชำรุดได้ ถ้าเกิดการชำรุดเปลี่ยนไส้กรองใหม่ ล้างหรือทำความสะอาดที่กรองภายในกล่อง ด้วยอากาศอัดทุกๆ วัน


รูปที่ 17 รายละเอียดการถอดหม้อกรองอากาศออกทำความสะอาด
แผ่นกรองอากาศ Filter
แผงกรองอากาศสองแผ่นที่ติดตั้งอยู่ที่อีแวปปอเรเตอร์ของเครื่องปรับอากาศรถยนต์โดยสาร สามารถทำการถอดได้โดยถอดหน้ากากดูดลมออกก่อนซึ่งตั้งอยู่ใต้ขอบทำตามรูปที่ 18 ความสะอาดแผงกรองอากาศด้วยน้ำหรือด้วยอากาศอัด
ถ้าแผงกรองเกิดอุดตัน กระแสอากาศเย็นที่เข้าไปในห้องจะลดลง ทำให้ไม่ได้รับความเย็นเท่าที่ควร ก่อนจะเปิดเครื่องปรับอากาศให้ทำงานโปรดตรวจดูแลทำความสะอาดแผงกรองเสียก่อนทุกครั้ง

รูปรายละเอยดแผงกรองอากาศ
การปรับความตึงสายพาน
เครื่องปรับอากาศรถยนต์โดยสารใช้สายพาน 3 เส้น สายพานหม้อนํ้ารังผึ้ง สายพานพูลเล่ย์ และสายพานเพลาปรับความตึงของแต่ละสายพาน โดยใช้แรงประมาณ 3 กก. กดที่ตรงกลางสายพานให้ลดลงไป 10 มม.เพื่อให้สายพานตึง คลายน๊อตทั้งสองชุดให้หลวม และขันน๊อตเลื่อนพูลเล่ย์สายพาน อาจจะทำให้หลวมได้โดยใช้กลับกันกับวิธีปฏิบัติที่กล่าวมา คือ หลังจากตั้งมู่เล่ให้ได้ตำแหน่งแล้ว จึงขันน๊อตสองชุดให้แน่น


รูปที่ 18 แสดงนัทสำหรับปรับความตึงสายพาน


รูปที่ 19 ตำแหน่งที่ปรับสายพานพัดลมหม้อน้ำรังผึ้ง


รูปที่ 20 ตัวอย่างการเดินสายไฟระหว่างอุปกรณ์ต่างๆ ภายในรถยนต์โดยสารปรับอากาศ

บทความอื่น ๆ ที่น่าสนใจ:

Share this :

  • Stumble upon
  • twitter

Comments are closed.