รถเสีย อุบัติเหตุ และเหตุฉุกเฉิน

Posted on : 29-12-2013 | By : Author | In : การขับรถยนต์

คุณสามารถลดโอกาสการเกิดรถเสียได้ โดยให้การบำรุงรักษาตามกำหนดและตรวจสอบเป็นประจำ ไม่ว่าคุณจะมีความระมัดระวังอย่างไรก็ตาม รถยนต์ของคุณก็ยังอาจเสียได้เสมอ
ยางแบนหรือยางระเบิดมีโอกาสเกิดขึ้นได้เสมอ ดังนั้นการเรียนรู้วิธีเผชิญและแก้ไขกับสถานการณ์เช่นนี้ จะสามารถลดโอกาสที่จะเกิดอุบัติเหตุได้โดยการขับขี่อย่างระวังภัยตามที่ได้กล่าวมาแล้ว อย่างไรก็ตาม อุบัติเหตุสามารถเกิดขึ้นได้เสมอถึงแม้ว่าจะระมัดระวังมากแล้วก็ตาม คุณอาจพบเห็นอุบ้ตเหตุ และอาจเป็นคนแรกที่มาถึงก่อนคนอื่น ชีวิตของคนที่ได้รับบาดเจ็บ และผู้ขับขี่คนอื่นๆ อาจอยู่ในกำมือของคุณ
ความรอบรู้และการเตรียมพร้อม สามารถช่วยชีวิตผู้ใช้รถใช้ถนนได้
รถเสีย
รถยนต์ส่วนมากจะเสียตามถนน เนื่องมาจาก
-ความไม่เอาใจใส่ต่อรถยนต์
-ขาดการตรวจสอบประจำตามกำหนด
-บำรุงรักษาไม่เพียงพอ
-ใช้รถยนต์ไม่เหมาะสม
การบำรุงรักษาตามกำหนดช่วยป้องกันการเสียของรถยนต์ได้เป็นอย่างดี อย่างไรก็ตามรถยนต์ก็มีโอกาสเสียได้เสมอ ดังนั้น คุณต้องเรียนรู้ที่จะเผชิญกับเหตุการณ์เหล่านี้โดยให้มีความเสี่ยงน้อยที่สุด ใช้ เครื่องหมายเตือนให้ผู้ขับขี่คนอื่นทราบเมื่อรถของคุณเสียและกีดขวางการจราจร เครื่องหมายสากลที่นิยมใช้คือเครื่องหมายเตือนรูป สามเหลี่ยม แต่ถ้าไม่มีเครื่องหมายสามเหลี่ยม ก็อาจใช้สิ่งอื่นแทนชั่วคราวแต่จะต้องไม่เป็นอันตรายต่อการเกิดอุบัติเหตุ
เครื่องหมายสามเหลี่ยม ดังกล่าวควรวางห่างจากด้านหลังของรถยนต์ออกไปเป็นระยะทาง 50 เมตร แต่ถ้าเป็นบนทางด่วนควรใช้ ระยะห่างอย่างน้อย 150 เมตร แต่ถ้าเป็นเส้นทางโค้งหรือเส้นทางที่มีบางสิ่งบังสายตา ควรวางเครื่องหมายเตือนให้เห็นก่อนที่จะถึงเส้นทาง
ดังกล่าว
ถ้าถนนค่อนข้างแคบ ควรทำเครื่องหมายเตือนไว้บนจุดใกล้เคียงหรือบนทางเท้า
อย่าใช้เครื่องหมายเตือนดังกล่าวเพื่อเป็นการขอโทษ ในการที่คุณจอดรถยนต์กีดขวางการจราจรโดยที่รถยนต์ไม่ได้เสีย
ควรเปิดไฟฉุกเฉินด้วยเสมอในกรณีดังกล่าว โดยเฉพาะในเวลาคํ่าคืน
รถเสียบนทางด่วน และคุณไม่สามารถขับขี่ลงจากทางด่วนได้
ควรปฏิบัติดังนี้
-นำรถยนต์จอดบนไหล่ทางให้ไกลจากทางให้มากที่สุด อย่าเบรกในทันทีทันใด
-เปิดไฟฉุกเฉินเพื่อเตือนรถยนต์คันอื่น อย่าเปิดประตูรถยนต์ด้านที่อยู่ข้างนอก
-เตือนให้ผู้โดยสารในรถยนต์ให้ทราบถึงอันตรายจากรถอื่นๆ
-ให้ผู้โดยสารลงจากรถยนต์ โดยใช้ประตูด้านใน และอย่าเข้าไปในเขตจราจร โดยให้คอยอยู่บนไหล่ทาง
-ตั้งเครื่องหมายเตือนไว้ท้ายรถยนต์โดยวางห่างออกไปตามที่ได้กล่าวมาแล้ว
โทรศัพท์บนทางด่วน
บนทางด่วนจะมีโทรศัพท์ติดตั้งไว้เป็นระยะๆ คุณสามารถใช้โทรศัพท์เพื่อติดต่อกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ ในการขอความช่วยเหลือ และแจ้งรายละเอียดต่างๆ ให้เจ้าหน้าที่ทราบ
รถยนต์ยางแบนหรือยางระเบิด
ถ้ารถยนต์ของคุณเสีย การทรงตัวอย่างกะทันหัน หรือรู้สึกว่ามีปัญหาที่การบังคับเลี้ยวอาจเป็นไปได้ว่ายางรถยนต์ของคุณรั่วหรือระเบิด
อย่าตกใจ
-อย่าเบรกอย่างกะทันหัน
-พยายามประคองรถยนต์ให้เคลื่อนที่ไปในแนวตรงโดยจับพวงมาลัยอย่างมั่นคง
-ชะลออัตราเร็วทีละน้อยและเข้าจอดบนไหล่ทางให้พ้นจากเขตจราจร
ถ้าคุณจำเป็นต้องเคลื่อนรถยนต์ต่อไปหลังจากที่ยางระเบิดแล้ว คุณต้องขับเคลื่อนอย่างช้าๆ เพื่อไม่ให้ล้อเสียหาย
คำเตือน
อย่าพยายามเปลี่ยนล้อ ในบริเวณที่อาจเกิดอันตรายได้ง่าย ควรขอความช่วยเหลือ และเลื่อนรถยนต์ไปในบริเวณที่ปลอดภัยก่อนจึงเปลี่ยนล้อรถยนต์
ถ้าไม่สามารถเลื่อนพ้นจากเขตจราจรได้ทั้งหมด ควรใช้เครื่องหมายเตือน และไฟฉุกเฉินเพื่อเตือนรถยนต์คันอื่น
คุณควร
นำรถยนต์เข้าจอดในบริเวณที่ปลอดภัยก่อนที่จะพยายามเปลี่ยนล้อ ฯลฯ
ถ้าคุณไม่สามารถออกจากผิวจราจรได้โดยสิ้นเชิง คุณควรใช้เครื่องหมายเตือนสามเหลี่ยม โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่ออยู่ใกล้บริเวณทางโค้ง เพื่อเตือนให้ผู้ขับขี่รายอื่นทราบ
ถ้ามีความจำเป็น ควรรอคอยความช่วยเหลือ
อย่าพยายามเปลี่ยนล้อบนผิวจราจรโดยเฉพาะอย่างยิ่งบนทางหลวงแบบคู่
การปฏิบัติงานบนบริเวณที่มีรถยนต์ที่มีอัตราเร็วสูงเคลื่อนที่ผ่านมี อันตรายสูง (หน่วยกู้ภัยจะสวมเสื้อสะท้อนแสง และมีสัญญาณไฟกะพริบสีส้มบนรถยนต์)
ข้อควรจำ
ขณะเปลี่ยนล้อรถ ควรใช้เบรกมือป้องกันไม่ให้รถเลื่อนไหล ถ้าเป็นไปได้ควรใช้หมอนกั้นล้อไว้
-พยายามใช้บริเวณที่เป็นพื้นระดับในการทำงาน
-ขันแป้นเกลียวยึดล้ออีกครั้งหนึ่งหลังจากเปลี่ยนล้อเสร็จแล้ว
อุบัติเหตุ
ถ้าคุณมีส่วนเกี่ยวข้องกับอุบัติเหตุ คุณควรหยุดรถ และถ้าคุณเป็นคนแรก คนที่สองหรือคนที่สามที่มาพบกับการเกิดอุบัติเหตุ ควรจำไว้ว่า
-อุบัติเหตุอาจและมักจะเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องได้เสมอ
-การเกิดไฟไหม้เป็นอันตรายอย่างมากๆ
-ผู้บาดเจ็บในอุบัติเหตุ และผู้ช่วยเหลืออาจมีอันตรายได้พอกัน
สิ่งที่คุณควรปฏิบัติคือ เตือนผู้ขับขี่รายอื่นให้ทราบ โดยการเปิดไฟฉุกเฉิน ใช้เครื่องหมายเตือนสามเหลี่ยมและอื่นๆ ดังที่ได้กล่าวมาแล้ว ดับบุหรี่ที่สูบทันที ดับเครื่องยนต์และเตือนผู้ขับขี่รายอื่นให้ทำตามเช่นเดียวกัน แจ้งเหตุให้เจ้าหน้าที่ทราบ อย่าเคลื่อนย้ายผู้บาดเจ็บที่ติด อยู่ในรถ นอกจากว่าจะมีอันตรายอื่นๆ เกิดขึ้นอีก ย้ายคนที่ไม่ได้รับบาดเจ็บออกจากรถยนต์ที่เกิดอุบัติเหตุ
ในกรณีบนทางด่วน ต้องนำออกห่างจากผิวจราจร ไหล่ทางหรือที่ สำรองตรงศูนย์กลาง
เมื่อรถพยาบาลมาถึง ให้ข้อมูลแก่หน่วยกู้ภัยตามความเป็นจริงมากที่สุด (อย่าใช้การคาดเดา วิเคราะห์ปัญหา ฯลฯ)
ถ้ารถยนต์ที่เกิดอุบัติเหตุ บรรทุกสารที่เป็นอันตราย
-ให้ข้อมูลแก่เจ้าหน้าที่ เกี่ยวกับสารที่อันตรายดังกล่าว
-ออกห่างจากรถยนต์ดังกล่าว ถ้าคุณไม่ได้เข้าไปเพื่อช่วยชีวิต
-ระวังอันตรายจากสารพิษระมัดระวังของเหลว ฝุ่น หรือไอของสารอันตราย ไม่ว่าจะมีความเจือจางเพียงใดก็ตาม หรือจะมีผลกระทบต่อคุณน้อยมากเพียงใดก็ตาม
คุณต้องให้ทางแก่รถฉุกเฉินของเจ้าหน้าที่ตำรวจ พยาบาลและหน่วยบรรเทาสาธารณภัย
ถ้าตัวคุณประสบอุบัติเหตุ คุณสามารถให้ชื่อและที่อยู่ซึ่งกันและกัน และโทรฯ เรียกประกันเพื่อมารับทราบ คุณอาจเคลื่อนย้ายรถยนต์ออกไปจากเส้นทางจราจร เพื่อไม่ให้กีดขวาง

แต่ถ้ามีผู้ได้รับบาดเจ็บ คุณอาจขอร้องให้ใครบางคนช่วยเรียกตำรวจ และรถพยาบาล
-ให้ความช่วยเหลือ เท่าที่สามารถให้ได้ ผู้คนที่ดูเหมือนว่าไม่ได้รับบาดเจ็บ อาจมีอาการช็อกและไม่ทราบว่าตัวเองบาดเจ็บ
-ดูตัวเองด้วยว่าได้รับบาดเจ็บด้วยหรือไม่ คุณอาจต้องตรวจร่างกายด้วยเช่นกัน
ข้อมูล
จำเป็นต้องแลกเปลี่ยนข้อมูลซึ่งกันและกัน เช่น
-ชื่อ ที่อยู่ หมายเลขโทรศัพท์ของคู่กรณี
-หมายเลขทะเบียนรถยนต์ทุกคันที่เกี่ยวข้อง
-ยี่ห้อรถยนต์
-รายละเอียดของการทำประกัน
-ผู้ขับขี่เป็นเจ้าของรถยนต์หรือไม่และใครเป็นเจ้าของ
-ทำบันทึกเกี่ยวกับความเสียหายของรถยนต์ และการบาดเจ็บ
-สภาพอากาศ สภาพถนน และรายละเอียดต่างๆ ของคู่กรณี
-ถ้ามีกล้องถ่ายรูปไว้ด้วยก็ควรถ่ายรูปที่เกิดเหตุไว้เป็นหลักฐาน
-จดรายละเอียดต่างๆ ก่อนและหลังอุบัติเหตุ
บันทึกข้อมูลทั้งหมด สี สภาพ ไฟเปิดหรือไม่ และแสดงสัญญาณไฟเลี้ยวหรือไม่
-ความเห็นของคุณ และของผู้อื่น
-หมายเลขประจำตัวของตำรวจที่มีส่วนร่วม
เขียนแผนที่
แสดงสถานการณ์ก่อน และหลังอุบัติเหตุ
การแสดงระยะห่าง
-ระหว่างรถยนต์
-จากป้ายสัญญาณจราจรหรือทางแยก
-จากขอบทางเท้า
บันทึกรอยลื่นไถลบนถนนและตำแหน่งของพยาน
บันทึกชื่อถนนและอัตราเร็วและทิศทางของรถยนต์
การปฐมพยาบาล
ควรจะมีชุดปฐมพยาบาลไว้ด้วยในรถยนต์ และผู้ขับขี่ทุกคนควรทราบหลักการปฐมพยาบาลเบื้องต้น ถ้าคุณไม่มีความรู้เรื่องการปฐมพยาบาลมาก่อน คุณควรศึกษาสิ่งต่อไปนี้เพราะจะช่วยผ่อนหนักเป็นเบาได้มาก ในการช่วย
1. ต้องดูมิให้สิ่งใดขัดขวางทางเดินหายใจ
2. จัดการให้ผู้บาดเจ็บมีการหายใจอีกอย่างต่อเนื่อง
3. ผู้บาดเจ็บต้องมีการไหลเวียนของโลหิต ถ้ามีเลือดออกด้วยจะต้องมีการห้ามเลือดไว้ก่อน
ถ้าผู้ประสบอุบัติเหตุหยุดหายใจและศีรษะหรือคอไม่ได้รับบาดเจ็บ คุณสามารถช่วยได้โดย
-นำสิ่งต่างๆ ที่ติดค้างอยู่ในปากออกมา เช่น ฟันปลอมหรือหมากฝรั่ง
-หนุนให้ศีรษะเงยไปข้างหลังให้มากที่สุด การหายใจควรจะเริ่มขึ้นและสีหน้าจะดีขึ้น
ถ้าไม่เป็นเช่นนั้น
-ให้วางผ้าสะอาดไว้เหนือบริเวณปากของผู้บาดเจ็บ
-บีบจมูกให้รูจมูกทั้งสองปิด
-ใช้ปากเป่าเข้าไปในปากของผู้บาดเจ็บจนกระทั่งหน้าอกขยายตัวออก หยุดเป่าชั่วครู่และคอยจนกระทั่งหน้าอกแฟบลง แล้วทำซํ้าต่อไปอีกจนกระทั่งการหายใจเริ่มขึ้นอีกครั้ง
-การกระทำชํ้าๆ ดังกล่าวควรเว้นจังหวะ โดยกระทำแต่ละครั้งห่างกัน 4 วินาที จนกระทั่งหายใจเองได้
-ถ้าเป็นเด็กเล็ก ให้ใช้ปากคุณทาบไปบนปากและจมูกพร้อมกันและเป่าอย่างเบามากๆ
-อย่าท้อใจ และอย่าคิดว่าผู้ประสบเหตุได้ตายไปแล้วพยายามกระทำต่อไป จนกว่ารถพยาบาลจะมาถึง
หากผู้บาดเจ็บหมดสติ แต่ยังคงหายใจพยายามอย่าเคลื่อนย้ายผู้บาดเจ็บ นอกจากจะได้รับอันตรายที่จะเกิดขึ้นต่อไปอีก การเคลื่อนย้ายอาจกระทบต่อกระดูกสันหลังและคอของผู้บาดเจ็บ อย่าพยายามถอดหมวกกันน็อกของผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์ที่บาดเจ็บถ้าไม่จำเป็น เพราะอาจจะเกิดบาดเจ็บมากขึ้นได้
ถ้าผู้ได้รับบาดเจ็บมีเลือดออก ให้ใช้ผ้าสะอาดกดซับห้ามเลือดไว้ก่อน ถ้าเลือดออกบริเวณแขนหรือขาแต่ไม่มีการหัก ควรยกแขนหรือขาขึ้นสูงเพื่อบรรเทาการไหลของเลือด
เมื่อเกิดอุบัติเหตุ บางคนดูเหมือนไม่ได้รับบาดเจ็บ แต่อาจอยู่ในสภาพช็อก การดูแลที่ทันการสามารถลดอาการช็อกได้โดย
-หลีกเลี่ยงการเคลื่อนไหวโดยไม่จำเป็น
-ให้ผู้มีอาการช็อกอยู่ในท่าที่สบายและอุ่น
-อย่าให้อยู่ตามลำพัง
-อย่าให้อาหารและเครื่องดื่ม
-ถ้าจำเป็นต้องเคลื่อนย้ายคนที่มีอาการช็อกเพื่อความปลอดภัย ควรจัดวางผู้นั้นในท่าที่ผ่อนคลาย
-พูดคุยกับผู้นั้นด้วยนํ้าเสียงปกติ
อุปกรณ์ดับเพลิง
ควรมีอุปกรณ์ดับเพลิงไว้ในรถยนต์เสมอ ถ้าสงสัยว่าเกิดการลุกไหม้ขึ้น ในบริเวณห้องเครื่องยนต์
-ควรนำรถยนต์เข้าจอดข้างทางทันทีอย่างปลอดภัย
-ให้ผู้โดยสารทั้งหมดออกจากรถยนต์
-ขอความช่วยเหลือ
-อย่าเปิดฝากระโปรงหน้าขึ้นกว้างนัก
-ใช้อุปกรณ์ดับเพลิงที่มีอยู่ ฉีดนํ้ายาเข้าในช่องฝากระโปรงที่เผยอขึ้นเล็กน้อย
ไฟอาจลุกลามได้เร็วมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าคุณได้กลิ่นนํ้ามันเชื้อเพลิง อย่าเพิกเฉยต้องตรวจสอบทันที
การปฏิบัติงานในการดับไฟนั้น ต้องกระทำอย่างรวดเร็วและปลอดภัย
ที่มา:ธีรยุทธ  สุวรรณประทีป

บทความอื่น ๆ ที่น่าสนใจ:

Share this :

  • Stumble upon
  • twitter

Comments are closed.