ระบบระบายความร้อนของเครื่องยนต์

Posted on : 28-10-2012 | By : Author | In : ระบบต่าง ๆ ในรถยนต์

ระบบระบายความร้อน

ระบบนี้เพื่อต้องการระบายความร้อนของเครื่องยนต์ให้ลดลง หรือช่วยรักษาระดับความร้อนให้อยู่สม่ำเสมอ ประมาณ 170-190°F เพื่อเครื่องยนต์มีประสิทธิภาพในการทำงาน

ในเมื่อเครื่องยนต์ทำงาน (ติดเครื่อง) ก็จะเกิดมีความร้อนขึ้นจากการเผาไหม้ภายในกระบอกสูบ ความร้อนเหล่านี้จะถูกบรรจุอยู่ตามส่วนต่างๆ ของเครื่องยนต์และจะทวีมากขึ้น เมื่อเครื่องยนต์ทำงานอยู่ต่อไป การระบายความร้อนมีอยู่ 2 วิธี

1.  ระบบความร้อนด้วยน้ำ ประกอบด้วย

       -ท่อทางเดินของน้ำ

-หม้อน้ำรังผึ้งประกอบด้วย

หลอดน้ำหน้าที่แบ่งน้ำให้บรรจุอยู่ในหลอดเล็กๆ เพื่อให้สะดวกแก่การระบายความร้อน

ครีบเล็กๆ ที่ติดต่อกับหลอดน้ำทำหน้าที่ช่วยระบายความร้อน โดยความร้อนจากน้ำจะไหลมาบรรจุอยู่ที่ครีบเหล่านี้ด้วย

ฝาหม้อน้ำทำหน้าที่ปิดหม้อน้ำเพื่อกดให้น้ำเดือดในอุณหภูมิสูงกว่าธรรมดา  ที่ฝาหม้อน้ำจะมีวาวสำหรับบังคับความดันอยู่ด้วย ถ้าลองเป่าดู จะเห็นได้ว่าเป่าให้อากาศเข้าได้ แต่เป่าให้ออกไม่ได้ นอกจากมีความดันมากๆ วาวจึงจะเปิดให้ไอน้ำดันออกมาได้

-วาวบังคับน้ำทำหน้าที่เปิดให้น้ำผ่านไประบายความร้อนที่หม้อน้ำรังผึ้ง แต่ถ้าน้ำยังมีความร้อนน้อย วาวตัวนี้ก็จะปิดไม่ให้น้ำผ่านไประบายความร้อนและจำนวนน้ำเหล่านั้นก็จะไหลวนเวียนไปหล่อเลี้ยงเครื่องยนต์อีก

-ปั๊มน้ำ ทำหน้าที่พัดน้ำที่หล่อเลี้ยงกระบอกสูบฝาสูบให้ไหลไประบายความร้อนที่หม้อน้ำรังผึ้งและไหลเวียนไปหล่อเลี้ยงกระบอกสูบของเครื่องยนต์อีก

-พัดลมทำหน้าที่ดูดอากาศให้ผ่านครีบหม้อน้ำรังผึ้งเพื่อดูดความร้อนออกจากน้ำ

-สายพาน ทำหน้าที่ช่วยฉุดให้ปั๊มน้ำและพัดลมหมุนด้วย การต่อแรงฉุดมาจากพุลเล่เครื่องยนต์

2.  ระบายความร้อนด้วยอากาศ  คือ อากาศจะช่วยดูดความร้อนที่เกิดขึ้นให้ได้ระดับเช่นกัน เครื่องยนต์ที่ใช้อากาศระบายความร้อนนี้ ที่เสื้อสูบมักจะทำให้เป็นครีบๆ เอาไว้เพื่อต้องการให้หน้าสัมผัสระบายความร้อนมีมากขึ้น

วิธีระบายความร้อน

1. ใช้พัดลมพัดให้ลมผ่านครีบของเครื่องยนต์

2.  โดยการวิ่งผ่านอากาศของเครื่องยนต์

หลักของการตรวจเครื่องยนต์มีความร้อนสูง

1.  ตรวจดูน้ำในหม้อน้ำรังผึ้ง อาจแห้งหรือหม้อน้ำตัน

2.  ตรวจดูความตึงหย่อนของสายพานพัดลม

3.  ตรวจดูความบิดงอของพัดลม

4.  ตรวจดูความกดดันของบรรยากาศ ถ้ามีความดันน้อยน้ำจะเดือดเร็ว

5.  ตรวจดูเกจวัดความร้อนอาจเสีย

6.  รถทำงานหนักเกินกำลัง

7.  ตรวจดูหน้าตะแกรงหม้อน้ำอาจตัน

8.  ตรวจดูกรอบหุ้มพัดลมระหว่างหม้อน้ำกับพัดลม

9.  ตั้งไฟอ่อน หรือแก่เกินไป

10. ตรวจดูท่อทางเดินของน้ำอาจตัน หรือท่อที่น้ำไหลวนเวียนอยู่ในตัวเครื่องยนต์อาจมีขนาดโตเกินไป

11. ตรวจดูตะกอนหรือตะไคร่น้ำจับตามฝาสูบและเสื้อสูบหนามากเกินไป

12. ตั้งลิ้นไอดี และไอเสียห่างเกินไป

13. ตรวจดูวาวบังคับการหมุนเวียนของน้ำ อาจปิดตาย

14. ตรวจดูปั๊มน้ำของเครื่องยนต์ อาจเสีย

15. เมื่อตรวจดูเรียบร้อยแล้ว แต่เครื่องยนต์ยังมีความร้อนสูงอยู่ก็ควรล้างหม้อน้ำและท่อทางเดินของน้ำ

หลักของการล้างหม้อน้ำ และท่อทางเดินของน้ำ

ในเมื่อเครื่องยนต์มีความร้อนสูง  โดยจำเป็นจะต้องล้างหม้อน้ำหรือท่อทางเดนของน้ำก็ให้ใช้โซดาสำหรับล้างหม้อน้ำมาผสมกับน้ำให้ถูกส่วน

เช่น

1.  โซดาล้างหม้อน้ำ

2.  น้ำกรดบัดกรี

อัตราส่วนผสมใช้กรด 1 กระป๋องนม ต่อน้ำ 2 แกลลอน

ข้อควรปฏิบัติในการล้างหม้อน้ำ

       1.  เปิดน้ำในหม้อน้ำ และเครื่องยนต์ออกทิ้งให้หมด

2.  เติมน้ำยาล้างหม้อน้ำลงไปให้เต็ม แล้วปิดฝาหม้อน้ำให้เรียบร้อย

3.  ใช้ผ้าหนาๆ คลุม ปิดทางด้านหน้าหม้อน้ำเมื่อไม่ต้องการให้น้ำได้ระบายความร้อน

4.  แล้วติดเครื่องยนต์ให้น้ำเดือดประมาณ 20 นาที โดยการเร่งเครื่องยนต์ให้อยู่ระหว่าง ¼ ของการเร่งทั้งหมด

5.  แล้วเปิดทิ้งให้หมดและเติมน้ำใหม่ลงไป ให้เต็มตามเดิมและปิดฝาให้เรียบร้อย จากหลักการอันนี้ถ้าหม้อน้ำเก่าและผุ ก็อาจทำให้หม้อน้ำรั่วได้

น้ำในหม้อน้ำรังผึ้งแห้งเครื่องยนต์จะมีความร้อนสูงจะเกิดการเสียหายคือ

       1.  ปั๊มน้ำมันเสีย

-ซีนป้องกันน้ำสึกหรอทำให้น้ำรั่ว

-บอลแบริ่งเสีย

2.  หม้อน้ำอาจรั่วเนื่องจากตะกั่วที่บัดกรีไว้ละลาย

3.  โลหะเครื่องจะขยายตัวมาก ทำให้เกิดการสึกหรอมากขึ้น หรือเครื่องอาจดับอย่างกะทันหันเนื่องจากเครื่องยนต์ฝืด

4.  แหวนลูกสูบอาจขยายตัว และหมดการเป็นสปริง

5.  ทำให้สปริงวาวอ่อนและวาวรั่วได้

หลักของการเติมน้ำเย็นเมื่อเครื่องยนต์มีความร้อนสูง

1.  ให้เปิดฝาหม้อน้ำออก แต่ควรระวังไอร้อนจะลวกมือ

2.  เร่งเครื่องยนต์ประมาณ ½ ของการเร่งเครื่องทั้งหมดเพื่อต้องการให้เครื่องยนต์ดูดน้ำผ่านไปเร็วๆ ความร้อนจะได้ค่อยๆ ลดลง

3.  เติมน้ำให้เต็มแล้วปิดฝาหม้อน้ำให้เรียบร้อย

ในขณะที่กำลังเติมน้ำเย็นอยู่นี้ ความร้อนก็ค่อยๆ ลดลงจนได้มาตรฐาน แต่ถ้าดับเครื่องยนต์เพื่อการเติมน้ำก็จะต้องปล่อยให้เครื่องยนต์นั้นๆ เย็นเสียก่อน ถ้าดับแล้วเติมน้ำทันทีจะเกิดการเสียหายขึ้นได้ คือ

1.  ไอร้อนจะดันขึ้นมาทางฝาหม้อน้ำทันที

2.  ฝาสูบอาจแตกหรือร้าว

3.  แป๊กกิ้งฝาสูบอาจแตก

4. แหวนลูกสูบหัก

5.  ทำให้คุณภาพของโลหะเสื่อม  เนื่องจากมีลักษณะคล้ายๆ กับการชุบโลหะให้อ่อนหรือแข็งตัวได้

บทความอื่น ๆ ที่น่าสนใจ:

Share this :

  • Stumble upon
  • twitter

Comments are closed.