วิธีการถ่วงล้อรถยนต์

Posted on : 12-11-2012 | By : Author | In : การดูแลรักษารถ

เราจะถ่วงล้อกันอย่างไร สาเหตุของการถ่วงล้อ การที่เราต้องถ่วงล้อก็เนื่องจากเกิดความไม่สมดุลย์ขึ้นกับล้อ อันได้แก่ความไม่ สมดุลย์แบบสแตติกและแบบไดนามิค ซึ่งเป็นเหตุให้ล้อเต้นขึ้นลงส่ายไปมา

ดังนั้นวิธีการถ่วงล้อ ก็คือการทำให้เกิดสมดุลย์ขึ้นกับล้อหรือทำให้ล้อวิ่งได้สมํ่าเสมอไม่สั่นไปมานั่นเอง ตามทฤษฎีแล้ว ความไม่สมดุลย์ทั้ง 2 แบบของล้อ จะเกิดขึ้นเนื่องจากบางส่วนของล้อไม่สมดุลย์คือมีน้ำหนักเกินขนาด ซึ่งเป็นตัวที่ทำให้เกิดแรงหนีศูนย์กลาง F ขึ้นและแรงนี้เองที่ทำให้เกิดแรงบิด M ตามรูปที่ 1

จากสูตรทางกลศาสตร์ F = mv2 r

F เป็นแรงหนีศูนย์กลางเนื่องจากน้ำหนักที่เกินขนาด

M เป็นมวลของส่วนที่มีน้ำหนักเกินขนาด

V เป็นความเร็วของรถ

r  เป็นรัศมีของล้อ

M เป็นแรงบิดที่เกิดขึ้นเนื่องจากแรง = F X b

การแก้ความไม่สมดุลย์ของล้อ

จากรูปที่ 1 ทำให้เราเห็นแนวทางในการแก้ปัญหาที่ทำให้เกิดความไม่สมดุลย์ซึ่งเราจะทำได้ใน 2 ลักษณะ

1. กำจัดแรง F ซึ่งเกิดจากน้ำหนักส่วนเกิน การกำจัดจะต้องใช้น้ำหนักมาถ่วงเข้ากับล้อในขนาดเท่ากับน้ำหนักส่วนที่เกิน ในตำแหน่งตรงข้ามกัน 180° เพื่อให้เกิดสมดุลย์แนบสแตติกขึ้น ตำแหน่งที่จะติดนี้คิดได้หลายแห่ง เช่น ไว้ด้านในของล้อ ติดไว้ด้านนอก บางทีก็แบ่งน้ำหนักออกเป็น 2 ก้อนขนาดเท่ากันแล้วติดไว้ทั้งด้านในและด้านนอกของล้อ ด้านละก้อน และก็มีแบบที่แบ่งน้ำหนักถ่วงออกเป็น 4 ก้อนหนักเท่ากันแล้วติดไว้ด้านในและนอกด้านละ 2 ก้อน ห่างจากตำแหน่งที่ตรงข้ามกับส่วนที่มีน้ำหนักเกินเท่ากัน แต่วิธีที่ดีในการติดน้ำหนักถ่วงนั้นคือการแบ่งคือการแบ่งน้ำหนักออกเป็น 2 ก้อนเท่ากันแล้วติดไว้ทั้งด้านในและด้านนอกของล้อตรงตำแหน่งสมดุลย์เพราะวิธีนี้จะไม่มีผลอันใด กับความไม่สมดุลย์แบบไดนามิคเลย แต่ถ้าเราติดน้ำหนักถ่วงเข้าด้านใดด้านหนึ่งของล้อแล้ว อาจจะทำให้เกิดความไม่สมดุลย์แบบไดนามิคขึ้นอย่างมากก็ได้ดังรูปที่ 2

2. เมื่อเราทำให้เกิดสมดุลย์แบบสแตติกแเล้วยังคงเหลือ แรงบิด M ซึ่งเป็นตัวทำให้เกิดความไม่สมดุลย์แบบไดนามิคอยู่ เราจะใช้น้ำหนักถ่วงขนาดเท่ากันอีก 2 ก้อนมาติดกับล้อโดยติดก้อนละด้าน และอยู่ตรงข้ามกัน 180° ตรงตำแหน่งคู่ที่สมดุลย์ เพื่อให้เกิดสมดุลย์ของแรงบิดตามรูปที่ 3

ลักษณะของน้ำหนักถ่วง

น้ำหนักถ่วงที่ใช้ส่วนมากทำจากตะกั่วและมีตะเข็บ ติดอยู่ด้วยเพื่อใช้ติดกับขอบล้อ ส่วนล้อบางชนิดที่ไม่มีขอบ ซึ่งทำจากพวกอลูมิเนียมหรือโครเมียม น้ำหนักถ่วงจะมีลักษณะเป็นแถบมีกาวใช้ยึดติดกับล้อทางด้านหลัง น้ำหนักถ่วงแต่ละชิ้นจะมีขนาดเฉพาะของมันแล้วแต่จะเลือกใช้

เครื่องถ่วงล้อ

การที่เราจะทราบว่าล้ออันหนึ่ง ๆ จะสมดุลย์หรือไม่นั้น เราอาจจะสังเกตเห็นได้ด้วยตา แต่การที่จะทราบว่าต้องติดน้ำหนักถ่วงขนาดเท่าไร เข้าที่ตำแหน่งไหนของล้อนั้นจำเป็นจะต้องใช้เครื่องมือตรวจหา เครื่องถ่วงล้อที่ใช้กันมีอยู่หลายแบบ หลายยี่ห้อ แต่ละแบบจะมีหลักการใหญ่ ๆ แบ่งได้ 3 แบบคือ

1. เครื่องถ่วงล้อแบบสแตติก (static Balancer) ลักษณะใช้กับล้อที่ถอดออกจากรถมาวางลงบนฐานกรวย แล้วสังเกตระดับฟองอากาศที่ยอดกรวย เพื่อหาตำแหน่งที่จะติดน้ำหนักถ่วงจนฟองอากาศอยู่กึ่งกลางพอดี

2. เครื่องถ่วงล้อแบบหมุนติดกับรถ (on-the-car Balancer) มีลักษณะดังรูปที่ 6 ล้อที่จะถ่วงไม่ต้องถอดออกจากตัวรถ เราจะใช้วิธียกรถให้ล้อหมุนอิสระ แล้วสรวมเครื่องมือเข้าไป เครื่องมือจะบอกขนาดน้ำหนักถ่วงและตำแเหน่งให้ทราบ ประโยชน์ที่สำคัญของเครื่องถ่วงแบบนี้ คือ มันสามารถถ่วงล้อทั้งระบบซึ่งได้แก่ดุมล้อ, ดรัม (drum) ที่ประกอบกันและติดอยู่กับตัวรถทั้งล้อหน้าและหลัง

3. เครื่องถ่วงล้อแบบหมุนถอดจากรถ (off-the-car Balancer) เครื่องนี้จะมีส่วนประกอบของดุมล้อและดรัมติดอยู่ด้วยเพื่อความเที่ยงตรง เครื่องจะบอกทั้งขนาดและตำแหน่งของน้ำหนักถ่วงโดยดูจากหน้าปัทม์ขณะที่ล้อกำลังหมุน

ตามร้านบริการถ่วงล้อทั่ว ๆ ไปเราจะพบเครื่องถ่วงล้อ แบบที่ 3 ได้มากกว่าแบบ 2 แต่ทั้งแบบ 2 และ 3 เมื่อติดน้ำหนักถ่วงเข้ากับล้อแล้ว ก็จะทำให้เกิดความสมดุลย์ทั้งแบบไดนามิคและสแตติกทันทีไม่ต้องแยกถ่วงแต่ละแบบ

ที่มา:ประทีป  ภววงษ์ศักดิ์

 

บทความอื่น ๆ ที่น่าสนใจ:

Share this :

  • Stumble upon
  • twitter

Comments are closed.