สาเหตุที่รถยนต์บังคับยาก

Posted on : 13-11-2012 | By : Author | In : การขับรถยนต์

สิ่งผิดปกติเล็กๆ น้อยๆ ที่เป็นสาเหตุทำให้รถยนต์บังคับยาก แต่ไม่ได้รับความสนใจเอาใจใส่จากผู้ขับขี่ ย่อมจะเป็นผลให้เกิดอุบัติเหตุได้เสมอๆ  โดยเฉพาะอย่างยิ่งขณะที่ขับรถยนต์ด้วยความเร็วสูงๆ ถ้ามีความบกพร่องในระบบเบรคหรือระบบบังคับเลี้ยวแล้ว ก็จะทำให้เกิดอันตรายได้ง่าย อาการต่างๆ ที่ทำให้รถบังคับยากนั้นมีหลายสาเหตุด้วยกันดังต่อไปนี้

ถ้าล้อหน้ามีอาการสั่นโยกเยก

การสั่นของล้อนี้นอกจากจะทำความรบกวนและเหนื่อยเวลาขับขี่แล้ว อาการสั่นของล้อหน้ายังส่งผ่านระบบพวงมาลัยและล้อมายังผู้ขับขี่ อาจทำให้เกิดอุบัติเหตุได้โดยง่ายอีกด้วยถ้ามีอาการนี้ละก็ ลองทำตามลำดับขั้นดังนี้ดูเผื่อท่านเองอาจแก้มันได้

1. ตรวจดูกระทะล้อว่ามีรอยบุบเบี้ยวหรือไม่ ถ้ากระทะล้อเบี้ยวจะทำให้ยางรถยนต์ไม่สมดุลย์และเป็นสาเหตุให้ล้อรถสั่นได้ดังนี้ควรจะเปลี่ยนกระทะล้อเสียใหม่แล้วก็ถ่วงล้อเสียด้วยเลย  โดยนำไปที่ร้านเปลี่ยนยางซึ่งมักมีเครื่องถ่วงล้อด้วย

2. ตรวจดูว่าน็อตยึดกระทะล้อติดกับดุมแน่นดีหรือเปล่า ถ้าไม่แน่นก็ขันให้แน่นเสีย

3. ตรวจดูโช๊คอัพว่ายึดติดแน่น ถ้าโช๊คอัพเสียก็ควรจะเปลี่ยนใหม่

4. ตรวจดูแบริ่งล้อหน้าว่าหลวมหรือไม่ บางครั้งแบริ่งล้อหน้าแตกก็เป็นสาเหตุทำให้ล้อสั่นได้ สำหรับการตรวจดูให้เอาแม่แรงยกรถขึ้นให้ล้อหมุนได้ฟรี  โดยไม่แตะกับพื้นจากนั้นก็ลองขยับล้อไปมาและหมุนมันดู ถ้าแบริ่งล้อหลวมมันจะโยกไปมาได้เล็กน้อยหรือบางทีจะมีเสียงดังขณะที่ล้อหมุนอยู่

5. สาเหตุอื่นๆ ที่ทำให้ล้อหน้าสั่น อาจเกิดจากล้อหน้าไม่สมดุลย์ ระบบกันสะเทือนหลวม หรือเกิดจากระบบบังคับเครื่อง ศูนย์ล้อไม่ตรง ก็ลองเช็คดูทีละอย่างดู

ถ้ารู้สึกว่าพวงมาลัยหนักผิดปกติ

ในกรณีที่พวงมาลัยหนักนั้น ก็มีหลายสาเหตุด้วยกันและถ้าต้องการจะตรวจดูสาเหตุละก็ลองทำตามนี้ดู

1. ตรวจดูกระทะล้อหน้าว่ามีรอยบุบหรือเบี้ยวหรือเปล่า ถ้ามีละก็จัดการถอดออกมาเคาะให้ดีเสีย

2. ถ้าพวงมาลัยเป็นระบบเพาเวอร์ ให้ลองตรวจดูระดับน้ำมันในระบบพวงมาลัยแบบเพาเวอร์ ถ้าน้ำมันน้อยเกินไปก็ควรจะเติมเสียด้วย

3. วัดดูแรงลมล้อหน้า ถ้ายางล้อหน้าอ่อนเกินไปก็เป็นเหตุทำให้พวงมาลัยหนักได้เหมือนกัน

4. ตรวจดูน็อตยึดล้อหน้าว่าแน่นดีหรือเปล่า

5. ตรวจสายพานของพวงมาลัยแบบเพาเวอร์ว่าหย่อนหรือลื่นหรือไม่ (ในรถบางคันเท่านั้น) ถ้าสายพานหย่อนหรือลื่น จะทำให้ปั๊มระบบพวงมาลัยหมุนช้าแรงดันไม่พอ ทำให้พวงมาลัยหนัก ถ้าสายพานหย่อนก็เลื่อนให้ตึงพอดี หรือถ้าสายพานลื่นก็จะต้องเปลี่ยนใหม่

6. หล่อลื่นระบบกันสะเทือนล้อหน้า โดยการนำไปอัดจารบีตามจุดต่างๆ ให้ครบเสีย

ส่วนสาเหตุอื่นๆ ที่ทำให้พวงมาลัยหนัก ก็อาจจะได้แก่ล้อหน้าเสียศูนย์ พวกลูกหมากของกลไกบังคับเลี้ยวหลวมหรือคันส่งพวงมาลัยคดไม่ตรงศูนย์ ควรจะใช้ช่างผู้ชำนาญซ่อมเสีย

หลังจากเลี้ยวแล้วพวงมาลัยไม่คืน

บางท่านอาจจะสังเกตได้ว่า บางครั้งเวลาเลี้ยวรถแล้วพวงมาลัยมันยังไม่คืน ถ้ามีอาการดังนี้ก็ให้จัดการทำตามต่อไปนี้

1. ให้อัดจารบีระบบกันสะเทือนล้อหน้า

2. ล้อหน้าเสียศูนย์ก็เป็นสาเหตุทำให้พวงมาลัยไม่คืนหลังจากเลี้ยวได้  ควรให้ช่างตรวจซ่อมเสียหรือไปตั้งศูนย์ล้อใหม่

รู้สึกว่ารถยนต์คล้ายจะลอยได้

อาการรถลอยๆ นี้อาจจะเกิดจากตัวรถเอง หรือสิ่งภายนอก โดยสาเหตุภายนอกที่อาจเป็นไปได้ คือ พื้นถนนขรุขระมาก ลมแรงพัดทางด้านข้างรถยนต์หรืออาจเกิดจากชิ้นส่วนกลไกของรถยนต์เองบกพร่อง  ในกรณีนี้เพื่อให้แน่ใจว่าอาจเกิดจากลมหรือถนนขรุขระ ก็ลองทำดังนี้

1. ลองหาทางถนนที่เรียบร้อย และระยะทางตรงไกลๆ อย่างน้อยสักครึ่งกิโลเมตร ทดลองขับไปมาในวันที่ลมไม่แรงนัก (ขับในทิศทางตามลมและสวนลมเพื่อเปรียบเทียบกัน) ถ้าปรากฎไม่มีอาการลอยโคลงไป-โคลงมา แสดงว่าระบบกลไกปกติ แต่ถ้ามีอาการลอยโคลงไป-มา ควรไปปรึกษาช่าง

2. ตรวจดูแรงดันลมว่าถูกต้องหรือไม่

3. ตรวจดูว่าเบรคไม่ค้างล้อใดล้อหนึ่ง ควรปรับแต่งเบรคหรือซ่อมเสีย

4. ตรวจดูแบริ่งล้อหน้าว่าหลวมหรือไม่

5. ระบบกันสะเทือนล้อหน้าหลวมหรือล้อหน้าเสียศูนย์

ตัวรถเซไปทางด้านใดด้านหนึ่งเมื่อเวลาเบรค

      1. ตรวจดูลมยางรถยนต์ทุกล้อว่าถูกต้องหรือไม่

2. ถ้าเบรคล้อทางด้านใดด้านหนึ่งเปียก จะทำให้รถเซไปได้เมื่อเวลาเหยียบเบรค แต่ถ้าเป็นเบรคชนิดดิสค์เบรค ปัญหาที่รถเซไปเมื่อเบรคด้านใดด้านหนึ่งเปียกจะน้อยกว่าชนิดดรัมเบรค เนื่องจากผ้าเบรคและจานเบรคจะสีกันทำให้แห้งอยู่เสมอเมื่อเวลาที่จานเบรคหมุนไป วิธีที่ท่านจะแก้ไขก็โดยการเหยียบเบรคเบาๆ เสมอๆ เพื่อทำให้เบรคด้านที่เปียกแห้งไป

3. ตรวจดูว่ายางล้อหน้าทั้งสองด้านเป็นชนิดเดียวกัน มีโครงสร้างและขนาดเท่าๆ กัน และยางล้อหน้าทั้งสองด้านจะต้องสึกไปพอๆ กัน  ถ้ายางด้านใดด้านหนึ่งเป็นยางธรรมดา ส่วนอีกด้านหนึ่งเป็นยางเรเดียล ก็จะทำให้เกิดอันตรายได้อย่างมาก เนื่องจากคุณภาพและความสามารถผิดกันมาก ถึงแม้ว่าจะเป็นยางชนิดเดียวกัน แต่ถ้ายางไม่เข้าชุดกันได้จะเป็นสาเหตุทำให้เบรคแล้วเซไปได้

4. ตรวจดูว่าแบริ่งล้อหน้าทั้งสองด้านแน่นดีหรือไม่

5. สาเหตุอื่นๆ ที่ทำให้เบรคแล้วรถเซไปด้านใดด้านหนึ่ง ก็คือ การตั้งเบรคทั้งสองข้างไม่เท่ากันลูกสูบปั๊มเบรคที่ล้อด้านใดด้านหนึ่งติด หรือท่อน้ำมันเบรคด้านใดด้านหนึ่งอุดตัน ก้ามปูเบรคด้านใดด้านหนึ่งหลวม ระบบบังคับเลี้ยวหลวม ศูนย์ล้อไม่ตรง ผ้าเบรคด้านใดด้านหนึ่งสึกมาก สาเหตุเหล่านี้ท่านควรให้ช่างช่วยซ่อมให้เสีย หรือไม่ถ้าใครอยากลองก็ให้เปิดคู่มือการซ่อมและจัดการตามลำดับที่ให้เอาไว้

ถ้าล้อใดล้อหนึ่งตายเมื่อเวลาเบรค

1. ตรวจดูยางล้อหน้าและหลังว่าทั้งสองด้านสึกได้เท่าๆ กันหรือไม่ ยางรถด้านหนึ่งสึกไปมากกว่าจะตายอ่อนเมื่อเวลาท่านเหยียบเบรค

2. ตรวจดูท่อน้ำมันเบรคที่ส่งไปที่ล้อ ถ้าพบว่ามีท่อน้ำมันเบรครั่วก็ควรจะเปลี่ยนใหม่

ถ้าล้อหลังทั้งคุ่ตายเมื่อเวลาเบรคอย่างแรง

เมื่อเวลาที่ท่านเหยียบเบรคอย่างแรงขณะที่รถยนต์กำลังแล่นอยู่ด้วยความเร็วสูง น้ำหนักรถส่วนใหญ่จะไปตกที่ล้อหน้าทั้งคู่ เนื่องจากล้อหลังรับน้ำหนักน้อยกว่า ทำให้ล้อหลังมีแนวโน้มว่าจะตายได้เมื่อเวลาเหยียบเบรคอย่างแรง ที่แม่ปั๊มเบรคตัวใหญ่จะมีวาล์วต้านการล็อคของล้อหลัง การควบคุมแรงดันน้ำมันเบรคส่วนใหญ่ผ่านไปที่ล้อหน้าทั้งคู่ ทำให้ล้อไม่ล็อคตาย แต่ถ้ายางหลังทั้งคู่ล้วนไม่มีดอกอาจจะทำให้ล้อหลังตายได้

1. ตรวจดูว่ายางล้อหลังทั้งคู่ว่าสึกไปมากจนหัวล้านหรือไม่ ถ้ายางล้อหลังสึกไปมากก็เป็นสาเหตุทำให้ล้อหลังตายได้เมื่อเวลาเหยียบเบรคอย่างแรง

2. เปลี่ยนวาล์วตัวควบคุมแรงดันน้ำมันเบรคคู่หน้าและคู่หลังเสียใหม่ เมื่อท่านเปลี่ยนวาล์วเสร็จเรียบร้อยท่านจะต้องทำการไล่ลมออกจากท่อน้ำมันเบรคด้วย

ที่มา:นนทศักดิ์  ศิริโภค

บทความอื่น ๆ ที่น่าสนใจ:

Share this :

  • Stumble upon
  • twitter

Comments are closed.