สีพ่นรถยนต์หรือสีทับหน้า

Posted on : 20-11-2013 | By : Author | In : การดูแลรักษารถ

สีพ่นรถยนต์

(Top coat or color coat)
สีพ่นรถยนต์ เป็นวัสดุที่นำมาเคลือบงานครั้งสุดท้าย เพื่อเพิ่มความสวยงาม (Beauty) ความทนทาน (Durability) ให้แก่งานที่ทำการพ่นนั้น สีต่างๆ ที่ใช้พ่นมีอิทธิพลเกี่ยวกับรูปร่างของรถยนต์มาก สีบางชนิดพ่นกับรถยนต์ใหม่ได้สวยงาม แต่เมื่อนำมาพ่นกับรถยนต์รุ่นเก่าก็อาจไม่เหมาะสมได้ ดังนั้นจึงควรให้เจ้าของรถยนต์เลือกสีเองตามความพอใจ ซึ่งพอแบ่งสีพ่นรถยนต์ออกได้ดังนี้
1. สีพ่นรถยนต์แห้งเร็วหรือสีแลกเกอร์ (Lacquer)
2. สีพ่นรถยนต์แห้งช้าหรือสีอีนาเมล (Enamel)
1. สีพ่นรถยนต์แห้งเร็วหรือสีแลคเกอร์ (Lacquer)
เป็นสีพ่นรถยนต์ทับหน้าครั้งสุดท้าย ทำให้เกิดความสวยงาม ความทนทาน เป็นชนิดสีพ่นแห้งเร็ว ซึ่งแบ่งสีพ่นรถยนต์แห้งเร็วออกได้ คือ
1.1 สีพ่นไนโตรเซลลูโลส แลกเกอร์ (Nitro cellulose lacquer)
1.2 สีพ่นอะคริลิคแลคเกอร์ (Acrylic lacquer)
1.1  สีพ่นไนโตรเซลลูโลส แลคเกอร์ (Nitro cellulose lacquer)
สีพ่นรถยนต์ไนโตรเซลลูโลส แลคเกอร์ หรือบางครั้งเรียก
เซลลูโลสไนเตรท เป็นสีพ่นแห้งเร็วที่นิยมใช้กันมาก ซึ่งจะให้ความงามและความทนทานสูง สีพ่นไนโตรเซลลูโลส เป็นพลาสติกประเภทเทอร์โมพลาสติก (Thermoplasties) ได้แก่ เซลลูโลสไนเตรท (cellulose Nitrate)
เทอร์โมพลาสติก เป็นสารที่เกิดการอ่อนตัวภายใต้ความร้อนและความดัน และจะกลับแข็งตัวในลักษณะกึ่งของแข็ง (semi Solid) เมื่ออุณหภูมิเย็นเท่าอุณหภมิของห้อง ถ้าให้ความร้อนอีกก็จะเกิดการอ่อนตัวจึงสามารถขึ้นรูปต่างๆ ได้ การทำให้อ่อนและแข็งสามารถทำซ้ำๆ กัน เปรียบเหมือนน้ำเมื่อนำไปทำน้ำแข็ง เมื่อถูกความร้อนจะละลายกลายเป็นนํ้าอีก และน้ำนี้ก็สามารถนำกลับไปทำน้ำแข็งได้อีกไม่มีที่สิ้นสุด พลาสติกชนิดนี้ โมเลกุลมีลักษณะยาวเป็นเส้นตรง คือ อะตอมของธาตุจะเกาะกันในแนวยาว ดังนั้นพลาสติกจึงเหนียวมาก
เซลลูโลสไนเตรท เป็นพลาสติกที่ได้จากผลิตผลทางการเกษตร เช่น นุ่นหรือฝ้าย (cotton) และพืชชนิดอื่น (wood) เซลลูโลสไนเตรท เป็นพวกแรกที่ถูกคิดค้นนำมาใช้ในงานอุตสาหกรรม โดยใช้ทำสีแลคเกอร์มีความแข็งแรงทนทาน ทนความร้อน ทนกรดต่างๆ ได้ดี เป็นฉนวนไฟฟ้า ติดไฟง่าย และเริ่มใช้เคลือบงานและพ่นชิ้นงานเมื่อปี ค.ศ. 1868 พลาสติกนี้ จะละลายง่ายในตัวทำละลาย เช่น อะซิโตน, แอลกอฮอล์ บิวทิล อะซิเตต และดีโตน
สีพ่นไนโตรเซลลูโลส แลคเกอร์ (Nitrocellulose Lacquer) มีความหมายเกี่ยวกับวัสดุที่นำมาใช้เคลือบงาน เคลือบผลิตภัณฑ์ครั้งสุดท้าย ซึ่งเป็นสีพื้นแห้งเร็วจะแห้งโดยการระเหยออกของทินเนอร์ไปจากสี จึงทิ้งพิมส์สีแข็งให้เกาะติดอยู่บนงาน จุดอ่อนของไนโตรเซลลูโลส แลคเกอร์ จึงไม่สามารถสร้างพิมส์หนาๆ ได้ ดังนั้นจึงต้องพ่นสีหลายชั้น อย่างต่ำ 6 ชั้น หรือ 10 ชั้น หรือ 25 ชั้น
การพ่นโดยการใช้ความร้อน (Hot spray)
การเพิ่มพิมส์สีไนโตรเซลลูโลส แลคเกอร์ให้หนาสามารถทำได้โดยการพ่นสีแบบใช้ความร้อน ซึ่งสามารถเพิ่มเนื้อแลกเกอร์ขึ้นได้ถึง 30-40 % วิธีเพิ่มความร้อนจะทำให้แลคเกอร์ใสพอพ่นได้ อุณหภูมิความร้อนที่ใช้ 160 F ถ้าอุณหภูมิความร้อนไม่ถึง 160 F หรือต่ำกว่า 10% จะทำให้สีแลคเกอร์มีความหนืด (viscosity) สูงขึ้นขณะพ่นผลลัพธ์ทำให้การพ่นของสีเป็นฝอยไม่ถูกต้อง แต่ถ้าสีแลกเกอร์ร้อนมากเกินไป ในการพ่นนานๆ อาจทำให้แลกเกอร์ละลายหรือลุกไหม้ได้ (อุณหภูมิ 160 F สามารถทำการพ่นได้หลายชั่วโมงโดยไม่ทำให้แลกเกอร์เสื่อมคุณภาพ) การพ่นสีโดยความร้อนจะลดจำนวนครั้งในการพ่นลง แต่จะมีพิมส์หนาเท่ากับการพ่นสีที่พ่นไม่ใช้ความร้อนจำนวนหลายชั้น
การได้เปรียบของสีพ่นไนโตรเซลลูโลส แลคเกอร์
1. สีจะแห้งเร็วในเวลา 15-20 นาที
2. ปล่อยทิ้งไว้ในเวลา 24 ชั่วโมงก็สามารถขัดสีได้
3. สามารถซ่อมสีได้อย่างดี
4. ไม่จำเป็นต้องมีอุปกรณ์การอบสี
5. การเกาะตัวดีมีความทนทานสูง
6. สามารถทนต่อน้ำมันแกสโซลีน, น้ำมันเครื่อง, จารบี, สบู่, แอลกอฮอล์เจือจาง, กรดอ่อน และการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิ
7. สีเมื่อเบียกและแห้ง สีแตกต่างกันน้อยมาก
8. สามารถควบคุมคุณภาพในการผลิตได้
9. ทนต่ออุณหภูมิสูงได้โดยสีไม่อ่อนตัว
10. ขัดมันได้ง่าย
11. มีความเงา
ข้อเสียของไนโตรเซลลูโลส แลคเกอร์
1. ไม่สามารถทาสีด้วยแปรงได้
2. การพ่นสีแลกเกอร์โดยไม่ใช้ความร้อนช่วยจะทำให้พ่นหลายชั้น
3. ถ้าพ่นสีแลคเกอร์บนน้ำมันวานิสหรือสีน้ำมัน จะเกิดการลอกพองออก
4. ถ้านำสีแลกเกอร์ไปพ่นไม้ แล้วนำไปใช้ภายนอก สีจะไม่มีความทนทาน
1.2 สีพ่นรถยนต์อะคริลิค แลคเกอร์ (Acrylic lacquer)
อะคริลิคแลกเกอร์ เป็นสีพ่นรถยนต์แห้งเร็วชนิดหนึ่ง บางครั้งก็เรียกอะครีลิค รีซิน (Acrylic Resin) หรือ (Polymethyl methacrylate) สีพ่นอะคริลิคเป็นพลาสติกประเภทเทอร์โม พลาสติก (Thermoplastic) อะครีลิครู้จักกันดีในชื่อการค้า เช่น เพลคซิกล๊าส (piexiglas), ลูไซด์ (Lucite) โพลีกล๊าส (Polyglas) เดียวอะคริด (Duracryl) เป็นต้น อะครีลิคแลคเกอร์ ถูกนำมาใช้ในสหรัฐอเมริกาเมื่อปี ค.ศ. 1936 อะครีลิคเมื่อนำไปผสมกับพลาสติกชนิดอื่น เกิดเป็นพลาสติกชนิดใหม่ เช่น Methyl Methacrylate โดยขบวนการโพรีเมอไรเซชั่น (Polymerization)
โพริเมอไรเซชั่น หมายถึงกรรมวิธี หรือขบวนการทางเคมีที่สารประกอบชนิดเดียวกัน รวมกันเกิดเป็นสารประกอบชนิดใหม่ขึ้นในรูปของสารเดิม แต่น้ำหนักโมเลกุลเพิ่มขึ้นเป็นทวีคุณ และคุณสมบัติทางกายภาพแตกต่างจากสารประกอบเดิม
ลักษณะทั่วไปของอะคริลิค แลคเกอร์
เป็นของเหลว มีความใส เมื่อแห้งแล้วมีเงาแวววาว ไม่มีไคลสีเกิดขึ้นที่ผิว มีความแข็งแรงพอสมควร เป็นรอยขีดข่วนง่าย ทนแสงอุลตราไวโอเลทได้ดี เป็นฉนวนไฟฟ้าดีมาก ทนสารเคมีได้พอสมควร ไม่ควรให้ถูกน้ำมันเบนซิน, อาซิโทน, คลอโรฟอร์ม, สเปรย์น้ำหอม และพวกกรดอ๊อกซิไดซิง (oxidizing Acid) ชนิดเข้มข้น อะคริลิคยังทำเป็นสีต่างๆ ได้ ทั้งใส, ฟ้า, และทึบแสง อะครีลิคสามารถละลายได้ในทินเนอร์จะใสโปร่งแสง ได้เท่ากันทุกๆ จุดดูเด่น สะดุดตาทนแดดฝน และอะคริลิคแลคเกอร์ มีความต้านทานต่อความชื้น จึงเหมาะที่จะใช้เคลือบโลหะและนิยมมากในการเคลือบ ทองเหลือง, ทองแดง, อลูมิเนียม เมื่อขัดจะขึ้นมัน และอะครีลิค แลกเกอร์ จะไม่ทำปฏิกิริยากับเนื้อสี จึงทำให้สามารถผสมกับผงบรอนซ์ทอง และบรอนซ์เงิน (อลูมิเนียม) ได้ดีกว่าแลกเกอร์ธรรมดา การสะท้อนแสงได้ดี
คุณสมบัติทางเคมีของอะคริลิค แลกเกอร์กับไนโตรเซลลูโลสแลคเกอร์
อะคริลิค แลคเกอร์ กับไนโตรเซลลูโลสแลกเกอร์ ไม่มีความสัมพันธ์ทางเคมีกันเลย ซึ่งทั้ง 2 อย่างเป็นสารประกอบคนละชนิด การที่อะครีลิคมีคำว่า แลคเกอร์ ต่อท้าย ก็เพราะคุณสมบัติทางกายภาพเมื่อพ่นสีแล้วคล้ายกับกรรมวิธีแห้งเร็วแบบเดียวกัน คือ ทินเนอร์ระเหยออกไปจากสี จึงทิ้งพิมพ์สีแข็งเกาะติดบนชิ้นงาน
อะคริลิค แลคเกอร์ จัดอยู่ในประเภทเทอร์โมพลาสติก สามารถนำไป form เป็นรูปต่างๆ ได้ เมื่อได้รับความร้อนเข้าไปจะเกิดการอ่อนตัวและแผ่ขยาย (Reflow) ซึ่งเกิดการไหลเยิ้มที่อุณหภูมิประมาณ 140 -160 °C สามารถเพิ่มเนื้อของสีให้หนาเกิดความเรียบสม่ำเสมอเรียก Thermal Reflow และเมื่อเย็นตัวแล้วก็จะรักษารูปเดิมไว้
ข้อดีของอะคริลิค แลคเกอร์
1. สีจะแห้งเร็วในเวลา 15-20 นาที
2. ปล่อยทิ้งไว้ในเวลา 24 ชั่วโมงสามารถขัดสีได้
3. ไม่จำเป็นต้องมีอุปกรณ์อบสี
4. การเกาะตัวดีมีความทนทานสูง
5. สามารถทนต่อ น้ำมัน, กรด, สบู่, จารบี, และแอลกอฮอล์
6. มีความเงางาม
7. ขัดมันได้ง่าย

8. ทนต่ออุณหภูมิสูงได้โดยไม่อ่อนตัว
9. การซีดจางของสีมีน้อย
10. ไม่มีฝ้าในพิมพ์สีเมื่อใช้งาน
11. สีดูใหม่ตลอดเวลา
12. สามารถซ่อมสีได้กลมกลืนเป็นอย่างดี ซึ่งสีอะคริลิคได้เปรียบในการซ่อมสีมากกว่า ไนโตรเซลลูโลส ดังนี้
12.1 สีอะคริลิคเป็นพลาสติกใสมาก จึงไม่มีการทำให้เงาสีเปลี่ยน
12.2 คุณสมบัติในการซีดจางมีน้อยมาก จึงเป็นการง่ายในการกลืนสีที่ซ่อมใหม่
12.3 เนื่องจากอะคริลิคที่พ่นไปแล้ว สามารถกลายเป็นของเหลวได้อีกเมื่อถูกทินเนอร์ เพราะฉะนั้นเมื่อทำความสะอาดบริเวณที่ซ่อมเป็นอย่างดี สีอะคริลิคจะซึมประสานเหมือนสีเดิม
ข้อเสียของอะคริลิคแลคเกอร์
1. ถ้าพ่นสีอะคริลิคแลกเกอร์ลงบนวานิช จะเกิดการลอกพองเพราะทินเนอร์ มีอำนาจในการทำลายสูง
2. ถ้าพ่นอะคริลิคทับอะคริลิคเดิมระวังจะเกิดการพองขึ้น
3. จะต้องพ่นสีจำนวนหลายชั้น ถ้าไม่ใช้พ่นความร้อนช่วย
2. สีพ่นรถยนต์แห้งช้าหรือสีอีนาเมล (Enamel)
สีพ่นรถยนต์แห้งช้าหรือสีอีนาเมล เป็นสีพ่นรถยนต์ครั้งสุดท้าย ให้ความสวยงาม ความทนทานสูง เป็นสีชนิดแห้งช้า มีทั้งชนิดอบด้วยความร้อน และไม่อบ ซึ่งแบ่งออกได้ดังนี้
2.1 สีแห้งช้าแอลคิด (Alkyd Enamel)
2.2 สีแห้งช้าอะคริลิค (Acrylic Enamel)
2.3 สีแห้งช้าโปลียูเรเทน (Polyurethane Enamel)
2.1 สีแห้งช้า แอลคิด (Alkyd Enamel) สีแห้งช้าแอลคิด เป็นสีพ่นรถยนต์ชนิดแห้งช้า บางครั้งเรียกแอลคิด รีซิน (Alkyd Resin) หรือเรียกสีสังเคราะห์แห้งช้า (synthetic Enamel) ค้นพบเมื่อปี ค.ศ. 1926 สีแอลคิด เมื่อพ่นเสร็จแล้วจะเกิดความเงางาม (gloss) ขึ้นเอง ซึ่งคุณสมบัติทางกายภาพทั่วไปจะมีความทนทานอยู่ช่วงเวลาหนึ่งเท่านั้น ประมาณ 2-4 ปี ดังนั้นนสีแอลคิดจึงเป็น นันอ๊อกซิไดซิง (Nonoxidizing) ซึ่งจัดอยู่ในประเภทเทอร์โมเซตติ้ง (Thermosetting)
เทอร์โมเซตติ้ง เป็นสารที่เกิดการหลอมตัวเองเป็นรูปร่าง เมื่อผ่านการผลิตโดยใช้ความร้อน (Heat) และแรงอัด (Pressure) ซึ่งทำให้ผลผลิตที่ได้มานั้นมีรูปทรงถาวร ความร้อนนั้นครั้งแรกจะทำหน้าที่ละลายวัตถุให้เหลวก่อน แต่เมื่อเพิ่มความร้อนและแรงอัดเข้าไปอีก พลาสติก จะแข็งตัว ถึงแม้จะเพิ่มความร้อนอีกก็ไม่เปลี่ยนสภาพ เปรียบเสมือนไข่นำมาต้มสุกแล้วจะทำให้เหลวเหมือนเดิมอีกไม่ได้ พลาสติกนี้จะมีโลเลกุลเกาะกันไม่เป็นระเบียบไม่มีหลักการ จึงทำให้ พลาสติกแข็ง
สีแห้งช้า แอลคิด เป็นสีพ่นรถยนก์ขั้นสุดท้าย ชนิดแห้งช้าเมื่อขณะพ่นสีลงบนชิ้นงาน บริเวณนั้นควรปราศจากฝุ่นละอองต่างๆ และพ่นแล้วสีจะแข็งตัว สามารถนำออกใช้งานได้ หลังจาก 24 ชั่วโมง และสีจะแห้งอย่างแท้จริง หลังจากการพ่น 3 เดือน สีแอลคิดทำให้สีแห้งได้ในเวลา 20 นาทีโดยการอบด้วยความร้อน การแห้งของสีแอลคิดเป็นไป 2 สถานะคือ
1. สีแห้งช้าแอลคิด แห้งโดยตัวทำละลายระเหยออกไปจากเนื้อสี
2. การแห้งของสีโดยความร้อน และออกซิเจนเข้าทำปฏิกิริยารวมกับสี สีจะแห้งและแข็งอย่างแท้จริง
2.2 สีแห้งช้าอะคริลิค (Acrylic Enamel)
สีแห้งช้าอะคริลิค เป็นสีพ่นรถยนต์ครั้งสุดท้าย ชนิดแห้งช้า เมื่อพ่นงานเสร็จเรียบร้อย จะเกิดความเงามัน ความทนทานสูง และทนต่อกรด, แอลกอฮอล์, น้ำมัน และละอองสารเคมี ไม่มีไคลสีจับลักษณะเช่นเดียวกับสีอะคริลิค แลคเกอร์ แต่สีแห้งช้าอะคริลิคมีจำนวนชั้นที่พ่น น้อยกว่า สีอะคริลิคแลกเกอร์ ซึ่งจะพ่นประมาณ 2-3 ชั้นเท่านั้น มีข้อยุ่งยากเกี่ยวกับการพ่น คือ บริเวณงานจะต้องปราศจากฝุ่นละอองต่างๆ สีจะแข็งตัวอย่างแท้จริงประมาณ 3 เดือน แต่หลังจากพ่นแล้ว 24 ชั่วโมงสามารถใช้งานได้ สีแห้งช้า อะคริลิคสามารถทำให้สีแห้งได้โดยการอบด้วยความร้อน สีจะแห้งในเวลา 20 นาที ทั้งนี้ย่อมขึ้นอยู่กับอุณหภูมิที่ใช้อบและองค์ประกอบอื่นๆ
การแห้งของสีแห้งช้าอะคริลิค เป็นไป 2 สถานะคือ
1. สีแห้งช้าอะคริลิค แห้งโดยตัวทำละลาย (solvent) หรือ สีรีดิวเซอร์ (Ruducer) ระเหยออกไปจากสีที่พ่นลงบนงาน
2. การแห้งของสีโดยความร้อน และออกซิเจนในอากาศเข้าทำปฏิกิริยารวมตัวกับสี ทำให้สีแห้งและแข็งตัวอย่างแท้จริง
2.3 สีแห้งช้าโปริยูเรเทนหรือยูเรเทน (polyure thane Enamel or Urethane Enamel)
สีแห้งช้าโปรียูเรเทนหรือยูเรเทน เป็นสีพ่นรถยนต์ครั้งสุดท้าย มีความเงาสูง ซีดจางยาก ทนสารเคมี ทนน้ำมัน เป็นฉนวนไฟฟ้าที่ดี ทนการสึกกร่อน เหนียว ทนความร้อน ไม่ติดไฟง่าย ค้นพบครั้งแรกในปี ค.ศ. 1848 ในสหรัฐอเมริกาเริ่มใช้ในอุตสาหกรรมในปี ค.ศ. 1954 นี้เอง ซึ่งจัดอยู่ในประเภทเทอร์โมเซตติ้ง (Thermosettings) โปรียูเรเทน นอกจากจะใช้พ่น เคลือบผิวโลหะแล้ว ยังใช้เคลือบไม้, ยาง, ผ้า, คอนกรีต, กระดาษ, หนัง และอื่นๆ ได้อีกด้วย
คุณสมบัติที่ดีของสีอีนาเมล
1. ให้ความมันสูง (High gloss) โดยไม่ต้องขัดมัน
2. เมื่อสีแห้งแล้วจะแข็งตลอดจากผิวหน้าถึงส่วนล่าง
3. ความทนทานสูง สีไม่ซีดจาง
4. ง่ายที่จะทำการอบด้วยความร้อนให้แห้ง โดยใช้อุณหภูมิต่ำๆ
5. การแตกตัวของสีในเวลาพ่นสีดี
6. การแผ่กระจายของสีดี ทำให้สีสม่ำเสมอ
7. ไม่ย่นง่าย
8. ทนน้ำ น้ำมัน ไม่เกิดการด่าง
9. แห้งเร็ว
ความแตกต่างของสีแลคเกอร์ กับสีอีนาเมล
1. สีอีนาเมลแห้งช้ากว่าสีแลคเกอร์
2. สีอีนาเมลแห้งแลว จะให้ความเงางามสูง โดยไม่ต้องขัด แต่สีแลกเกอร์ต้องขัดมัน
3. สีอีนาเมลแห้งโดยการระเหยออกของรีดิวเซอร์ ความร้อนและออกซิเจนจากอากาศ เข้าทำปฏิกิริยากับสี แต่สีแลคเกอร์แห้งโดยการระเหยออกของทินเนอ์อย่างเดียว
4. สีแลคเกอร์ยิ่งขัดยิ่งมัน แต่สีอีนาเมลไม่ต้องขัด ถ้าขัดบางทีกลับทำให้สีด้าน
5. สีอีนาเมลพ่นเพียง 2-3 ชั้น (สีพื้นและสีพ่นรถยนต์ สีพื้นควรพ่นเพียง 1 ชั้น เท่านั้น) แต่แลคเกอร์ต้องพ่นประมาณ 6 ชั้น (สีพื้นและสีพ่นรถยนต์) สีแลคเกอร์พิเศษบางชนิด พ่นถึง 25 ชั้น
6. สีอีนาเมลถ้าจะขัดต้องสีแห้งตัวประมาณ 30 วันไปแล้ว แต่สีแลคเกอร์พ่นแล้วขัดได้ภายใน 2-3 ชั่วโมง ถ้าจะให้ดีควรจะขัดเมื่อสีแห้งเกิน 24 ชั่วโมงแล้ว
7. ความดันลมในการพ่นสีอีนาเมลสูงกว่าแลคเกอร์ประมาณ 1 เท่าตัว ใช้ความดันลม 60 ปอนด์/ตารางนิ้ว ไม่ควรเกิน 75 ปอนด์/ตารางนิ้ว แต่สีแลคเกอร์ใช้ความดันลม ประมาณ 40 ปอนด์/ตารางนิ้ว ไม่ควรเกิน 45 ปอนด์/ตารางนิ้ว
8. สีอีนาเมลใช้ตัวละลายคือ รีดิวเซอร์ (น้ำมันสน) ผสมให้สีเจือจาง แต่สีแลคเกอร์ ใช้ทินเนอร์เป็นตัวละลาย
9. สีอีนาเมลใช้งานได้ต่อเมื่อพ่นสีเสร็จแล้ว 24 ชั่วโมง (ชนิดที่ไม่อบ) และจะแห้งสนิทภายใน 3 เดือน ถ้จะให้สีแห้งเร็ว จะต้องอบด้วยความร้อน จะแห้งภายใน 20 นาที ส่วนสีแลคเกอร์ เมื่อพ่นเสร็จแล้ว 2-3 ชั่วโมง ก็สามารถใช้งานได้

ที่มา:อร่าม  เริงฤทธิ์

บทความอื่น ๆ ที่น่าสนใจ:

Share this :

  • Stumble upon
  • twitter

Comments are closed.