ระบบระบายความร้อนเครื่องยนต์และอุปกรณ์อื่นๆ

Posted on : 08-11-2012 | By : Author | In : การดูแลรักษารถ

เทอร์โมสตัท

      เทอร์โมสตัทนับว่าเป็นชิ้นส่วนประกอบของระบบระบายความร้อนเครื่องยนต์ที่มีความสำคัญมากอันหนึ่ง เป็นตัวการที่ทำให้อุณหภูมิของเครื่องยนต์ร้อนถึงจุดที่เครื่องยนต์สามาถที่จะทำงานได้ประสิทธิภาพดีที่สุด  ซึ่งเราเรียกว่า “อุณหภูมิทำงานของเครื่องยนต์” และควบคุมอุณหภูมิของเครื่องยนต์ให้คงที่ที่อุณหภูมินี้ได้นานที่สุด เนื่องจากผลของอุณหภูมิ ความดันของอากาศและภาระของเครื่องยนต์ จะทำให้อุณหภูมิของเครื่องยนต์ไม่คงที่ อุณหภูมิเครื่องยนต์จะสูงต่ำตามองค์ประกอบนี้ จึงต้องมีตัวเทอร์โมสตัทควบคุมอุณหภูมิของเครื่องยนต์ให้คงที่

การทำงานของเทอร์โมสตัทก็คือ  การทำหน้าที่เป็นวาล์วชนิดหนึ่งเท่านั้น ในขณะเครื่องยนต์ยังเย็นอยู่ วาล์วเทอร์โมสตัทจะปิด ในตอนนี้น้ำที่ใช้เป็นตัวกลางระบายความร้อนของเครื่องยนต์จะไหลวนเวียนอยู่ภายในเครื่องยนต์  เมื่อเดินเครื่องยนต์ไปเรื่อยๆ น้ำก็จะร้อนขึ้นๆ แต่มันก็ยังไม่สามารถไหลผ่านเข้าไปในหม้อน้ำเพื่อคลายความร้อนให้กับอากาศที่พัดผ่านรังผึ้งหม้อน้ำได้  จึงทำให้เครื่องยนต์ร้อนขึ้นอย่างรวดเร็ว  เมื่ออุณหภูมิของเครื่องยนต์ร้อนขึ้นโดยรวดเร็วจนถึงอุณหภูมิที่เครื่องยนต์สามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพดีที่สุดแล้ว วาล์วของเทอร์โมสตัทก็จะเปิดออกทำให้น้ำสามารถไหลผ่านเข้าไปในหม้อน้ำเพื่อถ่ายเทความร้อนให้กับอากาศที่พัดผ่านรังผึ้งหม้อน้ำเพื่อช่วยรักษาไม่ให้เครื่องยนต์ร้อนมากกว่านี้  ดังนั้นเมื่อน้ำถ่ายเทความร้อนให้กับอากาศก็จะเย็นลง แล้วไหลกลับเข้าไปดูดความร้อนจากเครื่องยนต์มาอีก เครื่องยนต์ก็จะมีอุณหภูมิลดลงต่ำกว่า “อุณหภูมิทำงานได้ดีของเครื่องยนต์” ดังนั้นจึงสรุปได้ว่าการปิด-เปิดของวาล์วเทอร์โมสตัทจึงขึ้นอยู่กับอุณหภูมิของเครื่องยนต์  เพื่อควบคุมให้อุณหภูมิของเครื่องยนต์คงที่อุณหภูมิซึ่งเครื่องยนต์ทำงานได้ประสิทธิภาพดีที่สุด”

ผลของการที่ระบบระบายความร้อนเครื่องยนต์ไม่มีเทอร์โมสตัท  จะทำให้ไม่สามารถควบคุมอุณหภูมิของเครื่องยนต์ได้ในเวลาที่เครื่องยนต์ทำงาน อุณหภูมิของเครื่องยนต์อาจจะร้อนจัดหรือเย็นเกินไปก็ได้  ดังมีผู้ขับขี่รถยนต์เป็นจำนวนมากที่เข้าใจผิดว่า เครื่องยนต์จะยังสามารถทำงานไปได้ตราบใดที่เข็มของมิเตอร์วัดความร้อนเครื่องยนต์ยังไม่ขึ้นสูงจนถึงระยะร้อนจัด ถึงแม้ว่าบางครั้งเข็มวัดความร้อนอาจจะจนถึงระยะร้อนจัด ถึงแม้ว่าบางครั้งเข็มวัดความร้อนอาจจะชี้อยู่ในช่วงอุณหภูมิเย็นเกินไป  ซึ่งเป็นความเข้าใจผิดมากที่จริงแล้วเข็มมิเตอร์วัดอุณหภูมิเครื่องยนต์ควรจะชี้อยู่ที่อุณหภูมิปานกลางไม่สูงหรือต่ำเกินไป  ทั้งนี้ก็เนื่องจากเครื่องยนต์ต้องการความร้อนจำนวนหนึ่งที่เพียงพอเพื่อทำให้เกิดการเผาไหม้ได้หมดภายในกระบอกสูบ แล้วทำให้ก๊าซเสียที่เกิดจากการเผาไหม้กระจัดกระจายไม่เกาะกลุ่มหนาแน่น ซึ่งจะเป็นอันตราย ในกรณีที่เครื่องยนต์เย็นเกินไป ขณะกำลังเดินเครื่องอุณหภูมิต่ำกว่าอุณหภูมิที่เครื่องยนต์ทำงานได้ดี จะทำให้สิ้นเปลืองน้ำมันเชื้อเพลิงมากเนื่องจากการเผาไหม้ไม่สมบูรณ์ ทำให้น้ำมันหล่อลื่นสกปรกมีสิ่งเจือปนจากน้ำมันเชื้อเพลิงที่ไม่เผาไหม้ และสามารถกัดกร่อนได้

เทอร์โมสตัทก็เหมือนกับชิ้นส่วนอื่นๆ ของเครื่องยนต์ อาจจะเสียไม่สามารถทำงานได้ตามต้องการ  ดังนั้นเพื่อความแน่ใจว่าเทอร์โมสตัททำงานได้ดี ก็อาจจะตรวจสอบดูแลมันบ้างโดยทำได้ดังนี้

1. ในขณะที่เครื่องยนต์เย็นลงแล้ว ให้เปิดก๊อกที่ใต้หม้อน้ำ (ก๊อกน้ำเป็นตัวถ่ายน้ำในหม้อน้ำทิ้ง) ปล่อยให้น้ำไหลออกมาจนกระทั่งระดับของน้ำอยู่ต่ำกว่าตัวเทอร์โมสตัทเวลาปล่อยน้ำนี้ไม่จำเป็นต้องปล่อยให้น้ำไหลออกจนหมดหรืออยากจะปล่อยให้หมดเลยก็ได้

2. จากนั้นก็ถอดเอาท่อยางหม้อน้ำอันบนทางด้านที่ต่อกับตัวเครื่องยนต์ออก แล้วจึงถอดตัวครอบเทอร์โมสตัทออกมา

3. เอาตัวเทอร์โมสตัทออกมาจากตัวครอบ ทำความสะอาดผิวสัมผัสของตัวครอบเทอร์โมสตัทและฝาสูบของเครื่องยนต์ให้ทั่ว ขูดเอาน้ำยาทาปะเก็นออกให้หมด เพื่อให้แน่ใจว่าเมื่อใส่กลับเข้าที่แล้วตัวครอบเทอร์โมสตัทจะยึดติดกับฝาสูบได้แนบสนิทไม่มีรอยรั่ว

4. ตรวจดูที่ตัวเทอร์โมสตัทว่า อุณหภูมิที่เทอร์โมสตัทเปิด-ปิดเท่าใด หรือดูว่ามันยังปิดหรือเปล่า

5. ถ้าท่านไม่เคยถอดเทอร์โมสตัทมาก่อนเลย และครั้งนี้เป็นครั้งแรก ก็ควรจะสังเกตการทำงานของเทอร์โมสตัทให้เข้าใจเสียก่อน โดยนำเอาตัวเทอร์โมสตัทไปใส่ในกระป๋องโลหะ ใส่น้ำ แล้วตั้งไฟให้น้ำเดือดหรือใส่ในกระป๋องที่ใส่น้ำเดือดไว้สัก 2-3 นาที จากนั้นจึงนำมาแช่ในน้ำเย็น สังเกตดูการทำงานของวาล์ว ตัววาล์วซึ่งเปิดอยู่จะปิด

6. เมื่อรู้ว่าเทอร์โมสตัททำงานได้อย่างไรแล้ว จากนั้นจึงนำเอาเทอร์โมสตัทไปใส่ในโถแล้วทนไฟซึ่งใส่น้ำไว้ ใช้เชือกผูกเทอร์โมสตัทแขวนไว้ในโถแก้วอย่าให้เทอร์โมสตัทจมลงจนถึงก้นโถแก้ว แล้วจึงนำโถแก้วไปตั้งไฟ

7. เมื่อนำโถแก้วไปตั้งไฟแล้ว น้ำภายในโถแก้วจะค่อยๆ ร้อนขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งในตอนแรกวาล์วเทอร์โมสตัทจะปิดอยู่ จากนั้นสังเกตดูวาล์วเทอร์โมสตัท วาล์วเทอร์โมสตัทจะเปิดเมื่อน้ำร้อนขึ้น

ตอนใส่เทอร์โมสตัทกลับเข้าที่ ก็ให้วางตัวเทอร์ดมสตัทเข้าไปในช่องภายในฝาสูบก่อนเปลี่ยนปะเก็นเสียใหม่ แล้วจึงเอาตัวครอบเทอร์โมสตัทยึดเข้าไปให้แน่น ใส่ท่อยางหม้อน้ำแล้วจึงเติมของเหลวตัวกลางระบายความร้อน ตรวจดูว่ามีรอยรั่วหรือไม่ จากนั้นก็ทดลองติดเครื่องยนต์ดู

ความสำคัญของสายพานปั๊มน้ำ

ไม่ว่าท่านจะเป็นมือสมัครเล่นหรือมืออาชีพแล้วก็ไม่ควรจะมองข้ามความสำคัญของสายพานปั๊มน้ำ และแม้ว่ามันจะเป็นเพียงส่วนประกอบย่อยๆ ของเครื่องยนต์เท่านั้น ถ้ารถยนต์ขาดสายพานที่จะไปหมุนขับปั๊มน้ำและพัดลมแล้ว รถยนต์ก็ไม่สามารถที่จะขับเคลื่อนได้ต่อไป

แสดงให้เห็นตำแหน่งที่อยู่ของเทอร์โมสตัท ซึ่งอยู่ภายในตัวครอบทางปลายท่อยางหม้อน้ำอันบนที่อยู่ติดกับฝาสูบ

แสดงการถอดเอาตัวเทอร์โมสตัทออกมาเพื่อทำการทดสอบดูว่าใช้ได้หรือไม่

ในเครื่องยนต์ของรถยนต์ ส่วนมากจะต้องใช้สายพาน 1 เส้ย ถ้ารถยนต์ของท่านติดแอร์ก็จะใช้สายพานอีกเส้นหนึ่ง รวมกันเป็น 2 เส้น เพื่อไปหมุนคอมเพรสเซอร์แอร์หรือถ้ารถยนต์มีระบบเพาเวอร์พวงมาลัยก็จะต้องใช้สายพานอีกเส้นสำหรับไปหมุนปั๊มของเพาเวอร์พวงมาลัย รวมเป็น 3 เส้น  ซึ่งเราจะได้กล่าวถึงความสำคัญของสายพานนี้ต่อไปเพียงแต่ท่านใช้สายตาตรวจสอบดูก็จะรู้ได้ว่า สายพานนั้นควรจะเปลี่ยนได้หรือยัง ซึ่งสามารถเปลี่ยนได้เองในวันที่มีเวลาว่าง

เมื่อทำการเปลี่ยนสายพานใหม่ ก็ไม่ควรละเลยที่จะตรวจดูมู่เล่เสียด้วย  ในกรณีที่ด้านข้างของสายพานสัมผัสกับด้านข้างของร่องมู่เล่ ด้านในของสายพานสัมผัสไม่ถึงก้นร่องของมู่เล่  โดยสังเกตเห็นว่าที่ด้านข้างมู่เล่จะเกิดรอยเสียดสีจนเป็นเงามัน  ซึ่งเป็นกรณีปกติของสายพาน แต่ถ้าด้านในของสายพานเสียดสีกับก้นร่องมู่เล่ จนสังเกตได้ว่าก้นร่องของมู่เล่ถูกเสียดสีจนเป็นเงามัน แสดงว่าสายพานนั้นตึงเกินไปหรือร่องของมู่เล่อีกมากแล้วควรจะปรับความตึงของสายพานเสียใหม่ หรือเปลี่ยนมู่เล่ใหม่

ก่อนที่ท่านจะใส่สายพานอันใหม่เข้าไป ควรจะได้ตรวจดูว่าที่ด้านข้างร่องมู่เล่เรียบดีหรือไม่  ถ้าด้านข้างร่องของมู่เล่มีรอยหรือมีคมเพียงเล็กน้อยก็จะทำให้สายพานเสียหายได้ ก็ให้ใช้กระดาษทรายขัดด้านข้างร่องสายพานให้เรียบเสียก่อน  และตรวจดูว่าที่ร่องของมู่เล่มีคราบน้ำมันหรือจารบีจับอยู่หรือไม่ ซึ่งจะทำให้สายพานลื่นได้

ในรถยนต์โดยทั่วไปสายพานที่ใช้หมุนระบบระบายความร้อนเครื่องยนต์จะทำหน้าที่หมุนตัวอัลเทอร์เนเตอร์ด้วย ถ้าสายพานของระบบระบายความร้อนหย่อนเกินไป  ก็เป็นสาเหตุทำให้เครื่องยนต์ร้อนจัดได้ และเป็นผลต่อกระแสไฟที่อัลเทอร์เนเตอร์ออกมาด้วย แต่ถ้าสายพานตึงเกินไปจะทำให้มู่เล่ต่างๆ ถูกดึงมากเกินไป แบริ่งของส่วนต่างๆ เช่น ปั๊มน้ำหรืออัลเทอร์เนเตอร์เสียเร็ว

การปรับความตึงของสายพาน  ถ้าจะให้ถูกต้องตามหลักวิธีการแล้วควรจะต้องใช้เครื่องวัดความตึงของสายพาน ซึ่งตามอู่ซ่อมรถยนต์บางแห่งมีใช้อยู่ ความตึงของสายพานจะถูกกำหนดมาให้ 2 ขนาดด้วยกันคือ สายพานใหม่ที่จะกำหนดให้มีความตึงขนาดหนึ่งและสายพานที่ใช้มาแล้วก็จะกำหนดให้ใช้ความตึงอีกขนาดหนึ่ง

ความตึงของสายพานในเครื่องยนต์สมัยใหม่นับว่ามีความสำคัญมาก ดังนั้นการปรับความตึงของสายพานควรใช้เครื่องมือวัดความดึงของสายพาน

การใช้เครื่องวัดความตึงของสายพานนั้น ให้สอดเครื่องวัดเข้าไปในสายพานระหว่างมู่เล่ แรงความตึงของสายพานก็จะกดของบนขาของเครื่องวัด  จนกระทั่งเข็มบนหน้าปัทม์เครื่องวัดชี้ที่ความตึงสุงสุด ถ้าความตึงของสายพานไม่ได้ตามต้องการ ก็ควรจะปรับความตึงของสายพานเสียใหม่

ในกรณีที่ไม่มีเครื่องมือวัดความตึงของสายพาน ให้ใช้ไม้บรรทัดอันยาวๆ ตรงๆ วางพาดระหว่างมู่เล่ 2 อัน แล้วใช้ไม้บรรทัดอีกอันกดสายพานตรงกลางระหว่างมู่เล่ลงไป ไม้บรรทัดที่ใช้กดสายพานควรจะเป็นไม้บรรทัดเหล็ก หรือไม้ที่แข็งแรงไม่หักง่ายๆ สายพานจะหย่อนลงไปซึ่งสายพานที่ตึงพอดีควรจะหย่อนลงไปได้ประมาณ ½ -1/4 นิ้วเท่านั้น

ถ้าท่านต้องการปรับความตึงสายพานของระบบระบายความร้อนเครื่องยนต์ ตามปกติแล้วจะต้องคลายน็อตล๊อคและน็อตยึดขาอัลเทอร์เนเตอร์ออกก่อน แล้วจึงใช้มือหรือเหล็กยาวงัดตัวอัลเทอร์เนเตอร์ออกให้ห่างจากเครื่องยนต์  เพื่อเพิ่มความตึงของสายพาน แล้วจึงขันน็อตล็อคและน็อตยึดขาอัลเทอร์เนเตอร์ให้แน่น แล้วตรวจสอบดูความตึงของสายพานว่าได้พอดีหรือไม่

ข้อควรระวังอย่างหนึ่งก็คือ ในการใช้เหล็กงัดตัวอัลเทอร์เนเตอร์ เพื่อเพิ่มความตึงของสายพานท่านจะต้องระมัดระวังงัดตัวอัลเทอร์เนเตอร์ อย่าไปงัดที่มู่เล่จะทำให้ตัวอัลเทอร์เนเตอร์เสียหายได้

แสดงให้เห็นวิธีการปรับความตึงของสายพานระบบระบายความร้อนของเครื่องยนต์ การคลายน็อตล็อคตัวอัลเทอร์เนเตอร์แล้วเลื่อนไปตามรางเลื่อนให้สายพานตึงพอดี

ความสำคัญของปั๊มน้ำ

ปั๊มน้ำของระบบระบายความร้อนเครื่องยนต์มีหน้าที่ทำให้ของเหลวตัวกลางระบายความร้อนไหลวนเวียนภายในระบบระบายความร้อน ถึงแม้ว่าปั๊มน้ำของระบบระบายความร้อนเครื่องยนต์ออกแบบมาให้สามารถมีอายุการใช้งานค่อนข้างจะยืนยาวถาวรก็ตาม บางครั้งปั๊มน้ำก็อาจจะเสียได้ อาการของเครื่องยนต์ที่แสดงว่าปั๊มน้ำเสียนี้จะสังเกตได้ง่ายว่ามีน้ำรั่วออกมาตามบริเวณตัวปั๊มน้ำ ให้ใช้มือลองคลำดูว่ามีน้ำรั่วออกมาหรือไม่ตามบริเวณตัวปั๊มน้ำ

ซึ่งในกรณีเช่นนี้ จะสังเกตได้ว่าน้ำในหม้อน้ำจะยุบลงไปเมื่อปั๊มน้ำเสีย

ในการถอดปั๊มน้ำระบบระบายความร้อนเครื่องยนต์ อุปกรณ์ที่จำเป็นจะต้องเปลี่ยนทุกๆ ครั้งที่ทำการถอดก็คือประเก็น ซีล ใบพัดของปั๊มน้ำ เพลาและแบริ่ง (ในกรณีที่ปั๊มน้ำมีเสียงดัง) ซึ่งวิธีการถอดปั๊มน้ำนี้ค่อนข้างลำบากยุ่งยากมาก ต้องใช้เวลาในการทำการถอดชิ้นล่างอุปกรณ์ต่างๆ มากมาย

โดยทั่วไป ก่อนที่จะถอดเอาปั๊มของระบบระบายความร้อนเครื่องยนต์ออกมาก็จะต้องถ่ายเอาน้ำออกเสียก่อน ถอดหม้อน้ำ และท่อยางหม้อน้ำออก ถอดเอาฝาครอบบังพัดลมออก ถอดสายพานของปั๊มน้ำออกนอกจากนี้อาจจะต้องถอดเอาแบตเตอรี่ออกด้วยถ้าเกะกะการทำงานในรถยนต์ที่ติดแอร์ อาจจะต้องถอดชิ้นส่วนอุปกรณ์แอร์ออก หรือคลายน็อตยึดแล้วเลื่อนไปด้านข้างไม่ให้กีดขวางการทำงาน

เมื่อถอดเอาชิ้นส่วนอุปกรณ์ที่กีดขวางออกหมดแล้ว ก็สามารถถอดเอาปั๊มน้ำออกมาเพื่อทำการเปลี่ยนชิ้นส่วนที่กล่าวมาแล้วใหม่แล้วจึงใส่กลับเข้าที่เดิมให้เรียบร้อย

การบำรุงรักษาระบบระบายความร้อน

ท่านสามารถที่จะช่วยยืดอายุของอุปกรณ์ของระบบระบายความร้อนเครื่องยนต์ได้  ถ้าได้วางแผนที่จะทำการทำนุบำรุงเป็นระยะๆ โดยปกติทุกระยะ 40,000 กิโลเมตร

-ตรวจดูหม้อน้ำและท่อยางหม้อน้ำ

-ตรวจและปรับความตึงสายพานปั๊มน้ำ

-ทำความสะอาดรังผึ้งหม้อน้ำ

-ทดสอบฝาปิดหม้อน้ำชนิดเก็บความดัน

-ทดสอบดูตัวเทอร์โมสตัท

-ถ่ายน้ำออก และทำความสะอาดภายในระบบระบายความร้อนด้วยน้ำยาเคมีที่หาซื้อได้ตามร้านทั่วๆ ไป

-เมื่อเปลี่ยนน้ำแล้วก็ควรเติมน้ำยากันสนิมเทลงไปด้วย น้ำยากันสนิมนี้หาซื้อได้ตามร้านหรือปั๊มน้ำมันทั่วไปก็ได้

ที่มา:นนทศักดิ์  ศิริโภค

บทความอื่น ๆ ที่น่าสนใจ:

Share this :

  • Stumble upon
  • twitter

Comments are closed.