ความรู้ขั้นพื้นฐานเกี่ยวกับรถยนต์

Posted on : 20-12-2013 | By : Author | In : ระบบต่าง ๆ ในรถยนต์

โดยทั่วไปคนเราส่วนใหญ่จะมีรถยนต์หรือจะซื้อรถยนต์สักคันก็ด้วยเหตุผลเพียงแค่ว่า มันเป็นพาหนะอย่างหนึ่งที่สามารถพาเราไปไหนมาไหนได้อย่างสะดวก สบาย และก็หลายคนเช่นกันที่รู้จักเพียงแค่ว่ารถก็คือรถ หารู้ว่ามันทำงานอย่างไรไม่ และยังไม่รู้อีกด้วยว่าชิ้นส่วนต่างๆแต่ละชิ้นที่ประกอบขึ้นมาเป็นรถยนต์นั้นมีไว้ทำอะไร เวลารถยนต์เกิดเสียขึ้นมาจึงไม่รู้ว่าเกิดจากสาเหตุใดหรือเกิดจากชิ้นส่วนไหน ดังนั้นจุดประสงค์จึงเขียนขึ้นมาเพื่อให้ท่านได้รู้จักได้เข้าใจรถยนต์ของท่านเผื่อว่าเวลามันเสียท่านจะได้รู้ว่ามันเสียเพราะสาเหตุใด และบางครั้งตัวท่านเองก็อาจแก้ไขมันได้โดยไม่จำเป็นต้องเข้าอู่ซ่อมเสมอไป ก่อนอื่นเรามารู้จักระบบพื้นฐานของรถยนต์เสียก่อน
ระบบพื้นฐานของรถยนต์
ระบบพื้นฐานของรถยนต์ แบ่งเป็นระบบใหญ่ๆ ได้ดังนี้
1. เครื่องยนต์ (engine)
2. ระบบส่งกำลัง (transmission)
3. ระบบขับเคลื่อนและเพลา (driveline and axles)
4. ระบบบังคับเลี้ยว ระบบกันสะเทือน ล้อ และยาง (steering, suspen¬sion, wheels, and tires)
5. ระบบเบรค (braking system)
6. ระบบไฟฟ้า (chassis and body electrical systems)
7. ตัวถัง โครงฐาน และกันชน (body, frame, and bumpers)
8. ระบบทำความร้อน ระบายอากาศ และปรับอากาศ (heating-ventilating- air-conditioning system)
ระบบต่างๆ เหล่านี้ยังสามารถแยกออกเป็นระบบย่อยๆ ได้อีกมากมาย จนถึงรายละเอียดของชิ้นส่วนแต่ละชิ้น ซึ่งมีน้อยคนที่จะรู้และเข้าใจได้ทันทีที่กล่าวถึง นอกเสียจากได้เคยลงมือซ่อมและบำรุงรักษาด้วยตัวเองมาก่อน ความสัมพันธ์และการทำงานของระบบพื้นฐานดังกล่าวตลอดจนชิ้นส่วนต่างๆ ในระบบ ท่านสามารถศึกษาได้ในที่นี้
ต่อไปนี้จะกล่าวถึงชิ้นส่วนและศัพท์เทคนิคต่างๆ ที่ท่านพบบ่อย โดยเรียงลำดับตามตัวอักษรภาษาอังกฤษภายในวงเล็บ ซึ่งท่านควรทำความเข้าใจเสียก่อน เพราะเมื่อท่านพบเห็น ท่านก็จะสามารถเข้าใจได้ทันที สำหรับตัวเลขภายในวงเล็บท้ายคำอธิบายของแต่ละหัวข้อนั้นแสดงถึงตัวเลขประจำระบบพื้นฐานดังกล่าวข้างต้น เช่น ท่านพบว่ามีตัวเลข (2) ท้ายคำอธิบาย แสดงว่าหัวข้อที่ได้อธิบายไปแล้วนั้นอยู่ในระบบส่งกำลัง
หม้อกรองอากาศ (air cleaner)
โดยทั่วไปมีลักษณะเป็นทรงกระบอกแบนคล้ายขนมเค้ก มักมีสีดำภายในกลวง อยู่ด้านบนหรือไม่ก็อยู่ด้านข้างของเครื่องยนต์ ตามรูปที่ 1.1 ตัวหม้อกรองมีท่อเหล็กยื่นออกมาเพื่อรับการไหลเข้าของอากาศจากภายนอก และอาจมีท่อพลาสติกหรือท่อยางซึ่งบิดงอได้ต่อจากท่อเหล็กไปยังหน้ากระจังหน้าหม้อนํ้ารถยนต์โดยมีปลายค่อนข้างกว้าง เพื่อเพิ่มพื้นที่รับการไหลเข้าของอากาศให้มากขึ้น ถ้าเปิดฝาครอบด้านบนของหม้อกรองอากาศ ออก จะเห็นไส้กรองอากาศซึ่งมีหน้าที่กรองฝุ่นละอองและสิ่งสกปรกต่างๆ ที่ปะปนอยู่ในอากาศก่อนเข้าสู่คาร์บูเรเตอร์ ในกรณีที่เกิดการจุดระเบิดย้อนกลับ (backfire) ผ่านคาร์บูเรเตอร์ หม้อกรองอากาศจะเป็นตัวป้องกันไม่ให้เกิดไฟไหม้ภายใต้ฝากระโปรงรถยนต์ด้วย ในประเทศที่มีอากาศหนาว หม้อกรองอากาศ บริเวณท่อที่ยื่นออกมาจะมีวาล์วซึ่งควบคุมการปิดเปิดด้วยอุณหภูมิ โดยวาล์วนี้จะปิดไม่ให้อากาศเย็นจากภายนอกเข้ามาในขณะสตาร์ตเครื่องยนต์ และจะเปิดต่อเมื่อเครื่องยนต์ร้อนถึงอุณหภูมิหนึ่ง แต่อากาศที่เข้ามานั้นจะถูกอุ่นให้มีอุณหภูมิสูงขึ้นก่อนโดยผ่านท่อร่วมไอเสีย ทำให้ประสิทธิภาพในการเผาไหม้ดีขึ้น (1) (การจุดระเบิดย้อนกลับ คือการจุดระเบิดเผาไหม้น้ำมันเชื้อเพลิงนอก ห้องสันดาป ซึ่งอาจเกิดที่ท่อไอดีหรือท่อไอเสียก็ได้)
เครื่องปรับอากาศ (air conditioner)
เครื่องปรับอากาศภายในรถยนต์มีหน้าที่ลดอุณหภูมิและความชื้นของอากาศภายในห้องโดยสาร ทำให้เกิดความเย็นขึ้น และความเย็นของอากาศดังกล่าวเกิดขึ้นเนื่องจากการถ่ายเทความร้อนซึ่งหมุนเวียนอยู่ในระบบปรับอากาศ อันประกอบด้วยคอมเพรสเซอร์ (compressor) ตามรูปที่ 1.2 ซึ่งติดตั้งอยู่บริเวณด้านข้างของเครื่องยนต์ และมีหน้าที่อัดก๊าซ ฟรีออนผ่านไปยัง คอนเดนเซอร์ (condenser) หรือที่เรียกว่าคอยล์ร้อน เมื่ออากาศภายนอกพัดผ่านคอนเดนเซอร์ซึ่งติดตั้งอยู่ด้านหน้าของหม้อนํ้า ก๊าซฟรีออน

เครื่องยนต์1

เครื่องยนต์2

รูปที่ 1.1 หม้อกรองอากาศ

เครื่องยนต์3

รูปที่ 1.2 คอมเพรสเซอร์แบบต่างๆ
จะคลายความร้อนและเปลี่ยนเป็นของเหลว จากนั้นจะไหลไปยัง อีวาปอเรเตอร์ (evaporator) หรือที่เรียกว่า คอยล์เย็น ก๊าชฟรีออนซึ่งอยู่ในสถานะของเหลวจะดูดความร้อนจากอากาศในห้องโดยสาร ทำให้อากาศในห้องโดยสารเย็นลง ในชุดอีวาปอเรเตอร์จะมีพัดลมช่วยเป่าให้อากาศเย็นลงโดยทั่วห้องโดยสาร นี่เป็นหลักการง่ายๆของเครื่องปรับอากาศในรถยนต์ (8)
ปั๊มอากาศ (air pump)
เป็นชิ้นส่วนในระบบควบคุมการขับถ่ายไอเสีย (emis¬sion-control system) ซึ่งติดตั้งอยู่บริเวณด้านหน้าของเครื่องยนต์ มีในรถยนต์บางคัน รูปที่ 1.3 แสดงปั๊มอากาศ (1)

เครื่องยนต์4

รูปที่ 1.3 ปั๊มอากาศ
ไดชาร์จ (alternator)

มีหน้าที่เป็นตัวผลิตกระแสไฟฟ้ามาใช้ในรถยนต์ รวมทั้งเป็นตัวชาร์จหรือประจุไฟฟ้าเข้าแบตเตอรี่ รูปที่ 1.4 แสดงให้เห็นไดชาร์จ(1)
แอนตี้ฟรีซ (antifreeze)
เป็นสารละลายระหว่าง เอตทีลีน กลีซอล (ethylene glycol) กับน้ำและสารเคมีบางชนิด เพื่อใช้เป็นน้ำหล่อเย็นในเครื่องยนต์และหม้อนํ้า ซึ่งให้ประสิทธิภาพในการหล่อเย็นดีกว่าใช้นํ้าธรรมดา เนื่องจากแอนตี้ฟรีซจะช่วยให้นํ้าไม่เดือดในขณะเครื่องร้อน และไม่แข็งตัวในขณะหนาวจัด ทั้งยังเป็นตัวช่วยยับยั้งการเกิดสนิมอีกด้วย ในรถยนต์ซึ่งติดตั้งเครื่องปรับอากาศเครื่องยนต์จะต้องทำงานหนักขึ้น ดังนั้นการใช้แอนตี้ฟรีซจึงมีความจำเป็นอย่างมาก แต่อย่างไรก็ตามการใช้แอนตี้ฟรีซควรเป็นไปตามข้อกำหนดซึ่งระบุไว้ในหนังสือคู่มือของรถยนต์เพื่อป้องกันความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นได้ (1)

เครื่องยนต์5

รูป 1.4 ไดชาร์จ
เพลา (axle)
เพลาเป็นชิ้นส่วนล่างของรถยนต์ ที่ปลายทั้งสองข้างของเพลา เป็นล้อซึ่งติดตั้งอยู่กับแกนเพลาข้าง สำหรับรถยนต์ที่ขับเคลื่อนล้อหลังนั้น กำลังจากเครื่องยนต์ส่งผ่านเกียร์ เพลากลาง เฟืองท้าย แกนเพลาข้าง และล้อทำให้รถยนต์เคลื่อนที่ได้ในขณะที่ล้อหน้าหมุนได้อย่างอิสระอยู่บนเดือยที่เรียกว่า สปินเดิ้ล (spindle) ซึ่งตรงข้ามกับรถยนต์ที่ขับเคลื่อนล้อหน้าซึ่งล้อหน้าจะเป็นล้อขับเคลื่อน ส่วนล้อหลังจะหมุนโดยอิสระ (3)
ลูกหมาก (ball joint)
ลูกหมากเป็นชิ้นส่วนในระบบกันสะเทือนและมีหน้าที่เป็นข้อต่อในการบังคับล้อให้เลี้ยวเมื่อหมุนพวงมาลัย (4)
บาลลาส รีซีสเตอร์ (ballast resistor)
โดยปกติรีซีสเตอร์จะพบในระบบจุดระเบิดของรถยนต์ซึ่งไม่ใช้ระบบจุดระเบิดอิเล็กทรอนิกส์ โดยต่ออนุกรมเข้ากับคอยล์ทางด้านขดลวดปฐมภูมิ หน้าที่ของรีซีสเตอร์ที่สำคัญ คือช่วยยืดอายุของทองขาวและคอยล์ (1)
แบตเตอรี่ (battery)
แบตเตอรี่เป็นตัวเก็บพลังงานไฟฟ้าเพื่อใช้สำหรับสตาร์ตเครื่องยนต์ และจ่ายกระแสไฟฟ้าไปยังจุดต่างๆ ที่ต้องการ โดยปกติแบตเตอรี่ต้องได้รับการดูแลบำรุงรักษาอย่างสมํ่าเสมอด้วยการเช็คระดับและความถ่วงจำเพาะของนํ้ากรด แต่ยังมีแบตเตอรี่บางชนิดซึ่งไม่จำเป็นต้องบำรุงรักษา เมื่อไฟจากแบตเตอรี่ถูกใช้ไปการประจุไฟกลับเข้าแบตเตอรี่เป็นหน้าที่ของไดชาร์จ) รูปที่ 1.5 แสดงแบตเตอรี่ทั้งแบบต้องได้รับการดูแลรักษาและแบบไม่จำเป็นต้องดูแลรักษา (1)

เครื่องยนต์6

รูปที่ 1.5 แบตเตอรี่แบบเปิดฝาครอบเซลได้ซึ่งต้องดูแลรักษา (ซ้าย) และแบบฝาครอบเซลปิดผนึกซึ่งไม่จำเป็นต้องบำรุงรักษา (ขวา)
บูสต์ (boost)
คือส่วนผสมของนํ้ามันเชื้อเพลิงและอากาศที่อัดเสริมเข้าไปในกระบอกสูบโดยเทอร์โบชาร์จเจอร์ แสดงค่าที่อ่านได้เป็นค่าความดันที่แตกต่าง

เครื่องยนต์7

รูปที่ 1.6 เบรคแบบดิสค์แบบต่างๆ
กันระหว่างความดันบรรยากาศและความดันภายในท่อไอดีในช่วงเวลาที่เทอร์โบชาร์จเจอร์ทำงาน (1)
เบรค (brake)
เป็นอุปกรณ์ที่ใช้ในการชลอความเร็วหรือหยุดรถโดยอาศัยแรงเสียดทานที่เกิดจากการทำงานของระบบไฮดรอลิกไปกดผ้าเบรคให้สัมผัสกับดรัมหรือดิสค์ เบรคแบ่งออกเป็น 2 แบบคือ แบบดิสค์ และแบบดรัม รูปที่ 1.6 แสดงเบรคแบบดิสค์แบบต่างๆ ซึ่งมีหลักการทำงานคล้ายๆ กัน คือเมื่อเหยียบขาเบรคจะทำให้ผ้าเบรค (brake pad) ภายในคาลิเปอร์กดบนดิสค์ทั้งสองข้างเกิดแรงเสียดทานขึ้นและใช้ในการหยุดรถ เบรคแบบดิสค์ต้องใช้แรงกดระหว่างผ้าเบรคกับดิสค์ค่อนข้างมาก ดังนั้นจึงมักใช้หม้อลมเป็นตัวช่วยออกแรงกด รูปที่ 1.7 แสดงเบรคแบบดรัม เมื่อเหยียบขาเบรค ลูกปั๊มเบรคจะดันผ้าเบรคทั้งสองข้างให้กดบนเส้นรอบวงด้านในของดรัม ทำให้เกิดแรงเสียดทานขึ้น
เมื่อเปรียบเทียบเบรคทั้งสองแบบแล้วพบว่า แบบดิสค์มีประสิทธิภาพสูงกว่า เพราะว่ามีความสามารถในการหยุดรถเหนือกว่า และการสึกหรอน้อยกว่า

เครื่องยนต์8

รูปที่ 1.7 เบรคแบบดรัม

เครื่องยนต์9

เครื่องยนต์10

รูปที่ 1.8 เพลาเครื่องยนต์ 6 สูบ
ทั้งยังไม่มีผลเสียหายเมื่อมีความร้อนเกิดขึ้นเนื่องจากความเสียดทาน และเบรคไม่ลื่นเมื่อถูกนํ้า รถยนต์โดยทั่วไปอาจใช้เบรคแบบดิสค์หรือแบบดรัมทั้งสี่ล้อ หรือใช้สองแบบผสมกัน (5)
น้ำมันเบรค (brake fluid)
นํ้ามันเบรคเป็นตัวกลางในการถ่ายทอดความดันที่กดลงบนขาเบรคไปยังระบบเบรคที่ล้อ ดังนั้นนํ้ามันเบรคจึงควรมีลักษณะที่ไม่เปลี่ยนแปลงในเชิงปริมาตรเมื่อถูกกระทำด้วยความดันสูง ในรถยนต์นํ้ามันเบรคจะถูกเก็บไว้บนหรือไม่ก็ใกล้ๆ กับแม่ปั๊มเบรค ซึ่งปกติแบ่งออกเป็น 2 ตอน แยกจากกันคือ สำหรับสองล้อหน้าตอนหนึ่ง และสองล้อหลังอีกตอนหนึ่ง ทั้งนี้ ก็เพื่อความปลอดภัย หากตอนหนึ่งตอนใดเกิดขัดข้อง เมื่อใดที่เหยียบขาเบรค น้ำมันจะไหลผ่านท่อเบรคซึ่งเป็นท่อเหล็กไปยังล้อทั้งสี่ แต่สำหรับสองล้อหน้านั้นท่อเบรคที่เป็นท่อเหล็กจะต้องต่อกับท่อยาง เพื่อให้สามารถบิดงอได้ขณะที่ล้อเลี้ยวไปมา
เบรคมือ (parking brake)
หรืออาจเรียกว่า เบรคฉุกเฉิน (emergency brake) เป็นเบรคที่ใช้แรงเบรคจากลวดเคเบิ้ลซึ่งต่อจากคันโยกไปยังเบรคของล้อหลัง ระบบของเบรคมือแยกอิสระจากระบบเบรคไฮดรอลิกที่ใช้เป็นระบบหลักในการ เบรค (5)
เบาะหน้า (bucket seat)
เบาะหน้าของรถยนต์จะต้องกว้างเพียงพอ และกระชับพอดีกับตัวคนขับหรือผู้โดยสาร โดยปกติจะแยกออกจากกันโดยมีคอนโซล คันเกียร์หรือเบรคมือคั่นกลาง (7)
เพลาลูกเบี้ยว (camshaft)
เป็นชิ้นส่วนในเครื่องยนต์ ดูรูปที่ 1.8 มีหน้าที่กำหนดลำดับการทำงานของวาล์ว ซึ่งได้แก่จังหวะการปิดและเปิดของวาล์ว
คาร์บอนมอนอกไซด์ (carbon monoxide)
เป็นก๊าซพิษไม่มีกลิ่น พบในไอเสียรถยนต์ที่ปล่อยออกมา (1)
คาร์บูเรเตอร์ (carburetor)
เป็นชิ้นส่วนที่ติดกับเครื่องยนต์ ดูรูปที่ 1.9 โดยปกติจะติดอยู่เหนือท่อร่วมไอดี มีหน้าที่ผสมน้ำมันเชื้อเพลิงกับอากาศให้ได้สัดส่วนที่ถูกต้อง เพื่อให้การสันดาปเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพตามที่เครื่องยนต์ต้องการภายใต้สภาวะต่างๆ ของการขับขี่และอัตราเร็ว (1)

เครื่องยนต์11

รูปที่ 1.9 คาร์บูเรเตอร์ของเครื่องยนต์ 8 สูบ

เครื่องยนต์12

รูปที่ 1.10 รายละเอียดภายในของอุปกรณ์กำจัดก๊าซพิษ
อุปกรณ์กำจัดก๊าซพิษ (catalytic converter)
เป็นอุปกรณ์ในระบบควบคุมการขับถ่ายไอเสีย ติดตั้งอยู่ด้านล่างของเครื่องยนต์ มีหน้าที่เปลี่ยนส่วนผสมของไอเสียที่ได้จากการสันดาปให้มีอันตรายต่อสิ่งมีชีวิตและสิ่งแวดล้อมน้อยลงก่อนขับถ่ายออกมา รูปที่ 1.10 แสดงรายละเอียดภายในของอุปกรณ์กำจัดก๊าชพิษชนิดหนึ่งที่ใช้กันอยู่
สำหรับรถยนต์ที่วิ่งอยู่ในประเทศไทยเรานั้นมีน้อยคันที่มีอุปกรณ์ชนิดนี้ติดอยู่ ทั้งนี้อาจเนื่องมาจากยังไม่มีกฎหมายควบคุมอย่างจริงจัง (1)
หม้อดักไอน้ำมันเชื้อเพลิง (charcoal canister)
เป็นอุปกรณ์ที่ใช้ในระบบควบคุมการขับถ่ายไอเสีย มีหน้าที่ดักไอน้ำมันเชื้อเพลิงซึ่งเล็ดลอดออกมาจากคาร์บูเรเตอร์หรือจากส่วนใดส่วนหนึ่งของระบบน้ำมันเชื้อเพลิง รูปที่ 1.11 แสดงหม้อดักไอนํ้ามันเชื้อเพลิงที่ใช้กันที่’วไป (1)

เครื่องยนต์13

รูปที่ 1.11 หม้อดักไอน้ำมันเชื้อเพลิง
โช๊ค (choke)
มีลักษณะเป็นแผ่นโลหะติดตั้งอยู่ตรงทางเข้าคาร์บูเรเตอร์ (ตามรูปที่ 1.9) มีหน้าที่ปรับอัตราส่วนผสมของอากาศและนํ้ามันเชื้อเพลิงให้เหมาะกับอุณหภูมิของเครื่องยนต์ เช่นเมื่อสตาร์ตรถยนต์ในขณะที่เครื่องยนต์เย็น อัตราส่วนผสมของน้ำมันเชื้อเพลิงต้องมากกว่าอากาศ ปีกโช๊คจะปิดทำให้อากาศเข้ามาในปริมาณที่น้อยกว่าปกติ เมื่อเครื่องยนต์ร้อนขึ้นปีกโช๊คจะเปิดออกเพื่อให้ได้อัตราส่วนผสมที่พอเหมาะ จากนั้นโช๊คก็จะหมดความจำเป็นเมื่อเครื่องยนต์ร้อนถึงอุณหภูมิปกติ โช๊คแบ่งออกเป็น 2 แบบ คือ แบบปรับด้วยมือและแบบ อัตโนมัติ (1)
คลัตช์ (clutch)
เป็นชิ้นส่วนที่ทำงานในลักษณะเป็นตัวตัดและต่อระหว่างตัวขับกับตัวถูกขับ ในรถยนต์คลัตช์จะเป็นตัวเชื่อมระหว่างเครื่องยนต์หรือตัวขับกับระบบส่งกำลังหรือตัวถูกขับในระบบปรับอากาศคลัตช์จะเป็นตัวเชื่อมระหว่างเครื่องยนต์กับคอมเพรสเซอร์ (2)
คอยล์ (coil)
คอยล์เป็นอุปกรณ์ไฟฟ้าในรถยนต์ (ดูรูปที่ 1.12) ทำหน้าที่ในลักษณะเช่นเดียวกับหม้อแปลงไฟฟ้า กล่าวคือ จะเป็นตัวแปลงค่าความดันไฟฟ้าจาก 12 โวลต์ เป็น 20,000 โวลต์ หรือมากกว่าเพื่อทำให้หัวเทียนเกิดประกายไฟในการจุดระเบิดในห้องเผาไหม้ของเครื่องยนต์แก๊สโซลีน (1)

เครื่องยนต์14

รูปที่ 1.12 ชิ้นส่วนในระบบจุดระเบิด
คอนเดนเซอร์ (condenser)
เป็นชิ้นส่วนในระบบจุดระเบิดแบบใช้ทองขาว เป็นตัวช่วยยืดอายุการใช้งานของทองขาว กล่าวคือป้องกันการเคลื่อนย้ายของโลหะบริเวณหน้าทองขาว และช่วยลดการเกิดประกายไฟบริเวณหน้าทองขาว ในขณะใช้งาน และยังเป็นตัวช่วยลดสัญญาณรบกวนที่วิทยุอีกด้วย รูปที่ 1.13 แสดงคอนเดนเซอร์ซึ่งบรรจุอยู่ภายในจานจ่าย (1)

เครื่องยนต์15

รูปที่ 1.13 ส่วนประกอบภายในจานจ่าย
ก้านสูบ (connecting rod)
เป็นชิ้นส่วนภายในเครื่องยนต์ซึ่งต่อระหว่างลูกสูบกับเพลาข้อเหวี่ยง (ดูรูปที่ 1.8) ก้านสูบของเครื่องยนต์มีจำนวนเท่ากับจำนวนหัวเทียน (1)
น้ำหล่อเย็น (coolant)
เป็นของเหลวที่เติมลงในหม้อน้ำเพื่อใช้ระบายความร้อนของเครื่องยนต์ อาจเป็นนํ้าอย่างเดียวหรือส่วนผสมของนํ้ากับแอนตี้ฟรีซ (1)
ถังน้ำหล่อเย็นสำรอง (coolant reserve tank)
บางทีเรียกว่า overflow tank หรือ expansion tank ถังนํ้าหล่อเย็นสำรองต่อกับหม้อนํ้าด้วยท่อยางขนาดเล็ก ทำให้มีการถ่ายเทนํ้าหล่อเย็นระหว่างหม้อนํ้ากับถังนํ้าหล่อเย็นสำรอง กล่าวคือ เมื่อเครื่องยนต์ร้อนนํ้าหล่อเย็นจะถูกขับดันออกจากหม้อนํ้ามายังถังนํ้าหล่อเย็นสำรอง และเมื่อเครื่องยนต์เย็นลง นํ้าหล่อเย็นจะไหลจากถังกลับเข้าสู่หม้อนํ้า ดังนั้นรถยนต์ที่มีถังนํ้าหล่อเย็นสำรองจะพบว่าหม้อนํ้ามีนํ้าหล่อเย็นเต็มอยู่เสมอ และในกรณีที่ต้องการเติมนํ้าหล่อเย็นก็เติมที่ถังนํ้าหล่อเย็นสำรอง แทนการเติมที่หม้อนํ้าโดยตรง (1)
เพลาข้อเหวี่ยง (crankshaft)
เป็นเพลาส่งกำลังของเครื่องยนต์ ปลายข้างหนึ่งยึดติดกับมู่เล่เพลาข้อเหวี่ยง ส่วนปลายอีกข้างหนึ่งยึดติดกับล้อช่วยแรง (1)

เสื้อสูบ (cylinder block)
(ดูรูปที่ 1.8) เป็นส่วนสำคัญส่วนหนึ่งของเครื่องยนต์ ซึ่งรวมกระบอกสูบเข้าไว้ในชิ้นเดียวกันกับเสื้อสูบ ภายในเปลือกเสื้อสูบมีท่อทางเดินนํ้าหล่อเย็นเพื่อระบายความร้อน ด้านบนของเสื้อสูบเป็นฝาสูบ ส่วนด้านล่างเป็นอ่างน้ำมันเครื่อง โดยปกติเสื้อสูบทำจากเหล็กหล่อหรือโลหะผสมของอะลูมิเนียม (1)
ฝาสูบ (cylinder head)
(ดูรูปที่ 1.8) อยู่ด้านบนของเสื้อสูบซึ่งคั่นกลางด้วยปะเก็น และมีท่อทางเดินของนํ้าหล่อเย็นเช่นเดียวกับเสื้อสูบ ฝาสูบประกอบไปด้วยวาล์วไอดี ไอเสีย และชิ้นส่วนอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกันและยังมีรูซึ่งเป็นเกลียวสำหรับยึดหัวเทียนอีกด้วย (1)
เครื่องยนต์ดีเซล (diesel engine)
เป็นอีกชนิดหนึ่งของเครื่องยนต์ซึ่งแตกต่างไปจากเครื่องยนต์แก๊สโซลีน เครื่องยนต์ดีเซลใช้นํ้ามันที่เรียกว่าโซล่า ไม่ใช้หัวเทียน ไม่มีจานจ่าย คอยล์ และคาร์บูเรเตอร์ เครื่องยนต์ดีเซลมีเสียงดัง และสตาร์ตยุ่งยากกว่าเครื่องยนต์แก๊สโซลีน แต่ถ้าเปรียบเทียบกันในด้านความ คงทนแข็งแรง การประหยัดนํ้ามันเชื้อเพลิงและการบำรุงรักษาแล้ว เครื่องยนต์ดีเซลดีกว่า (1)
ดิฟเฟอเรนเชียล (differential)
หรือที่เรียกว่า ชุดเฟืองท้าย เป็นชุดเฟือง ซึ่งอยู่ในเสื้อเพลาหลัง จะส่งถ่ายกำลังจากเพลากลางไปยังเพลาข้าง และส่งต่อไปยังล้ออีกทีหนึ่ง จุดประสงค์ของดิฟเฟอเรนเชียลก็เพื่อทำให้ล้อข้างซ้ายและข้างขวาหมุนไปด้วยอัตราเร็วรอบที่แตกต่างกันในขณะที่รถกำลังเลี้ยวหรือขับขี่ บนถนนขรุขระ เช่น ในขณะที่รถกำลังเลี้ยวซ้าย ล้อข้างซ้ายจะหมุนด้วยอัตราเร็วรอบช้ากว่าล้อข้างขวา เป็นต้น จึงทำให้ล้อไม่ลื่นไถลเสียการทรงตัวในขณะเลี้ยว ในกรณีของรถยนต์ที่ขับเคลื่อนล้อหน้า ดิฟเฟอเรนเชียลจะอยู่ที่ส่วนหน้าของรถใกล้กับห้องส่งกำลัง (3)
ก้านวัดระดับน้ำมัน (dipstick)
มีลักษณะเป็นลวดเหล็กปลายแบน ใช้สำหรับวัดระดับน้ำมันในอ่างน้ำมันเครื่อง ในห้องส่งกำลังแบบอัตโนมัติ และในปั๊มของพวงมาลัยเพาเวอร์ เพื่อตรวจสอบดูว่ามีน้ำมันเพียงพอหรือไม่ ในแต่ละแห่ง จะมีก้านวัดระดับนํ้ามันโดยเฉพาะ และไม่ควรดึงออกถ้าไม่ได้มีการตรวจระดับนํ้ามัน (1 และ 2)
จานจ่าย (distributor)
เป็นชิ้นส่วนที่มีหน้าที่จ่ายไฟแรงสูงจากคอยล์ไปยังหัวเทียนโดยผ่านหัวนกกระจอก (rotor) และสายหัวเทียน จานจ่ายซึ่งแสดงให้เห็น ในรูปที่ 1.8 นั้นจะแยกต่างหากออกจากคอยล์ แต่ในจานจ่ายของ ระบบจุดระเบิดอิเล็กทรอนิกส์ คอยล์กับจานจ่ายจะรวมอยู่ในชุดเดียวกันตามแสดงในรูปที่ 1.14 (1)

เครื่องยนต์16

รูปที่ 1.14 ภาพด้านบนของจานจ่ายในระบบจุดระเบิดอิเล็กทรอนิกส์ (ซ้าย) และเมื่อเปิดฝาด้านบนออก (ขวา)
สายพานขับ (drive belt)
เป็นสายพานรูปตัว V ตามภาคตัดขวาง ใช้สำหรับส่งถ่ายกำลังจากเพลาข้อเหวี่ยงไปยังส่วนอื่นๆ ของเครื่องยนต์ โดยปกติจะมีไม่เกิน 3 เส้น คือ ใช้สำหรับขับไดชาร์จและปั๊มนํ้าหนึ่ง ขับปั๊มนํ้ามันพวงมาลัย เพาเวอร์หนึ่ง และขับคอมเพรสเซอร์ของเครื่องปรับอากาศอีกหนึ่ง (1)
เพลาขับ (drive shaft)
ในรถยนต์ที่ขับเคลื่อนล้อหลัง เพลาขับนี่จะถูกเรียกว่าเพลากลาง (propeller shaft) ซึ่งมีลักษณะเป็นเพลากลวงยาวอยู่ใต้ท้องรถ โดยเป็นตัวส่งผ่านกำลังจากเกียร์มายังชุดเฟืองท้าย แต่สำหรับรถยนต์ที่ขับเคลื่อนล้อหน้า จะมีเพลาขับ 2 ตัวเป็นเพลาตันและสั้นซึ่งมีความยาวไม่เท่ากัน (3)
ระบบจุดระเบิดอิเล็กทรอนิกส์ (electronic ignition)
ในปัจจุบันมีด้วยกันหลายแบบ ในที่นี้หมายถึงระบบจุดระเบิดซึ่งไม่ใช้ทองขาวและ(บางครั้ง)คอนเดนเซอร์ (ดูรูปที่ 1.15) แต่จะใช้คอยล์กับอาร์มาเจอร์ทำหน้าที่แทน ข้อดีของระบบนี้ก็คือให้ประกายไฟที่แรงและถูกต้องกว่า อายุการใช้งานนานกว่า ทั้งยังช่วยเพิ่มสมรรถนะของเครื่องยนต์และไม่ค่อยเสียเวลาในภารบำรุงรักษา แต่ในกรณีที่เกิดเสียขึ้นมาจะต้องเปลี่ยนทั้งชุดซึ่งค่าใช้จ่ายจะสูงกว่าระบบจุดระเบิดแบบใช้ทองขาว (1)

เครื่องยนต์17

รูปที่ 1.15 ชิ้นส่วนภายในของจานจ่ายในระบบจุดระเบิดอิเล็กทรอนิกส์
ระบบควบคุมการขับถ่ายไอเสีย (emission-control system)
ประกอบด้วยวาล์วและตัวควบคุมต่างๆ รวมทั้งสารเคมีที่ใช้เพื่อช่วยลดก๊าซพิษที่ถูกขับถ่ายสู่บรรยากาศ (1)
เครื่องยนต์ (engine)
โดยทั่วไปเครื่องยนต์เป็นแบบลูกสูบ 4 จังหวะ ใช้น้ำมันแก๊สโซลีนเป็นเชื้อเพลิง และสันดาปภายในกระบอกสูบดังรูปที่ 1.16 แต่ยังมี เครื่องยนต์ประเภทอื่นอีกที่ใช้กันคือเครื่องยนต์โรตารี่ ซึ่งใช้ลูกสูบสามเหลี่ยม และเครื่องยนต์ดีเซลซึ่งใช้กันมากในรถบรรทุก (1)

เครื่องยนต์18

รูปที่ 1.16 เครื่องยนต์แก๊สโซลีน
ท่อร่วมไอเสีย (exhaust manifold)
เป็นชิ้นส่วนภายนอกเครื่องยนต์ซึ่งต่อระหว่างทางออกของวาล์วไอเสียกับท่อไอเสียเพื่อระบายไอเสียออกสู่บรรยากาศ(1)
ท่อไอเสีย (exhaust pipe)
เป็นท่อส่วนที่ต่อจากท่อร่วมไอเสียผ่านอุปกรณ์ กำจัดก๊าชพิษ (ถ้ามี) จนถึงหม้อพัก (muffler) จากนั้นมีท่อส่วนปลายต่อออกจากหม้อพักซึ่งมักประกอบด้วยหม้อลดเสียง (1)

เครื่องยนต์19

รูปที่ 1.17 ระบบท่อไอเสีย(ไม่ได้แสดงส่วนที่ต่อออกจากท่อร่วมไอเสียจนถึงอุปกรณ์กำจัดก๊าชพิษ)
พัดลม (fan)
พัดลมติดตั้งอยู่ด้านหลังหม้อน้ำของเครื่องยนต์ที่ใช้น้ำเป็นตัว หล่อเย็น และอยู่บนเพลาเดียวกันกับเพลาปั๊มน้ำ มู่เล่ของปั๊มนํ้าถูกขับด้วยสายพานที่ต่อมาจากมู่เล่เพลาข้อเหวี่ยง ในรถยนต์บางยี่ห้อใช้ คลัตช์พัดลม (fan dutch) เป็นตัวควบคุมการหมุนของพัดลม กล่าวคือ พัดลมจะยังไม่หมุนที่

เครื่องยนต์20

รูปที่ 1.18 พัดลมหม้อน้ำซึ่งขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ไฟฟ้า
อุณหภูมิตํ่าจนกว่าอุณหภูมิของเครื่องยนต์จะสูงขึ้น และพัดลมจะหมุนช้าลง เมื่ออุณหภูมิเริ่มลดลง ดังนั้นคลัตช์พัดลมจึงทำหน้าที่ควบคุมอุณหภูมิของเครื่องยนต์ให้เหมาะสมตลอดเวลาที่เครื่องยนต์กำลังทำงานอยู่ นอกจากนี้ รถยนต์บางคันอาจขับเคลื่อนพัดลมด้วยมอเตอร์ไฟฟ้า ซึ่งแยกเป็นอิสระจากการขับเคลื่อนด้วยกำลังจากเพลาข้อเหวี่ยง และมิเทอร์โมสตัตควบคุมการทำงานของมอเตอร์ไฟฟ้าอีกทีหนึ่ง รูปที่1.18 แสดงพัดลมหม้อน้ำของรถยนต์ที่ขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ไฟฟ้า ในกรณีของเครื่องยนต์ที่ระบายความร้อนด้วยอากาศนั้น จำเป็นต้องออกแบบพัดลมให้ได้ปริมาณลมมากพอที่จะสามารถป้องกันไม่ให้เครื่องยนต์ร้อนจัดเกินไป และยังสามารถส่งความร้อนไปให้ผู้ขับขี่ได้อีกด้วย ในช่วงฤดูหนาว (1)
แผงหลังห้องเครื่อง (firewall)
เป็นชิ้นส่วนของตัวถังรถยนต์ซึ่งคั่นระหว่างห้องเครื่องยนต์กับห้องโดยสาร (7)
ชุดไฟกะพริบ (flasher unit)
เป็นอุปกรณ์ทำให้เกิดไฟกะพริบที่สัญญาณไฟเลี้ยว (ดูรูปที่ 1.19) อุปกรณ์นี้มักมี 2 ชุด ซึ่งใช้สำหรับไฟเลี้ยวตามปกติ และใช้สำหรับเตือนภัยซึ่งจะมีไฟกะพริบทั้ง 4 ดวงพร้อมกัน (6)
ล้อช่วยแรง (flywheel)
เป็นชิ้นส่วนซึ่งติดตั้งอยู่ด้านหลังเครื่องยนต์ตอนปลายของเพลาข้อเหวี่ยง มีลักษณะเป็นเหล็กตัน แบนกลมและหนัก โดยรอบเป็นฟันเฟืองเพื่อใช้ขบกับเฟืองของไดสตาร์ตในขณะที่สตาร์ตเครื่องยนต์ ล้อช่วยแรงมีหน้าที่ช่วยทำให้เครื่องยนต์เดินเรียบและทำหน้าที่เป็นตัวขับสำหรับคลัตช์ นอกจากนี้ล้อช่วยแรงซึ่งมีฟันเฟืองโดยรอบทำให้สตาร์ตเครื่องยนต์ได้ง่ายขึ้น โดยใช้ไดสตาร์ตสำหรับรถยนต์ที่ใช้ห้องส่งกำลังแบบอัตโนมัติ จะมีล้อช่วยแรง ซึ่งมีนํ้าหนักเบากว่าสำหรับรถยนต์ที่ใช้ห้องส่งกำลังแบบธรรมดา (1)
การขับเคลื่อนล้อหน้า (front wheel drive)
ในรถยนต์ทั่วๆ ไปการขับเคลื่อนมักอาศัยสองล้อหลัง โดยการส่งกำลังจากเครื่องยนต์ผ่านเพลากลางไปยังเพลาหลัง และส่งต่อไปยังล้อหลังทั้งสอง แต่ในระบบขับเคลื่อนล้อหน้าจะอาศัยสองล้อหน้าในการขับเคลื่อน จึงทำให้การออกรถเเละการบังคับควบคุมดีกว่า และเนื่องจากไม่มีเพลากลางจึงทำให้เนื้อที่ในห้องโดยสารมีมากกว่ารถยนต์ ซึ่งใช้ระบบขับเคลื่อนล้อหลัง (2)

เครื่องยนต์21

รูปที่ 1.19 แผงฟิวส์สำหรับเสียบฟิวส์เพื่อใช้งานต่างๆ
กรองน้ำมันเชื้อเพลิง (fuel filter)
อุปกรณ์ซึ่งใช้กรองสิ่งสกปรกและฝุ่นละอองที่มีอยู่ในนํ้ามันเชื้อเพลิงเพื่อป้องกันไม่ให้ระบบนํ้ามันเชื้อเพลิงเกิดการอุดตัน หรือป้องกันไม่ให้สิ่งสกปรกเข้าไปในเครื่องยนต์ซึ่งอาจทำให้เครื่องยนต์เสียหายได้ (ดูรูปที่ 1.20) แสดงกรองนํ้ามันเชื้อเพลิงและตำแหน่งของมัน (1)
ระบุบหัวฉีดน้ำมันเชื้อเพลิง (fuel injection)
เป็นระบบการป้อนนํ้ามันเชื้อเพลิงเข้าไปในเครื่องยนต์ซึ่งใช้ในเครื่องยนต์ดีเซลโดยอาศัยหัวฉีด นอกจากนี้ยังมีเครื่องยนต์แก๊สโซลีนบางชนิดที่ใช้ระบบหัวฉีดเช่นกัน ซึ่งป้อนนํ้ามันเชื้อเพลิงได้แน่นอนกว่าคาร์บูเรเตอร์ (1)

เครื่องยนต์22

รูปที่ 1.20 กรองน้ำมันเชื้อเพลิงซึ่งอยู่ภายในคาร์บูเรเตอร์(บน) และอยู่ระหว่างท่อทางเดินน้ำมันเชื้อเพลิง (ล่าง)

เครื่องยนต์23

รูปที่ 1.21 ปั๊มนํ้ามันเชื้อเพลิงสำหรับเครื่องยนต์แก๊สโซลีน
ปั๊มน้ำมันเชื้อเพลิง (fuel pump)
ในเครื่องยนต์แก๊สโซลีนมักเรียกปั๊มนี้ว่า ปั๊มเอซี (ดูรูปที่ 1.21) ปั๊มนี้มีหน้าที่ดูดนํ้ามันเชื้อเพลิงจากถังนํ้ามันและป้อนเข้าสู่คาร์บูเรเตอร์ แต่ในเครื่องยนต์ดีเซลนั้น ปั๊มนี้จะป้อนนํ้ามันเชื้อเพลิงเข้าสู่ปั๊มหัวฉีดก่อน เพื่ออัดนํ้ามันให้มีความดันสูงสำหรับส่งเข้าหัวฉีดต่อไป (1)
แผงฟิวส์ (fuse block)
เป็นอุปกรณ์ซึ่งเป็นที่รวมของฟิวส์ทั้งหมดในระบบสายไฟฟ้า มักจะอยู่ภายในห้องโดยสารของรถยนต์ มีหน้าที่ป้องกันไม่ให้เกิด ความเสียหายขึ้นกับอุปกรณ์ไฟฟ้าต่างๆ ดังนั้นในกรณีที่ไฟหน้าหรืออุปกรณ์ไฟฟ้าต่างๆ ไม่ทำงาน ขั้นแรกควรตรวจฟิวส์ในแผงฟิวส์ก่อนว่าขาดหรือเปล่า (6)
สายฟิวส์ (fusible link)
สายฟิวส์แตกต่างไปจากฟิวส์ธรรมดาที่อยู่ในแผงฟิวส์ ปกติจะอยู่ภายในห้องเครื่องยนต์ เพื่อป้องกันความเสียหายในระบบสายไฟหลัก ระบบสตาร์ต และระบบชาร์จ ถ้าอุปกรณ์ไฟฟ้าหลายชิ้นไม่ทำงานทันที

เครื่องยนต์24

รูปที่ 1.22 สายฟิวส์ก่อนและหลังการลัดวงจร
พร้อมๆ กัน เช่น ไดสตาร์ตไม่ทำงาน หรือแบตเตอรี่ไม่มีการชาร์จ อาจแสดงว่าสายฟิวส์ได้ขาดเสียแล้ว รูปที่ 1.22 แสดงสายฟิวส์ก่อนและหลังมีการลัดวงจร(1)
ปะเก็น (gasket)
ปะเก็นเป็นชิ้นส่วนที่ใช้สำหรับป้องกันการรั่วซึมต่างๆ มีลักษณะเป็นแผ่นบางอยู่ระหว่างผิวหน้าสัมผัสของชิ้นส่วนสองชิ้น เช่น ปะเก็น ฝาสูบซึ่งอยู่ระหว่างเสื้อสูบและฝาสูบ
หัวเผา (glow plug)
(ดูรูปที่ 1-23) หัวเผาติดตั้งอยู่ภายในห้องเผาไหม้ของกระบอกสูบทุกสูบของเครื่องยนต์ดีเซลมีหน้าที่ทำให้อากาศภายในห้องเผาไหม้ มีอุณหภูมิสูงขึ้นเพียงพอต่อการสตาร์ตเครื่องยนต์ในขณะเครื่องเย็น และจะหยุดทำงานโดยอัตโนมัติหลังจากเครื่องยนต์สตาร์ตแล้วสักครู่หนึ่ง ผู้อ่านอย่าไปสับสนกับหัวเทียนที่ใช้ในเครื่องยนต์แก๊สโซลีน

เครื่องยนต์25

รูปที่ 1.23 หัวเผาของเครื่องยนต์ดีเซล
หัวอัดจารบี (grease fittings)
เป็นชิ้นส่วนเล็ก ตรงปลายมีลูกปืนกลมติดอยู่ และติดตั้งอยู่ที่ลูกหมากและข้อต่อของคันชักคันส่งในระบบบังคับเลี้ยว ใช้สำหรับเป็นที่อัดจารบี (4)
ซีลจารบี (grease seals)
เป็นซีลที่อยู่บริเวณข้อต่อระหว่างชิ้นส่วนที่เคลื่อนที่กับชิ้นส่วนที่อยู่นิ่งเพื่อกันไม่ให้จารบีรั่ว และป้องกันน้ำและฝุ่นละอองไม่ให้เข้าไปในข้อต่อ (3 และ 4)
ไฟกะพริบเตือนภัย (hazard flasher)
เป็นอุปกรณ์ที่ทำให้ไฟเลี้ยวทั้งข้างซ้ายและข้างขวากะพริบพร้อมๆ กัน เพื่อเตือนให้ผู้ขับขี่ในรถยนต์คันอื่นระมัดระวัง เพราะรถยนต์คันที่เปิดไฟกะพริบเตือนภัยกำลังมีปัญหา เช่น เกิดอุบัติเหตุ รถยนต์ชนกัน เป็นต้น (6)
ไฟหน้า (headlights)
เป็นดวงไฟซึ่งติดตั้งอยู่ด้านหน้าของรถยนต์ เพื่อช่วยในการมองเห็นถนนในการขับขี่เวลากลางคืน (6)
ไฮโดรคาร์บอน (hydrocarbons)
เป็นสารประกอบที่ปล่อยออกมาทางท่อไอเสียซึ่งเป็นไอนํ้ามันเชื้อเพลิงที่เผาไหม้ไม่หมด
สัญญาณไพ่เตือน (idiot lights)
เป็นสัญญาณไฟซึ่งติดตั้งอยู่บนแผงหน้าปัด เพื่อเตือนให้ทราบว่าระบบต่างๆ กำลังมีปัญหา เช่น ไฟไม่ชาร์จเข้าแบตเตอรี่ ความดันนํ้ามันเครื่องตํ่าเกินไป และเครื่องยนต์ร้อนจัด เป็นต้น (6)
สวิตช์กุญแจ (ignition switch)
โดยปกติสวิตช์กุญแจมักติดตั้งอยู่ที่คอพวงมาลัย และใช้ในการเปิดปิดเพื่อสตาร์ตและดับเครื่องยนต์ ตลอดจนเป็นสวิตช์ควบคุม อุปกรณ์ไฟฟ้าต่างๆ ภายในรถยนต์อีกด้วย (6)
ท่อร่วมไอดี (intake manifold)
ในเครื่องยนต์แก๊สโซลีนท่อร่วมไอดีจะเป็นทางผ่านของส่วนผสมของอากาศและนํ้ามันเชื้อเพลิงจากคาร์บูเรเตอร์ไปยังท่อวาส์วไอดี ส่วนในเครื่องยนต์ดีเซลและเครื่องยนต์แก๊สโซลีนซึ่งใช้ระบบหัวฉีด ท่อร่วมไอดีจะเป็นทางผ่านของอากาศจากหม้อกรองอากาศไปยังท่อวาล์วไอดี รูปที่ 1.24 แสดงท่อร่วมไอดีในเครื่องยนต์แก๊สโซลีน V-8 (1)
สัญญาณเตือนกันลืมลูกกุญแจ (key buzzer)
เป็นสัญญาณเสียงกันลืมลูกกุญแจคาไว้กับสวิตช์กุญแจเสียงสัญญาณนี้จะดังขึ้นเมื่อเราเปิดประตูรถยนต์ ในขณะที่ยังมีลูกกุญแจคาอยู่ในสวิตช์กุญแจ และยังคงดังต่อไปจนกว่าจะเอาลูกกุญแจออกหรือปิดประตู (6)

เครื่องยนต์26

รูปที่ 1.24 ท่อร่วมไอดีในเครื่องยนต์แก๊สโซลีน V-8
แป้นเกลียวยึดล้อ (lug nuts)
หรือที่เรียกว่า นอตล้อ มีไว้สำหรับยึดล้อของรถยนต์ รถยนต์บางคันมีแป้นเกลียวชนิดเกลียวซ้ายสำหรับล้อข้างซ้าย และชนิดเกลียวขวาสำหรับล้อข้างขวา แต่โดยทั่วไปแล้วรถเก๋งจะใช้แป้นเกลียวชนิดเกลียว ขวาเท่านั้น (4)
สวิตช์แมกเนติค (magnetic switch)
เป็นอุปกรณ์ที่ติดตั้งอยู่บนไดสตาร์ต และจะทำงานเมื่อเราบิดลูกกุญแจที่สวิตช์กุญแจเพื่อสตาร์ตเครื่องยนต์ กระแสไฟฟ้าจากแบตเตอรี่จะไหลผ่านสวิตช์แมกเนติคเข้าไดสตาร์ต ทำให้เครื่องยนต์ติดได้ สวิตช์นี้มักเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า โซลินอยด์ (1)
ไฟหรี่ข้าง (marker light)
เป็นดวงไฟซึ่งอยู่ในชุดไฟจอดหรือไฟท้ายเพื่อแสดงให้เห็นด้านหลังและความกว้างของรถยนต์ในขณะที่จอดในเวลากลางคืน
หม้อพักไอเสีย (muffler)
เป็นชิ้นส่วนในระบบท่อไอเสีย (ดูรูปที่ 1.17) มีไว้เพื่อช่วยลดเสียงของเครื่องยนต์
น้ำมัน (oil)
นํ้ามันที่ใช้ในรถยนต์ได้แก่ นํ้ามันหล่อลื่นสำหรับเครื่องยนต์ ห้อง ส่งกำลัง เฟืองท้าย ปั๊มพวงมาลัยเพาเวอร์ นอกจากนี้ยังมีนํ้ามันเบรค นํ้ามันคลัตช์ ซึ่งน้ำมันแต่ละชนิดไม่สามารถใช้แทนกันได้ และก็ผสมกันไม่ได้อีกด้วย หากใช้น้ำมันผิดประเภทอาจทำให้เกิดความเสียหายขึ้นได้ ดังนั้นในการเลือกใช้นํ้ามัน วิธีที่ดีที่สุดคือตรวจสอบจากคู่มือประจำรถยนต์ (1-5 และ 8)
อ่างน้ำมันเครื่อง (oil pan)
เป็นชิ้นส่วนล่างสุดของเครื่องยนต์ซึ่งใช้เก็บนํ้ามันเครื่อง มีลักษณะตามรูปที่ 1.8 บริเวณด้านล่างสุดของอ่างจะมีรูถ่ายนํ้ามัน เครื่องปิดอยู่ด้วยสลักเกลียว (1)
ปั๊มน้ำมันเครื่อง (oil pump)
ปั๊มนํ้ามันเครื่องเป็นชิ้นส่วนอยู่ภายในเครื่องยนต์ (ดูรูปที่1.8) มีหน้าที่ดูดนํ้ามันเครื่องไปหล่อลื่นส่วนต่างๆ ของเครื่องยนต์ (1)
ซีลน้ำมันเครื่อง (oil seal)
เป็นซีลที่มีหน้าที่เช่นเดียวกับซีลจารบี ต่างกันเพียงแต่ใช้กับนํ้ามันเครื่องเท่านั้น (1-5 และ 8)
โอเวอร์ไดร์ฟ (overdrive)
โอเวอร์ไดร์ฟเป็นศัพท์เทคนิคซึ่งหมายถึง อัตราทดเฟืองที่ทำหน้าที่ให้เพลาตามหมุนเร็วกว่าเพลาขับ เป็นผลให้อัตราเร็วรอบของเครื่องยนต์ต่ำลงในขณะที่ขับขี่รถด้วยอัตราเร็วสูงขึ้น อัตราทดดังกล่าวจะช่วยให้ประหยัดนํ้ามันเชื้อเพลิงมากขึ้น แต่แรงบิดของเครื่องยนต์จะลดลง (2)
โอเวอร์เฮดแคม (overhead cam)
หมายถึง เพลาลูกเบี้ยวของเครื่องยนต์ ซึ่งได้รับการออกแบบให้อยู่ด้านบนของฝาสูบแทนที่จะอยู่ในเสื้อสูบ ดูรูปที่ 1.25 เพลาลูกเบี้ยวแบบนี้เหมาะสำหรับรถยนต์ที่ขับขี่ด้วยอัตราเร็วสูง (1)
ออกไซด์ของไนโตรเจน (oxides of nitrogen)
เป็นก๊าซที่ออกมาทางท่อไอเสียซึ่งเกิดขึ้นเนื่องจากการสันดาปที่อุณหภูมิสูง และเป็นตัวการทำให้เกิดหมอกควัน
เขม่า (particulates)
เป็นผลที่เกิดจากการสันดาปแล้วออกมากับไอเสียรถยนต์ และล่องลอยอยู่ในอากาศ
วาล์วพีซีซี (PCV valve)
(PCV ย่อมาจาก positive crankcase ventilation) เป็นชิ้นส่วนในระบบควบคุมการขับถ่ายไอเสีย มีขนาดเท่านิ้วหัวแม่มือ ลักษณะ
ทรงกระบอก ตามรูปที่ 1.26 วาล์วพีซีวีนี้จำเป็นต้องเปลี่ยนใหม่เมื่อใช้งานไปนานช่วงเวลาหนึ่ง (1)

เครื่องยนต์27

รูปที่ 1.25 โอเวอร์เฮดแคม

เครื่องยนต์28

รูปที่ 1.26 วาล์วพีซีวี
ลูกสูบ (piston)
ดูรูปที่ 1.8 ลูกสูบเป็นชิ้นส่วนภายในเครื่องยนต์ซึ่งต่อกับเพลาข้อเหวี่ยงโดยก้านสูบและเคลื่อนที่ขึ้นลงภายในกระบอกสูบ (1)
แหวนลูกสูบ (piston ring)
เป็นแหวนรอบลูกสูบ ทำด้วยเหล็กกล้าผสม มีความเหนียวและมีความแข็งตึงคล้ายสปริง ทำหน้าที่เป็นซีลระหว่างลูกสูบกับผนังกระบอกสูบ (1)
ล็อกประตูอัตโนมัติ (power door locks)
เป็นอุปกรณ์ที่ใช้ล็อกหรือปลดล็อกประตูรถยนต์โดยการกดปุ่มเพียงปุ่มเดียว ในรถยนต์บางคันประตูจะล็อกเองอย่างอัตโนมัติเมื่อรถยนต์มีอัตราเร็วเท่าที่กำหนด (7)
พวงมาลัยเพาเวอร์ (power steering)
เป็นระบบพวงมาลัยที่ใช้ปั๊มไฮดรอลิกในการช่วยผ่อนแรง ตามแสดงในรูปที่ 1.27 ทำให้ออกแรงในการหมุนพวงมาลัยน้อย จึงทำให้การเลี้ยวและเข้าจอดในที่แคบๆ ได้สะดวกขึ้น และยังทำให้การควบคุมทิศทางของรถยนต์เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น (4)
ท่อยางในระบบพวงมาลัยเพาเวอร์ (power steering hoses)
เป็นท่อยางไฮดรอลิกซึ่งต่อระหว่างปมกับกระปุกเกียร์พวงมาลัย (4)
ปั๊มในระบบพวงมาลัยเพาเวอร์ (power steering pump)
เป็นปั๊มที่ขับเคลื่อนด้วยสายพาน ติดตั้งอยู่กับเครื่องยนต์ด้านหน้า มีหน้าที่ส่งความดันไฮดรอลิกเข้าไปในกระปุกเกียร์พวงมาลัยของระบบพวงมาลัยเพาเวอร์ (4)
กระจกไฟฟ้า (power windows)
เป็นกระจกประตูของรถยนต์ซึ่งทำงานโดยอาศัยมอเตอร์ไฟฟ้าช่วยในการขึ้นลงของกระจก แต่ละประตูจะมีสวิตช์ปิดเปิดเพื่อทำให้กระจกขึ้นลง และสวิตช์รวมควบคุมกระจกแต่ละประตูอีกชุดหนึ่ง ซึ่งผู้ขับขี่สามารถตัดการทำงานของระบบได้เพื่อช่วยป้องกันอันตรายที่จะเกิดกับเด็กหากไปเล่นสวิตช์ ข้อเสียของกระจกไฟฟ้าคือ ถ้าแบตเตอรี่เกิดเสียขึ้นมา กระจกทั้งหมดจะปิดตายไม่สามารถเปิดได้ เนื่องจากไม่มีมือหมุนกระจก (6)

เครื่องยนต์29

รูปที่ 1.27 ระบบพวงมาลัยเพาเวอร์
หม้อน้ำ (radiator)
หม้อน้ำเป็นชิ้นส่วนของรถยนต์ซึ่งมีลักษณะเป็นรูปทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้า อยู่ด้านหลังหน้ากระจัง ภายในบรรจุด้วยน้ำหล่อเย็น มีหน้าที่ในการระบายความร้อนของเครื่องยนต์สู่ภายนอก เพื่อให้เครื่องยนต์มีอุณหภูมิที่เหมาะสม (1)
ท่อยางหม้อน้ำ (radiator hoses)
เป็นท่อยางใหญ่ซึ่งต่อระหว่างเครื่องยนต์ และหม้อนํ้า (1)
เพลาหลัง (rear axle)
เพลาหลังหรือเพลาท้ายอยู่ในเสื้อเพลาของรถยนต์ขับเคลื่อนล้อหลัง มีหน้าที่ขับล้อหลังทั้งสองให้รถยนต์เคลื่อนที่ (3)
หม้อลดเสียง (resonator)
เป็นชิ้นส่วนในระบบท่อไอเสียของรถยนต์บางคัน ติดตั้งอยู่บริเวณท่อไอเสียส่วนปลายตามรูปที่ 1.17 ทำหน้าที่คล้ายกับหม้อพักไอเสียและมักมีรูปร่างเป็นทรงกระบอก (1)
กระเดื่องวาล์ว (rocker arm)
เป็นชิ้นส่วนของฝาสูบของเครื่องยนต์โอเวอร์เฮดวาล์ว มีหน้าที่รับแรงกระแทกขึ้นของแกนกระทุ้ง และส่งต่อแรงกระแทกไปยังวาล์ว ทำให้วาล์วเคลื่อนที่ลงหรือเปิดออกนั่นเอง แต่ละกระบอกสูบมีกระเดื่องวาล์วสองอัน (1)
ดีเซลลิ่ง (run-on, after-run, or dieseling)
หมายถึง อาการของเครื่องยนต์แก๊สโซลีนซึ่งยังทำงานต่อไปอีกทั้งๆ ที่ได้ปิดสวิตช์กุญแจแล้วก็ตาม การปรับคาร์บูเรเตอร์ โช๊ค หรือการตั้งไฟใหม่จะช่วยรักษาอาการนี้ได้ นอกจากนี้ การใช้นํ้ามันเชื้อเพลิงที่มีค่าออกเทนตํ่าก็อาจทำให้มีอาการเช่นนี้ได้เช่นกัน
ระบบเตือนเตือนเข็มขัดนิรภัย (seatbelt warning system)
เป็นระบบเตือนการรัดเข็มขัดนิรภัย กล่าวคือ หากผู้ขับขี่ไม่รัดเข็มขัดนิรภัยจะไม่สามารถสตาร์ตเครื่องยนต์ได้ ทั้งยังมีสัญญาณเสียงและสัญญาณไฟคอยเตือนอีกด้วย แต่เมื่อรัดเข็มขัดนิรภัยแล้วจะสามารถสตาร์ตเครื่องยนต์ได้ (6)
คันเกียร์อัตโนมัติ (selector lever)
คันเกียร์ของระบบส่งกำลังอัตโนมัติซึ่งอาจอยู่ที่คอพวงมาลัยหรือที่พื้นรถ ใช้สำหรับเลือกตำแหน่งในการขับขี่โดยมีหน้าปัดช่วยบอกตำแหน่ง (2)
คันเกียร์ธรรมดา (shift lever)
เป็นคันเกียร์ของเกียร์ธรรมดา อาจอยู่ที่คอพวงมาลัยหรือที่พื้นเช่นเดียวกันกับคันเกียร์อัตโนมัติ (2)

เครื่องยนต์30

รูปที่ 1.28 โช๊คอัพซึ่งติดตั้งอยู่ภายในสปริงขด

เครื่องยนต์31

รูปที่ 1.29 ระบบกันสะเทือนแบบแมคเฟอร์สันสตรัต
โช๊คอัพ (shock absorber)
เป็นชิ้นส่วนในระบบกันสะเทือนของรถยนต์ ตามรูปที่ 1.28 มีหน้าที่ช่วยในการทรงตัว ลดแรงกระแทกจากพื้นถนนที่ขรุขระ และช่วยลดการกระเด้งของสปริงซึ่งทำให้สามารถควบคุมการเลี้ยวได้แน่นอน ในระบบกันสะเทือนบางระบบอาจใช้โช๊คอัพแบบแมคเฟอร์สันสตรัต ตามรูป ที่ 1.29 (4)
โซลีนอยด์ (solenoid)
เป็นชิ้นส่วนทางไฟฟ้าแม่เหล็กซึ่งใช้ปิดเปิดวงจรไฟฟ้าหรือวาล์วนํ้ามันเชื้อเพลง หรือใช้บังคับให้ชิ้นส่วนอื่นทำงาน ในระบบสตาร์ตใช้โซลีนอยต์เป็นตัวบังคับให้ฟันเฟืองของไดสตาร์ตเข้าไปขับฟันเฟืองของล้อช่วยแรงของเครื่องยนต์ และใช้สำหรับควบคุมการไหลของนํ้ามันเชื้อ เพลิงของเครื่องยนต์ดีเซล
ยางอะไหล่ (spare tire)
เป็นยางที่ติดตั้งอยู่ในรถยนต์เพื่อสามารถนำมาใช้ได้ในกรณีฉุกเฉิน เช่น ยางแตก ยางแบน เป็นต้น รูปที่ 1.30 แสดงยางอะไหล่ ขนาดมาตรฐานและยางอะไหล่ขนาดเล็ก (4)

เครื่องยนต์32

รูปที่ 1.30 ยางอะไหล่ขนาดมาตรฐาน (ซ้าย) และยางอะไหล่ขนาดเล็ก (ขวา)
หัวเทียน (spark plug)
เป็นตัวให้ประกายไฟในการจุดระเบิดส่วนผสมของอากาศและนํ้ามันเชื้อเพลิงในกระบอกสูบของเครื่องยนต์แก๊สโซลีน หัวเทียนมีจำนวนเท่ากับจำนวนกระบอกสูบและยึดติดกับเครื่องยนต์โดยการขันเกลียวที่ ฐานหัวเทียนเข้าไปในเกลียวที่ฝาสูบ (1)
เครื่องวัดอัตราเร็ว (speedometer)
เป็นมิเตอร์สำหรับวัดอัตราเร็วของรถยนต์เป็นกิโลเมตรต่อชั่วโมง และติดตั้งอยู่บนแผงหน้าปัด โดยปกติมักมีตัวเลขแสดงระยะทางสะสมเป็นกิโลเมตรรวมอยู่ด้วย บางชนิดอาจมีชุดตัวเลขที่ใช้วัดระยะทางเป็นครั้งคราวได้ในการเดินทางแต่ละครั้ง
สปริง (spring)
เป็นชิ้นส่วนในระบบกันสะเทือนของรถยนต์ ทำหน้าที่เป็นตัวรองรับนํ้าหนักรถยนต์ และช่วยให้การขับขี่นิ่มขึ้น สปริงแบ่งออกเป็นหลายประเภท เช่น สปริงขด สปริงแผ่น และทอร์ชั่นบาร์ เป็นต้น (4)
ไดสตาร์ต (starter)
มีลักษณะเช่นเดียวกับมอเตอร์กระแสตรง ทำหน้าที่ในการสตาร์ดเครื่องยนต์ (ดูรูปที่ 1.16) (1)
ไฟเบรค (stoplight)
เป็นดวงไฟที่ติดตั้งอยู่ด้านหลังของรถยนต์เพื่อแสดงสัญญาณไฟให้รถยนต์คันที่ขับตามมาทราบว่ารถยนต์คันหน้ากำลังจะหยุด คือใช้ เบรค
ท่อไอเสียส่วนปลาย (tailpipe)
เป็นชิ้นส่วนในระบบไอเสียและอยู่ส่วนปลายสุดของท่อไอเสีย ส่วนมากมักอยู่ด้านหลังรถยนต์ ท่อส่วนนี้เป็นส่วนที่ต่อออกจากหม้อพักไอเสีย (ดูรูปที่ 1.17) (1)
เทอร์โมสตัต (thermostat)
เป็นชิ้นส่วนในระบบหล่อเย็น มีลักษณะเป็นสวิตช์ควบคุมด้วยอุณหภูมิ มีหน้าที่ปิดกั้นการไหลของนํ้าหล่อเย็นระหว่างหม้อนํ้ากับเครื่องยนต์ในขณะที่เครื่องเย็น เพื่อให้อุณหภูมิของเครื่องยนต์สูงขึ้นโดยเร็ว จนถึงอุณหภูมิที่เหมาะสม แล้วจึงเปิดให้นํ้าหล่อเย็นไหลผ่านโดยปกติ (1)
การตั้งไฟ (timing)
การตั้งไฟอาศัยความสัมพันธ์ระหว่างตำแหน่งของลูกสูบกับการจุดระเบิดนํ้ามันเชื้อเพลิงในกระบอกสูบเป็นตัวกำหนด โดยแสดงค่าเป็นองศาของการหมุนของเพลาข้อเหวี่ยง เทียบกับตำแหน่งสูงสุดของลูกสูบที่เรียกว่า จุดศูนย์ตายบน (Top dead center ma TDC) การจุดระเบิดก่อนที่ลูกสูบจะถึงจุดศูนย์ตายบน เรียกว่า Before top dead center หรือ BTDC และการจุดระเบิดหลังจากลูกสูบผ่านจุดศูนย์ตายบนแล้วเรียกว่า After top dead center หรือ ATDC ในการตั้งไฟหากตั้งให้องศาของการจุดระเบิดเร็วขึ้นกว่าปกติ เรียกว่าไฟแก่ ถ้าช้ากว่าปกติเรียกว่า ไฟอ่อน และโดยปกติการตั้งไฟจะกระทำในขณะที่เครื่องยนต์ร้อน และหมุนที่รอบเดินเบา
ยางรถยนต์ (tire)
โดยปกติแล้วแบ่งออกเป็น 3 ประเภทคือ ยางธรรมดา (bias tire) ยางธรรมดาเสริมพิเศษ (belted-bias) และยางเรเดียล (radial tire) การเลือกใช้ยางควรเป็นไปตามข้อกำหนดของผู้ผลิตรถยนต์ การใช้ยางที่มีขนาดใหญ่กว่ากำหนดอาจกระทำได้โดยปราศจากผลเสียหาย แต่การใช้ยางที่มีขนาดเล็กกว่าไม่ควรกระทำ รูปที่ 1.31 แสดงยางชนิดต่าง ๆ (4)

เครื่องยนต์33

รูปที่ 1.31 โครงสร้างของยางเรเดียล(บน) และของยางธรรมดา (ล่าง ยางธรรมดาเสริมพิเศษไม่ได้แสดงให้เห็น แต่ก็คือยางธรรมดาที่มีผ้าใบเสริมยางเพิ่มเข้ามาคล้ายกับของยางเรเดียล
ทอร์ชั่นบาร์ (torsion bar)
เป็นชิ้นส่วนในระบบกันสะเทือนของรถยนต์อีกแบบหนึ่ง มีลักษณะเป็นแท่งตันและยาว ทำหน้าที่คล้ายกับสปริงขดหรือสปริงแผ่นโดยการรับแรงบิดในแท่งเหล็ก ทำให้เกิดความนิ่มในการขับขี่ (ดูรูปที่ 1. 32) (4)

เครื่องยนต์34

รูปที่ 1.32 ระบบกันสะเทือนหน้าซึ่งใช้ทอร์ชั่นบาร์
ช่วงล้อซ้ายขวา (track)
หมายถึง ระยะห่างระหว่างล้อซ้ายและล้อขวา โดยวัดระหว่างขอบนอกของล้อซ้ายกับขอบนอกของล้อขวา ช่วงล้อซ้ายขวาของล้อ หน้าและล้อหลังไม่จำเป็นต้องเท่ากัน (4)
เพลาร่วม (transaxle)
เป็นชุดเพลาร่วมในรถยนต์ซึ่งขับเคลื่อนล้อหน้าตามรูปที่ 1.29 ซึ่งรวมการทำงานของห้องส่งกำลังและเฟืองท้ายในรถยนต์ขับเคลื่อนล้อหลังเข้าไว้ด้วยกัน (2)
ห้องส่งกำลัง (transmission)
เป็นชุดเฟืองซึ่งมีหน้าที่ในการปรับกำลังจากเครื่องยนต์ให้พอเหมาะกับความต้องการในการขับขี่ โดยอาศัยการทดเฟืองห้องส่งกำลังแบ่งออกเป็นแบบธรรมดาและแบบอัตโนมัติ (2)

เครื่องยนต์35

รูปที่ 1.33 ดอกยางที่หมดอายุการใช้งาน แล้วจะมีแถบดำปรากฎให้เห็น
ดอกยาง (tread)
เป็นรูปแบบภายนอกของยางรถยนต์ซึ่งสัมผัสกับพื้นผิวถนน มีความลึกเท่ากันเกือบตลอดเส้น โดยจะมีบางส่วนในแนวขวางของดอกยางสูงขึ้นมา เพื่อเป็นตัวแสดงให้ทราบว่ายางเส้นนั้นจะหมดอายุการใช้งานแล้ว เมื่อดอกยางสึกจนถึงส่วนนั้นควรเปลี่ยนยางใหม่ รูปที่ 1.33 แสดงดอกยางซึ่งมีแถบดำตามแนวขวางของดอกยาง
เทอรโบชาร์จเจอร์ (turbocharger)
เป็นเครื่องอัดอากาศเข้าไปในห้องเผาไหม้ เพื่อให้เครื่องยนต์มีกำลังสูงขึ้น (รูปที่ 1.34) โดยจะติดตั้งตรงทางเข้าของ

เครื่องยนต์36

รูปที่ 1.34 เทอร์โบชาร์จเจอร์ของเครื่องยนต์เบนซิน V-6
ไอดี เครื่องยนต์ที่ใช้เทอร์โบชาร์จเจอร์จะสิ้นเปลืองน้ำมันเชื้อเพลิงพอๆ กับเครื่องยนต์ที่ไม่ใช้เทอร์โบชาร์จเจอร์ แต่จะให้กำลังสูงกว่าคล้ายกับว่าเครื่องยนต์มีขนาดใหญ่ขึ้น (1)
ข้อต่ออ่อน (universal joint)
ข้อต่ออ่อนหรือบางครั้งเรียกกันว่า ยอย เป็น ข้อต่อระหว่างเพลาสองอันซึ่งอยู่คนละระนาบ ทำให้สามารถส่งกำลังผ่านเพลา ได้ทั้งที่เพลาเปลี่ยนตำแหน่งไปมาในทุกทิศทาง ดูรูปที่1.35 โดยปกติใน รถยนต์คันหนึ่งๆ จะมีข้อต่ออ่อนสองอันติดอยู่ที่ปลายทั้งสองข้างของเพลาส่ง

เครื่องยนต์37

รูปที่ 1.35 ข้อต่ออ่อนสำหรับการขับเคลื่อนล้อหลัง(บน) และข้อต่ออ่อนแบบความเร็วคงที่ชนิดสามแฉกสำหรับการขับเคลื่อนล้อหน้า(ล่าง)
กำลังขับ บางคันอาจมีถึงสามอันถ้ามีเพลาส่งกำลังขับสองตอน ข้อต่ออ่อนบางชนิดมีหัวอัดจารบีสำหรับให้การหล่อลื่น บางชนิดต้องถอดออกมาก่อนการหล่อลื่น และบางชนิดไม่จำเป็นต้องให้การหล่อลื่นตลอดชีวิตการใช้งาน (3)
วาล์ว (valves)
วาล์วสำหรับเครื่องยนต์มีสองชนิดคือ วาล์วไอดีและวาล์วไอเสีย (ดูรูปที 1.8) วาล์วไอดีมีหน้าที่ควบคุมการไหลเข้าของส่วนผสมของนํ้ามันเชื้อเพลิงและอากาศในเครื่องยนต์แก๊สโซลีน หรืออากาศอย่างเดียวในเครื่องยนต์ดีเซล ส่วนวาล์วไอเสียซึ่งมีขนาดเล็กกว่ามีหน้าที่ควบคุมการไหลออกของไอเสียซึ่งเกิดจากการสันดาปในห้องเผาไหม้สู่ท่อไอเสีย โดยปกติแต่ละกระบอกสูบจะประกอบด้วยวาล์วไอดีของวาล์วไอเสียอย่างละหนื่งตัว (1)
ฝาครอบวาล์ว (valve cover)
ฝาครอบวาล์วเป็นชิ้นส่วนซึ่งปิดอยู่ด้านบนของฝาสูบ ตามรูปที่ 1.8 มีหน้าที่ป้องกันไม่ให้สิ่งสกปรกและฝึ่นละอองเข้าไปในระบบการทำงานของวาล์ว และป้องกันไม่ให้นํ้ามันหล่อลื่นกระเด็นออกมา ภายนอก โดยปกติแล้วฝาครอบวาล์วมักมีช่องสำหรับเติมน้ำมันเครื่องซึ่งมีฝาปิดอยู่ (1)
ปะเก็นฝาครอบวาล์ว (valve cover gasket)
เป็นปะเก็นซึ่งอยู่ระหว่างฝาครอบวาล์วกับฝาสูบของเครื่องยนต์ (1)
ลูกกระทุ้ง (valve lifter)
(ดูรูปที่ 1.8) เป็นชิ้นส่วนภายในเครื่องยนต์ซึ่งเป็นตัวกลางรับแรงกระทำจากเพลาลูกเบี้ยวแล้วส่งผ่านไปยังแกนกระทุ้งและกระเดื่อง วาล์วเพื่อไปบังคับให้วาล์วปิดเปิด (1)
เลขประจำรถยนต์ (vehicle identification number)
ในรถยนต์ทุกคัน จะต้องมีหมายเลขกำกับซึ่งแบ่งได้เป็นสองประเภทใหญ่ๆ (ไม่รวมหมายเลข ทะเบียน) คือหมายเลขเครื่องและหมายเลขตัวถัง โดยปกติหมายเลขเครื่องจะแสดงไว้บริเวณด้านข้างของเสื้อสูบ ส่วนหมายเลขตัวถังมักแสดงอยู่บนตัวถัง
เรกูเลเตอร์ (valtage regulator)
หรือบางคนเรียกว่าคัตเอาต์ เป็นอุปกรณ์ควบคุมการชาร์จไฟเข้าแบตเตอรี่โดยควบคุมแรงดันไฟฟ้าของไดชาร์จ โดยทั่วไป มักแยกต่างหากออกจากไดชาร์จตามรูปที่ 1.36 หรืออาจรวมเป็นชุดเดียวกับ ไดชาร์จ (1)

เครื่องยนต์38

รูปที่ 1.36 เรกูเลเตอร์ชนิดแยกต่างหากจากไดชาร์จ
ปั๊มน้ำ (water pump)
(ดูรูปที่ 1.8) เป็นปั๊มที่ขับเคลื่อนด้วยสายพานที่ต่อมาจากมู่เล่ของเพลาข้อเหวี่ยง ปั๊มนํ้าติดตั้งอยู่บนเพลาเดียวกันกับพัดลมหม้อน้ำ (นอกจากพัดลมหม้อนํ้าใช้มอเตอร์ไฟฟ้า) ปั๊มนํ้ามีหน้าที่ปั๊มนํ้าหล่อเย็นให้เกิดการหมุนเวียนภายในระบบระบายความร้อนเพื่อหล่อเย็นเครื่องยนต์ (1)
แบริ่งล้อ (wheel bearing)
มักเรียกกันว่า ลูกปืนล้อ มีไว้เพื่อให้ล้อสามารถหมุนได้อย่างสะดวก สำหรับรถยนต์ที่ขับเคลื่อนล้อหลังนั้น แบริ่งล้อหน้ามักหล่อลื่นด้วยจารบี ส่วนแบริ่งล้อหลังมักหล่อลื่นด้วยนํ้ามันเฟืองท้ายซึ่งอยู่ในเสื้อเพลา(4)
ช่วงล้อหน้าหลัง (wheelbase)
เป็นระยะห่างระหว่างจุดศูนย์กลางของล้อหน้าและล้อหลังในด้านเดียวกัน (ล้อหน้าต้องอยู่ที่ตำแหน่งตั้งตรงไปข้างหน้า) ระยะช่วงล้อหน้าหลังยิ่งยาวยิ่งทำให้การขับขี่นิ่มมากขึ้น
ถังน้ำล้างกระจกบังลมหน้า (windshield washer)
เป็นอุปกรณ์ทำหน้าที่ฉีดนํ้าไปบนกระจกบังลมหน้าเพื่อให้ใบปัดนํ้าฝนสามารถทำความสะอาดกระจกได้ (6)
มอเตอร์ปัดน้ำฝน (windshield wiper motor)
เป็นมอเตอร์ไฟฟ้าซึ่ง ได้รับการออกแบบมาเพื่อควบคุมการแกว่งไปมาของใบปัดนํ้าฝนให้ช้าหรือเร็ว ตามความต้องการ (6)
ชุดสายไฟ (wiring harness)
ชุดสายไฟในรถยนต์จะรวมกันเป็นมัดตามรูปที 1.37 โดยที่ปลายของสายไฟแต่ละเส้นเป็นหัวเสียบสำหรับต่อเข้ากับอุปกรณ์
ไฟฟ้าต่างๆ ในรถยนต์ เนื่องจากสายไฟถูกมัดรวมกันทำให้ยากแก่การจะรู้ว่าเส้นใดต่อไปยังจุดไหน ดังนั้นผู้ผลิตจึงใช้สายไฟที่มีสีต่างๆ กันเพื่อสะดวกในการตรวจสอบ (1 และ 6)

เครื่องยนต์39

รูปที่ 1.37

ที่มา:ธีระยุทธ  สุวรรณประทีป, สมชาย  กังวารจิตต์

บทความอื่น ๆ ที่น่าสนใจ:

Share this :

  • Stumble upon
  • twitter

Comments are closed.