เครื่องมือที่ให้กำลังและการซ่อมโครงรถ

Posted on : 18-11-2013 | By : Author | In : การดูแลรักษารถ

(Power Tool and Repairing Frame Damage)
ตามปกติตัวถังและโครงรถยนต์ จะต้องทำการซ่อมเนื่องมาจากอุบัติเหตุ ทำให้โครงตัวถังรถเกิดการโค้งงอ บิดตัว แตกหัก หรือฉีกขาด ซึ่งจะต้องทำการซ่อมบริเวณส่วนที่โค้งงอ บิดตัว ให้ตรงเหมือนเดิม (straightening) โดยใช้เครื่องมือที่ให้กำลัง (Power Tool) สำหรับดึง และดันซึ่งแล้วแต่ลักษณะของงานที่จะซ่อมนั้นๆ และตัวถังบางชิ้นที่ซ่อมไม่ได้จะต้องเปลี่ยนใหม่ด้วย
เครื่องมือที่ให้กำลัง (Power Tool) ในการซ่อมตัวถังและโครงรถ มีแม่แรงแบบต่างๆ เช่น
1. แม่แรงยก (hydraulic hand jack)
2. แม่แรงยกแบบตั้งพื้น (Hydraulic floor jack)
3. แม่แรงดันแบบเคลื่อนที่ (Portable hydraulic jack)
    1. แม่แรงยก (hydraulic hand jack) แม่แรงยกแบบนี้เป็นแม่แรงยกขนาดเล็กที่ใช้ยกงานที่ไม่หนักเกินไปและใช้ยกในช่วงสั้นๆ และสามารถดันงานตัวถังและโครงรถ เพื่อให้ตัวถังและโครงรถได้ศูนย์ขณะซ่อมงานตัวถังด้วย และแม่แรงยกโดยตรงจะมีแม่ปั้มกับกระบอกดันรวมอยู่ในชุดเดียวกัน ลักษณะการทำงานจะทำการยกหรือดันก็ได้

แม่แรงยก

แม่แรงยก
    2. แม่แรงยกแบบตั้งพื้น (hydraulic floor jack)
แม่แรงยกแบบตั้งพื้น เป็นแม่แรงยกอาศัยหลักการทำงานของระบบไฮดรอลิค จะใช้ยกส่วนหน้า ส่วนหลัง และด้านข้างของรถยนต์ ซึ่งแม่แรงยกตั้งพื้นจะมีขนาดต่างๆ กันและสามารถยกน้ำหนักได้ตั้งแต่ 1-20 ตัน ย่อมขึ้นอยู่กับการเลือกขนาดที่นำไปใช้งาน และแม่แรงยกแบบตั้งพื้นแม่ปั้มและกระบอกดันจะอยู่ในชุดเดียวกัน

แม่แรงยกแบบตั้งพื้น

แม่แรงยกแบบตั้งพื้น
    3. แม่แรงดันแบบเคลื่อนที่ (Portable hydraulic Jack)
แม่แรงดันเป็นแม่แรงที่ให้กำลังในการดันงานโลหะ ตัวถังและโครงรถ ที่เกิดจากการบิดตัว โค้งงอ เนื่องจากการชนหรือจากอุบัติเหตุอื่นๆ ให้ตรงและได้ศูนย์ ซึ่งแม่แรงดันแบบเคลื่อนที่จะประกอบด้วยส่วน 3 ส่วนคือ
1. แม่ปั้ม (Pump)
2. สายต่อ (Flexible Hose)
3. กระบอกดัน (Ram unit)
แม่แรงดันแบบเคลื่อนที่ แม่ปั้มกับกระบอกดัน จะอยู่แยกกัน ซึ่งจะมีสายยางที่ทนกำลังดันสูงต่อเข้าระหว่างแม่ปั้มกับกระบอกดัน ทั้งนี้เพื่อสะดวกแก่การใช้งานดันตัวถังรถยนต์
ตัวกระบอกดัน (Ram) และลูกสูบดัน (Ram Plunger) ของแม่แรงดันแบบเคลื่อนที่แต่ละแบบแต่ละบริษัทผู้ผลิต จะมีลักษณะที่คล้ายคลึงกัน โดยเฉพาะเกลียวที่กระบอกดัน และเกลียวที่ลูกสูบดัน ของแม่แรงจะเป็นเกรียวแบบมาตรฐานทั่วไป เมื่อนำเครื่องมืออุปกรณ์ประกอบเข้า เช่น ท่อต่อ ฐานรอง ฐานยาง ก็สามารถนำมาประกอบกันเข้าได้แม้จะเป็นบริษัทอื่นก็ตาม

กระบอกและลูกสูบ

การประกอบเครื่องมืออุปกรณ์ต่างๆ เข้ากับกระบอกดันและลูกสูบดัน
    การระวังและรักษาเครื่องมือที่ให้กำลัง (Care and Maintenance of Power Tool)
การระวังและบำรุงรักษาเครื่องมือที่ให้กำลัง จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องบำรุงรักษา ไม่ว่าจะใช้ในงานซ่อมตัวถังและโครงรถยนต์หรือใช้กับงานอื่นๆ ทั้งนี้เพื่อยืดอายุอุปกรณ์และเครื่องมือยาวนานขึ้น
1. การระวังสายต่อ (care of the hose)
แม่แรงดันแบบเคลื่อนที่ที่ใช้สายต่อ สายต่อจะเป็นสายทนแรงดันสูงโดยใช้เส้นลวดถักและมียางประกบภายนอกอีกชั้นหนึ่ง ดังนั้นจำเป็นจะต้องระวังไม่ให้ชิ้นส่วนที่หนักทับท่อแตกได้ ถึงแม้จะสังเกตุรอยแตกไม่เห็น แต่ขณะใช้งานโดยโยกแม่ปั้ม แรงดันของน้ำมันไฮโดรลิค จะไหลไปตามท่อที่กระบอกดันและลูกสูบดัน ท่อยางอาจทนแรงดันไม่ได้ถึงกับแตก และอย่าใช้แม่แรงขณะท่อสายบิดงอ เพราะทำให้สายต่อเกิดการเสียหาย
  2. การระวังรักษาเกลียวที่กระบอกดันและลูกสูบดัน (care of threads on Ram)
เมื่อลูกสูบดันและกระบอกดันยังไม่ใช้งาน ควรทำความสะอาดเกลียวและเก็บอุปกรณ์ประกอบต่างๆ เข้าที่ เพื่อป้องกันเกลียวไม่เกิดการบิ่น สำหรับการขันเกลียวกับอุปกรณ์ควรจะขันเกลียวให้แน่นจนสุด และไม่ควรให้เกลียวกระแทกส่วนต่างๆ ยุบเสียหายได้ เมื่อเกลียวเกิดการปีนควรจะต๊าปเกลียว หรือใช้ตะไบแต่งเกลียวให้เรียบร้อย
    3. การเติม่น้ำมันเข้าแม่ปั้ม (Adding oil to Pump Unit)
ส่วนแม่ปั้ม (Pump unit) จะต้องเติมน้ำมันไฮโดรลิค (hydraulic oil) เมื่อถึงระยะเวลาตามกำหนด เพื่อทำให้แม่แรงใช้งานได้อย่างสมบูรณ์ และไม่จำเป็นต้องเติมน้ำมันไฮโดรลิคมากจนเกินไป  และในกรณีฉุกเฉินอาจจะใช้น้ำมันหล่อลื่น SAE 10 W แทนน้ำมันไฮโดรลิคได้ แต่โดยทั่วไปบริษัทผู้ผลิตจะกำหนดชนิดน้ำมันไฮโดรลิคที่ใช้ และไม่ควรใช้น้ำมันเบรค น้ำมันโช๊คอัพ แอลกอฮอล์ หรือน้ำมันที่เสียแล้วเติมลงไปในแม่ปั้มเพราะจะทำให้ลูกสูบ วาวล์ และซีล เกิดเสียหาย
    4. การระวังรักษาโซ่ (care of chains)
การใช้โซ่ยึดดึงตัวถัง และโครงรถ ควรใช้โซ่พันหลายๆ รอบเพื่อให้ น้ำหนักเฉลี่ยมากที่สุดเท่าที่จะทำได้ การมัดโซ่ต้องมัดให้แน่นและไม่ควรบิดโซ่ให้เป็นเกลียวขณะทำงาน ถ้าระวังรักษาถูกต้องอายุการใช้งานของโซ่จะยาวนานขึ้น
เครื่องมือและอุปกรณ์ประกอบแม่แรง (Tool and Attachment)
เครื่องมือและอุปกรณ์ประกอบแม่แรง เป็นส่วนหนึ่งที่ต่อเข้ากับลูกสูบดัน ใช้ในการรับแรง และสามารถทำงานได้มากมาย เครื่องมือบางอย่างจะต่อเข้าโดยตรงกับลูกสูบดันจะให้ยาวหรือสั้นก็ได้  ย่อมขึ้นอยู่กับการเลือกชนิดของเครื่องมือนั้นๆ และเครื่องมือบางชนิดอาจจะต่อเข้ากับข้อลดหกเหลี่ยมก่อน แล้วจึงนำข้อลดหกเหลี่ยมต่อเข้ากับท่อต่อ (Tubing) อีกครั้งหนึ่ง
ท่อต่อ (Tubing)
ท่อต่อกลวงจะเป็นท่อต่อโดยไม่มีตะเข็บด้านข้าง สามารถรับแรงได้ ท่อต่อนี้จะต่อเข้ากับลูกสูบดัน โดยมีเกลียวที่ปลายท่อต่อทั้ง 2 ข้าง หรือมีเกลียวตลอด มีหลายขนาดทั้งยาวและสั้น และท่อต่อบางแบบอาจใช้สลักต่อก็ได้
ข้อลดหกเหลี่ยม (The Adapter)
ข้อลดหกเหลี่ยม มีลักษณะปลายข้างหนึ่งเป็นเกลียวใช้สำหรับขันเข้ากับเกลียวของท่อต่อหรือขันเข้ากับเกลียวของลูกสูบดัน ส่วนปลายอีกข้างหนึ่งจะเป็นกระบอกหกเหลี่ยมใช้สวมต่อกับเครื่องมือดันแบบต่างๆ
ฐานแม่แรง (Standard Jack Base)

ฐานแม่แรง  เป็นฐานซึ่งใช้สำหรับสวมต่อเข้ากระบอกดันหรือลูกสูบดันของแม่แรงจะใช้เมื่อต้องการนำไปดันตัวถังรถยนต์
ฐานยาง (Rubber Base)
ฐานยาง จะมีลักษณะหัวกลมเป็นยาง และที่ฐานยางจะมีเกลียวเพื่อที่จะนำต่อเข้ากับลูกสูบดันโดยตรง หรือจะต่อเข้ากับท่อต่อก็ได้ ฐานยางมีประโยชน์กับงานดันตัวถังรถยนต์ที่ยุบ โดยมิทำให้สีและพื้นโลหะของรถยนต์เกิดเสียหาย
ฐานตัววี (Heavy-Duty V Notch Base)
ฐานตัววี เป็นฐานซึ่งใช้สวมต่อกับลูกสูบดัน เพื่อดันงานตัวถังบริเวณส่วนนูนหรือส่วนสันซึ่งบริเวณนี้เราไม่สามารถนำฐานเรียบหรือฐานอื่นมารองได้แน่นกับพื้นงานได้ดีกว่าแบบอื่นๆ
หัวลูกสูบดัน (Ram Cap)
หัวลูกสูบดัน จะเป็นหัวซึ่งใช้สวมต่อกับลูกสูบดันโดยตรง เพื่อดันงานตัวถังที่มีบริเวณที่จำกัด ให้คืนรูปเดิม
การซ่อมโครงรถ (Repairing Frame Damage)
รถยนต์เมื่อเกิดอุบัติเหตุ เนื่องมาจากยวดยานพาหนะเพิ่มมากขึ้น ถนนมีจำกัด การขับรถเร็ว ประมาท จะทำใหรถยนต์เกิดการชนหรือพลิกคว่ำได้ จะทำให้โครงรถส่วนใดส่วนหนึ่ง มีการโค้งงอ บิดตัวแตกหัก หรือฉีกขาดเหล่านี้เป็นต้น เราจะต้องซ่อมส่วนที่บิดตัวโค้งงอ ให้ตรงและได้ศูนย์ โดยการใช้เครื่องมือที่ให้กำลัง (power Tool) เพื่อดึงหรือดันกลับเข้าสู่สภาพเดิม ส่วนที่แตกหัก, ฉีกขาด ถ้าสุดวิสัยที่จะซ่อมควรจะเปลี่ยนชิ้นส่วนนั้นใหม่
ในการซ่อมตัวถังและโครงรถที่ถูกชนเสียหายมา จำเป็นอย่างมากที่ช่างซ่อมจะต้องเข้าใจถึงวิธีการใช้เครื่องมือให้กำลังในการดึงหรือดัน เพื่อให้ตัวถังและโครงรถเข้ารูปเดิมและได้ศูนย์ (Alignment) ทั้งส่วนตัวถังและส่วนล่างโครงรถ การได้ศูนย์เพื่อรักษาให้การหันเลี้ยวมุมต่างๆ ของล้อหน้าถูกต้อง และการสึกหรอของยางเป็นไปตามปกติ ซึ่งการดัดโครงรถและซ่อมตัวถังจะมีวิธีการกระทำดังนี้
1. การวิเคราะห์
2. ลำดับในการแก้ไข
3. การตรวจสอบแนวและขนาด
1. การวิเคราะห์ (Analysis)
เมื่อรถเกิดอุบัติเหตุขึ้นไม่ว่าจะเป็นการชน หรือการพลิกคว่ำตัวถังและโครงรถจะต้องชำรุด ผู้ใช้จะต้องนำรถเข้าซ่อมเพื่อให้อยู่ในสภาพเดิม ช่างซ่อมควรจะพิจารณาวิเคราะห์ถึงจำนวนตัวถังและโครงรถที่เกิดชำรุด แต่ละจุดจะมีวิธีการดึงและแก้ไขอย่างไร การนำเครื่องมือการติดตั้งจะอยู่ในลักษณะใด ทำอย่างไรถึงจะให้ส่วนที่ชำรุดได้แนวและได้ศูนย์ สิ่งเหล่านี้ช่างควรจะคำนึงให้มาก ช่างจะซ่อมได้ดีย่อมขึ้นอยู่กับประสบการณ์ ในการผ่านงานนั้นๆ ซึ่งพอจะมีแนวลักษณะการชน การวิเคราะห์ การดึง
ลำดับในการแก้ไข
ช่างซ่อมตัวถังและโครงรถ จะต้องทราบถึงการตัดโครงรถและวิธีการใช้เครื่องมือและยึดที่ถูกต้องว่าถ้าโครงรถโค้งงอเกิดขึ้นจะดัดและจะยึดจุดใด บางครั้งอาจจะใช้ความร้อนช่วยในการดัดก็ได้

การใช้แม่แรง

แสดงการใช้แม่แรงดึงแบบเคลื่อนที่ร่วมกับแม่แรงยกในการซ่อมโครงรถ

การซ่อมโครงรถที่โค้งงอ

แสดงถึงการซ่อมโครงรถที่โค้งงอ และแก้ไขแต่ละจุดเพื่อให้เข้าสู่สภาพเดิม
ตรวจสอบแนวและขนาด
เมื่อซ่อมโครงรถและตัวถังเสร็จ จะต้องตรวจสอบแนวและขนาด ทั้งของโครงรถ และของตัวถังให้ได้ศูนย์ ได้ขนาดตามรายการที่บริษัทผู้สร้างกำหนดทุกครั้ง เพราะมิฉะนั้นแล้วจะทำให้รถยนต์ไม่ได้ศูนย์ มุมล้อไม่ถูกต้อง ยางสึกผิดปกติ และรถอาจทรุดเอียงเป็นต้น จะมีวิธีการวัดตรวจสอบแนวและขนาดดังนี้
ก. วัดแนวขนาด และช่วงต่างๆ ของโครงรถ ทั้งโครงรถและตัวถังแบบรวมกัน และโครงรถ และตัวถังแยกกัน ถูกต้องตามรายการที่กำหนด โดยวัดแนวขนาดแบบไขว้กากะบาด หรือแบบ X

การตรวจสอบการได้ศูนย์ของรถ

การตรวจสอบการได้ศูนย์ของโครงรถแบบแยกจากตัวถัง

การตรวจสอบช่วงท้าย

การตรวจสอบแนวขนาดช่วงท้ายของโครงรถแบบแยกจากตัวถัง

การตรวจสอบแนวขนาดโครงรถและตัวถัง

การตรวจสอบแนวขนาดโครงรถและตัวถังรวมกัน

การตรวจสอบแนวตัวถังให้ได้ศูนย์

การตรวจสอบแนวตัวถังให้ได้ศูนย์

แนวขนาดตามความสูงของตัวถัง

การตรวจสอบแนวขนาดตามความสูงของตัวถัง

ตรวจสอบแนวตัวถังส่วนหน้า

การตรวจสอบแนวตัวถังส่วนหน้า

ตรวจสอบแนวขนาด

การตรวจสอบแนวขนาดจากส่วนหน้าไปส่วนหลังของตัวถังด้วยวิธีวัดไขว้กากะบาดเพื่อให้ได้ศูนย์ถูกต้อง
ข. ตรวจวัดแนวขนาดต่างๆ ของตัวถังถูกต้องตามรายการที่กำหนด และมีวิธีการวัดเหมือนกับการวัดโครงรถ ซึ่งจะวัดแบบไขว้กากะบาด
ที่มา:อร่าม  เริงฤทธิ์

บทความอื่น ๆ ที่น่าสนใจ:

Share this :

  • Stumble upon
  • twitter

Comments are closed.