เฟืองท้ายรถยนต์

Posted on : 09-11-2012 | By : Author | In : การดูแลรักษารถ

(DIFFERENTIAL)

เฟืองท้ายรถยนต์นับเป็นเฟืองทดอันสุดท้ายภายในรถยนต์ที่ใช้ถ่ายทอดการหมุนของเครื่องยนต์ไปหมุนล้อ เฟืองทดอันแรก ที่ช่วยลดอัตราความเร็วรอบการหมุนของเครื่องยนต์ก็คือ กระปุกเกียร์ (transmission) จากกระปุกเกียร์จะมีเพลาต่อมายังเฟืองท้าย (differential) ก่อนที่จะถ่ายทอดการหมุนไปหมุนล้อรถยนต์ทั้งในกระปุกเกียร์และเฟืองท้ายจะลดอัตราความเร็วรอบของเครื่องยนต์ที่จะถ่ายทอดไปหมุนล้อให้ช้าลง (ตามปรกติความเร็วรอบของเครื่องยนต์ที่ใช้ขับเคลื่อน รถยนต์มีอัตราความเร็วรอบต่าง ๆ กันตั้งแต่ 2000 หรือ 3000 รอบต่อนาที สำหรับเครื่องดีเซล จนถึง 10,000 กว่ารอบต่อนาที สำหรับเครื่องยนต์ที่ใช้ในรถแข่ง) ให้เหลือเพียงหนึ่งในสาม หรือหนึ่งในสี่ของความเร็วรอบของเครื่องยนต์ทั้งนี้และทั้งนั้นก็เพื่อเป็นการเพิ่มแรงบิดไปหมุนล้อรถยนต์ให้มากขึ้น และสามารถขับดันให้รถยนต์เคลื่อนที่ไปได้

ต่อไปจะกล่าวถึงความสำคัญของเฟืองท้ายที่มีต่อรถยนต์ ตั้งแต่ 4 ล้อขึ้นไป (รวมทั้งรถยนต์สามล้อที่ขับเคลื่อนสองล้อ) สมมุติว่าเราขับรถไปในทางตรง ๆ เท่านั้น เฟืองท้ายจะไม่มี ความสำคัญกับรถยนต์เลย การหมุนจากเครื่องยนต์ จะสามารถ ถ่ายทอดไปยังกระปุกเกียร์เพื่อทดความเร็วรอบของการหมุน ให้ช้าลงและเป็นการเพิ่มแรงบดของการหมุนและจากกระปุกเกียร์เราสามารถถ่ายทอดการหมุนไปยังล้อโดยตรงโดยใช้เพลาและเฟืองมาต่อ

แต่ตามความเป็นจริงแล้ว เราจะต้องขับรถไปในถนนหนทางที่เลี้ยวไปเลี้ยวมา บางครั้งเราต้องขับรถเลี้ยวไปทางขวา และบางครั้งเราก็ต้องขับรถเลี้ยวไปทางซ้าย ซึ่งเฟืองท้ายจะเข้ามามีบทบาทสำคัญต่อรถยนต์เป็นอย่างมากเมื่อเวลาเราขับรถเลื้ยวไปทางด้านซ้ายหรือขวาก็ตาม ล้อรถยนต์ที่อยู่ทางด้านนอกจะต้องเคลื่อนที่ไปเป็นระยะทางมากกว่าล้อรถที่อยู่ทางด้านใน ดังนั้นถ้าไม่มีเฟืองท้ายแล้วเครื่องยนต์จะถ่ายทอดการหมุนผ่านกระปุกเกียร์ผ่านเพลากลางไปหมุนเพลาข้างซึ่งต่อติดกับล้อ ทำให้ล้อทั้งสองด้านหมุนไปด้วยความเร็วเท่า ๆ กัน เมื่อล้อที่อยู่ทางด้านนอกจะต้องเคลื่อนที่ไปเป็นระยะทางมากกว่าล้อด้านในแล้ว ดังนั้นล้อด้านนอกจะเกิดอาการลื่นไถล ไปบนพื้นถนน เพื่อที่จะให้เคลื่อนที่ไปได้ระยะทางตามต้องการ การที่ล้อด้านนอกเกิดอาการลื่นไถลไปบนพื้นถนนเช่นนี้ จะทำให้การบังคับรถยนต์ลำบากมาก และนอกจากนี้ยังทำให้สิ้นเปลืองยางรถยนต์อีกด้วย

เฟืองท้ายจะเป็นตัวทำให้การหมุนของล้อทั้งสองด้าน มีความเร็วรอบต่างกันเมื่อเวลาเราเลี้ยวรถ ล้อด้านนอกจะมี ความเร็วมากกว่าล้อด้านใน จึงเคลื่อนที่ไปได้เป็นระยะทาง มากกว่าล้อด้านในการบังคับรถเวลาเลี้ยวจึงง่ายขึ้น

รถยนต์ส่วนใหญ่ในปัจจุบันจะเป็นรถยนต์ที่ขับเคลื่อนล้อหลัง และเครื่องอยู่หน้า เฟืองท้ายจะอยู่ที่เสื้อเพลาหลัง จะมีเพลากลาง (driveshaft) ต่อจากกระปุกเกียร์มายังเฟืองท้าย

ส่วนรถยนต์ที่ขับเคลอนล้อหน้าเครื่องอยู่หน้า หรือรถยนต์ที่ขับเคลอนล้อหลังเครื่องอยู่หลังเฟืองท้ายจะต่อโดยตรงกับกระปุกเกียร์ โดยไม่มีเพลากลางมาต่ออีกทอดหนึ่ง

ชนิดของเฟืองท้ายที่ใช้ในรถยนต์นั่ง

เฟืองท้ายที่ใช้ในรถยนต์นั่งส่วนมากนิยมใช้กันมี 2 แบบ

คือ

-เฟืองท้ายแบบธรรมดา (Conventional)

-เฟืองท้ายแบบการหมุนฟรีจำกัด (Limited slip)

เฟืองท้ายแบบธรรมดา (Conventional) ประกอบไปด้วยชิ้นส่วนต่าง ๆ ดังรูปที่ 3 คือ

1. เพลาเฟืองขับหรือเพลาเฟืองเดือยหมู (pinion shaft) เป็นตัวที่ต่อจากเพลากลาง

2. เฟืองขับหรือเฟืองเดือยหมู มีลักษณะเป็นบีเวิลเกียร์

3. เฟืองบายศรี มีลักษณะเป็นไฮปอยเกียร์ (hypoid gear) เมื่อเฟืองเดือยหมูหรือเฟืองขับมาขับจะทำให้เฟืองบายศรีหมุนอยู่ในแนวตั้งฉากกับเฟืองดอยหมู เฟืองบายศรีนี้จะยึดติดแน่นกับเสื้อดอกจอก (differential case)เมื่อเฟืองบายศรีถูกขับให้หมุนไปก็จะทำให้เสื้อดอกจอกทดหมุนตามไปด้วย

4. เสื้อดอกจอก (differential case)

5. เฟืองทดหรือเฟืองดอกจอกเล็ก (differential pinion gear) เป็นเฟืองที่มีความสำคัญ ทำให้การหมุนของล้อทั้งสองด้านมีความเร็วรอบต่างกัน ตามปกติจะมี 2 หรือ 4 ตัวยึดให้หมุนได้อยู่ในเพลาเฟืองทด (differential pinion shaft)

6. เฟืองดอกจอกใหญ่ (side gear) เป็นเฟืองที่ขบอยู่กับเฟืองทดหรือเฟืองดอกจอกเล็ก เมื่อเวลาที่เสื้อดอกจอกหมุนไป เฟืองดอกจอกเล็กซึ่งขบอยู่กับเฟืองดอกจอกใหญ่ก็จะไปทำให้ เฟืองดอกจอกใหญ่หมุนไปด้วยความเร็วเท่า ๆ กับเสื้อดอกจอก

7. เพลาข้างหรือเพลาขับล้อ (axle shaft) เป็นตัวถ่ายทอด การหมุนจากเฟืองดอกจอกใหญ่ไปทำให้ล้อแต่ละด้านหมุน เฟืองดอกจอกใหญ่ทั้งสองหมุนไปด้วยความเร็วเท่า ๆ กัน ล้อทั้งสองด้านก็จะหมุนไปด้วยความเร็วเท่า ๆ กัน แต่ถ้าเมื่อใดก็ตามที่เฟืองดอกจอกใหญ่ทั้งสองหมุนไปด้วยความเร็วไมเท่ากัน ล้อทั้งสองด้านก็จะหมุนไปด้วยความเร็วไม่เท่ากันด้วย ซึ่งสำคัญมากในขณะเลี้ยว

นอกจากนี้ในระบบเฟืองท้ายจะต้องมีแบริ่งและซีลกันน้ำมันด้วย อุปกรณ์ชิ้นส่วนต่าง ๆ นี้จะประกอบกันเป็นระบบเฟืองท้ายและห่อหุ้มบรรจุอยู่ภายในเสื้อเพลาหลัง และหล่อลื่นไว้ด้วยน้ำมัน เพื่อป้องกันการสึกหรอ ความร้อน และเสียง ที่เกิดจากชิ้นส่วนต่าง ๆ เสียดสีกัน

เฟืองท้ายแบบการหมุนฟรีจำกัด (Limited-slip)

เฟืองท้ายชนิดนี้มีชื่อแตกต่างกันไปในทางการค้า เช่น Positractin, Nonslip, Sure-Grip, และ TractionLok, แต่ก็มีจุดมุ่งหมายอันเดียวกันคือผลิตออกมาให้สามารถล็อคได้เมื่อเวลาที่ต้องการให้ล้อรถทั้งสองด้านหมุนไปด้วยความเร็วเท่ากัน เป็นประโยชน์มากกับรถยนต์ที่ใช้ในลักษณะภูมิประเทศที่ถนนหรือทางวิ่งลื่น เช่น อาจจะมีหิมะนํ้าแข็ง หรือเป็นโคลน เมื่อล้อรถด้านใดด้านหนึ่งลื่น ถ้าไม่ใช้เฟืองท้ายชนิดการหมุนฟรีจำกัดแล้ว ล้อรถทางด้านที่ลื่นจะมีความโน้มเอียงที่จะหมุนได้ง่ายกว่าดังนั้น ระบบการทำงานของเฟืองท้ายจะเป็นผลไปขับให้ล้อทางด้านที่ลื่นหมุนด้านเดียว ล้อรถทางด้านที่ลื่นก็จะหมุนฟรีอยู่กับที่ ไม่สามารถขับเคลื่อนรถให้เคลื่อนที่ไปได้ แต่ถ้าเราใช้เฟืองท้ายแบบการหมุนฟรีจำกัดแล้ว เราสามารถที่จะล็อคให้ล้อรถทั้งสองด้านหมุนไปด้วยความเร็วเท่า ๆ กันได้ ถึงแม้ว่าล้อรถทางด้านลื่นจะหมุนฟรีอยู่กับที่ แต่ล้อรถอีกด้านหนึ่งจะหมุนฟรีอยู่กับที่ แต่ล้อรถอีกด้านหนึ่งก็ยังสามารถขับเคลื่อนให้รถยนต์เคลื่อนที่ไปได้

หลักการทำงานของเฟืองท้ายแบบการหมุนฟรีจำกัดก็โดยอาศัยแผ่นคลัทช์ (Clutch set) ซึ่งยึดติดอยู่กับเพลาข้างทั้งสอง ข้างละชุด เมื่อเวลาที่เราต้องการล็อคให้ล้อทั้งสองด้านหมุนไปด้วยความเร็วเท่า ๆ กันแล้ว ชุดคลัทช์แต่ละด้านจะไปจับติดกับเสื้อดอกจอก ทำให้เพลาด้านข้างทั้งสองหมุนได้ด้วยความเร็วเท่า ๆ กับเสื้อดอกจอก

หลักการทำงานของเฟืองท้าย

เพลาของเฟืองขับหรือเฟืองเดือยหมู (pinion shaft) ซึ่งที่ปลายเป็นเฟืองเดือยหมู (pinion gear) จะยึดติดอยู่กับเพลากลาง (driveshaft) เมื่อเพลากลางหมุนไป เพลาเฟืองขับก็จะหมุนไปด้วย เฟืองขับหรือเฟืองเดือยหมูจะไปขับให้เฟืองบายศรี (ring gear) หมุนไปด้วย แต่การถ่ายทอดการหมุนจากเฟืองเดือยหมูมายังเฟืองบายศรีจะอยู่ในลักษณะของระนาบของการหมุนของเฟืองขับและเฟืองบายศรีตั้งฉากกัน (ดูรูปประกอบ) เฟืองบายศรีนี้จะยึดติดแน่นกับเสื้อดอกจอก (differential case) เมื่อเฟืองบายศรีหมุนไป เสื้อดอกจอกก็จะหมุนไปพร้อม ๆ กับเฟืองบายศรีด้วยความเร็วรอบเท่าๆ กัน  ภายในเสื้อดอกจอกจะมีแกนดอกจอกยึดติดอยู่ในลักษณะขวางกับเสื้อดอกจอก เฟืองดอกจอกเล็กจะยึดอยู่ในแกนดอกจอกและสามารถหมุนได้คล่อง เมื่อเสื้อดดอกจอกหมุนไป แกนดอกจอกก็จะหมุนไปด้วย ในระนาบตามความยาวของมัน แต่เฟืองดอกจอกเล็กอาจหมุนหรือไม่หมุนก็ได้

เมื่อเวลาที่เราขับรถไปในทางตรง เฟืองเดือยหมูจะไปขับให้เฟืองบายศรีหมุนไป และทำให้เสื้อดอกจอกและชิ้นส่วนที่ยึดติดกับเสื้อดอกจอกก็จะหมุนตามลักษณะดังกล่าวข้างบน แต่ในกรณีนี้เฟืองดอกจอกเล็กจะไม่หมุนเนื่องจากล้อรถทั้งสองด้าน จะต้องหมุนไปด้วยอัตราความเร็วเท่า ๆ กัน จึงเกิดแรงต้านการหมุนเท่ากัน เฟืองดอกจอกเล็กจะต้องรับแรงจากเฟืองดอกจอกใหญ่ทั้งสองเท่ากัน จึงไม่เกิดการหมุน เมื่อเฟืองดอกจอกเล็กไม่หมุน จึงทำให้เฟืองดอกจอกใหญ่ และเพลาข้างหมุนไปด้วยความเร็วเท่า ๆ กันทั้งสองด้าน เมื่อเวลาเราเลี้ยวรถ ล้อรถทางด้านในจะเกิดแรงต้านทานการหมุนมากกว่าล้อรถทางด้านนอก ดังนั้นแรงที่กระทำ กับเฟืองดอกจอกเล็กเนื่องจากเฟืองดอกจอกใหญ่จะไม่อยู่ในสมดุลย์ ทำให้เฟืองดอกจอกเล็กเกิดการหมุนไป ผลจากการที่เฟืองดอกจอกเล็กหมุนไปจะทำให้เฟืองดอกจอกใหญ่ทั้งสองหมุนด้วยความเร็วไม่เท่ากัน กล่าวคือ เฟืองดอกจอกใหญ่ที่ต่อไปยังล้อทางด้านนอกจะหมุนเร็วกว่าเฟืองหัวเพลา ที่ต่อไปยังล้อทางด้านในล้อทางด้านนอกก็จะหมุนไปด้วยอัตราความเร็วรอบมากกว่าล้อทางด้านในด้วย ดังนั้นล้อทางด้านนอก จึงเคลื่อนที่ไปได้เป็นระยะทางมากกว่าล้อทางด้านใน

ในกรณีที่เราขับรถเลื้ยวไปนั้น ถ้าสมมุติว่า เสื้อดอกจอกหมุนไปด้วยอัตราความเร็วรอบ 100 รอบต่อนาที และล้อที่อยู่ทางด้านในหมุนไปด้วยอัตราความเร็วรอบ 90 รอบต่อนาที ล้อที่อยู่ทางด้านนอกก็จะต้องหมุนไปด้วยอัตราความเร็วรอบ 110 รอบต่อนาที

หลักการและการทดสอบเฟืองท้ายแบบการหมุนฟรีจำกัด (Testing limited-slip)

ดังที่ได้กล่าวมาแล้วข้างต้นว่าเฟืองท้ายแบบการหมุนฟรีจำกัด (limited-slip) แตกต่างจากเฟืองท้ายแบบธรรมดา (conventional) ตรงที่เฟืองห้ายแบบการหมุนฟรีจำกัด จะมีชุดคลัทช์ (clutch sets) เพิ่มเข้ามาอีก 2 ชุด แต่ละชุดจะยึดติดอยู่กับเฟืองดอกจอกใหญ่ และจะล็อคติดกับเสื้อดอกจอกทำให้การหมุนของเพลาข้าง หรือเพลาขับล้อหมุนไปพร้อมกับเสื้อดอกจอก เมื่อเวลาที่ล้อรถด้านใดด้านหนึ่งอยู่ในหิมะนํ้าแข็งหร็อโคลน และหมุนฟรี ล้อรถอีกด้านก็ยังคงสามารถขับเคลื่อนให้รถเคลื่อนที่ไปได้

วิธีการที่จะทดสอบประสิทธิภาพของเฟืองท้ายแบบการ หมุนฟรีจำกัด เราจะต้องยกรถให้ล้อทั้งสองลอยขื้น ถ้ารถยนต์เป็นแบบเกียร์อัตโนมัติ จะต้องใส่เกียร์อยู่ในตำแหน่งว่าง แต่ถ้ารถยนต์แบบเกียร์ธรรมดา จะต้องใส่เกียร์ตํ่า (เกียร์หนึ่ง) แล้วลองพยายามหมุนล้อรถดู ในการนี้ถ้าชุดคลัทช์ของเฟืองท้ายแบบการหมุนฟรีจำกัดยังทำงานได้ดี ล้อรถจะหมุนได้ยากหรือไม่สามารถหมุนได้ แต่ถ้าสามารถหมุนล้อด้านใดด้านหนึ่งได้โดยสะดวก แสดงว่าชุดคลัทช์ของเฟืองท้ายแบบการหมุนฟรีจำกัดนี้ ไม่อยู่ในสภาพที่สามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ

แต่ถ้าเฟืองท้ายแบบการหมุนฟรีจำกัดเป็นแบบที่สามารถจะล็อคได้เมื่อรถยนต์มีความต้านทานเท่านั้น การทดสอบประสิทธิภาพของชุดคลัทช์โดยการขับรถแล่นไปบนถนนก็มีความจำเป็นมาก ซึ่งถนนที่จะทำการทดสอบควรจะเป็นถนนที่มีทางวิ่งแห้งจะดีกว่าถนนที่ราดยางแอสฟัลท์

การทดสอบให้ท่านเร่งเครื่องจนสุดและออกรถจากสภาพหยุดนิ่งไปเป็นระยะทาง 50 ถึง 100 ฟุต แล้วหยุดรถ ไปตรวจดูบนพื้นถนน ถ้าพบว่ามีรอยล้อหลังลื่นไถลไปบนถนนทั้งสองด้าน แสดงว่าชุดคลัทช์ของเฟืองท้ายแบบการหมุนฟรีจำกัดทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ

เมื่อเวลาที่ท่านต้องการซื้อรถสักคัน การพิจารณาว่ารถคันนั้นเฟืองท้ายเป็นแบบธรรมดาหรือแบบการหมุนฟรีจำกัด นับว่ามีความสำคัญมาก ถ้าท่านต้องการหรือมีความจำเป็นที่จะต้องใช้รถยนต์ในภูมประเทศที่มีหิมะน้ำแข็งหรือโคลน เฟืองท้ายแบบการหมุนฟรีจำกัด จะมีความจำเป็นอย่างมาก

อีกข้อหนึ่งที่ท่านต้องพิจารณาเมื่อเวลาเลือกซื้อรถก็คือ อัตราทดของเฟืองท้าย เฟืองท้ายที่มีอัตราทดสูงจะทำให้ล้อรถมีแรงบิดที่จะหมุนไปมากกว่า จึงเหมาะสำหรับรถยนต์ที่ต้องบรรทุก หรือลากสัมภาระหนัก ๆ ส่วนเฟืองท้ายที่มีอัตราทดต่ำกว่าจะทำให้รถยนต์มีแรงบิดที่ล้อน้อยกว่าแต่ความเร็วของรถยนต์จะสูงกว่า ช่วยลดความเร็วรอบเครื่องยนต์ได้ ทำให้ประหยัดกว่าและยืดอายุเครื่องยนต์ แต่ถ้าอัตราทดของเฟืองท้ายต่ำมาก รถยนต์จะไม่มีแรงบิดพอที่จะหมุนล้อให้ขับเคลื่อนไปได้

 การตรวจดูน้ำมันหล่อลื่นของเฟืองท้าย

ระบบเฟืองท้ายเป็นระบบหนึ่งของรถยนต์ที่มีความสำคัญมากและเป็นอุปกรณ์ที่ต้องทำงานหนักตลอดเวลาการใช้งานของรถยนต์นั้น ดังนั้นการบำรุงรักษาให้เฟืองท้ายอยู่ในสภาพที่สมบูรณ์จงเป็นสิ่งที่จำเป็นต้องกระทำอย่างยิ่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการตรวจดูปริมาณและสภาพของน้ำมันหล่อลื่นภายในห้องเฟืองท้าย ควรจะต้องกระทำทุก ๆ ครั้งที่ท่านนำรถของท่านไปรับบริการอัดฉีด

วิธีการตรวจดูระดับน้ำมันหล่อลื่นในเสื้อเฟืองท้ายในขั้นแรกจะต้องถอดฝาปิดช่องเติมน้ำมันหล่อลื่นออกแล้วเอานิ้วสอดเข้าไปในรูช่องเติมน้ำมันหล่อลื่น ถ้านํ้ามันอยู่ที่ระดับรูเติมแสดงว่า ระดับน้ำมันหล่อลื่นเพียงพอตามปกติแล้ว เราจะเติมน้ำมันหล่อลื่นจนถึงระดับช่องทางเติมจนเต็ม หลังจากตรวจดูระดับน้ำมันหล่อลื่นแล้ว ท่านจะต้องปิดฝาช่องเติมนํ้ามันหล่อลื่นให้เรียบร้อย

ข้อสำคัญในขณะตรวจดูระดับน้ำมันหล่อลื่น ท่านจะต้องแน่ใจว่ารถของท่านจอดอยู่ในแนวราบอย่างสมํ่าเสมอ ไม่เอียงซ้ายหรือขวา หรือกระดกหน้า-กระดกหลัง อีกอย่างหนึ่งที่ต้องระมัดระวังเป็นอย่างมาก ก็คือ ก่อนจะเปิดฝาช่องทางเติมน้ำมันหล่อลื่นออกตรวจจะต้องทำความสะอาดบร­เวณรอบ ๆ ช่องทางเติมและหัวที่สอดเข้าไป ก็จะต้องสะอาดด้วย ทั้งนี้ เพื่อป้องกันสิ่งสกปรกหรือเศษผงโลหะที่อาจเข้าไปภายในห้องเฟืองท้ายไป ทำให้เฟืองท้ายชำรุดได้เวลาใช้งาน

ในรถยนต์ชนิดต่าง ๆ กัน การออกแบบช่องเติมน้ำมันหล่อลื่นอาจแตกต่างกันออกไป รถยนต์บางชนิดอาจจะมีช่องเติมเพียงทางเดียว แต่บางชนิดอาจจะมีช่องเติม และทาง ถ่ายต่างหากอีกอยู่ทางด้านล่างของเสื้อเฟืองท้าย นอกจากนี้ ฝาปิดช่องเติมและทางถ่ายน้ำมันหล่อลื่นอาจจะทำเป็นสลักเกลียวธรรมดา สามารถใช้ประแจปากตายไขออกได้ แต่รถยนต์อีกมากที่ฝาปิดช่องทางเติมและช่องทางถ่ายน้ำมันหล่อลื่น อาจจะทำเป็นสลักเกลียวพิเศษ มีช่องเป็นสี่เหลี่ยม หรือหกเหลี่ยม เวลาถอดจะต้องใช้เครื่องมือพิเศษเฉพาะ ซึ่งหาได้ตามอู่ซ่อม หรือสถานบริการน้ำมัน แต่บางทีก็อาจจะใช้ด้ามประแจบล็อกถอดได้

การบำรุงรักษาเฟืองท้ายรถยนต์

1. เมื่อเวลาที่ท่านตรวจดูระดับน้ำมันหล่อลื่นของเฟืองท้าย ถ้าท่านพบว่าระดับน้ำมันหล่อลื่นต่ำลงไปมากจนผิดปกติ (ตามปกติระดับน้ำมันหล่อลื่นเฟืองท้ายจะมีระดับไม่ต่ำกว่าที่เติมไว้มากนัก) ให้ท่านสังเกตดูตามฝาปิดรูเติมน้ำมันหล่อลื่นหรือเสื้อเฟืองท้ายอาจจะรั่ว ซึ่งเป็นสาเหตุทำให้ระดับน้ำมันหล่อลื่นต่ำลงไปมาก

การสังเกตดูทางรั่วของนํ้ามันหล่อลื่น ให้สังเกตดูตามฝาปิดช่องทางเติมหรือฝาปิดช่องทางถ่ายน้ำมันหล่อลื่น ฝาครอบเสื้อเฟืองท้ายซึ่งอาจจะรั่วตามน็อตยึดหรือประเก็น สังเกตดูรอยแตกร้าวตามเสื้อเฟืองท้าย นอกจากนี้อาจจะเกิดรั่วจากซีล ที่เพลาข้างหรือซีลเฟืองท้ายก็ได้

2. ผู้ใช้รถบางท่านอาจจะไม่เคยถ่ายน้ำมันหล่อลื่นเฟือง ท้ายเลยตลอดอายุการใช้งานของรถยนต์ ซึ่งไม่เป็นผลดีกับรถยนต์ของท่านเลย ตามปกติแล้วรถยนต์ที่ต้องใช้งานหนัก เช่น รถบรรทุก ทางบริษัทผู้ผลิต จะกำหนดมาในคู่มือการใช้รถยนต์ให้ทำการถ่ายเปลี่ยนน้ำมันหล่อลื่นเมื่อใช้งานเป็นระยะเวลาหนึ่ง

ในกรณีที่รถยนต์ของท่านต้องขับไปในภูมิประเทศที่มีน้ำบนถนนมาก และเฟืองท้ายจำเป็นต้องจมอยู่ในนํ้า ถ้าท่านสงลัยว่าน้ำเข้าไปในเสื้อเฟืองท้าย ให้ท่านทำการถ่ายเปลี่ยนนํ้ามันหล่อลื่นเฟืองท้ายทันที

นอกจากนี้ท่านจะต้องตรวจดูระดับน้ำมันหล่อลื่นเฟืองท้ายรถยนต์ของท่านทุกครั้งที่ท่านนำรถยนต์ของท่านไปอัดฉีด หรือทุก ๆ ระยะเวลาที่กำหนดมาตามคู่มือการใช้รถยนต์นั้น ๆ

3. วิธีถ่ายน้ำมันเฟืองท้ายรถยนต์ของท่าน ถ้าเฟืองท้าย รถยนต์ของท่านเป็นชนิดที่มีช่องทางเติมและช่องทางถ่ายนํ้ามันหล่อลื่นแยกต่างหากกัน (ปกติช่องทางถ่ายนํ้ามันหล่อลื่นของเฟืองท้ายจะอยู่ทางด้านล่าง) ก่อนอื่นท่านจะต้องทำความสะอาดบริเวณรอบ ๆ ช่องทางเติมและช่องทางถ่ายน้ำมัน เมื่อจะเติมจะต้องปิดช่องทางถ่ายให้แน่น จึงสามารถเติมน้ำมันหล่อลื่นใหม่ลงไปได้ จนถึงระดับช่องทางเติมจงพอปิดฝาช่องทางเติมให้เรียบร้อยเป็นอันเสร็จ

แต่ในกรณีที่เฟืองท้ายรถยนต์ของท่านเป็นชนิดที่มี ช่องทางเติมและช่องทางถ่ายน้ำมันหล่อลื่นใช้รวมกัน ท่านจะต้องหาเครื่องมือดูดมาดูดเอาน้ำมันหล่อลื่นออกจนหมดสิ้นก่อน หลังจากนั้นจงเติมน้ำมันหล่อลื่นใหม่ลงไปได้

4. ชนิดของน้ำมันหล่อลื่นที่ใช้กับเฟืองท้ายก็มีความสำคัญมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ถ้าเฟืองท้ายรถยนต์ของท่าน เป็นแบบการหมุนฟรีจำกัด ท่านจะต้องใช้น้ำมันหล่อลื่นตามชนิดที่บริษัทผู้ผลิตกำหนดมาให้

น้ำมันหล่อลื่นที่ใช้กับเฟืองท้ายแบบธรรมดา ไม่สามารถ จะนำมาใช้กับเฟืองท้ายแบบการหมุนฟรีจำกัดได้ เนื่องจากอาจจะเป็นสาเหตุทำให้เฟืองท้ายเสียงดังเวลาใช้งาน น้ำมันหล่อลื่นชนิดพิเศษที่สำหรับใช้กับเฟืองท้ายแบบการหมุนฟรีจำกัด จะทำให้สมรรถภาพและอายุการใช้งานของชุดคลัทช์ทั้งสองของเฟืองท้ายแบบการหมุนฟรีจำกัดดีขึ้น

5. การเลือกใช้น้ำมันหล่อลื่น ในเฟืองท้ายรถยนต์ ควรจะได้ตรวจดูจากตารางที่ทางบริษัทผู้ผลิตรถยนต์ได้กำหนดมาให้เนื่องจากอุณหภูมิของอากาศจะเป็นผลกับความหนืดของน้ำมัน ดังนั้นการใช้น้ำมันหลอลื่น จึงต้องเลือกความหนืดให้เหมาะสมกับอุณหภูมิของอากาศ ตามปกติน้ำมันหล่อลื่นที่ใช้ในเฟืองท้ายควรจะใช้ขนาดความหนืด SAE 90 ถ้าอุณหภูมิของอากาศไม่ต่ำกว่า 10 องศาฟาเรนไฮต์ แต่ถ้าท่านใช้รถยนต์ในภูมิประเทศที่อุณหภูมิของอากาศลดลงต่ำถึงลบ 30 องศาฟาเรนไฮต์ ก็ควรจะใช้น้ำมันหล่อลื่นขนาดความหนืด SAE 80 และถ้าท่านต้องใช้รถยนต์ในที่อุณหภูมิของอากาศต่ำกว่า ลบ 30 องศาฟาเรนไฮต์ น้ำมันหล่อลื่นที่ใช้ควรจะมีความหนืด SAE 75

การแก้ไขซ่อมแซมเฟืองท้ายรถยนต์

ถ้าเฟืองท้ายรถยนต์ของท่านเกิดเสียหายขึ้นมา ท่านไม่ควรจะลงมือทำการซ่อมแซมเฟืองท้ายรถยนต์ของท่านด้วยตนเอง ถ้าหากท่านไม่มีความชำนาญและขาดเครื่องมือที่จำเป็น เพราะอาจจะทำให้เกิดปัญหาความยุ่งยากกับท่านไต้มากมาย แต่อย่างไรก็ตามท่านสามารถจะสังเกตอาการผิดปกติ ในการทำงานของเฟืองท้ายรถยนต์ของท่าน โดยสังเกตจากเสียงดังที่เกิดขึ้นนั้นได้

ตามปกติเฟือง 2 อันเมื่อขบกันและหมุนไปด้วยกัน ย่อมเกิดเสียงดังขึ้นเป็นธรรมดา แต่ในเฟืองท้ายรถยนต์เรามีน้ำมันหล่อลื่นเป็นตัวช่วยลดเสียงดัง และความร้อนจากการเสียดสีของเฟือง ดังนั้นเสียงที่เกิดจากการทำงานของเฟืองท้ายจะไม่ดังเกินกว่าเสียงเครื่องยนต์ และเสียงของยางที่บดไปบนพื้นถนน

ถ้าเสียงของเฟืองท้ายรถยนต์ ของท่านดังจนท่านเกิดความรำคาญ เมื่อเวลาที่ท่านขับรถไปท่านสามารถจะไปปรัง ให้เฟืองขบกันให้พอเหมาะ เพื่อจะลดเสียงดังลงได้

การสังเกตความผิดปกติของเฟืองท้าย

การทดสอบ เพื่อสังเกตเสียงดังผิดปกติที่เกิดจากเฟือง ท้ายรถยนต์ วิธีที่ง่ายที่สุดที่ท่านสามารถทำได้ด้วยตนเองคือ

1. ให้ท่านขับรถยนต์ของท่านตามปกติไปในระยะทางหนึ่ง เพื่อให้นํ้ามันหล่อลื่นในเฟืองท้ายรถยนต์ร้อนขึ้น เนื่องจากเสียงดังผิดปกติที่เกิดในเฟืองท้ายรถยนต์จะดังมากเมื่อเวลาที่น้ำมันหล่อลื่นในเฟืองท้ายร้อนขึ้น

2. ให้ปิดเสียงของอุปกรณ์ภายในรถยนต์ให้หมด เช่น วิทยุ แอร์ หรือที่ปัดน้ำฝน

3. ให้พยายามแยกเสียงดังที่เกิดจากส่วนต่าง ๆ ภายในรถยนต์ เนื่องจากเสียงที่เกิดจากเฟืองท้ายรถยนต์ จะมีเสียงคล้าย ๆ กับเสียงต่าง ๆ ภายในรถยนต์ เช่น เสียงที่เกิดจากยางรถยนต์กลิ้งไปบนพื้นถนน เสียงที่เกิดจากแบริ่ง เสียงเครื่องยนต์ และเสียงของระบบเกียร์

เสียงของยางรถยนต์ จะเป็นเสียงที่สม่ำเสมอ ขึ้นอยู่กับความเร็วของรถยนต์และจะมีเสียงเปลี่ยนแปลงไป เมื่อเราขับรถยนต์บนผิวถนนที่แตกต่างกัน เมื่อเราเปรียบเทียบเสียงของเฟืองท้ายรถยนต์กับเสียงของยาง จะเห็นว่าเสียงของเฟืองท้ายจะไม่เปลี่ยนแปลงเมื่อเราขับรถไปบนผิวถนนที่แตกต่างกัน และจะมีเสียงค่อยลงเมื่อความเร็วต่ำๆ ประมาณ 50 กิใลเมตรต่อชั่วโมง

เสียงของแบริ่งล้อ หรือแบริ่งเพลาข้างจะดังสม่ำเสมอ ถึงแม้ว่ารถยนต์จะวิ่งอยู่บนผิวถนนที่แตกต่างกัน เราจะสังเกตเสียงของแบริ่งล้อ หรือแบริ่งเพลาข้างได้ โดยเราจะเหยียบเบรกเบา ๆ ขณะที่รถยนต์มีความเร็วสม่ำเสมอ ถ้าเสียงดัง เพราะแบริ่งล้อหรือแบริ่งของเพลาข้าง ระดับเสียงจะเปลี่ยนไป อีกวิธีหนึ่งที่จะชี้ชัดว่าเป็นเสียงของแบริ่งล้อหรือแบริ่งของเพลาข้างก็โดยการเลี้ยวรถโดยกระทันหัน ถ้าเป็นเสียงของแบริ่งล้อหรือแบริ่งของเพลาข้างเสียงจะดังขึ้น

เสียงของระบบเกียร์ เราจะสามารถสังเกตได้ โดยการขับรถแล้วเปลี่ยนเกียร์ต่าง ๆ กัน ถ้าเป็นเสียงของระบบเกียร์ เสียงจะดังขึ้นหรือค่อยลง

สำหรับเสียงของเครื่องยนต์ หรือเสียงจากท่อไอเสีย เราสามารถสังเกตได้ไดยง่าย โดยการขับรถไปด้วยความเร็วที่เกิดเสียงจนสังเกตได้ จากนั้นให้หยุดรถใส่เกียร์ว่างแล้วเร่งเครื่องยนต์จนมีความเร็วรอบเครื่องยนต์เท่ากับตอนแรก ถ้าเรายังสามารถได้ยินเสียงดังอีกเหมือนเดิมก็แสดงว่าเป็นเสียงเครื่อง หรือเสียงจากท่อไอเสีย

ที่มา:นนทคักดิ์ ศิริโภค

 

 

 

 

 

 

 

บทความอื่น ๆ ที่น่าสนใจ:

Share this :

  • Stumble upon
  • twitter

Comments are closed.