Featured Posts

การหยุดรถยนต์ในกรณีฉุกเฉิน

Comments Off on การหยุดรถยนต์ในกรณีฉุกเฉิน

ในการขับขี่ตามปกติแล้ว ผู้ขับขี่ที่ดีจะไม่เบรกรถยนต์อย่างรุนแรง แต่อย่างไรก็ตามเหตุการณ์ฉุกเฉินก็อาจเกิดขึ้นได้เสมอ เช่น มีคนวิ่งตัดหน้ารถของคุณในขณะที่คุณกำลังขับขี่ คุณจะต้องทราบว่าจะหยุดรถยนต์อย่างรวดเร็วได้อย่างไรและอยู่ภายใต้การควบคุมของคุณด้วย
การหยุดรถยนต์ในกรณีฉุกเฉิน จะเสี่ยงต่อการลื่นไถลไปบนถนน การหลีกเลี่ยงไม่ให้เกิดการลื่นไถลเป็นสิ่งจำเป็น ถึงแม้ว่าคุณจะต้องหยุด รถยนต์อย่างรวดเร็วก็ตาม คุณก็ยังควรจะดำเนินตามกฏการเบรกอย่างเป็นขั้นตอน คือเพิ่มแรงเบรกให้มากขึ้นในขณะที่รถยนต์วิ่งช้าลง
ปฏิกิริยาการเริ่มเหยียบเบรกมีความสำคัญมากต่อเหตุการณ์ฉุกเฉิน คุณเริ่มเหยียบเบรกเร็วเท่าใด คุณก็สามารถหยุดรถยนต์อย่างทันเหตุการณ์มากเท่านั้น
ควรฝึกฝนการปฏิบัติต่อไปนี้ให้เกิดความคุ้นเคย
-มือทั้งสองข้างวางอยู่บนพวงมาลัย คุณจะสามารถควบคุมรถยนต์ได้ดีขึ้น
-หลีกเลี่ยงการเบรกอย่างรุนแรงซึ่งอาจทำให้ล้อหนึ่งล้อใดล็อกตายได้ เพราะการลื่นไถลจะทำให้ไม่สามารถควบคุมทิศทางได้
-ไม่ต้องเหยียบคลัตช์ จนกว่ารถยนต์จะเริ่มหยุด สิ่งนี้จะช่วยให้การเบรกมั่นคงขึ้นและทรงตัวดีขึ้น
-ไม่ต้องใช้เบรกมือ เบรกมือส่วนมากทำงานเฉพาะที่ล้อหลัง การเพิ่ม แรงเบรกที่เบรกมือด้วย จะยิ่งทำให้ล้อลื่นไถลได้ง่ายขึ้นเนื่องจากล้อล็อกตาย
ถ้าคุณยังไม่ได้ออกตัวอีกครั้งหนึ่ง คือจอดรถยนต์อยู่กับที่หลังจากเบรกแล้วคุณควรใช้เบรกมือและโยกคันเกียร์ไปที่เกียร์ว่างคุณควรฝึกฝนการเบรกเพื่อให้ทราบปริมาณแรงเหยียบเบรกที่เหมาะสม แต่อย่าลืมว่าคุณจะต้องพิจารณาถึงสภาพถนนและสภาพภูมิอากาศด้วย
ถ้าถนนแห้ง คุณควรเหยียบเบรกด้วยแรงกดมากขึ้น แต่ถ้าถนนเปียก คุณควรหลีกเลี่ยงการใช้แรงกดมากเกินไป เพื่อป้องกันไม่ให้ล้อล็อกตาย ซึ่งจะนำไปสู่การลื่นไถล ดังนั้นคุณควรลดความเร็ว และทิ้งระยะห่างจากรถยนต์คันหน้ามากขึ้นในกรณีของถนนเปียก
หลักปฏิบัติในการเบรกอย่างฉุกเฉิน
มีดังนี้
-ไม่ต้องให้สัญญาณ มือทั้งสองข้างของคุณต้องอยู่บนพวงมาลัยเพื่อควบคุมทิศทางของรถยนต์
-ไม่ต้องถือกฎเรื่องมองกระจก คุณควรทราบอยู่แล้วว่ามีอะไรบ้างอยู่ด้านหลัง
-พยายามหยุดรถยนต์ให้รวดเร็วและปลอดภัยอย่างมากที่สุด โดยคุณสามารถควบคุมรถยนต์ของคุณได้
-มองโดยรอบก่อนออกตัวอีกครั้งหนึ่ง
เทคนิคการขับขี่แบบระวังภัย
ควรปฏิบัติดังนี้
-หลีกเลี่ยงมิให้เกิดกรณีฉุกเฉิน
-มองไปข้างหน้าให้ไกลมากๆ
-สังเกตการเล่นของเด็กเล็กริมถนน และประเมินว่ามีแนวโน้มอันตรายหรือไม่
-สังเกตเมื่อขับขี่ผ่านเขตโรงเรียนและชุมชน
-ระมัดระวังคนข้ามถนน
-ขับขี่ด้วยอัตราเร็วที่คุณสามารถหยุดรถได้อย่างปลอดภัยในระยะทางที่คุณสามารถเห็นได้อย่างชัดเจน ถ้าคุณมองเห็นไม่ชัดเจน ควรลดความเร็วลง
-ควรคาดการณ์ว่าอาจเกิดสิ่งที่ไม่คาดคิดว่าจะเกิดขึ้นด้วย
ที่มา:ธีรยุทธ  สุวรรณประทีป

การออกตัวของรถยนต์แบบลงทางลาด

Comments Off on การออกตัวของรถยนต์แบบลงทางลาด

การออกตัวลงทางลาดของรถยนต์มีความสะดวก และง่ายกว่าการออกตัวขึ้นทางชัน เพราะนํ้าหนักของรถจะช่วยให้คุณออกตัวง่ายขึ้น
การป้องกันไม่ให้รถเคลื่อนที่ไปข้างหน้า ก่อนที่จะปลดเบรกมือนั้น ให้ใช้เท้าขวาเหยียบเบรกไว้ก่อน
ขั้นตอนต่างๆ มีดังนี้
1. กดแป้นคลัตช์ลงเต็มที่
2. เลือกใช้เกียร์ที่เหมาะสม (โดยทั่วไปอาจเป็นเกียร์สอง ถ้าลาดชันลงมาก)
3. เหยียบแป้นเบรก
4. ปลดเบรกมือและใช้เบรกเท้าไว้ก่อน
5. ใช้กระจกมองหลัง และกระจกมองข้าง และมองโดยรอบก่อนออกตัว เพื่อตรวจสอบจุดบอด
6. ให้สัญญาณถ้าจำเป็น

การออกตัวรถยนต์แบบลงทางลาด

การออกตัวของรถยนต์แบบลงทางลาด
7. ออกตัวเผื่อแน่ใจว่าปลอดภัย มองโดยรอบอีกครั้งหนึ่งถ้าจำเป็น
8. ปล่อยเบรกเท้า และถอนคลัตช์อย่างราบเรียบในขณะที่รถยนต์เริ่มเคลื่อนที่
คุณควรมองกระจกในขณะออกตัวรถยนต์คันหลัง อาจจะต้องลำบากที่จะต้องเบรกหรือชะลอความเร็ว ถ้าคุณตัดหน้าเขา คุณจะต้องกะระยะให้เหมาะสมเพื่อลดการเกิดอุบัติเหตุ
ที่มา:ธีรยุทธ  สุวรรณประทีป

การออกตัวรถยนต์แบบขึ้นทางชัน

Comments Off on การออกตัวรถยนต์แบบขึ้นทางชัน

รถยนต์ของคุณมีแนวโน้มที่จะเคลื่อนถอยหลังเมื่อออกตัวขึ้นทางชัน เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหานี้คุณจะต้องมีความสามารถในการใช้คันเร่ง คลัตช์และเบรกมือพร้อมกัน
การออกตัวรถยนต์ขึ้นทางชันจะมีหลักการฝึกฝน คล้ายกับการออกตัวบนพื้นระดับ ดังนี้
1. ใช้เท้าซ้ายกดแป้นคลัตช์ลง
2. โยกคันเกียร์จากเกียร์ว่างไปยังเกียร์หนึ่ง
3. ใช้เท้าขวากดแป้นคันเร่ง โดยกดให้มากกว่าการออกตัวบนพื้นระดับ และกดอย่างสม่ำเสมอ ระยะกดของแป้นคันเร่งนั้นขึ้นอยู่กับปริมาณของความชัน
4. ถอนคลัตช์เพื่อให้เริ่มมีการถ่ายทอดกำลัง และให้ระยะถอนคลัตช์มากกว่าการออกตัวบนพื้นระดับเล็กน้อย
5. ตรวจสอบความปลอดภัยต่อไปนี้
-ใช้กระจกมองหลัง และมองข้างตรวจสภาพด้านหลัง
-เหลียวมองข้างหลัง ทางไหล่ขวา เพื่อตรวจสอบจุดบอดให้แน่ใจว่าไม่มีรถคันอื่น คุณควรจำไว้ว่าจะต้องกะระยะให้มากขึ้นกว่าเดิม เพราะรถยนต์ของคุณจะเคลื่อนที่ออกตัวได้ช้ากว่าบนพื้นระดับ
6. ตัดสินใจว่าจะใช้สัญญาณก่อนออกตัวหรือไม่
7. ให้สัญญาณถ้าจำเป็น
8. มองโดยรอบอีกครั้งหนึ่งถ้าจำเป็น
9. ยกคันเบรกมือและกดปุ่มปลดล็อกในขณะเดียวกันก็เริ่มกดแป้นคันเร่งเล็กน้อย ผ่อนแป้นคลัตช์อีกเล็กน้อยจนรู้สึกว่าเริ่มมีการถ่ายทอดกำลังผ่านคลัตช์แล้ว

การออกตัวรถยนต์แบบขึ้นทางชัน

การออกตัวของรถยนต์แบบขึ้นทางชัน
10. ปลดเบรกมืออย่างราบเรียบ
11. กดแป้นคันเร่งลงทีละน้อย ในขณะที่รถยนต์เริ่มเคลื่อนที่ก็ให้ถอนคลัตช์ขึ้นอย่างราบเรียบ
การควบคุมเบรกมือและคลัตช์
สิ่งนี้ต้องใช้จังหวะเวลาที่เหมาะสม ถ้าคุณปลดเบรกมือเร็วเกินไป รถยนต์จะเคลื่อนที่ถอยหลัง
เครื่องยนต์อาจดับได้ถ้าคุณ
-ใช้เบรกมือนานเกินไป
-ถอนคลัตช์เร็วเกินไป หรือสูงเกินไปจากจุดสัมผัส
-กดแป้นคันเร่งไม่เพียงพอ
ควรฝึกฝนจนกระทั่งมีความชำนาญ คือสามารถออกตัวขึ้นทางชันได้อย่างราบเรียบ โดยไม่ให้รถยนต์เคลื่อนที่ถอยหลัง และการออกรถจากหลังรถที่จอดข้างหน้าที่ต้องหักมุมด้วย
ที่มา:ธีรยุทธ  สุวรรณประทีป

การออกตัวของรถยนต์แบบหักมุม

Comments Off on การออกตัวของรถยนต์แบบหักมุม

หลักการออกตัวของรถยนต์แบบหักมุมใช้หลักการเบื้องต้นเช่นเดียวกับการออกตัวของรถยนต์จากตำแหน่งหยุดนิ่งตามที่ได้กล่าวมาแล้ว แต่มีสิ่งเพิ่มเติมนอกจากการตรวจสอบความปลอดภัยแล้วคุณจะ ต้องถามตัวเองว่า การเคลื่อนตัวออกจะหักมุมออกไปมากน้อยเพียงใด และจะต้องใช้ระยะทางไกลแค่ไหน จึงจะเข้าสู่เส้นทางจราจรได้ตามปกติ การตัดสินใจของคุณจะขึ้นอยู่กับสิ่งเหล่านี้
-คุณอยู่ใกล้รถยนต์คันหน้าหรือสิ่งกีดขวางข้างหน้ามากน้อยแค่ไหน
-ความกว้างของรถยนต์คันหน้า
-รถที่อาจมีสวนทางมา
ตรวจสอบรถยนต์คันหลังและตัดสินใจว่าคุณควรจะใช้สัญญาณหรือไม่ในการขับเคลื่อนออกไป
เมื่อคุณแน่ใจแล้วว่าปลอดภัยและสะดวกที่จะขับเคลื่อนออกไปควร
1. เหลียวหลังมองไปข้างขวาอีกครั้งหนื่ง
2. ปลดเบรกมือออก ขณะที่ถอนคลัตช์ขึ้นเล็กน้อย รถยนต์จะเริ่มเคลื่อนที่ ต้องควบคุมแป้นคลัตช์อย่างเข้มงวดโดยให้อยู่ระดับเหนือจุดสัมผัสเล็กน้อย แล้วหักพวงมาลัยให้มากเพียงพอเพื่อให้รถยนต์พ้นจากสิ่งกีดขวางข้างหน้า
3. เมื่อรถพ้นจากสิ่งกีดขวางแล้วปล่อยคลัตช์อย่างนิ่มนวลจนสุด เว้นระยะห่างจากรถยนต์ข้างหน้าโดยเผื่อระยะห่างให้เพียงพอเผื่อมีใครบางคนอาจเปิดประตูรถออกมา
4. ตรวจด้านหลังทางกระจกมองหลังและมองข้าง
5. เคลื่อนรถยนต์ออกมาอย่างช้าๆ แล้วตั้งลำในแนวตรงไปข้างหน้า และพร้อมที่จะเบรกได้ทุกเวลา ถ้าบังเอิญมีคนเดินข้ามถนนโผล่ออกมาระหว่างรถที่จอดอยู่ข้างทาง
การออกตัวรถยนต์แบบหักมุม
การออกตัวของรถยนต์แบบหักมุม
ที่มา:ธีรยุทธ  สุวรรณประทีป

การเปลี่ยนเกียร์

Comments Off on การเปลี่ยนเกียร์

การเปลี่ยนเกียร์ต้องกระทำอย่างเหมาะสมกับอัตราเร็วของรถยนต์ควรฝึกฝนให้มีประสบการณ์ การเปลี่ยนเกียร์ควรทำอย่างราบเรียบและไม่รีบร้อน ซึ่งเป็นส่วนสำคัญในการขับขี่ที่ปลอดภัย
ตำแหน่งของเกียร์ต่างๆ
คุณต้องเรียนรู้ตำแหน่งของเกียร์ต่างๆ และสามารถเปลี่ยนเกียร์ได้โดยไม่ต้องหันหน้ามามองปุ่มคันเกียร์ คุณสามารถฝึกฝนและทำความคุ้นเคยกับการเข้าเกียร์ตำแหน่งต่างๆ ได้โดยเหยียบคลัตช์ไว้ ขณะไม่ได้ติดเครื่องยนต์
ถ้าเกียร์มีปัญหา คือไม่สามารถเปลี่ยนเกียร์ได้อย่างอิสระจากตำแหน่งหนึ่งไปยังอีกตำแหน่งหนึ่ง อย่าพยายามฝืนดันด้วยแรงมากๆ คุณอาจเริ่มต้นใหม่ โดยการถอนคลัตช์และยํ้าใหม่อีกครั้งหนึ่ง
ควรตรวจสอบดูว่าคันเกียร์ต้องอยู่ที่เกียร์ว่างก่อนการสตาร์ตเครื่องยนต์และออกตัว เมื่อคุณออกตัวด้วยเกียร์หนึ่งแล้วคุณก็สามารถ เปลี่ยนเกียร์สูงขึ้นตามลำดับ ซึ่งจะเหมือนกันกับการเปลี่ยนเกียร์อื่นๆ
เมื่อใดจึงจะเปลี่ยนเกียร์สูงขึ้น
การเปลี่ยนเกียร์ควรกระทำเรียงตามลำดับจากน้อยไปมากโดยแต่ละเกียร์จะต้องเหมาะสมกับอัตราเร็วรอบของเครื่องยนต์และอัตราเร็วของรถยนต์ซึ่งขึ้นอยู่กับสภาพการขับขี่ เช่น ขับขี่บนถนนระดับ ขึ้นทางชัน ลงทางลาด โดยทั่วไปแล้วเมื่ออัตราเร็วของรถยนต์เพิ่มขึ้นจะเปลี่ยนเป็นเกียร์ สูงขึ้น คุณอาจใช้การฟังเสียงเครื่องยนต์ช่วยให้ทราบอัตราเร็วรอบของเครื่องยนต์ที่ควรเปลี่ยนเกียร์
การเปลี่ยนเกียร์สูงขึ้น
การตัดสินใจให้เหมาะสม ว่าเมื่อใดจึงควรจะเปลี่ยนเกียร์สูงขึ้น ขึ้นอยู่กับประสบการณ์ ขั้นตอนการเปลี่ยนเกียร์สูงขึ้นมีดังนี้
1. มือข้างซ้ายวางบนคันเกียร์
2. กดแป้นคลัตช์ลง ในขณะเดียวกันก็ผ่อนคันเร่งด้วย แต่ไม่ต้องยกเท้าออกจากแป้นคันเร่ง
3. โยกคันเกียร์ไปยังตำแหน่งเกียร์สูงขึ้นถัดไปจากเกียร์เดิม
4. ผ่อนแป้นคลัตช์อย่างราบเรียบ ในขณะเดียวกันก็กดแป้นคันเร่งด้วยทีละน้อยๆ นำมือข้างซ้ายกลับไปวางไว้บนพวงมาลัยตามเดิม
การเปลี่ยนเกียร์สูงขึ้น คุณจะต้องผ่อนคันเร่งของเครื่องยนต์ลงมาจากเดิม เพื่อลดอัตราเร็วรอบของเครื่องยนต์ลงมาให้เหมาะกับเกียร์สูงขึ้นที่คุณใช้ ทำให้การเปลี่ยนเกียร์เป็นไปอย่างราบเรียบ

การเปลี่ยนเกียร์
เมื่อใดจึงจะเปลี่ยนลงเกียร์ต่ำ
ในขณะที่คุณอยู่ที่ตำแหน่งเกียร์สูง แต่อัตราเร็วของรถยนต์ลดลง เครื่องยนต์จะไม่มีกำลังพอที่จะสามารถทำงานได้อย่างเหมาะสม เช่นเดียวกับการขับขี่ขึ้นทางชันโดยการใช้เกียร์สูงกว่าที่ควร เครื่องยนต์จะ ทำงานหนักมากและไม่สามารถให้กำลังได้เพียงพอ ไม่ควรขับขี่ที่ความเร็วต่ำ โดยใช้เกียร์สูงควรเปลี่ยนลงเกียร์ต่ำเมื่อความเร็วของรถยนต์ลดลง การทำเช่นนั้นถือว่าเป็นนิสัยที่ไม่ดีในการขับรถ
ต่อไปนี้ให้ถือเป็นกฎเกณฑ์ทั่วไปว่า ให้ใช้เบรกเพื่อลดความเร็วรถลงให้เหมาะสมกับความเร็วที่ใช้กับเกียร์ที่ต้องการเปลี่ยนไปนั้น บางครั้งอาจจำเป็นต้องกดแป้นเบรกเล็กน้อยในขณะที่คุณกำลังเปลี่ยนเกียร์ต่ำลงเพื่อชะลอความเร็วรถไว้ไม่ให้เพิ่มขึ้นโดยเฉพาะขณะลงเนิน
ในการเรียนขับขี่ช่วงเริ่มต้นนั้น คุณอาจต้องทำความคุ้นเคยกับห้องเกียร์เสียก่อนโดยการทดลองเปลี่ยนเกียร์ต่างๆ ไปมา โดยมีผู้ชำนาญคอยแนะนำให้คุณ
การเปลี่ยนเกียร์ต่ำลง
เมื่อเปลี่ยนลงเกียร์ต่ำ คุณอาจต้องเพิ่มความเร็วรอบของเครื่องยนต์ขึ้นเพื่อให้การเปลี่ยนเกียร์ราบเรียบมากขึ้น (ที่ภาษาชาวบ้านเรียกว่าเบิ้ลคันเร่ง) หรือกดแป้นเบรกเล็กน้อยเพื่อชะลอความเร็วของรถยนต์ ขั้นตอนการเปลี่ยนเกียร์ต่ำลงมีดังนี้
1. มือข้างซ้ายอยู่บนคันเกียร์
2. กดแป้นคลัตช์ลง และในเวลาเดียวกันก็กดแป้นคันเร่งหรือกดแป้นเบรกลงเล็กน้อย ซี่งขึ้นอยู่กับสภาพถนนและการจราจร
3. โยกคันเกียร์ไปที่เกียร์ต่ำกว่าที่เหมาะสมกับความเร็วที่ใช้
4. ผ่อนแป้นคลัตช์อย่างนิ่มนวล พร้อมกับกดแป้นคันเร่งหรือแป้นเบรกตามความจำเป็น
5. เลื่อนมือข้างซ้ายกลับมาที่พวงมาลัยตามเดิม
การเปลี่ยนเกียร์ต้องทำอย่างราบเรียบ ไม่ควรกระชากอย่างรุนแรง เกียร์ที่เปลี่ยนไปนั้นจะต้องมีความสัมพันธ์เหมาะสมกับอัตราเร็วรอบของเครื่องยนต์ และอัตราเร็วของรถยนต์ คุณอาจเร่งเครื่องยนต์เพิ่มขึ้นหรือชะลออัตราเร็วของรถยนต์ลงก็ได้ซึ่งขึ้นอยู่กับสภาพของถนนและการ จราจร เสียงของเครื่องยนต์จะช่วยให้คุณสามารถตัดสินใจได้ว่าควรจะใช้วิธีใด
การเปลี่ยนเกียร์
ไม่ควรใช้แรงดันคันเกียร์มากนัก โยกไปให้ถูกทิศทาง แล้วใช้แรงดันเบาๆ แต่มีความมั่นคง คุณอาจต้องออกแรงดึงหรือดันในการโยกคันเกียร์บ้างเล็กน้อย ขณะรถเคลื่อนที่
เกียร์หนึ่งไปเกียร์สอง
คุณอาจต้องออกแรงดันเล็กน้อยเพื่อให้คันเกียร์เอียงไปทางซ้ายในขณะที่เปลี่ยนเกียร์จากหนึ่งไปสอง เพื่อป้องกันไม่ให้คันเกียร์เลื่อนไถลเข้าเกียร์สี่ในขณะที่โยกคันเกียร์ผ่านเกียร์ว่าง
เกียร์สามไปเกียร์สี่
ในลักษณะที่คล้ายกัน คือคุณอาจต้องดึงคันเกียร์ไปทางขวาเล็กน้อยเมื่อเปลี่ยนเกียร์จากสามไปสี่
และคุณอาจต้องดันคันเกียร์ไปข้างซ้ายเมื่อต้องการเปลี่ยนเกียร์จากเกียร์สาม หรือสองเป็นเกียร์หนึ่ง และอาจต้องดึงคันเกียร์ไปทางขวาเมื่อเปลี่ยนเกียร์จากเกียร์ห้าหรือสี่เป็นเกียร์สาม
การเปลี่ยนเกียร์เป็นเกียร์หนึ่ง
คุณสามารถเปลี่ยนเกียร์เป็นเกียร์หนึ่งได้อย่างง่ายดาย โดยไม่ต้องหยุดรถยนต์ เพราะว่ารถยนต์รุ่นใหม่ในปัจจุบันใช้ระบบซินโครเมช สำหรับเกียร์เดินหน้าทุกเกียร์ ความเร็วรอบของเฟืองจะถูกปรับให้เท่ากัน ก่อนที่จะเข้าขบกัน อย่างไรก็ตามการเปลี่ยนเป็นเกียร์หนึ่งจะต้องใช้ให้เหมาะสมกับความเร็วของรถยนต์ เมื่อคุณมีความชำนาญมากขึ้น จะสามารถตัดสินใจได้ว่าควรจะเลือกเกียร์ใดจึงจะเหมาะสมกับความเร็วของรถยนต์ในแต่ละช่วง ในกรณีที่คุณรู้สึกว่าเข้าเกียร์ไม่ได้อย่าใช้แรงดันฝืนเข้าเกียร์ คุณอาจขยับเริ่มต้นใหม่หรือยํ้าคลัตช์ช่วยอีกครั้งหนึ่ง
สิ่งที่ไม่ควรปฏิบัติ
-เปลี่ยนเกียร์อย่างรีบร้อน
-ละสายตาออกจากถนนข้างหน้าเมื่อเปลี่ยนเกียร์
-ขับขี่โดยวางเท้าบนแป้นคลัตช์ หรือปล่อยให้รถยนต์วิ่งไปโดยใช้เกียร์ว่าง
-วางมือบนคันเกียร์นานเกินความจำเป็น

ที่มา:ธีรยุทธ  สุวรรณประทีป

การหยุดรถยนต์

Comments Off on การหยุดรถยนต์

การหยุดรถยนต์ควรได้รับการฝึกฝนให้ชำนาญ แรงกดบนแป้นเบรกจะมากหรือน้อยนั้นขึ้นอยู่กับ
-ความเร็วของรถยนต์
-ความต้องการที่จะให้รถยนต์หยุดเร็วเพียงใด
อย่างไรก็ตามการเหยียบแป้นเบรกไม่ควรกระทำอย่างรุนแรงเกินไป ควรเหยียบแป้นเบรกอย่างนิ่มนวล ยกเว้นในกรณีฉุกเฉิน
หลังจากที่รถยนต์ของคุณหยุดแล้ว ก่อนเปิดประตูรถยนต์ออกไปควรระมัดระวัง รถยนต์ จักรยานยนต์ จักรยาน และคนเดินถนน
การเหยียบเบรก
ให้เพิ่มแรงกดเบรกทีละน้อย
1. เริ่มด้วยการกดแป้นเบรกเบาๆ ก่อน
2. เพิ่มแรงกดแป้นเบรกทีละน้อยๆ เมื่อเบรกรถยนต์เริ่มทำงาน
3. เมื่ออัตราเร็วของรถยนต์ลดลงมากเพียงพอ ให้ผ่อนแรงกดเพื่อให้รถยนต์หยุดอย่างราบเรียบ เมื่อรถหยุดจริงๆ ควรจะมีแรงกดแป้นเบรกเพียงเล็กน้อย หรือไม่มีเลย
เทคนิคการขับขี่ที่ปลอดภัย ดังกล่าวจะช่วยให้
-ผู้ขับขี่รายอื่นมีเวลามากเพียงพอต่อการตอบสนอง
-ช่วยป้องกันไม่ให้ล้อล็อกตาย
-ป้องกันรถลื่นไถล
-ช่วยลดการสึกหรอของผ้าเบรก ยาง และระบบกันกระเทือน
-ช่วยประหยัดนํ้ามันเชื้อเพลิง
-ช่วยให้ผู้โดยสารนั่งได้อย่างสบาย
การฝึกฝนการหยุดรถยนต์
1. ใช้กระจกมองหลัง และมองข้าง
2. ตัดสินใจว่าจะให้สัญญาณหรือไม่
3. ให้สัญญาณถ้าจำเป็น
4. ยกเท้าขวาออกจากแป้นคันเร่ง เครื่องยนต์จะวิ่งช้าลง
5. เหยียบแป้นเบรกอย่างเบาๆ ด้วยเท้าขวา แล้วเพิ่มแรงกดมากขึ้น
6. ก่อนที่รถยนต์จะหยุด ให้กดแป้นคลัตช์ด้วยเท้าซ้ายเพื่อตัดการถ่ายทอดกำลังระหว่างเครื่องยนต์กับล้อรถยนต์และป้องกันเครื่องยนต์ดับ อย่าเหยียบแป้นคลัตช์ก่อนรถหยุดนานมากเกินไปเนื่องจากเครื่องยนต์ยังช่วยในการเบรกได้อีกด้วย
7. หยุดกดแป้นเบรก เมื่อรถยนต์หยุดแล้ว ยกเว้นเมื่อรถยนต์หยุดอยู่บนทางลาดชัน
8. ดึงเบรกมือไว้
9. โยกคันเกียร์ไปที่ตำแหน่งเกียร์ว่าง
10. ยกเท้าทั้งสองข้าง ออกจากแป้นคลัตช์และแป้นเบรก
ไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนลงเป็นเกียร์ตํ่าเมื่อคุณกำลังจะหยุดตามปกติ อย่างไรก็ตาม คุณควรใช้เกียร์ให้เหมาะสมกับอัตราเร็วของรถยนต์อยู่แล้วแต่ขณะเบรกรถมิได้ใช้กำลังจากเครื่องยนต์
การฝึกฝนดังกล่าวจะรู้สึกว่าไม่ยากเย็นอะไรเลย ถ้าทำจนเคยชินแล้วทดลองเลือกตำแหน่งที่คุณต้องการหยุดโดยเฉพาะ แล้วดูว่าคุณสามารถหยุดรถได้ตรงกับตำแหน่งที่ต้องการหรือไม่ ทางที่ดีคือคุณควรทำให้หยุดได้ก่อนถึงจุดที่กำหนด ถ้ายังไม่ถึงจุดสามารถยกแป้นเบรกเพื่อให้แล่นต่อไปได้จนถึง ไม่ควรปล่อยให้หยุดเกินกว่าระยะกำหนด เพราะนั่น หมายถึงคุณอาจชนท้ายรถยนต์คันอื่นได้
การหยุดรถยนต์ใกล้ทางเท้าก็ควรฝึกฝนเช่นกัน ควรตั้งเป้าให้หยุดได้ใกล้ทางเท้าอย่างเหมาะสมโดยไม่ชนกับขอบทางเท้านั้น
ควรฝึกให้เป็นนิสัยในการวางมือทั้งสองข้างบนพวงมาลัย

ที่มา:ธีรยุทธ  สุวรรณประทีป

การเคลื่อนรถจากตำแหน่งหยุดนิ่ง

Comments Off on การเคลื่อนรถจากตำแหน่งหยุดนิ่ง

1. ใช้เท้าข้างซ้ายกดแป้นคลัตช์ลงสุดทางและกดไว้
2. โยกคันเกียร์จากตำแหน่งเกียร์ว่างไปยังเกียร์หนึ่ง
ถ้าไม่สามารถเข้าเกียร์หนึ่งได้ ให้ปฏิบัติดังนี้
-โยกคันเกียร์กลับไปที่ตำแหน่งเกียร์ว่าง
-ยกเท้าให้แป้นคลัตช์เลื่อนตามขึ้นมาจนสุดทาง แล้วกดแป้นคลัตช์ลงไปใหม่อีกครั้งหนึ่ง
-ทำซํ้าขั้นตอน 1 และ2
3. ใช้เท้าขวากดแป้นคันเร่งเล็กน้อยและคงไว้อย่างสม่ำเสมอ ในขณะนี้ความเร็วรอบของเครื่องยนต์จะเพิ่มขึ้นเล็กน้อย
4. ผ่อนแป้นคลัตช์อย่างช้าๆ และราบเรียบจนกระทั่งคุณได้ยินเสียงเครื่องยนต์เปลี่ยนแปลงเบาลงไปเล็กน้อย แสดงว่าคลัตช์เริ่มจับแล้วซึ่งคุณสามารถรู้สึกได้ เมื่อมีประสบการณ์มากขึ้น
5. ตรึงคลัตช์ไว้ที่ตำแหน่งนี้ก่อน
6. ตรวจสอบความปลอดภัยครั้งสุดท้ายโดย
-มองกระจก
-ตรวจสอบจุดบอดโดยหันหน้าไปมอง
7. ให้สัญญาณเมื่อจำเป็น อย่าเลี้ยงคลัตช์อยู่ที่จุดสัมผัสนั้นนานเกินความจำเป็น
-อย่าให้สัญญาณและออกรถไปโดยไม่ระมัดระวัง
-อย่าปล่อยให้สัญญาณแสดงเป็นเวลานานๆ ถ้าคุณไม่สามารถออกตัวไปได้อย่างปลอดภัย
8. ถ้ามีความปลอดภัยเพียงพอที่จะออกรถ เตรียมพร้อมที่จะปลดเบรกมือ
9. มองโดยรอบอีกครั้งหนึ่งถ้าจำเป็น และมองกระจก
10. เมื่อคุณมั่นใจว่าปลอดภัยและสะดวกที่จะออกตัวให้คุณ
-ปลดเบรกมือ
-ในเวลาเดียวกันก็ผ่อนคลัตช์มากขึ้น รถยนต์จะเริ่มเคลื่อนตัว
จำเป็นต้องควบคุมคลัตช์ไว้ให้มั่น ดังนั้นจึงควรให้อยู่ระดับเหนือจุด แผ่นคลัตช์สัมผัสเล็กน้อยเท่านั้น
11. กดแป้นคันเร่งมากขึ้น เพื่อเพิ่มอัตราเร็ว และในเวลาเดียวกัน ผ่อนคลัตช์เต็มที่แล้วยกเท้าออกจากแป้นคลัตช์
การเลี้ยงคลัตช์นานเกินไปจะทำให้คลัตช์สึกหรอเร็วกว่าปกติ แต่ถ้าถอนคลัตช์เร็วเกินไป รถยนต์จะมีอาการกระตุก และเครื่องยนต์อาจดับได้
ขั้นตอนที่กล่าวมาทั้งหมดนี้อาจยากในช่วงการปฏิบัติครั้งแรก ควรฝึกจนมีความชำนาญ ควรเลือกถนนแนวระดับในการฝึกฝนการสตาร์ตเครื่องยนต์ การออกตัว การบังคับเลี้ยว และการหยุด

ที่มา:ธีรยุทธ  สุวรรณประทีป

อันตรายที่เกิดจากรถยนต์

Comments Off on อันตรายที่เกิดจากรถยนต์

Posted on : 24-10-2012 | By : Author | In : การขับรถเกียร์ธรรมดา

รถคว่ำ

1.  รถคว่ำ อาจเกิดจาก

-ผู้ที่ขับรถไม่เป็น

-รถสวนกันและแซงกันในที่แคบหรือถนนขรุขระ

-ผู้ขับไม่ชำนาญเส้นทาง อาจทำให้รถแล่นออกนอกเส้นทางได้

-ผู้ขับรถง่วงนอนนั่งหลับ หรือมึนเมาสุรา

-ลูกหมากคันส่งหยุด

-เบรคแตกในระยะกระชั้นชิดกับอันตราย

-ถนนมีลูกรังโรยหน้า ทำให้รถแฉลบลื่น

-ยางล้อหน้าแตกในเมื่อรถมีความเร็วสูง

-เบรคให้หยุดอย่างกะทันหันแล้ว รถปัดพลิกคว่ำ

-รถแซงเบียดกัน

-ขับรถ มีความเร็วสูงเกินไปถนนธรรมดาหรือทางโค้ง

-ขับรถลงจากเนินด้วยความเร็วสูงหรือปลดเกียร์ว่าง

2.  รถชน  อาจเกิดจาก

-เบรคไม่ทันเพราะความเร็วสูง

-ถูกวิ่งตัดหน้าอย่างกระชั้นชิด

-สวนกันไม่พ้น หรือสวนกันทางโค้ง ถนนไม่ดี

-แล่นตามคันหน้าไปแล้วคันหน้าเบรคหยุดกระชั้นชิด

-ออกรถจากซอยหรือทางแยกโดยไม่ระมัดระวัง

-ขับรถผ่านสัญญาณไฟแดงหรือไม่ได้หยุดตามเส้นทางจราจร

-ถนนลื่นอาจทำให้รถแฉลบเข้าหากัน

-ใช้ไฟสูงส่องใส่หน้ากันในเวลากลางคืน ซึ่งทำให้มองถนนไม่ถนัด

        เมื่อมีอุบัติเหตุเกิดขึ้น ผู้ขับรถคันนั้น ก็ย่อมได้ชื่อว่าเป็นผู้มีความมัวหมอง ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายถูกหรือผิด

 

การจัดรถบรรทุกของและการใช้

Comments Off on การจัดรถบรรทุกของและการใช้

Posted on : 23-10-2012 | By : Author | In : การขับรถเกียร์ธรรมดา

รถบรรทุก

1.  ตรวจดูน้ำหนักบรรทุกเสียก่อนทุกครั้ง  ถ้าบรรทุกของให้น้ำหนักเกินความต้านทานและกำลังรถ อาจทำให้เกิดการเสียหายหรือรถเสื่อมสภาพได้  สำหรับความต้านทานและกำลังรถ ผู้ที่ขับประจำเท่านั้นจะรู้สภาพของรถได้ดี

2.  ควรพิจารณาถึงความสะดวกของการเอาของขึ้นบรรทุกหรือขนลง  ถ้าได้รับความสะดวกเท่าใด อันตรายและเวลาก็ย่อมลดน้อยลงเท่านั้น

3.  การจัดวางสิ่งของ ควรจัดวางให้เป็นระเบียบเรียบร้อย ซึ่งควรคำนึงถึง

-จัดวางให้บรรทุกของได้มากๆ ไม่เกะกะบริเวณพื้นที่

-ไม่เอนเอียง

-จัดวางให้ตั้งอยู่ในที่ที่ปลอดภัยไม่ตกหล่นหรือเกิดการเสียหายได้

-จัดวางให้น้ำหนักบรรทุกอยู่ที่จุดกึ่งกลางของรถพอดี  สำหรับข้อนี้ ควรระวังรถที่บรรทุกของหนักๆ ส่วนของเล็กๆ น้อยๆ จะไม่มีปัญหาอะไร

-จัดวางให้ถูกต้องตามด้านที่กำหนดไว้คือ ด้านที่เขียนบอกไว้ว่าด้านนี้ขึ้นบน

4.  เมื่อบรรทุกของเรียบร้อยแล้วก็ควรตรวจดู คือ

-สปริง(แหนบ)ถ้าอ่อนตัวมากก็ควรลดน้ำหนักบรรทุกของลงอีก

-ยางล้อ ถ้ายางอ่อนตัวมากก็ควรลงน้ำหนักบรรทุกลงอีกเช่นกัน

5.  การผูกมัด  ถ้าจำเป็นต้องผูกมัดด้วยวัตถุ ที่มีความต้านทานรับน้ำหนักได้อย่างเพียงพอ และผูกมัดให้แน่นไม่หลุดหรือหลวมตัวได้ วัตถุผูกมัดอาจใช้

-เชือก

-เส้นเหล็กหรือลวดสลิง

-โซ่

        6.  การใช้รถ ควรระมัดระวังเป็นพิเศษให้ถูกต้องตามหลักการด้วย

ข้อควรระวังในการขับรถ

Comments Off on ข้อควรระวังในการขับรถ

Posted on : 23-10-2012 | By : Author | In : การขับรถเกียร์ธรรมดา

การขับรถ

1.  ไม่ควรขับรถ ที่บรรทุกของหนักให้เร็วเกินไปเพราะว่าถ้ารถเสียหลักการทรงตัวก็จะไม่สามารถประคองรถให้อยู่ในสภาพที่ปลอดภัยได้

2.  ไม่ควรใช้มือและเท้า ปฏิบัติงานอื่นในเมื่อรถกำลังแล่นด้วยความเร็วสูงเช่นก้มลงหยิบสิ่งของที่ตกหล่น

3.  ไม่ควรหักเลี้ยวรถหลบหลีกด้วยความตกตะลึงจะทำให้รถเสียหลักแต่ถ้าจำเป็นต้องหลบข้างถนนก็ควรหลบลงไปตรงๆ เพื่อป้องกันไม่ให้รถพลิกคว่ำ

4.  ไม่ควรขับรถให้นานเกินควรเมื่อรู้สึกตัวปวดเมื่อยหรือมีอาการเผอเรอ ก็ควรหยุดพักผ่อนทันทีอย่าพยายามฝืนขับต่อไป

5.  ควรตรวจดูเกจวัดบอกความดันต่างๆ ตลอดเวลาเพื่อป้องกันความเสียหายของรถ

6.  ควรเตรียมพร้อมต่อเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลา เพื่อความไม่ประมาท

7.  ควรใช้สายตามองไปข้างหน้าให้มากที่สุดเพื่อความปลอดภัย  และผู้ขับรถจะต้องดูให้เห็นเหตุการณ์ข้างหน้า ก่อนผู้อื่นทั้งหมดที่นั่งไปในรถด้วยกัน เช่น มีทางแยกป้ายเครื่องหมายจราจร คนผ่านถนน ถนนที่หลุมขรุขระหรือทางข้างหน้าไม่ปลอดภัย

8.  เครื่องยนต์ที่กำลังมีความร้อนสูง ไม่ควรขับแล่นลงไปในน้ำที่น้ำท่วมเครื่องได้ ซึ่งจะทำให้เครื่องยนต์แตกร้าวได้ หรือถ้าเป็นเครื่องดีเซล  ถ้าน้ำเข้าทางท่อไอดีได้ ก้านลูกสูบก็จะคดหักหรือเสียหายมาก

        9.  ในการขับรถผ่านใกล้กองไฟควรระวังการลุกไหม้ เพราะว่ามีหญ้าแห้งๆ หรือน้ำมันติดเปียกชื้นอยู่ตามบริเวณตัวรถ