Featured Posts

หลักการใช้คลัช สำหรับรถเกียร์ธรรมดา วิธีการใช้คลัชในเกียร์ธรรมดา เมื่อใส่เกียร์หรือปลดเกียร์ว่าง หรือสตาร์ทเครื่องยนต์ ควรเหยยียบคลัชให้จมเสียก่อนทุกครั้ง เมื่อตองการจะออกรถต้องปล่อยคลัชออกช้า...

Read more

วิธีการใช้เกียร์ธรรมดา... หลักการใช้เกียร์ธรรมดา 1. เมื่อรถทำงานหนักหรือขึ้นเนิน หรือลงจากเนิน ควรใช้เกียร์ต่ำ 2. ควรเปลี่ยนเกียร์ตามลำดับ...

Read more

กลิ่น เสียงรบกวน และการสั่นสะเทือนของรถยนต์

Comments Off

1 Star2 Stars3 Stars4 Stars5 Stars (ให้คะแนนความชอบได้ที่นี่)
Loading ... Loading ...

car4

ทุกครั้งที่ขับขี่รถยนต์ไปบนถนนขรุขระจะได้ยินเสียงการกระทบกัน มันเกิดจากอะไร?
เสียงอาจเกิดขึ้นจากข้อต่อที่หลวมของโช๊คอัพ ท่อไอเสีย หม้อพักไอเสีย ท่อไอเสียส่วนปลาย หรืออาจเกิดจากการขยับตัวได้ของสิ่งของต่างๆ ที่อยู่ภายในห้องเก็บของใต้ฝากระโปรง โดยเฉพาะอย่างยิ่งยางอะไหล่ หรืออาจเกิดจากชิ้นส่วนที่หลวมในระบบบังคับเลี้ยวและสั่นสะเทือน หรืออาจเกิดการขยับตัวของหน้าต่างและประตูหลวม หรือชิ้นส่วนภายในบานประตูหลวม
ทุกครั้งที่ขับรถยนต์ถอยหลังจะมีเสียงดังอี๊ดแอ๊ด มันเกิดจากอะไร ?
สาเหตุเกิดจากฝาครอบล้อหลวม แบริ่งล้อเสียหรือแห้ง หรือข้อต่ออ่อนของเพลากำลังขับหลวม
เวลาเหยียบเบรค ทำไมหน้ารถยนต์จึงต่ำลงมากเกินไป ?
โดยปกติแล้วเวลาเหยียบเบรคให้รถยนต์หยุด หน้ารถยนต์จะถูกกดให้ตํ่าลง แต่ถ้าตํ่ามากเกินไปก็อาจเป็นเพราะสปริงหรือโช๊คอัพของล้อหน้าอ่อนเกินไป
ทำไมรถยนต์จึงเด้งขนเด้งลงทั้งๆ ที่ขับขี่บนถนนเรียบ ?
สาเหตุเนื่องจากสปริงหรือโช๊คอัพทั้งสี่ล้ออ่อนเกินไป แต่ถ้ารถยนต์โคลงเครงไปมา ควรพิจารณาความดันลมยางด้วยเช่นกัน
ที่อัตราเร็ว 55 กิโลเมตรต่อชั่วโมงพบว่าพวงมาลัยสั่นอย่างรุนแรง แต่เมื่อ อัตราเร็วสูงเกิน 80 กิโลเมตรต่อชั่วโมง อาการสั่นจะลดลง มันมีอันตราย หรือไม่ ?
แน่นอนมันมีอันตราย เพราะว่าท่านต้องเสี่ยงต่อการไม่สามารถควบคุมการบังคับเลี้ยวได้อย่างกระทันหัน อาการสั่นของพวงมาลัยอาจมีสาเหตุมาจากชิ้นส่วนของระบบบังคับเลี้ยวและระบบกันสะเทือนสึกหรอหรือหลวม ใช้แป้นเกลียวยึดล้อไม่เหมาะสม ล้อไม่สมดุล ความดันลมยางไม่เหมาะสมหรือยางสึกมากเกินไป มุมศูนย์ล้อผิด โครงฐานคด แบริ่งล้อหน้าเสียหรือปรับไม่ดีพอ
มีกลิ่นน้ำมันเชื้อเพลิงภายในรถยนต์ มันมาจากไหน ?
กลิ่นนํ้ามันเชื้อเพลิงอาจเกิดจากรถยนต์คันอื่นก็ได้ แต่ถ้ามาจากรถยนต์ของท่านเอง ก็แสดงว่ามีการรั่วไหลที่จุดใดจุดหนึ่งที่เป็นทางผ่านของนํ้ามันเชื้อเพลิง เช่น ที่ปั๊มนํ้ามันเชื้อเพลิง ท่อทางเดินนํ้ามัน ไส้กรองนํ้ามันเชื้อเพลิง และที่คาร์บูเรเตอร์ นอกจากนี้อาจเกิดจากนํ้ามันเชื้อเพลิงท่วมที่คาร์บูเรเตอร์ หรือไม่ก็มีการรั่วไหลที่ถังนํ้ามันเชื้อเพลิง
มีกลิ่นน้ำมันเครื่องภายในรถยนต์ มันมีอันตรายหรือไม่ ?
ไม่จำเป็นต้องมีอันตราย นอกเสียจากนํ้ามันเครื่องที่รั่วออกมามากและหยดลงบนท่อร่วมไอเสียที่ร้อน นํ้ามันเครื่องที่รั่วออกมาอาจเนื่องมาจากสลักเกลียวที่ยึดฝาครอบวาล์วหลวม ปะเก็นฝาครอบวาล์วเสื่อมหรือฉีกขาด หรือท่านอาจลืมปิดฝาครอบช่องเติมนํ้ามันเครื่องหลังจากเปลี่ยนนํ้ามันเครื่องมาใหม่ๆ
เมื่อขับรถยนต์ด้วยอัตราเร็ว 50 กิโลเมตรต่อชั่วโมง รู้สึกว่ารถยนต์สั่นไป ทั้งคัน สาเหตุเกิดจากอะไร ?
สาเหตุอาจเกิดจากเพลาส่งกำลังขับไม่สมดุล ข้อต่ออ่อนเสีย ชิ้นส่วนในระบบบังคับเลี้ยวและระบบกันสะเทือนสึกหรอหรือหลวม แป้นเกลียวยึดล้อหลวม ล้อไม่สมดุล ดรัมของเบรคหลวมจากเพลา ใช้ยางล้อใดล้อหนึ่งหรือหลายล้อผิดขนาด หรือใช้ยางต่างชนิดกันผสมกันเช่น ใช้ยางเรเดียลผสมกับยางธรรมดา หากไม่ใช่สาเหตุดังกล่าวนี้ ควรตรวจดูสลักเกลียวที่ใช้ยึดเครื่องยนต์ ห้องส่งกำลัง กระปุกเกียร์พวงมาลัย และแกนพวงมาลัย
ในบางครั้งในขณะที่ขับรถยนต์ได้กลิ่นสายไฟไหม้ควรทำอย่างไรดี ?
เปิดหน้าต่างรถยนต์และรีบขับไปยังอู่ซ่อม
ที่มา:ธีระยุทธ  สุวรรณประทีป, สมชาย  กังวารจิตต์

ความเสียดทานและการสึกหรอของรถยนต์

Comments Off

1 Star2 Stars3 Stars4 Stars5 Stars (ให้คะแนนความชอบได้ที่นี่)
Loading ... Loading ...

car3
เมื่อใดที่วัตถุ 2 ชิ้นเสียดสีกันโดยไม่มีนํ้ามันหล่อลื่น จะทำให้เกิดความร้อนสูง เนื่องจากแรงเสียดทานทำให้โครงสร้างของโมเลกุลเปลี่ยนไป ดังนั้นจึงต้องมีนํ้ามันหล่อลื่นเพื่อช่วยลดความเสียดทานและการสึกหรอ
ชิ้นส่วนของรถยนต์จำเป็นต้องมีการสึกหรอในระหว่างการใช้งาน เศษที่หลุดออกเนื่องจากการสึกหรอจะติดไปกับนํ้ามันหล่อลื่นหรือถูกพาไปโดยอากาศหรือก๊าซต่างๆ ออกไปนอกรถ ส่วนที่อยู่ในนํ้ามันเครื่องจะถูกกรองโดยไส้กรองน้ำมันเครื่อง หรือบางส่วนออกไปกับก๊าซไอเสีย เมื่อเราเปลี่ยนไส้กรองหรือเปลี่ยนนํ้ามันเครื่อง หรือนํ้ามันเกียร์ เศษของส่วนที่สึกหรอจะออกไปด้วย การสึกหรอเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่เราสามารถทำได้เพียงลดอัตราการสึกหรอให้น้อยลงเท่านั้น ซึ่งช่วยให้ชิ้นส่วนมีอายุการใช้งานนานขึ้นเป็นการลดค่าใช้จ่ายในภารซ่อมแซมต่างๆ
ทำไมเราต้องตรวจสอบระดับน้ำมันเครื่องหรือน้ำมันเกียร์หลังจากการเปลี่ยนน้ำมันนั้นๆ ?
เพราะว่าบางครั้งช่างอาจจะลืมเติมนํ้ามันเครื่องหรือนํ้ามันเกียร์ก็ได้หลังจากที่ถ่ายน้ำมันออกหมดแล้ว ถ้าหากไม่มีนํ้ามันหล่อลื่น เราใช้งานเพียง 5 นาทีก็จะเกิดความเสียหายได้มาก ทางที่ดีควรตรวจสอบระดับนํ้ามันหล่อลื่นอีกครั้งหนึ่งด้วยตัวเอง ก่อนที่จะขับออกไป ในการตรวจสอบระดับนํ้ามันควรจอดรถยนต์อยู่ในแนวระดับ และระดับนํ้ามันต้องไม่มากเกินไปด้วย
เราทราบว่าน้ำมันเครื่องจะไม่เสีย ถ้าเป็นจริงทำไมเราจึงต้องเปลี่ยนน้ำมันเครื่อง ?
นํ้ามันเครื่องไม่สูญเสียคุณสมบัติในการหล่อลื่น แต่มันสกปรกเนื่องจากฝุ่นผงต่างๆ นํ้า กรด และบรรดาหัวเชื้อนํ้ามันต่างๆ ซึ่งทำให้ไม่เหมาะสมกับการหล่อลื่นอีกต่อไป ดังนั้นจึงจำเป็นต้องเปลี่ยนน้ำมันเครื่องเป็นระยะๆ ตามข้อแนะนำในคู่มือการใช้รก
หลังจากเปลี่ยนน้ำมันเครื่องใหม่และได้ขับรถไปเป็นระยะทางหลายร้อย กิโลเมตร ปรากฏว่าเมื่อตรวจสอบก้านวัดระดับน้ำมันเครื่อง จะเห็นน้ำมัน เครื่องมีสีดำ มันควรจะเป็นสีดำเร็วขนาดนี้หรือ ?
สีของนํ้ามันเครื่องมิใช่เป็นตัวบอกว่านํ้ามันเครื่องยังใช้งานได้หรือไม่ เนื่องจากอนุภาคที่มีความคมและเป็นอันตรายมักมีสีอ่อนและเล็กมากจนมองด้วยตาเปล่าไม่เห็น โดยทั่วไปแล้วจะตกตะกอนอยู่ที่ก้นอ่างนํ้ามันเครื่องหลังจากเครื่องยนต์หยุดการทำงาน สีดำในนํ้ามันเครื่องมักจะเกิดจากสารพวกคาร์บอน ซึ่งไม่เป็นอันตรายต่อเครื่องยนต์ตราบใดที่มันยังอยู่ในนํ้ามันเครื่องในปริมาณที่ไม่มากเกินไป ดังนั้นการที่นํ้ามันเครื่องมีสีดำก็ยังไม่สามารถระบุได้ว่านํ้ามันเครื่องนั้นยังใช้ได้อย่างปลอดภัย หรือใช้ไม่ได้เนื่องจากมีอนุภาคที่เป็นอันตรายผสมอยู่ แต่การที่นํ้ามันเครื่องซึ่งเพิ่งเปลี่ยนใหม่ดำขึ้นอย่างรวดเร็วนั้นหมายความว่า ช่องบายพาส (bypass) ของไส้กรอง นํ้ามันเครื่องเริ่มทำงานแล้ว ซึ่งหมายถึงมีนํ้ามันบางส่วนไม่ผ่านไส้กรอง และสมควรเปลี่ยนไส้กรองนํ้ามันเครื่องนี้เมื่อถึงเวลาเปลี่ยนน้ำมันเครื่องครั้งใหม่หรือเปลี่ยนเร็วกว่านั้น
ทำไมต้องเปลี่ยนไส้กรองน้ำมันเครื่อง ?
จุดประสงค์ของไส้กรองนํ้ามันเครื่องคือการกรองเอาอนุภาคเล็กๆ ที่ปนอยู่ในนํ้ามันเครื่องออกมาแล้วเก็บไว้ในตัวของมัน จนกระทั่งอุดตันและไม่สามารถเก็บเพิ่มขึ้นได้อีก เมื่อเป็นเช่นนี้ วาล์วบายพาสอัตโนมัติจะเปิดออกและยอมให้นํ้ามันเครื่องหมุนเวียนได้โดยไม่ผ่านการกรองเพื่อให้มีนํ้ามันเครื่องหมุนเวียนเพียงพอ ถ้าปล่อยทิ้งไว้ต่อไป บรรดาอนุภาคต่างๆ ซึ่งไม่ได้กรองก็จะทำความเสียหายให้แก่เครื่องยนต์ เพราะว่านํ้ามันเครื่องซึ่งมีอนุภาคปนอยู่จะทำให้เกิดการสึกหรอของชิ้นส่วนเพิ่มขึ้นอีก 38% เมื่อเปรียบเทียบกับการใช้นํ้ามันเครื่องปกติ ดังนั้นการดูแลรถที่ดีควรให้ความสำคัญของไส้กรองนํ้ามันเครื่องด้วย รูปที่ 2.1 แสดงไส้กรองนํ้ามัน เครื่องของเครื่องยนต์แต่ละแบบซึ่งบางแบบต้องเข้าไปใต้ท้องรถยนต์จึงจะถอดออกมาได้ และบางแบบสามารถถอดออกมาได้จากส่วนบนโดยการเปิดฝากระโปรงออก
ไส้กรองน้ำมันเครื่อง

ไส้กรองน้ำมันเครื่อง1
รูปแสดงไส้กรองน้ำมันเครื่อง
เมื่อใดควรเปลี่ยนไส้กรองน้ำมันเครื่องเนื่องจากเราไม่สามารถบอกได้ว่ามันอุดตันหรือยัง ?
บริษัทผู้ผลิตเกือบทั้งหมดกำหนดว่าควรเปลี่ยนไส้กรองนํ้ามันเครื่องอย่างน้อยทุกๆ สองครั้งของการเปลี่ยนนํ้ามันเครื่อง หรือทุกๆ 15,000 กิโลเมตร และควรจะบ่อยกว่านั้นถ้ารถคันนั้นส่วนใหญ่ใช้งานในระยะทางสั้นๆ หรือวิ่งไปมาในเมืองหรือวิ่งในพื้นที่ที่มีฝุ่นมากและใช้งานหนัก ดังนั้นเพื่อตัดปัญหาเกี่ยวกับการใช้งาน ผู้ใช้รถหลายคนมักจะเปลี่ยนไส้กรองน้ำมันเครื่องทุกครั้งที่เปลี่ยนนํ้ามันเครื่อง
เมื่อใดควรเปลี่ยนน้ำมันเครื่อง ?
โดยทั่วไปให้ยึดถือตามคู่มือการใช้รถ รถยนต์ส่วนมากซึ่งใช้งานธรรมดาควรเปลี่ยนนํ้ามันเครื่องอย่างน้อยทุกๆ 1 5,000 กิโลเมตร หรือเร็วกว่านี้
เมื่อใดควรเปลี่ยนไส้กรองอากาศ ?
ไส้กรองอากาศอยู่ภายในหม้อกรองอากาศ ซึ่งต่อกับปากทางเข้าของคาร์บูเรเตอร์ ฝุ่นละอองประมาณ 90% จากอากาศถูกกรองเอาไว้ก่อนที่จะเข้าไปยังเครื่องยนต์ รถยนต์ส่วนใหญ่จะใช้ไส้กรองอากาศแบบกระดาษ ซึ่งต้องเปลี่ยนเมื่อเริ่มอุดตัน หรือทุกๆ 15,000 กิโลเมตร แล้วแต่อย่างไหนจะถึงก่อนกัน สำหรับรถยนต์บางชนิดอาจใช้ไส้กรองอากาศแบบใช้นํ้ามันหล่อลื่นเป็นตัวจับฝุ่นละออง ไส้กรองแบบนี้ต้องทำความสะอาดโดยการล้างในสารละลายที่เหมาะสมดีกว่าที่จะเปลี่ยนใหม่ สำหรับ คำแนะนำในการบำรุงรักษาไส้กรองแบบนี้ให้ดูได้จากคู่มือการใช้รถ เมื่อใดก็ตาม ถ้าไม่มีการเปลี่ยนหรือทำความสะอาดไส้กรองอากาศที่อุดตัน จะทำให้รถยนต์กินนํ้ามันเชื้อเพลิงเพิ่มขึ้นอย่างแน่นอน
การตรวจสอบและการหล่อลื่นส่วนต่างๆ ในรถยนต์ควรมีอะไรบ้าง ?
ตามรายการต่อไปนี้ไม่รวมถึงการเปลี่ยนนํ้ามันเครื่อง ควรได้รับการดูแลจากเจ้าของรถยนต์อย่างน้อย 3 เดือนต่อครั้ง ซึ่งใช้เวลาไม่เกิน 1 ชั่วโมงครึ่ง โดยเจ้าของรถยนต์ สามารถทำได้ด้วยตัวเอง
1. ฉีดนํ้ายารักษาสภาพบูชยางต่างๆ ในระบบบังคับเลี้ยวและกันสะเทือน ใต้ท้องรถยนต์ ทำให้บูชยางมีอายุการใช้งานนานขึ้น
2. อัดจารบีตามจุดต่างๆ ที่เคลื่อนที่ ได้แก่ ลูกหมาก คันชักคันส่ง ข้อต่ออ่อน เป็นต้น
3. ใช้จารบีหรือน้ำมันหล่อลื่นช่วยในการหล่อลื่นตามแกนต่อหรือข้อต่อ ต่างๆ เช่น คันเกียร์ ข้อต่อเบรคมือ คันเบรค คันคลัตช์ ตามบริเวณข้อต่อและแกนต่อของคาร์บูเรเตอร์ควรฉีดด้วยน้ำยาขจัดสิ่งสกปรก และหลังจากนั้นควรฉีดด้วยน้ำยาซิลิโคน
4. ส่วนที่เป็นยางต่างๆ บริเวณใต้ท้องรถยนต์ เช่น ยางยึดท่อไอเสียและ ยางแท่นเครื่อง เป็นต้น ควรฉีดด้วยนํ้ายารักษาสภาพยาง ส่วนยาง บริเวณรอบประตู และรอบฝากระโปรงควรฉีดด้วยน้ำยาซิลิโคน
5. ตรวจสอบสภาพยางรถยนต์ว่ายางสึกผิดปกติ และบริเวณโดยรอบของ ยางว่ามีอะไรทิ่มแทงจนฉีกขาดหรือไม่ มีของมีคมฝังอยู่ในดอกยาง หรือไม่ และในขณะที่ตรวจสอบสภาพยางนั้นก็ควรตรวจสอบเลยไปถึงชิ้นส่วนต่างๆ ภายใต้ท้องรถยนต์มีอะไรผิดปกติหรือไม่ เช่น หักงอ บิดเบี้ยว เป็นต้น ตลอดจนสังเกตดูว่ามีรอยรั่วของนํ้ามันเครื่อง นํ้ามันเกียร์ และน้ำมันเฟืองท้ายหรือไม่
6. ตรวจสอบระดับน้ำมันในแม่ปั๊มเบรคและคลัตช์ ปั๊มในระบบพวงมาลัย เพาเวอร์ ระดับนํ้ากรดในแบตเตอรี่ ระดับน้ำในหม้อนํ้า ระดับน้ำในถังน้ำล้างกระจกบังลม ระดับน้ำมันเครื่อง ระดับน้ำมันหล่อลื่นในห้องส่งกำลัง และเฟืองท้าย
7. ตรวจสอบสายพานต่างๆ ว่ามีรอยฉีกขาดหรือไม่ และใช้น้ำยาซิลิโคน ฉีด
8. หล่อลื่นบานพับฝากระโปรงหน้าหลัง และบานพับประตูด้วยน้ำมัน หล่อลื่นหรือจารบี แต่ควรทำความสะอาดก่อนทำการหล่อลื่น
9. หล่อลื่นกุญแจล็อกต่างๆ เช่น สวิตช์กุญแจสตาร์ต กุญแจประตู กุญแจ ฝากระโปรงหลัง กุญแจลิ้นชัก และที่อื่นๆ เป็นต้น
10. ขจัดเสียงเสียดสีที่รบกวนต่างๆ เช่น ที่แผงหน้าปัด และที่อื่นๆ ภายในห้องโดยสาร โดยการฉีดน้ำยาซิลิโคน
ควรทำอย่างไรเพื่อประหยัดน้ำมันเชื้อเพลิง ?
การขับขี่รถยนต์เพื่อให้ได้ระยะทางมากขึ้นโดยใช้น้ำมันเชื้อเพลิงเท่าเดิม สามารถทำได้ดังนี้ ใช้อัตราเร็วไม่สูงเกินไป พยายามขับขี่ด้วยอัตราเร็วคงที่ หลีกเลี่ยงการเร่งเครื่องยนต์อย่างทันทีทันใด ควรใช้เกียร์ให้เหมาะสมกับอัตราเร็วและพยายามใช้เกียร์สูงสุดให้เร็วที่สุด คือไม่ใช้เกียร์ตํ่าเป็นเวลานานๆ อย่าใช้แอร์โดยไม่จำเป็น ใช้ความดันลมยางให้เหมาะสม ถ้าจะให้ดีควรใช้ค่าความดันสูงสุดที่กำหนดให้ใช้ ปรับแต่งเครื่องยนต์อย่างสม่ำเสมอ และเปลี่ยนไส้กรองอากาศทุกๆ 15,000 กิโลเมตร
การใช้หัวเชื้อน้ำมันเครื่องมีผลดีหรือไม่ ?
โดยทั่วไปแล้วเครื่องยนต์ที่ได้รับการบำรุงรักษาเป็นอย่างดีไม่จำเป็นต้องใช้หัวเชื้อนํ้ามันเครื่อง และยิ่งเป็นเครื่องยนต์ที่ไม่ได้รับการบำรุงรักษาด้วยแล้วอาจทำให้เกิดผลเสียมากกว่าผลดี
ทำไมรถยนต์จึงมีอาการอืดในขณะขับขี่บนภูเขาหรือที่สูง ?
สาเหตุเกิดจากอากาศบนที่สูงมีปริมาณน้อยไม่เพียงพอกับความต้องการของเครื่องยนต์ ทำให้ส่วนผสมของอากาศกับนํ้ามันเชื้อเพลิงผิดไป หากจำเป็นต้องขับขี่บนที่สูงเป็นเวลานานๆ ควรปรับแต่งเครื่องยนต์ใหม่ ถ้าเพียงแต่ผ่านไปเท่านั้นก็ไม่ต้องปรับแต่งอย่างไรเพราะเครื่องยนต์ที่จะมีอาการเป็นปกติเมื่อกลับลงมาขับขี่บนระดับตํ่าตามเดิม
เหตุใดรถยนต์ของผมจึงทำงานดีขึ้นในตอนกลางคืนหรือตอนฝนตก ?
สาเหตุเนื่องมาจากตอนกลางคืนหรือตอนฝนตก อากาศมีอุณหภูมิตํ่าลง ทำให้ความหนาแน่นของอากาศสูงขึ้น นั่นหมายความว่าประสิทธิภาพเชิงปริมาตรของเครื่องยนต์จะดีกว่าการขับขี่ในตอนกลางวัน
ชิ้นส่วนซึ่งจำเป็นต้องเปลี่ยนในการปรับแต่งเครื่องยนต์ตามปกติมีอะไรบ้าง?
สำหรับเครื่องยนต์ซึ่งใช้ระบบจุดระเบิดแบบทองขาว ชิ้นส่วนซึ่งจำเป็นต้องเปลี่ยน ได้แก่ ทองขาว คอนเดนเซอร์ และหัวเทียน ถ้าเป็นเครื่องยนต์ที่ใช้ระบบจุดระเบิดอิเล็กทรอนิกส์จะเปลี่ยนเฉพาะหัวเทียน แต่เครื่องยนต์ในทั้งสองระบบ อาจจะต้องเปลี่ยนไส้กรองน้ำมันเชื้อเพลิง ไส้กรองอากาศ หรือชิ้นส่วนอื่นในระบบจุดระเบิดที่บกพร่อง
ชิ้นส่วนซึ่งจำเป็นต้องเปลี่ยนในการปรับแต่งเครื่องยนต์ขนานใหญ่มีอะไรบ้าง?
ชิ้นส่วนอื่นๆ ซึ่งจำเป็นต้องเปลี่ยนนอกเหนือจากชิ้นส่วนที่ได้เปลี่ยนในการปรับแต่งเครื่องยนต์ตามปกติแล้ว ได้แก่ สายหัวเทียน ฝาครอบจานจ่าย หัวนกกระจอก วาล์วพีซีวี ไส้กรองอากาศ และชิ้นส่วนในคาร์บูเรเตอร์
ทำอย่างไรหากรถยนต์เพิ่งซ่อมมาใหม่ๆ แต่ยังมีปัญหาอยู่ ?
เนื่องจากการซ่อมมีหลายแบบ ปัญหาก็มีมากมายแตกต่างกันไป อาจเป็นไปได้ว่า การซ่อมรถยนต์ยังไม่ถูกจุด ดังนั้นวิธีที่ดีที่สุดคือนำรถยนต์กลับเข้าอู่เดิมอีกครั้งหนึ่ง และอธิบายให้ช่างเข้าใจถึงปัญหาที่ต้องการให้แก้ไข
ไดนาโมมิเตอร์คืออะไร ?
ไดนาโมเตอร์เป็นเครื่องมือที่สลับซับซ้อนมีใช้ในอู่ชั้นดี เพื่อตรวจเช็คและทดสอบรถยนต์ภายใต้สภาพที่คล้ายคลึงกับถนน ทำให้สามารถทราบถึงความผิดปกติของรถยนต์ได้ ทั้งยังสามารถวินิจฉัยปัญหาต่างๆ ได้ถูกต้อง ไดนาโมมิเตอร์มีลักษณะซึ่งแตกต่างไปจากเครื่องวิเคราะห์เครื่องยนต์ที่มีใช้ในอู่ทั่วๆ ไป ดังนั้น จงอย่าเข้าใจสับสนกัน
ถ้าในใบเสร็จค่าซ่อมระบุว่า “เปลี่ยนชิ้นส่วน” มันจำเป็นหรือที่ต้องเปลี่ยน ?
ในกรณีที่ต้องเปลี่ยนชิ้นส่วน นั่นย่อมหมายถึงว่าชิ้นส่วนเก่าเสียหรือไม่ก็ไม่เหมาะสมกับการใช้งานต่อไป แต่จะรู้ได้อย่างไรถ้าไม่เห็นชิ้นส่วนเก่า ดังนั้นหากมีการเปลี่ยนชิ้นส่วนควรขอชิ้นส่วนเก่าคืนด้วย และเราสามารถพิจารณาชิ้นส่วนนั้นได้ด้วยว่า จำเป็นต้องเปลี่ยนหรือไม่
ควรทำอย่างไร หากต้องการจอดรถยนต์ทิ้งไว้เป็นเวลานานๆ โดยไม่ได้ใช้?
การจอดรถยนต์ทิ้งไว้เป็นเวลานานๆ เช่น เป็นเดือนหรือมากกว่าโดยไม่มีใครดูแล ควรปฎิบัติดังนี้ สำหรับเครื่องยนต์แก๊สโซลีนให้ถอดหัวเทียนออก ใช้กลีเซอรีน ประมาณ 3 ช้อนโต๊ะ ฉีดเข้าไปในแต่ละกระบอกสูบ แล้วขันหัวเทียนกลับเข้าที่ตามเดิม การกระทำเช่นนี้จะช่วยป้องกันไม่ให้เกิดสนิมในกระบอกสูบ จากนั้นให้ถอดสายแบตเตอรี่ออก เปิดกระจกทิ้งไว้เล็กน้อยเพื่อให้อากาศถ่ายเท และยังป้องกันการขึ้นราในห้องโดยสาร นอกจากนี้ให้ยกรถไว้บนขาตั้งให้ยางสูงจากพื้น เมื่อท่านกลับมาใช้งานใหม่อีกครั้งหนึ่งควรชาร์จแบตเตอรี่ เปลี่ยนน้ำมันเครื่อง ถ่ายน้ำในหม้อนํ้า เช็คความดันลมยางรวมทั้งยางอะไหล่ นอกจากนี้ให้เช็คระดับน้ำมันที่จุด ต่างๆ เช่น นํ้ามันเบรค นํ้ามันคลัตช์ น้ำมันเครื่อง นํ้ามันเกียร์ นํ้ามันเฟืองท้าย เป็นต้น จากนั้นก็สตาร์ตเครื่องยนต์ เครื่องยนต์สามารถติดได้ด้วยมีกลีเซอรีนภายใน กระบอกสูบโดยปราศจากข้อเสียหายใดๆ ทั้งสิ้น สำหรับเครื่องยนต์ดีเซลวิธีที่ดีที่สูด ควรปรึกษาจากอู่บริการที่ท่านซื้อรถยนต์
การเติมน้ำมันเชื้อเพลิงควรทำเมื่อใด ?
การเติมน้ำมันเชื้อเพลิงหากเป็นไปได้ควรเติมให้เต็มถังตลอดเวลา หรือไม่ก็อย่าให้ระดับเข็มนํ้ามันต่ำเกินกว่า ¼ ของหน้าปัด ทั้งนี้เพราะว่าถ้าระดับนํ้ามันเชื้อเพลิงในถังตํ่าเกินไป จะมีผลทำให้สิ่งสกปรกต่างๆ บริเวณก้นถังถูกดูดขึ้นมากับนํ้ามันเชื้อเพลิงทำให้ไส้กรองนํ้ามันเชื้อเพลิงและท่อภายในคาร์บูเรเตอร์อุดตัน นอกจากนี้ยังทำให้ปริมาณนํ้าในถังนํ้ามันเพิ่มมากขึ้นอีกด้วย
วิทยุในรถยนต์ของผมทำงานดีเป็นปกติเมื่อเครองยนต์ยังไม่ทำงาน แต่ เมื่อสตาร์ตเครื่องยนต์ปรากฏว่าฟิวส์วิทยุขาด ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น ?
อาจเป็นเพราะว่าท่านไม่ได้ปิดวิทยุก่อนสตาร์ตเครื่องยนต์ นอกจากนี้หลอดไฟบนแผงหน้าปัดอาจขาดก็ได้ถ้าสตาร์ตเครื่องยนต์ในขณะที่เปิดไฟหน้ารถยนต์เอาไว้ แต่ก็ไม่เสมอไป มันอาจจะเกิดกับรถยนต์บางคันเท่านั้น ที่เป็นเช่นนี้เนื่องจากเกิดกระแสไฟอย่างกระทันหันในขณะสตาร์ต ดังนั้นควรตั้งให้เป็นกฎประจำตัวว่าต้องปิดสวิตช์และหยุดใช้อุปกรณ์ไฟฟ้าต่างๆ ก่อนการสตาร์ตเครื่องยนต์
ควรทำอย่างไรเวลาต้องการตรวจเช็คใต้ท้องรถยนต์?
อย่ามุดเข้าไปใต้ท้องรถยนต์ด้วยการใช้แม่แรงยกรถให้สูงขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งแม่แรงที่ใช้ยกรถตรงบริเวณกันชน เพราะหากเกิดพลาดพลั้งแม่แรงล้มลงมาเนื่องจากแม่แรงไม่แข็งแรงพอหรือรถเอียงเสียหลัก ท่านอาจได้รับอันตรายได้ ทางที่ถูกควรใช้แม่แรงยกรถขึ้น แล้วใช้ขาตั้งที่แข็งแรงพอจะรับนํ้าหนักรถได้รองรับบริเวณเพลา หรือโครงฐาน จากนั้นจึงมุดเข้าใต้ท้องรถตรวจเช็คสิ่งที่ท่านต้องการ
ที่มา:ธีระยุทธ  สุวรรณประทีป, สมชาย  กังวารจิตต์

ปัญหาถามตอบเกี่ยวกับเรื่องทั่วๆ ไปของรถยนต์

Comments Off

1 Star2 Stars3 Stars4 Stars5 Stars (ให้คะแนนความชอบได้ที่นี่)
Loading ... Loading ...

car2
คำว่า “automobile” มาจากไหน?
มันเกิดจากคำ 2 คำรวมกัน ค่าหนึ่งเป็นภาษากรีก อีกคำหนึ่งเป็นภาษาฝรั่งเศส Auto เป็นภาษากรีก หมายถึง ด้วยตนเอง คำว่า mobile เป็นภาษาฝรั่งเศส หมายถึง การเคลื่อนไหว เอา 2 คำมารวมกันได้คำใหม่ว่า Automobile หรือ ยานพาหนะที่เคลื่อนที่ได้ด้วยตัวเอง
รถยนต์ต่างๆ มีราคาแพง แต่ส่วนใดบ้างที่ราคาแพงที่สุด ?
โดยทั่วๆ ไปชิ้นส่วนกลไกที่มีราคาแพงที่สุดที่ประกอบเป็นรถยนต์ ได้แก่ เครื่องยนต์ รองลงมาได้แก่ ระบบส่งกำลังและเฟืองท้าย ตามลำดับ ถ้าไม่ได้รับความเสียหายอย่างหนักเพราะถูกชนหรือเสียหายมากเกินไป ชิ้นส่วนเหล่านี้มักใช้การซ่อมมากกว่าการเปลี่ยนใหม่ ค่าใช้จ่ายในการซ่อมขึ้นอยู่กับสภาพของการซ่อม การซ่อมใหญ่หรือค่าใช้จ่ายในการซ่อมสามารถหลีกเลี่ยงได้หลายปี โดยการซ่อมบำรุงตามธรรมดาที่ระบุไว้ในคู่มือโดยสม่ำเสมอ อีกประการหนึ่งความเสียหายของตัวถังรถยนต์ ต้องใช้ค่าใช้จ่ายสูงในการซ่อมแซม ดังนั้นเพื่อเป็นการลดค่าใช้จ่ายในการซ่อมแซม จึงควรให้การบำรุงรักษาที่ดีและขับขี่ด้วยความระมัดระวัง
รถยนต์คันใหญ่และคันเลึก อย่างไหนดีกว่ากัน ?
เรื่องนี้ขึ้นอยู่กับความต้องการของเจ้าของรถ รถขนาดใหญ่มีเนื้อที่ภายในกว้างขวาง สะดวกสบาย และมีความปลอดภัยด้านอุบัติเหตุมากกว่ารถขนาดเล็ก รถขนาดใหญ่ทำให้ผู้ขับขี่รู้สึกเมื่อยน้อยกว่า อย่างไรก็ตามรถขนาดใหญ่มีราคาแพงและเสียค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาสูง กินน้ำมันเชื้อเพลิงมาก กินเนื้อที่มากกว่า ความคล่องตัวในการจราจรน้อยกว่า รถขนาดเล็กมักมีราคาและค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาน้อยกว่ารถขนาดใหญ่ (แต่ไม่เสมอไป) ความคล่องตัวในการจราจรมีมากกินน้ำมัน เชื้อเพลิงน้อย ถ้าขับขี่อย่างชำนาญสามารถหลีกเลี่ยงอุบัติเหตุต่างๆ ได้ดีกว่ารถขนาดเล็กมีห้องโดยสารเล็กทำให้ผู้โดยสารเมื่อยล้า และมีความปลอดภัยเนื่องจากอุบัติเหตุน้อยกว่ารถขนาดใหญ่
รถที่ใช้เครื่องยนต์ 6 สูบ และ 8 สูบ อย่างไหนสิ้นเปลืองน้ำมันเชื้อเพลิง มากกว่ากัน ?
ไม่สามารถระบุได้อย่างแน่นอน แต่คันที่มีกระบอกสูบมากกว่ามีแนวโน้มที่จะกินน้ำมันเชื้อเพลิงมากกว่า แต่ต้องคำนึงถึงองค์ประกอบอื่นด้วย เช่น ความจุของกระบอกสูบ การออกแบบระบบเชื้อเพลิง การมีเทอร์โบชาร์จเจอร์หรือไม่ ชนิด และจำนวนของอุปกรณ์ควบคุมการขับถ่ายไอเสีย ชนิดของระบบส่งกำลัง การสูบลมยาง ระบบภายในของเครื่องยนต์ สมรรถนะของเครื่องยนต์ที่ต้องการ และลักษณะของการขับขี่เครื่องยนต์ 4 สูบของรถยนต์บางคันใช้นํ้ามันเชื้อเพลิงประมาณ 6 กิโลเมตรต่อ 1 ลิตร ในขณะที่รถยนต์บางคันซึ่งใช้เครื่องยนต์ 8 สูบกินนํ้ามันเชื้อเพลิง 8 กิโลเมตรต่อ 1 ลิตร
อัตราเร็วที่ประหยัดของรถยนต์ คืออะไร ?
เมื่อพิจารณาถึงการสิ้นเปลืองนํ้ามันเชื้อเพลิงและการสึกหรอโดยทั่วไปแล้ว อัตราเร็วที่ประหยัดประมาณ 55 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ความสิ้นเปลืองจะเพิ่มขึ้นถ้าอัตราเร็วน้อยกว่าหรือมากกว่านี้
เบรคเพาเวอร์ พวงมาลัยเพาเวอร์ และห้องส่งกำลังอัตโนมัติ มีข้อดี อย่างไร ?
ในตอนแรก เบรคเพาเวอร์และพวงมาลัยเพาเวอร์ มีใช้ในรถยนต์บรรทุกขนาดใหญ่ รถบัส หรือรถที่วิ่งในทางทุรกันดารเพื่อช่วยผู้ขับขี่ในการบังคับรถยนต์ได้ดีขึ้น อุปกรณ์นี้ช่วยให้ผู้ขับรถมีความสะดวกสบาย และไม่ต้องใช้กำลังมากในการขับขี่ ดังนั้นจึงเป็นที่นิยมของผู้ขับขี่ และได้นำมาเป็นอุปกรณ์อำนวยความสะดวกสบายในรถเก๋ง สำหรับห้องส่งกำลังอัตโนมัติช่วยให้ผู้ขับขี่มีความสะดวก ขับขี่ได้อย่างง่ายดายขึ้น และลดความเมื่อยล้าโดยไม่ต้องเหยียบคลัตช์และเปลี่ยนเกียร์
ควรรัดเข็มขัดนิรภัยขณะขับรถหรือไม่ ?
เข็มขัดนิรภัยช่วยลดอันตรายที่จะเกิดขึ้นเมื่อเกิดอุบัติเหตุรถยนต์ชนกัน ดังนั้นจึงสมควรอย่างยิ่งที่จะต้องรัดเข็มขัดนิรภัยทั้งคนขับและผู้โดยสาร
สมควรที่จะติดตั้งสัญญาณกันขโมยในรถยนต์หรือไม่ ?
ควรติด สัญญาณกันขโมยไม่สามารถป้องกันการขโมยได้ แต่พวกหัวขโมยอาจเปลี่ยนใจไม่ขโมยรถยนต์ของท่านถ้าท่านได้ติดตั้งสัญญาณกันขโมยแบบอย่างดี เนื่องจากจะต้องเสียเวลาในการหยุดเสียงสัญญาณ ซึ่งจะเป็นที่สนใจของคนทั่วไป ในบริเวณนั้น แต่ถ้าหัวขโมยเป็นมืออาชีพจริงๆ ก็ไม่มีเครื่องป้องกันอะไรที่จะยับยั้งเขาได้
อุปกรณ์และเครื่องมือที่ต้องติดรถไว้ควรมีอะไรบ้าง ?
ควรมีชุดปฐมพยาบาลพร้อมด้วยยาดม ยางอะไหล่ แม่แรง ประแจถอดล้อ ไฟฉาย คีม ไขควง ประแจเลื่อน สายพานอะไหล่ และอุปกรณ์ที่จำเป็นของแต่ละสภาพอากาศ รวมทั้งผ้าเช็ดรถด้วยหนึ่งหรือสองผืน

การซ่อมแซมและบำรุงรักษารถยนต์โดยทั่วๆ ไป
รถยนต์ต้องการการดูแลรักษาตลอดอายุการใช้งานอย่างสมํ่าเสมอ สำหรับค่าใช้จ่ายในการดูแลรักษาต่อปี (ไม่รวมยางรถยนต์ นํ้ามันเชื้อเพลิง และความเสียหายจากการชนกัน) ประมาณโดยเฉลี่ยได้ดังนี้
1. ปีที่ 1 ประมาณ 2,000 บาท
2. ปีที่ 2 ประมาณ 3,000 – 3,500 บาท
3. ปีที่ 3 เพิ่มอีกประมาณ 2,000 บาท
4. ปีที่ 4 เพิ่มอีกประมาณ 2,000 บาท
5. ปีที่ 5 ประมาณ 9,500 – 10,000 บาท
เพื่อช่วยให้ค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาไม่มากเกินไป เจ้าของรถยนต์ควรจะบันทึกประวัติการบำรุงรักษา และเปรียบเทียบกับคู่มือการใช้รถ และตรวจเช็คตามระยะเวลาหรือระยะทางที่ใช้งาน จะสามารถช่วยประหยัดเงินได้ และรถยนต์ก็จะได้รับการบำรุงรักษาที่ดีด้วยซึ่งทำให้ผู้ขับขี่มีความมั่นใจมากขึ้น
ที่มา:ธีระยุทธ  สุวรรณประทีป, สมชาย  กังวารจิตต์

การถอดเปลี่ยนยางแท่นเครื่อง

Comments Off

1 Star2 Stars3 Stars4 Stars5 Stars (ให้คะแนนความชอบได้ที่นี่)
Loading ... Loading ...

REMOVAL AND REPLACEMENT OF ENGINE MOUNTING INSULATOR
วัตถุประสงค์
เพื่อให้สามารถ ตรวจ และถอดเปลี่ยน ยางแท่นเครื่องได้อย่างถูกต้อง
วัดุอุปกรณ์
รอก หรือ ฮ้อยซ์ (Hoist) แม่แรง ขาหยั่ง ลวดสลิง หรือโซ่ พร้อมขอเกี่ยวยกเครื่อง รถยนต์
เครื่องมื่อ
เครื่องมือเบื้องต้น
ยางแท่นเครื่อง
รูปยางแท่นเครื่องและตำแหน่งติดตั้ง
ความรู้เบื้องต้น
ยางแท่นเครื่อง ทำหน้าที่รองรับน้ำหนักเครื่องยนต์เละลดอาการสั่นสะเทือนของเครื่องยนต์ ที่จะส่งไปยังตัวรถยนต์ ยางแท่นเครื่องติดตั้งอยู่ระหว่างหูของแท่นเครื่อง ที่เสื้อสูบ กับแท่นรับยางที่คานรถ (Frame) โดยมีน็อตกวดยึดแน่น
ปกติยางแท่นเครื่องมี ๒ ตัว คือตัวซ้ายและขวา สำหรับอีกตัวที่รองรับกระปุกเกียร์เป็นยางแท่นเกียร์
ลำดับขั้นการปฏิบัติงาน
๑. ถอดสายดินของขั้วแบตเตอรีออก

วิธีถอดขั้วดิน

รูปวิธีถอดขั้วดิน
๒. ถอดฝากระโปรงหน้ารถออก

การถอดฝากระโปรงหน้า

รูปถอดฝากระโปรงหน้า
๓. ถอดชุดกรองอากาศ

การถอดหม้อกรอง

รูปถอดหม้อกรอง
๔. ถ่ายน้ำมันหล่อเย็น

หม้อน้ำ

รูปถ่ายน้ำออกจากหม้อน้ำ
๕. ถอดท่อน้ำ ระบายความร้อน
๖. ถอดน็อตยึดยางแท่นเครื่องด้านข้างของเสื้อสูบออกทั้งสองข้าง

ตำแหน่งน็อตยึดยางแท่นเครื่อง

รูปตำแหน่งน็อตยึดยางแท่นเครื่อง
๗. คลายน็อต แท่นเกียร์ และถอดน็อตออก
๘. ใช้ลวดสลิงหรือโซ่เกี่ยวหูเครื่องยนต์ แล้วยกเครื่องให้ลอยขึ้นเพียงเล็กน้อย เพียงเพื่อถอดและติดตั้งยางแท่นเกียร์ได้อย่างสะดวก

การยกเครื่องยนต์

รูปการยกเครื่องให้ลอยขึ้นจากแท่นเครื่อง
การตรวจยางแท่นเครื่อง
ให้ตรวจดู รอยแตก บวม และการฉีกขาด ถ้าพบว่ายางแท่นเครื่องมีลักษณะดังกล่าว ให้เปลี่ยนยางแท่นเครื่องใหม่
ข้อควรจำ
ยางแท่นเครื่องเวลาเปลี่ยนต้องเปลี่ยนทั้งชุด
การประกอบยางแท่นเครื่อง
ให้ประกอบย้อนขั้นตอนของการถอด
ที่มา:อ.ศรีณรงค์  ตู้ทองคำ, อ. ธิติ  ธาตรีนรานนท์, อ.พงษ์วุฒิ  สิทธิพล

เครื่องอัดอากาศ

Comments Off

1 Star2 Stars3 Stars4 Stars5 Stars (ให้คะแนนความชอบได้ที่นี่)
Loading ... Loading ...

(Air Compressors)
เครื่องอัดอากาศ ทำหน้าที่อัดอากาศ จากความดันอากาศปกติ 14.7 ปอนด์/ตารางนิ้ว (ความดันบรรยากาศ) ที่ถูกดูดเข้าทางท่อดูด อัดให้อากาศนั้นมีปริมาตรเล็กลงความดันสูงขึ้นตามความต้องการ แล้วอากาศอัด (Compressors Air) จะถูกส่งถ่ายไปตามท่อที่ต่อไว้ใช้งาน
อากาศอัดซึ่งนิยมใช้อย่างกว้างขวาง และแพร่หลาย คือ
1. ประหวัดแรงงาน
2. มีความปลอดภัยสูง ทนต่อการระเบิด และปลอดภัยจากงานเกินกำลัง
3. มีความยืดหยุ่นในการใช้งานสะดวก สามารถควบคุมอัตราความเร็ว และควบคุมความดันได้ง่ายโดยใช้วาวล์
4. การส่งถ่ายอากาศอัดเป็นไปได้ง่ายสะดวก
5. ความทนทานของเครื่องมือสูงกว่าเครื่องมือทางไฟฟ้า
6. การเก็บรักษาง่าย ซึ่งสามารถเก็บได้ในถังเก็บอากาศ
7. ไม่ต้องใช้ท่ออากาศกลับ โดยอากาศอัดที่ใช้แล้วสามารถปล่อยสู่บรรยากาศได้เลย
เครื่องอัดอากาศ จะประกอบด้วย
1. เครื่องอัดอากาศ (Air Compressors) ใช้มอเตอร์ไฟฟ้าหรือเครื่องยนต์ก็ได้
2. ตัวควบคุมแรงดัน (Regulator)
3. ท่อดูดและไส้กรองอากาศดูด
4. ตัวระบายความร้อนหลังจากอากาศอัด
5. ถังบรรจุอากาศ
6. ท่อจ่ายอากาศอัดไปตามจุดต่างๆ
7. ลิ้นระบายความดันเกิน
8. ลิ้นระบายน้ำออก
9. เกจวัดความดัน

เครื่องอัดอากาศ
เครื่องอัดอากาศแบ่งออกได้หลายชนิดดังนี้
1. เครื่องอัดอากาศแบบลูกสูบ (Piston compressors)
2. เครื่องอัดอากาศแบบไดอะแฟรม (Diaphragm Compressor)
3. เครื่องอัดอากาศแบบแผ่นเวน (Rotary Vane Compressor)
4. เครื่องอัดอากาศแบบใบพัดสกรู (Screw Compressor)
5. เครื่องอัดอากาศแบบใบพัดหมุน (Root Compressor)
6. เครื่องอัดอากาศแบบกังหัน (Turbo Compressor)
1. เครื่องอัดอากาศแบบลูกสูบ (Piston compressors)
เครื่องอัดอากาศแบบลูกสูบ ในปัจจุบันนิยมใช้กันอย่างแพร่หลาย เพราะเครื่องอัดอากาศแบบนี้เหมาะสำหรับการใช้ความดันต่ำ ความดันปานกลาง และความดันสูง ซึ่งสามารถแบ่งเครื่องอัดอากาศแบบลูกสูบออกได้ดังนี้
1.1 เครื่องอัดอากาศลูกสูบแบบอัดครั้งเดียว (Single Stage Air Compressor) เป็นเครื่องอัดอากาศ ซึ่งอาจมีสูบเดียว ในการทำงานอัดอากาศอัดเพียงครั้งเดียวต่อการหมุนของเพลาข้อเหวี่ยง 1 ครั้ง โดยเมื่อลูกสูบเลื่อนลงจะเป็นจังหวะดูด เมื่อลูกสูบเลื่อนขึ้นจะเป็นจังหวะอัด อากาศอัดจะผ่านวาวล์อัดถูกส่งไปเก็บไว้ที่ถังลมเพื่อนำไปใช้งานต่อไป ส่วนอากาศที่ถูกดูดเข้าเครื่องอัดอากาศจะต้องผ่านไส้กรองอากาศและผ่านวาวล์ดูด (ทั้งวาวล์อัดและวาวล์ดูดจะต้องปิดเปิดตามจังหวะของตน) เครื่องอัดอากาศลูกสูบแบบอัดครั้งเดียวจะหล่อเย็นด้วยอากาศ
การขับ  เครื่องอัดอากาศลูกสูบแบบอัดครั้งเดียว ต้องใช้พลังงานขับจากมอเตอร์ไฟฟ้าหรือเครื่องยนต์ โดยขับตรงเข้ากับเพลาข้อเหวี่ยง ซึ่งเพลาข้อเหวี่ยงหมุนทำให้ลูกสูบเลื่อนขึ้นลงได้
เครื่องอัดอากาศแบบนี้ จะให้ความกดดันตั้งแต่ 90-120 ปอนด์ ต่อตารางนิ้วเหมาะสำหรับใช้ตามอู่รถยนต์ และเครื่องพ่นสี

เครื่องอัดอากาศลูกสูบแบบอัดครั้งเดียว

เครื่องอัดอากาศลูกสูบแบบอัดครั้งเดียว
1.2 เครื่องอัดอากาศลูกสูบแบบอัด 2 ครั้ง (Two Stage Air Compressor)
เป็นเครื่องอัดอากาศแบบที่มี 2 สูบ หรือมากกว่าสูบหนึ่งจะมีเส้นผ่าศูนย์กลางโตกว่าอีกสูบหนึ่ง สูบที่มีเส้นผ่าศูนย์กลางโตเป็นการอัดอากาศด้านความกดดันต่ำ สูบที่มีเส้นผ่าศูนย์กลางขนาดเล็กเป็นการอัดอากาศด้านความกดดันสูง  ในการทำงานของเครื่องอัดอากาศลูกสูบแบบอัด 2 ครั้ง อากาศที่ถูกดูดเข้าสูบทางความกดดันต่ำ แล้วอัดให้มีความกดดันประมาณ 45 ปอนด์/ตารางนิ้ว อากาศอัดความกดดันต่ำนี้ จะผ่านเข้าหล่อเย็นก่อนให้อุณหภูมิเย็นลงแต่ความกดดันเกือบเท่าเดิม แล้วเข้าไปบรรจุในกระบอกสูบด้านความกดดันสูง แล้วอัดด้วยอัตราอัดใหม่ เช่นความกดดันขั้นสุดท้ายมีความกดดันสูงกว่า 100 ปอนด์ต่อตารางนิ้ว แล้วผ่านการหล่อเย็นส่งอากาศอัดเข้าถังเก็บต่อไป
เครื่องอัดอากาศลูกสูบแบบอัด 2 ครั้ง จะให้ความกดดัน 140-175 ปอนด์ต่อตารางนิ้วเหมาะสำหรับ เครื่องพ่นสี อู่รถยนต์ เพื่องานนิวแมติค เช่น เครื่องเจาะถนน เจาะหิน เครื่องอัดทรายหล่อ ตลอดจนระบบนิวแมติคในโรงงานเป็นต้น

เครื่องอัดอากาศแบบอัด2ครั้ง

เครื่องอัดอากาศ 2 ครั้ง
2. เครื่องอัดอากาศแบบไดอะแฟรม (Diaphragm Compressor)
เครื่องอัดอากาศแบบไดอะแฟรม จัดอยู่ในประเภทเครื่องอัดอากาศแบบลูกสูบ แต่ห้องอัดอากาศกับลูกสูบถูกขั้นด้วยแผ่นไดอะแฟรม การทำงานเมื่อลูกสูบเลื่อนลงอากาศจะผ่านท่อดูดเข้าทางวาวล์ดูดบรรจุในห้องอัดอากาศ เมื่อลูกสูบเลื่อนขึ้นแผ่นไดอะแฟรมก็จะอัดอากาศ อากาศอัดจะถูกส่งผ่านวาวล์อัดเข้ายังถังลมต่อไป  ดังนั้นอากาศอัดประเภทนี้จะสะอาดปราศจากน้ำมัน ดังนั้นเครื่องอัดอากาศแบบไดอะแฟรมจึงเหมาะสำหรับใช้ในโรงงานประเภท เคมีภัณฑ์ ยารักษาโรค และผลิตอาหาร

เครื่องอัดอากาศแบบไดอะแฟรม

เครื่องอัดอากาศแบบไดอะแฟรม
3. เครื่องอัดอากาศแบบแผ่นเวน (Rotary Vane Compresser)
เครื่องอัดอากาศแบบแผ่นเวน ตัวแผ่นเวนจะติดอยู่กับล้อตัวหมุน (Rotor) และวางเยื้องศูนย์กับเรือนสูบ เมื่อชุดล้อตัวหมุนเริ่มทำงานแผ่นเวนสามารถแล่นเข้าออกรักษาความสัมผัสกับผิวเรือนสูบได้ตลอดเวลา โดยเลื่อนขึ้นลงในร่องของล้อตัวหมุน อากาศจากท่อดูดจะไปเต็มช่องเวนแต่ละช่องจนเต็ม เมื่อช่องเวนหมุนไปข้างหน้า ปริมาตรอากาศถูกอัดเล็กลงจนกระทั่งหมุนไปถึงท่อปล่อย อากาศอัดจะส่งไปใช้งาน
เครื่องอัดอากาศแบบนี้ จะไม่มีวาวล์ดูด วาวล์อัด ล้อหมุนจึงหมุนด้วยความเร็วสูง เครื่องอัดอากาศจึงมีขนาดเล็กไม่มีเสียงดัง และสามารถผลิตส่งอากาศอัดได้ในอัตราการไหลสม่ำเสมอไม่ขาดเป็นห้วงๆ เหมือนแบบลูกสูบ ความกดดันของอากาศอัดแบบแผ่นเวนค่อนข้างต่ำกว่าแบบลูกสูบ

เครื่องอัดอากาศแบบเวน

เครื่องอัดอากาศแบบเวน
4. เครื่องอัดอากาศแบบสกรู (Screw Compressor)
เป็นเครื่องอัดอากาศชนิดมีเพลาสกรูสองเพลาหมุนขบกัน เพลาสกรูตัวหนึ่งมีสกรูเพลาตัวผู้สันฟันนูนและมีเกลียว 3-4 เกลียว เพลาสกรูอีกตัวหนึ่งมีสกรูเพลาตัวเมียมีสันฟันเว้าเป็นร่องเกลียว 4-5 ร่อง สกรูทั้ง 2 จะประกอบอยู่ภายในเรือนเดียววางขบกันมีทิศทางการหมุนเข้าหากัน เพลาสกรูตัวผู้จะหมุนเร็วกว่าเพลาสกรูตัวเมียสามารถดูดอากาศจากด้านหนึ่ง ค่อยๆ หมุนไล่อากาศอัดออกไปทางด้านหนึ่งได้ และสามารถอัดอากาศให้มีความกดดันสูง

เครื่องอัดอากาศแบบสกรู

เครื่องอัดอากาศแบบสกรู
5. เครื่องอัดอากาศแบบใบพัดหมุน (Root Compressor)
เครื่องอัดอากาศแบบใบพัดหมุน ลักษณะคล้ายกับเกียรปั้ม โดยมีใบพัดหมุน 2 ตัวขบกัน ปลายข้างหนึ่งของใบพัดหมุนจะสัมผัสกับเรือนเครื่อง อากาศจะถูกดูดจากด้านหนึ่งโดยไม่เปลี่ยนแปลงปริมาตรซึ่งจะรีดและอัดอากาศขณะที่ใบพัดหมุนไป

เครื่องอัดอากาศแบบใบพัดหมุน

เครื่องอัดอากาศแบบใบพัดหมุน
6. เครื่องอัดอากาศแบบกังหันหรือแบบใบพัดสกรู (Turbo Compressor or Axial)
เครื่องอัดอากาศแบบกังหัน อาศัยหลักการ การเปลี่ยนพลังงานจลน์ (Kinetic Energy)
เป็นพลังงานความกดดัน ซึ่งความเร็วของอากาศถูกดูดไหลผ่านในแนวแกนหมุนของใบกังหันและหมุนอัดอากาศนั้นออกไปผ่านช่องใบกังหัน ซึ่งความเร็วอากาศจะถูกเปลี่ยนจากพลังงานจลน์ เป็นพลังงานความกดดัน ความกดดันของอากาศอัดทำได้ประมาณ 100-150 ปอนด์ต่อตารางนิ้ว

เครื่องอัดอากาศแบบกังหันหรือแบบใบพัดสกรู

เครื่องอัดอากาศแบบกังหันหรือแบบใบพัดสกรู
อุปกรณ์ที่ควบคุมความกดดันของอากาศอัด ทั้งแบบอัดครั้งเดียวและแบบอัด 2 ครั้ง มีดังนี้
ก. สวิทช์ความกดดัน (Pressure Switch)
ข. เครื่องเดินเปล่า (Automatic unlooder)
ค. วาวล์ระบายความกดดัน (Safety Valve)
ก. สวิทช์ความกดดัน (Pressure Switch) จะติดไว้ที่ถังลม เมื่อความกดดันตกถึงค่าหนึ่งที่ตั้งไว้สวิทช์จะปิดทำให้เครื่องอัดอากาศทำงาน และอากาศอัดจะถูกส่งเข้าถังลม จนกระทั่งความกดดันสูงถึงค่าหนึ่งที่ตั้งไว้ สวิทช์จะเปิดเครื่องอัดอากาศไม่ทำงานซึ่งเป็นเช่นนี้อัตโนมัติ เป็นการควบคุมไม่ให้ความกดดันต่ำหรือสูงเกินกว่าค่าที่ตั้งไว้ และป้องกันอันตรายที่อาจเกิดขึ้นได้อีกด้วย
ข. เครื่องเดินเปล่า (Automatic unlooder) เป็นการควบคุมอากาศอัด คือ เมื่อความกดดันขึ้นสูงถึงค่าที่ต้องการแล้ววาวล์ปล่อยจะปิดก่อน เปิดวาวล์ดูดไว้ เครื่องจะเดินเปล่าต่อไปอีกเพื่อขับอากาศสวนออกทางท่อดูด อากาศนี้มิใช่อากาศอัดจึงไม่ร้อน ดังนั้นถึงแม้มอเตอร์และเครื่องหมุนแต่ไม่มีอากาศอัดเข้าถังลม
ค. วาวล์ระบายความกดดัน (Safety Valve) เป็นสปริงกดวาวล์ซึ่งจะเปิดระบายความกดดันออกเมื่อความกดดันภายในถังสูงกว่าขีดที่ตั้งไว้
การหล่อเย็น (Cooling)
การหล่อเย็นเครื่องอัดอากาศ มีความสำคัญอย่างมาก เพราะการอัดอากาศทำให้มีความร้อนเกิดขึ้นที่เครื่องอัด ดังนั้นการหล่อเย็น เครื่องอัดอากาศเล็กๆ จะหล่อเย็นด้วยอากาศภายนอกผ่านครีบของเรือนสูบนำเอาปริมาณความร้อนออกไปจากเรือนสูบ สำหรับเครื่องอัดอากาศขนาดใหญ่ การหล่อเย็นอาจจะใช้อากาศหรือน้ำก็ได้ซึ่งขึ้นอยู่กับการออกแบบ
ถังเก็บลม (Air Receiver)
ถังเก็บลมเป็นอุปกรณ์ช่วยให้การจ่ายอากาศอัดคงที่สม่ำเสมอ และให้มีปริมาณเพียงพอจ่ายไปสู่งานของวงจรนั้น และอากาศอัดยังสามารถระบายความร้อนให้กับพื้นผิวถังได้ ดังนั้นในอากาศปกติซึ่งมีความชื้นและไอน้ำอยู่นั้น อากาศที่เข้าเครื่องอัดจะมีไอน้ำด้วยเมื่ออากาศถูกอัดเข้าไปเก็บในถังลม และอากาศอัดเย็นตัวลง ไอน้ำเหล่านี้จะถูกกลั่นตัวเป็นหยดน้ำอยู่ภายในถังเก็บลมนี้ จึงจำเป็นต้องระบายน้ำออกจากถังเสมอ ซึ่งถ้าอากาศอัดมีน้ำปะอยู่แล้วจะทำให้ท่อเป็นสนิม เกิดการชำรุดได้และอาจทำให้งานเสียหายได้
การเลือกขนาดเครื่องอัดอากาศ
เครื่องอัดอากาศที่จะนำไปใช้กับงานต้องขึ้นอยู่กับปริมาณอากาศอัดที่ต้องการ ถ้าเป็นเครื่องอัดอากาศที่เคลื่อนย้ายได้ ปริมาตรของอากาศอัดจะมีขีดจำกัด ซึ่งจะทำให้ปริมาตรมากขึ้นไม่ได้เพราะมีปัญหาเกี่ยวกับการเคลื่อนย้ายและขนาดต้องใหญ่โตด้วย สำหรับเครื่องอัดอากาศชนิดติดตั้งแบบวงจรปริมาณของอากาศอัดจะจ่ายไปตามจุดต่างๆ คงที่และปริมาตรก็จะเพิ่มมากขึ้นได้ ซึ่งย่อมขึ้นอยู่กับชนิดของเครื่องอัดอากาศ ดังนั้นจุดสำคัญในการเลือกขนาดเครื่องอัดอากาศขึ้นอยู่กับ
ปริมาตรการผลิต
ก. ปริมาตรการผลิตทางทฤษฎี (Displacement) ก็คือปริมาณของอากาศเป็นลูกบาศก์ฟุตต่อนาที (CFM) ที่เครื่องอัดอากาศสามารถดูดอัดและจ่ายอากาศออก ซึ่งปริมาตรการผลิตทางทฤษฎีกำหนดค่าได้โดย ขนาดกระบอกสูบ ระยะชัก ความเร็วรอบต่อนาที (rpm) เช่นสมมุติกระบอกสูบสามารถบรรจุอากาศและอัดใน 1 รอบ ได้อากาศอัด 1 ลูกบาศก์ฟุต ถ้าเครื่องอัดอากาศหมุน 500 รอบต่อนาทีก็จะทำการอัดอากาศได้ 500 ลูกบาศก์ฟุตต่อนาที นี้เป็นปริมาตรการผลิตทางทฤษี ได้จากการคำนวณจากกระบอกสูบสมบูรณ์ 100%
ปริมาตรการผลิต ทางทฤษฎี = ผลคูณปริมาตรช่วงชักกับจำนวนความเร็วรอบต่อนาที
VD = ¶d2  /4 xLxNxK
VD = ปริมาตรการผลิตทางทฤษฏี
D = ขนาดของกระบอกสูบ
L = ระยะชัก
N = ความเร็วรอบของเครื่องอัดอากาศ
K = จำนวนครั้งของการทำงานของเครื่องอัดอากาศ
ข. ปริมาตรการผลิตจริง (Delivery) คือ ปริมาณของอากาศที่เครื่องอัดอากาศ อัดอากาศดูดและจ่ายออกจริงๆ เป็นลูกบาศก์ฟุตต่อนาที (CFM) ปริมาตรการผลิตจริง จะไม่เท่ากับปริมาตรการผลิตทางทฤษฎี (จากการคำนวณ) ซึ่งปริมาตรการผลิตจริงจะต่ำกว่าทางทฤษฎี เมื่อนำมาเทียบกับปริมาตรการผลิตจริง ก็จะแสดงถึงประสิทธิภาพเชิงปริมาตร (Volu metic efficiency) ซึ่งมีค่าอยู่ระหว่าง 40-95% และในทางปฏิบัติเราสนใจเฉพาะปริมาตรผลิตจริงเท่านั้น
ปริมาตรการผลิตจริง = ปริมาตรการผลิตทางทฤษฎีxกับ ประสิทธิภาพเชิงปริมาตร หรือ
ประสิทธิภาพเชิงปริมาตร = ปริมาตรการผลิตจริง
ปริมาตรการผลิตทางทฤษฎี
Volumetic eff        = Delivery
Displacement
2. ความกดดัน (Pressure) ความกดดันที่ใช้งานที่เกิดจากอากาศอัดของเครื่องอัดอากาศ ชนิดลูกสูบแบบอัดครั้งเดียว แบบอัด 2 ครั้ง หรือแบบอัดหลายครั้ง ความกดดันที่เกิดจากการอัดของเครื่องอัดอากาศควรจะสูงกว่าความกดดันที่นำไปใช้งาน โดยทั่วไปความกดดันที่ใช้งานประมาณ 90 ปอนด์ต่อตารางนิ้ว
การพิจารณาการติดตั้งเครื่องอัดอากาศคำนึงถึง
1. ขนาดและกำลังของเครื่องอัดอากาศ ที่ใช้กันทั่วไปมีขนาด 1/3 – 25 HP.
2. จำนวนและชนิดคอมเพสเซอร์
3. สถานที่ติดตั้ง
4. การควบคุมการทำงานของเครื่องอัดอากาศ
5. ระบบการจ่ายอากาศอัด ซึ่งมีความสำคัญมากเกี่ยวกับการเกิดความดันตกคร่อม
6. เรื่องการรั่วของอากาศอัดควรจะเผื่อไว้ 10% ในการคำนวณ
การติดตั้งเครื่องอัดอากาศ
1. ติดตั้งในที่กว้างขวาง สถานที่สะอาดแห้ง มีแสงสว่างเพียงพอ มีเนื้อที่โดยรอบเพื่อบำรุงรักษาได้ดี และการติดตั้งขนาดใหญ่ต้องคำนึงถึงฐานให้แข็งแรง
2. ติดตั้งในที่มีอากาศเย็นปราศจากฝุ่นละออง ซึ่งอากาศเย็นจะมีมวลแน่นกว่าอากาศร้อน ทำให้ปริมาณอากาศอัดมีมากขึ้นในการดูดเข้าอัด ซึ่งทำให้มีประสิทธิภาพสูง 1-2%
3. ควรมีการระบายความร้อนออกจากเครื่องอัดอากาศเป็นอย่างดี เพื่อให้เครื่องอัดอากาศเย็นใกล้เคียงกับอุณหภูมิของอากาศให้มากที่สุด และวาวล์อัดจะได้ใช้งานนานขึ้น
4. ท่อลมควรเป็นท่อตรงให้มากที่สุด การคดงอน้อย และขนาดท่อลมต้องโตพอที่อากาศอัดจะผ่านได้ โดยมีความดันตกคร่อมน้อยที่สุด
สถานที่ติดตั้งเครื่องอัดอากาศ
ตามธรรมดาการติดตั้งเครื่องอัดอากาศจะติดตั้งรวมเป็นศูนย์กลางที่จุดเดียวกัน หรือแยกกันอยู่คนละยูนิตก็ได้ ซึ่งพอจะเปรียบเทียบได้ดังนี้
ติดตั้งรวมเป็นศูนย์กลาง
ก. สามารถใช้เครื่องอัดอากาศขนาดการใช้ปริมาณลมน้อยกว่า
ข. ลดต้นทุน
ค. ค่าติดตั้งน้อย
ง. การบำรุงรักษาต่ำ
จ. ถ้าเครื่องอัดอากาศใหญ่ขึ้น ประสิทธิภาพการทำงานดีกว่า
ติดตั้งแยกกันคนละยูนิต
ก. ใช้สายท่อลมสั้น
ข. ขนาดท่อลมเล็ก
ค. เสียค่าใช้จ่ายในการเดินท่อถูก
ง. สามารถตรวจการจ่ายลมที่จุดต่างๆ ได้สะดวก
เครื่องอัดอากาศที่ดีจะต้องมีคุณสมบัติดังนี้
1. มีการสูญเสียด้านความร้อนน้อย โดยมีระยะชักสั้น
2. ต้องมีการรั่วน้อยขึ้นอยู่กับ กระบอกสูบ แหวนลูกสูบ และการหล่อลื่นกระบอกสูบ
3. อากาศตกค้างตามฝาสูบน้อย ทำให้มีประสิทธิภาพสูง เพราะมีปริมาตรมากพอที่อากาศใหม่จะเข้าบรรจุ
4. การทำงานของวาวล์จะต้องมีเคลียเรนซ์ (Clearance) น้อยมาก และวาวล์จะต้องปิดเปิดอย่างรวดเร็วย และปิดอย่างสนิทแน่นอน
วิธีติดตั้งท่อดูด
เครื่องอัดอากาศขนาดใหญ่ ให้ต่อท่อดูดลมให้ยาว ควรสูงจากพื้นประมาณ 3 เมตร เพื่อนำอากาศที่ไม่ร้อนเข้ามาอัด ถ้าต่อใกล้เครื่องอัดอากาศ จะมีแต่อากาศร้อน
ถ้าเครื่องอัดอากาศ ชนิดที่ถังเก็บลมแยกจากกัน ท่อส่งอากาศเข้าถังควรเป็นท่อโค้งกว้างๆ ไม่ควรหักมุมท่อเพื่อลดความฝืด
ควรมีวาวล์ต่ออยู่ระหว่าง เครื่องอัดอากาศกับถังเก็บลม สำหรับปิดเปิดให้อากาศอัดเข้าไปในถัง ควรมีวาวล์นิรภัยด้วย
ข้อควรระวัง
1. ท่อดูดต้องมีที่ยึด เพื่อไม่ให้ฝาสูบแบกน้ำหนักไว้ และท่อดูดควรมีหมวกปิดไว้เพื่อป้องกันน้ำฝนและควรมีตะแกรงกันนกด้วย
2. ท่อดูดควรอยู่เหนือระดับหลังคาอาคารหรือโรงงาน เพื่อป้องกันให้พ้นจากคลื่นเสียงรบกวนจากการสะท้อนเสียงจากกำแพง
4. ถังเก็บลมควรวางไว้ใกล้กับเครื่องอัดอากาศ และสำหรับเครื่องอัดอากาศ ที่มีพัดลมเป่าที่ตัวหล่อเย็น อย่าให้ทิศทางการเป่าไปทางถังเก็บลม
การบำรุงรักษาทั่วๆ ไป
1. หม้อกรองต้องทำความสะอาดตามระยะเวลาที่ผู้ผลิตกำหนด
2. ก่อนเดินเครื่องควรตรวจดูท่อดูดว่ามีเศษผงหรือไม่
3. ท่ออากาศอัดที่ร้อนควรทำความสะอาด ให้การหล่อเย็นได้สะดวก
4. ถ้าวาวล์ดูดสกปรกแสดงว่าอากาศที่นำมาอัดไม่สะอาด และน้ำมันหล่อลื่นที่ใช้คุณภาพไม่ดี น้ำมันหล่อลื่นควรเปลี่ยนทุกๆ 100 ช.ม.
5. การหล่อลื่นให้ใช้น้ำมันหล่อลื่นตามเบอร์ที่คู่มือกำหนด
6. ต้องปล่อยน้ำออกที่ถังลมให้สม่ำเสมอ เพราะถ้ามีน้ำในถังลมจะลดปริมาณลมที่เก็บตัวเป็นสนิม น้ำออกไปตามท่อ ซึ่งมีผลเสียคือเกิดการกระแทกของน้ำ (Water hammer) ไปกระแทกเครื่องมือต่างๆ
การบำรุงรักษาเครื่องอัดอากาศที่เคลื่อนย้ายได้
1. เวลาเคลื่อนย้ายอย่าลากด้วยความเร็วสูง
2. ถ่ายน้ำออกจากถังให้สม่ำเสมอ
3. เปลี่ยนไส้กรองอากาศตามระยะเวลา
4. เลือกน้ำมันเชื้อเพลิงอย่างดีใช้กับเครื่องยนต์
5. ถ้าเครื่องอัดอากาศใช้น้ำหล่อเย็น ควรล้างทุกๆ 300 ช.ม.
6. ทุก ๆ 300 ช.ม. ควรตรวจยูนิตทั้งหมด ถ้าจำเป็นก็ควรปรับแต่ง
สิ่งที่ควรปฏิบัติเกี่ยวกับเครื่องอัดอากาศ
1. ทำตารางกำหนด การบริการตามระยะเวลา
2. ตรวจการรั่วของระบบอากาศอัดตามข้อต่อต่างๆ
3. ทำความสะอาดภายนอกเป็นประจำ โดยเฉพาะฝุ่นที่จับ
4. ตรวจระดับน้ำมันหล่อลื่นเสมอ
5. ใช้สารหล่อลื่นที่เชื่อถือในคุณภาพ
6. เครื่องอัดอากาศที่หล่อเย็นด้วยน้ำควรตรวจอุณหภูมิน้ำอยู่เสมอ
7. สายพานควรตรวจให้อยู่สภาพดี
8. ตรวจการทำงานของวาวล์นิรภัย
9. ทำความสะอาดหม้อกรองอากาศเสมอ
10. ตรวจการทำงานของวาวล์ต่างๆ
ท่อเมน (Air main)
ในการเดินท่อควรคำนึงถึง
1. ขนาดของท่อ
2. ความกดดันตกคร่อมไม่ควรมากกว่า 10%
3. ควรเดินท่อเป็นแบบวงแหวน
4. บริเวณที่ใช้ลมมากควรมีถังพักลมไว้
5. จุดที่นำลมออกจากท่อเมนควรต่อด้านบนและงอโค้งกับลงมา
การติดตั้งท่อเมน (Installation of Air mains)
ก. การเดินท่อเมนตามแนวนอน
ข. การเดินท่อเมนเป็นวงแหวน
ก. การเดินท่อเมนตามแนวนอน ควรเดินลาดให้ทำมุมเอียงประมาณ 1-2 % เพื่อให้หยดน้ำที่ตกค้างในท่อสามารถไหลลาดลงไปยังจุดปลายต่ำสุดของท่อได้ลงสู่ถังดักน้ำ (Water Trap) ที่ตั้งคอยไว้ และมีวาวล์สำหรับเปิดตรวจด้วยมือ เพื่อระบายน้ำภายในท่อทิ้งได้ และที่จุดต่างๆ ที่จะนำอากาศอัดจากท่อเมนมาใช้ ควรต่อขึ้นข้างบนและงอโค้งกลับลงมา เพื่อป้องกันมิให้หยดน้ำที่กลั่นตัวมาจากอากาศอัดไหลเข้าสู่อุปกรณ์ และท่อแยกทุกสายควรมีถังดักน้ำและวาวล์ปิดเปิดด้วยเสมอ เหมาะแก่การบำรุงรักษาง่าย

การติดตั้งท่อเมน

แสดงการจ่ายอากาศอัดไปสู่วงจร และการต่อท่อแยกจากท่อเมน
ข. การเดินท่อเมนเป็นวงแหวน (Ring main) คือการเดินท่อเมนเป็นวงรอบโรงงาน ซึ่งการเดินแบบนี้ ทำให้การจ่ายลมกระจายออกทั้ง 2 ด้าน รอบโรงงาน ทำให้ไม่เกิดความดันตกคร่อม (Pressure drop) บริเวณปลายสุดของท่อ ถึงแม้จะใช้ปริมาณลมมาก ซึ่งการเดินท่อเมนเป็นวงสามารถต่อท่อแยกออกใช้ได้เลย หรือต่อท่อแยกแบบขวาง

ท่อเมนวงแหวน

การต่อท่อแยกออกจากท่อเมนวงแหวน และแบบต่อท่อแยกขวาง
การกำหนดขนาดท่อ
ในการเลือกใช้ท่อควรพิจารณาถึงขนาดท่อและปริมาณลมที่จะใช้ ควรใช้ท่อที่มีขนาดใหญ่ๆ พอเพียงกับความต้องการในตอนแรก ถึงแม้จะเพิ่มปริมาณการใช้ลมเพิ่มขึ้น ก็ไม่จำเป็นที่จะต้องเปลี่ยนท่อใหม่ ทำให้ประหยัดค่าใช้จ่าย และเมื่อใช้ลมเต็มที่ในวงจรความดันตกคร่อมก็ไม่ควรเกิน 10% แต่ถ้าเลือกใช้ขนาดท่อเล็กอากาศอัดจะสูญเสียพลังไปเนื่องจากแรงเสียดทาน ซึ่งการเลือกท่อขึ้นอยู่กับองค์ประกอบต่างๆ ดังนี้
1. ปริมาณการใช้อากาศอัด (ลูกบาศก์ฟุต/นาที)
2. ค่าความดันที่ใช้งาน (ปอนด์ต่อ ต.ร.นิ้ว)
3. ความดันตกคร่อม (ปอนด์ต่อ ต.ร.นิ้ว)
4. ความยาวรวมของท่อทั้งหมด (ฟุต)
5. จำนวนวาวล์ ข้องอ ข้อต่อแบบต่างๆ
สูตรในการคำนวณ
AP = 0.0007 x Q1.85xL / D5xP    Psi
AP = ค่าความดันตกคร่อมภายในท่อ (Psi)
Q = ปริมาณการใช้อากาศอัด (ลูกบาศก์ฟุต/นาที)
L = ความยาวของท่อทั้งหมด (ฟุต)
d = ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางของท่อวัดด้านใน (นิ้ว)
p = ค่าความดันที่ใช้งาน (Psi)
ชุดความคุมความดันอากาศอัดและหม้อกรองอากาศอัด
(Air Regulator and Air filter or Separatos)
อากาศอัดเป็นพลังงานซึ่งจำเป็นมากที่ต้องมีการควบคุม เพราะอากาศอัดที่ออกมาจากถังเก็บลมของเครื่องอัดอากาศ เป็นอากาศอัดที่ยังไม่อยู่ภายใต้การควบคุม การเป็นเช่นนี้เพราะว่าความกดดันเกินไปกว่าที่ต้องการ จึงต้องควบคุมให้ความกดดันต่ำลงมา นอกจากนี้อากาศอัดจะมีความสกปรกความชื้นและละอองน้ำที่กลั่นตัวปะปนอยู่ ซึ่งละอองน้ำจะมีผลต่อ ข้อต่อ วาวล์ ภายในอุปกรณ์ต่างๆ เกิดสนิม รวมทั้งไอน้ำมันหล่อลื่นจากเครื่องอัดอากาศ อากาศอัดจึงต้องเตรียมให้มีคุณสมบัติตามต้องการก่อนที่นำไปใช้งานเพื่อเป็นการลดความฝืด การสึกหรอ รวมทั้งช่วยป้องกันการเกิดสนิม อากาศอัดจึงต้องมีละอองน้ำมันหล่อลื่นผสมอยู่ด้วย จากสาเหตุต่างๆ เหล่านี้ จึงมีความจำเป็นต้องมีชุดควบคุมความดันอากาศอัด และหม้อกรองอากาศอัด
หม้อกรองอากาศอัด (Compressed air filter)
หม้อกรองอากาศอัดทำหน้าที่เป็นตัวกักฝุ่นละอองและสิ่งสกปรกต่างๆ รวมทั้งละอองน้ำที่กลั่นตัวมากับอากาศอัดไม่ให้สิ่งเหล่านี้ผ่านเข้าไป ซึ่งทำให้อากาศอัดสะอาดตามธรรมดา หม้อกรองอากาศอัดจะติดตั้งตรงจุดที่จะนำอากาศอัดออกมาใช้ ซึ่งการออกแบบมีหลายชนิด แบบที่ดีที่สุดเป็นแบบ filter จะป้องกันสนิม ขจัดละอองน้ำ ฝุ่นผงต่างๆ ได้
การทำงาน อากาศอัดจะเข้ามาในกะเปาะ 2 ผ่านทาง 1 และอากาศจะเกิดการหมุนเวียนขึ้นในกะเปาะละอองน้ำ และสิ่งสกปรกต่างๆ จะถูกเหวี่ยงออกกระทบผนังกะเปาะตกลงไปสะสมอยู่ตอนล่าง และอากาศอัดที่สะอาดก็จะผ่านไส้กรอง 3 ไปในวงจร สำหรับฝุ่นละอองสกปรก ปริมาณน้ำที่ตกอยู่ข้างล่าง จะต้องถ่ายออกโดยการคลายสกรู 4 บางแบบจะถ่ายน้ำทิ้งโดยอัตโนมัติ

หม้อกรองอากาศ

แสดงหม้อกรองอากาศอัด

ตัวควบคุมอากาศอัด

ตัวควบคุมอากาศอัด
ตัวควบคุมความดันอากาศอัด (Air Regulator)
ตัวควบคุมความดันอากาศอัด มีหน้าที่รักษาควบคุมความดันอากาศที่ใช้งานให้คงที่เสมอตลอดเวลาโดยไม่ต้องขึ้นกับความดันที่เปลี่ยนแปลงขึ้นๆ ลงๆ ทางด้านเข้า และความดันทางด้านเข้าไพรมารี (Primary) จะต้องมีความดันสูงกว่าทางด้านออก (Secondary) เสมอ ในการควบคุมความดันของอากาศอัดอย่างง่ายๆ โดยให้อากาศอัดที่มีความดันสูงผ่านรูเล็กๆ แล้วพบกับปริมาตรที่โตขึ้นเป็นธรรมชาติของอากาศอัดที่ผ่านรูเล็กๆ แล้วมาพบกับปริมาตรที่โต จะเกิดการขยายตัวความดันจะลดลง แต่การควบคุมความดันอากาศอัดแบบนี้ไม่แน่นอน เพราะมีการเปลี่ยนค่าความดันได้มาก จึงมีการสร้างตัวควบคุมความดันอากาศอัดแบบแผ่นไดอะแฟรม (Diaphragm) กับสปริง (spring) ซึ่งทำให้ความดันอากาศอัดออกคงที่แน่นอน
ทรานฟอเมอร์ (Air transformer) คือ การรวมตัวควบคุมความดันอากาศอัด (Air Regulator) กับตัวกรองอากาศอัด (Filter) เข้าด้วยกัน ตัวทรานฟอเมอร์ทำหน้าที่ดังนี้
1. ทำความสะอาดอากาศอัด
2. ควบคุมความดันอากาศอัด
3. ให้ความสะดวกในการจ่ายอากาศอัด สามารถใช้ท่อต่อได้หลายท่อ
การเลือกทรานฟอเมอร์
ในการผลิตทรานฟอเมอร์ จะมีความสามารถตามขนาดที่ออกแบบมา ถ้าใช้เกินขนาดทรานฟอเมอร์จะหมดประสิทธิภาพ ดังนั้นการเลือกจึงขึ้นอยู่กับ
1. ปริมาณของอากาศอัดที่ใช้เป็นลูกบาศก์ฟุตต่อนาที จะเป็นค่าที่กำหนดทรานฟอเมอร์ เช่นบางแบบใช้ 50 ลูกบาศก์ฟุตต่อนาที บางแบบใช้ 100 ลูกบาศก์ฟุตต่อนาที ถ้าเลือกทรานฟอเมอร์ขนาดเล็กเกินไปใช้กับปริมาณของอากาศอัดสูงทำให้ความดันตกคร่อมสูงตามด้วย
2. ความดันของอากาศอัดที่ใช้จะต้องไม่สูงเกินกว่าที่ทรานฟอเมอร์กำหนดไว้ ตามปรกติไม่เกิน 150 ปอนด์ต่อตารางนิ้ว ถ้าความดันสูงกว่านี้ควรเลือกทรานฟอเมอร์พิเศษ สิ่งที่คำนึงถึงอีกอย่างก็คือ อุณหภูมิที่ใช้งานไม่ควรสูงเกิน 50°C
การบำรุงรักษาทรานฟอเมอร์
1. ต้องระบายน้ำทิ้งที่หม้อกรองอากาศอัดเป็นประจำ
2. ไส้กรองอากาศต้องทำความสะอาดตามระยะเวลาที่ผู้ผลิตกำหนด
3. ระวังอย่าปรับความดันอากาศอัดสูงกว่าขีดกำหนดที่เกจวัด
4. ก่อนการจ่ายอากาศอัดเข้าในวงจรควรคลายตัวปรับที่ตัวควบคุมความดันอากาศอัดให้ต่ำสุด แล้วค่อยๆ ปรับเพิ่มจนถึงค่าที่ต้องการ เพื่อป้องกันการสบัดของเข็มที่เกจวัด
ที่มา:อร่าง  เริงฤทธิ์

อากาศพลศาสตร์ของยานยนต์

Comments Off

Posted on : 21-05-2013 | By : Author | In : การทำงานของเครื่องยนต์
1 Star2 Stars3 Stars4 Stars5 Stars (1 votes, average: 5.00 out of 5)
Loading ... Loading ...

อากาศพลศาสตร์ของยานยนต์ (vehicle aerodynamics) เป็นวิชาที่ว่าด้วยการเคลื่อนไหวของอากาศผ่านยานยนต์ วิชานี้มีความซับซ้อนเพราะมีปัจจัยหลายอย่างที่ทำให้แรงฉุดของอากาศ เปลี่ยนแปลง ได้แก่ รูปทรงของยานยนต์ ระยะช่องว่างระหว่างพื้นยานยนต์กับถนน และมุมก้มของยานยนต์ เป็นต้น
การประหยัดน้ำมันเชื้อเพลิงสามารถเพิ่มขึ้นได้ด้วยการลดแรงฉุดของอากาศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งจะเห็นได้ชัดเจนในกรณีของการขับขี่ด้วยอัตราเร็วคงที่ อย่างไรก็ตาม อาจเห็นไม่ชัดเจนนัก ในกรณีของการขับขี่ทั่วๆ ไปที่มีทั้งการเบรกและการเร่งสลับกันไป เช่น ในบริเวณที่มีการจราจรหนาแน่น ฯลฯ
การลดแรงฉุดของอากาศมิใช่พิจารณาเฉพาะอากาศพลศาสตร์เพียงอย่างเดียวเท่านั้น การไหลของอากาศยังมีผลต่อแรงยกของอากาศและตำแหน่งของจุดศูนย์กลางของความดันที่กระทำกับรถยนต์ ทั้งสองประการนี้จะมีผลกระทบอย่างมากต่อการควบคุมและการทรงตัวของรถยนต์ ระยะห่างจากพื้นรถถึงพื้นถนนมีผลกระทบเพียงเล็กน้อยต่อแรงฉุดของอากาศแต่กลับมีผลกระทบอย่างมากต่อแรงยกของอากาศ
นักออกแบบด้านอากาศพลศาสตร์ยังต้องคำนึงถึงการไหลของอากาศที่สามารถควบคุมการจับตัวเป็นหยดของน้ำและสิ่งสกปรกบนผิวกระจกและโคมไฟด้วย รวมทั้งยังต้องคำนึงถึงเสียงดัง เนื่องจากลมและการถ่ายเทอากาศภายในรถยนต์ การไหลของอากาศสำหรับหล่อเย็นเครื่องยนต์มีความสำคัญมากที่สุด ส่วนการไหลของอากาศเพื่อการถ่ายเทอากาศในห้องผู้โดยสารและการหล่อเย็นเบรกตลอดจนการหล่อเย็นห้องเกียร์มีความสำคัญรองลงมา
รถยนต์ในปัจจุบันได้รับการออกแบบให้มีรูปทรงลู่ลมมากขึ้นเพื่อลดแรงฉุดและปรับปรุงสมบัติต่างๆ ทางอากาศพลศาสตร์ให้ดีขึ้น เทคนิคทางคอมพิวเตอร์ถูกนำมาใช้เพื่อทำนายการไหลหรือตรวจสอบในบริเวณเฉพาะบางแห่งของรถยนต์ได้เป็นอย่างดี ดังนั้นการทดสอบในอุโมงค์ลมจึงมีความสำคัญมาก
เนื่องจากรถยนต์เก๋งมีรูปทรงแตกต่างจากรถยนต์โดยสารหรือรถยนต์บรรทุก รถยนต์โดยสารหรือรถยนต์บรรทุกมีลักษณะต้านลมมากกว่ารถยนต์เก๋ง แต่อย่างไรก็ตามรถยนต์โดยสาร หรือรถยนต์บรรทุกขับเคลื่อนด้วยอัตราเร็วต่ำ ดังนั้นแรงฉุดของอากาศจึงไม่มีความสำคัญมากนัก แต่แรงต้านการหมุนของล้อจะมีความสำคัญมากขึ้นเนื่องจากน้ำหนักของรถยนต์เพิ่มขึ้น สำหรับกรณีของรถยนต์บรรทุกที่เป็นประเภทรถหัวลากและรถพ่วงร่วมกันนั้น แรงฉุดของอากาศจะขึ้นอยู่กับระยะช่องว่างระหว่างรถหัวลากกับรถพ่วง และเมื่อมีการปรับแต่งบางอย่างจะช่วยลดแรงต้านของอากาศลงได้บางส่วน
กระแสอากาศที่ไหลผ่านวัตถุรูปทรงต่างกัน


รูปที่ 2.7 การเคลื่อนของอากาศผ่านรูปทรงต่างๆ ที่มีพื้นที่หน้าตัดเท่ากัน (เป็นรูปวงกลม)
จากการทดสอบวัตถุรูปทรงต่างๆ เพื่อหาแรงฉุดหรือแรงต้านอากาศ พบว่าวัตถุที่มีพื้นที่หน้าตัดเป็นวงกลมและมีพื้นที่เท่ากันแต่รูปทรงต่างกันจะมีแรงต้านอากาศไม่เท่ากัน อาทิ แท่งทรงกระบอก ทรงกลม ทรงหยดน้ำ ดังแสดงในรูปที่ 2.7 วัตถุทรงหยดนํ้าจะมีอากาศหมุนซึ่งเกิดขึ้นด้านหลังน้อยกว่าวัตถุทรงกลมและทรงกระบอกตามลำดับ จึงทำให้วัตถุทรงหยดนํ้ามีแรงต้านอากาศน้อยมาก และน้อยกว่าวัตถุรูปทรงอื่นๆ ที่มีพื้นที่หน้าตัดเท่ากัน
แรงต้านอากาศที่เกิดขึ้นในขณะที่รถยนต์กำลังเคลื่อนที่นั้นส่วนมากมาจากความแตกต่างระหว่างความดันอากาศด้านหน้ากับด้านหลังรถยนต์รูปที่ 2.8 แสดงการเคลื่อนที่ของอากาศผ่านรถยนต์ที่มีรูปทรงต่างๆ กัน


รูปที่ 2.8 การเคลื่อนไหวของอากาศผ่านรถยนต์ซึ่งมีรูปทรงต่างๆ
การเคลื่อนไหวของอากาศผ่านรถยนต์ในขณะที่รถยนต์กำลังเคลื่อนที่นั้นแสดงให้เห็นในรูปที่ 2.8 (ก), (ข) และ (ค) บริเวณท้ายรถยนต์จะมีอากาศหมุนวนซึ่งมีความเร็วสูงกว่าอากาศบริเวณหน้ารถยนต์ ดังนั้นความดันอากาศบริเวณท้ายรถยนต์จึงต่ำกว่าอากาศบริเวณหน้ารถยนต์ จึงเกิดความแตกต่างของความดันซึ่งทำให้เกิดแรงต้านอากาศขึ้น
รูป (ก) แสดงลักษณะของรถยนต์โดยทั่วๆ ไป อากาศหมุนวนท้ายรถยนต์มีจำนวนปานกลาง รูป (ข) แสดงลักษณะของรถตู้ อากาศหมุนวนท้ายรถตู้มีจำนวนมาก รูป (ค) แสดงลักษณะของรถบรรทุกซึ่งมีอากาศหมุนวนจำนวนมากกว่ารถตู้ รูป (ง) แสดงอากาศหมุนวนจำนวน น้อยของรถยนต์ในอุดมคติ
ดังนั้นในการออกแบบรูปทรงของรถยนต์เพื่อลดแรงต้านอากาศจะต้องพยายามลดอากาศหมุนวนบริเวณท้ายรถยนต์ให้เหลือน้อยที่สุด
รูปทรงของวัตถุที่เพรียวลม
วัตถุรูปทรงคล้ายหยดนํ้าจะเป็นรูปทรงที่เพรียวลมและให้แรงต้านอากาศตํ่า วัตถุทรงหยดน้ำที่ยาวเกินไปนั้นถึงแม้ว่าจะสามารถลดอากาศหมุนจนเหลือน้อยมากก็ตาม แต่แรงฉุดจะเพิ่มขึ้นที่บริเวณผิวสัมผัสของทรงหยดนํ้ากับอากาศ จึงทำให้แรงต้านอากาศรวมเพิ่มขึ้น ในทางตรงข้าม วัตถุทรงหยดน้ำที่สั้นเกินไปจะมีอากาศหมุนบริเวณส่วนท้ายมากถึงแม้ว่าแรงฉุดที่บริเวณผิวสัมผัสจะน้อยก็ตาม ทำให้แรงต้านอากาศรวมเพิ่มขึ้น ดังนั้นวัตถุทรงหยดนํ้าจะต้องไม่สั้นหรือยาวเกินไป ค่าที่เหมาะสมสำหรับวัตถุทรงหยดนํ้าที่ให้แรงต้านอากาศน้อยที่สุดคือ a/b = 1/2.5 ตามรูปที่ 2.9


รูปที่ 2.9 สัดส่วนที่เหมาะสมของวัตถุทรงหยดน้ำ

ปัจจัยที่มีผลต่อแรงต้านการหมุนของล้อ

Comments Off

Posted on : 21-05-2013 | By : Author | In : การทำงานของเครื่องยนต์
1 Star2 Stars3 Stars4 Stars5 Stars (1 votes, average: 5.00 out of 5)
Loading ... Loading ...

ปัจจัยต่างๆ ที่มีผลต่อแรงต้านการหมุนของล้อพอสรุปได้ดังนี้
1. ยางธรรมดามีแรงต้านการหมุนของล้อสูงกว่ายางเรเดียล ดูรูปที่ 2.6
2. ยางที่มีชั้นผ้าใบมากขึ้นหรือมีดอกยางหนาขึ้นจะมีแรงต้านการหมุนของล้อมากขึ้น เนื่องจากเกิดการเสียดทานสูงภายในเนื้อของยางและเกิดความร้อนสูง
3. ยางรถยนต์ที่ทำจากยางธรรมชาติมีแนวโน้มที่จะมีแรงต้านการหมุนของล้อต่ำกว่ายางที่ทำจากยางสังเคราะห์
4. ผิวถนนแห้ง เรียบ และแข็งจะให้แรงต้านการหมุนของล้อตํ่ากว่าถนนขรุขระ
5. ถ้าความดันลมของยางรถยนต์เพิ่มขึ้น แรงต้านการหมุนของล้อจะลดลง
6. ถ้าอัตราเร็วของรถยนต์เพิ่มขึ้น แรงต้านการหมุนของล้อก็จะเพิ่มขึ้น ทั้งนี้เนื่องจากการยุบตัวของยางมีความถี่มากขึ้น (ในที่นี้จะถือว่าคงที่เพื่อความสะดวกในการคำนวณ)
7. ถ้าขนาดของล้อและยางโตมากขึ้น (ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง) แรงต้านการหมุนของล้อก็จะลดลง (พิจารณาบนถนนแข็ง)
8. การเพิ่มแรงขับเคลื่อนจะทำให้แรงต้านการหมุนของล้อเพิ่มขึ้น ทั้งนี้ เนื่องจากการยุบตัวของชั้นผ้าใบเพิ่มขึ้นและงานที่ต้องการมากขึ้น


รูปที่ 2.6 การเปรียบเทียบแรงต้านการหมุนของล้อสำหรับยางเรเดียลและยางธรรมดา

รัศมียังผลของยางรถยนต์

Comments Off

Posted on : 21-05-2013 | By : Author | In : การทำงานของเครื่องยนต์
1 Star2 Stars3 Stars4 Stars5 Stars (ให้คะแนนความชอบได้ที่นี่)
Loading ... Loading ...

รัศมียังผล (effective rolling radius) เป็นรัศมีของยางที่นำไปใช้ในการคำนวณต่างๆ รัศมียังผลของยางรถยนต์ขนาดต่างๆ แสดงในตารางที่ 2.6 เช่น ยางขนาด 145R10 มีค่ารัศมียังผล เท่ากับ 237 mm
ตารางที่ 2.6 รัศมียังผลของยางรถยนต์ขนาดต่างๆ


นอกจากขนาดของยางดังแสดงในตารางที่ 2.6 นั้น อาจมีข้อมูลอื่นเพิ่มเติมอีกบางส่วน เพื่อให้ทราบขีดความสามารถของยาง เช่น ยางขนาด 195/60 R15 87V มีความหมายที่สมบูรณ์ดังนี้
195 หมายถึงขนาดความกว้างของหน้ายางซึ่งมีหน่วยเป็น mm 60 หมายถึงสัดส่วนความสูงของแก้มยางเป็นร้อยละ 60 ของความกว้างของหน้ายาง สัดส่วนนี้เรียกว่าอัตราส่วนลักษณะยาง (aspect ratio)
R หมายถึงยางเรเดียล
15 หมายถึงขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางของกระทะล้อหรือเรียกว่าขนาดของขอบล้อ มีหน่วยเป็นนิ้ว (inch)
87 หมายถึงดรรชนีการรับภาระสูงสุดของยาง ในที่นี้ดรรชนี 87 แสดงว่ายางสามารถรับภาระได้สูงสุด 545 kg (ดูตารางที่ 2.7)
V หมายถึงสัญลักษณ์อัตราเร็วสูงสุดของรถยนต์ที่ขับขี่โดยใช้ยางเส้นนี้ซึ่งมีค่าเท่ากับ 240 km/h หมายความว่าไม่ควรขับขี่รถยนต์เกิน 240 km/h เมื่อใช้ยางดังกล่าว (ดูตารางที่ 2.8)


ตารางที่ 2.7 ดรรชนีการรับภาระของยางรถยนต์


ตารางที่ 2.8 สัญลักษณ์อัตราเร็วสูงสุดของยาง

แรงต้านการหมุนของล้อกับการประหยัดน้ำมันเชื้อเพลิง

Comments Off

Posted on : 21-05-2013 | By : Author | In : การทำงานของเครื่องยนต์
1 Star2 Stars3 Stars4 Stars5 Stars (ให้คะแนนความชอบได้ที่นี่)
Loading ... Loading ...

แรงต้านการหมุนของล้อมีผลกระทบโดยตรงต่อการสิ้นเปลืองนํ้ามันเชื้อเพลิงอย่างมีนัยสำคัญ ถ้าสามารถลดแรงต้านการหมุนของล้อให้น้อยลงก็จะช่วยประหยัดน้ำมันเชื้อเพลิงได้มากขึ้น
ตารางที่ 2.4 แสดงตัวอย่างของการประหยัดนํ้ามันเชื้อเพลิงของรถยนต์ที่ขับขี่ด้วย อัตราเร็วคงที่ โดยการลดค่าแรงต้านการหมุนของล้อลงจากเดิมร้อยละ 20
ตารางที่ 2.4 การประหยัดน้ำมันเชื้อเพลิงที่อัตราเร็วคงที่ของรถเก๋ง เมื่อลดแรงต้านการหมุนของล้อลงร้อยละ 20


การประหยัดน้ำมันเชื้อเพลิงจะมีผลเห็นได้ชัดเจนขึ้นเมื่อขับขี่ด้วยอัตราเร็วคงที่ แต่การขับขี่โดยทั่วไปซึ่งอัตราเร็วเปลี่ยนแปลงขึ้นลงอยู่เสมอนั้นอาจทำให้ไม่เห็นผลการประหยัดชัดเจนนัก ดังนั้นการประหยัดน้ำมันเชื้อเพลิงเนื่องจากการลดลงของแรงต้านการหมุนของล้อจะมีผลเห็นได้ชัดเจนเมื่อขับขี่บนทางด่วนหรือขับขี่ออกต่างจังหวัด มีผู้ทำการทดลองเกี่ยวกับการลดแรงต้านการหมุนของล้อและให้ผลสรุปว่า ถ้าลดแรงต้านการหมุนของล้อลงร้อยละ 20 จะช่วยประหยัดน้ำมันเชื้อเพลิงลงได้ประมาณร้อยละ 4
เนื่องจากแรงต้านการหมุนของล้อมีค่าน้อยเมื่อเปรียบเทียบกับแรงต้านทั้งหมด ดังนั้น การลดลงของแรงต้านการหมุนของล้อจะมีผลน้อยมากต่อเวลาที่ใช้ในการเร่งรถยนต์
การประหยัดนํ้ามันเชื้อเพลิงจะมีผลซึ่งเห็นได้อย่างชัดเจนในรถยนต์ขนาดใหญ่ เช่น รถยนต์บรรทุกและรถยนต์โดยสาร เพราะว่าแรงต้านการหมุนของล้อมีค่าค่อนข้างมากและอัตราเร็วสูงสุดของรถยนต์ก็มีค่าไม่สูง และมักจะขับขี่ด้วยอัตราเร็วค่อนข้างคงที่
ตารางที่ 2.5 แสดงตัวอย่างของการประหยัดน้ำมันเชื้อเพลิงของรถยนต์บรรทุกที่มีภาระเต็มโดยลดแรงต้านการหมุนของล้อลงร้อยละ 20 ในการขับขี่โดยทั่วไปพบว่าเมื่อลดแรงต้านการหมุนของล้อลงร้อยละ 20 จะประหยัดน้ำมันเชื้อเพลิงได้ประมาณร้อยละ 7
ตารางที่ 2.5 การประหยัดน้ำมันเชื้อเพลิงที่อัตราเร็วคงที่ของรถยนต์บรรทุก เมื่อลดแรงต้านการหมุนของล้อลงร้อยละ 20


โครงสร้างของยางก็มีส่วนทำให้แรงต้านการหมุนของล้อเปลี่ยนแปลง เมื่อเปรียบเทียบระหว่างยางธรรมดากับยางเรเดียล พบว่ายางเรเดียลมีแรงต้านการหมุนของล้อต่ำกว่ายางธรรมดา
ประมาณร้อยละ 20-30
รูปทรงของยางก็มีส่วนสำคัญเช่นกัน ยางที่มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางโตและหน้ายางแคบจะมีค่าสัมประสิทธิ์แรงต้านการหมุนของล้อตํ่ากว่ายางที่มีเส้นผ่านศูนย์กลางเล็กและหน้ายางกว้าง ส่วนยางที่มีดอกยางตื้นจะมีคำสัมประสิทธิ์แรงต้านการหมุนของล้อต่ำกว่ายางที่มีดอกยางลึก
องค์ประกอบของยางก็มีความสำคัญด้วยเช่นกัน เพราะเป็นส่วนที่ช่วยควบคุมการเกิดความร้อนขึ้นภายในยาง ในขณะที่ยางหมุนไปบนถนนนั้น ยางจะยุบตัวและคืนตัวสลับกันและทำให้เกิดความร้อนขึ้น ความร้อนของยางไม่มีผลโดยตรงต่อค่าสัมประสิทธิ์แรงต้านการหมุนของล้อ อย่างไรก็ตาม เนื่องจากปริมาตรของอากาศภายในยางรถยนต์มีค่าเกือบคงที่ การเพิ่มของอุณหภูมิจะทำให้ความดันของอากาศภายในยางรถยนต์เพิ่มขึ้น
สัมประสิทธิ์แรงต้านการหมุนของล้อ (Kr) ไวต่อความดันอากาศในยางรถยนต์มาก เพราะความดันมีผลต่อการยุบตัวของยาง
การเสียศูนย์ของล้อก็ทำให้แรงต้านการหมุนของล้อเพิ่มขึ้น เพราะการเสียศูนย์ของล้อ ทำให้เกิดมุมลื่นไถล (slip angle) แตกต่างกัน ซึ่งนำไปสู่การเกิดแรงกระทำด้านข้าง และยังทำให้ความสามารถในการยึดเกาะถนนลดลงอีกด้วย เรื่องนี้เป็นปัญหามากสำหรับรถยนต์ที่ใช้ล้อศู่ แต่ในปัจจุบันได้มีการออกแบบโดยใช้ล้อเดี่ยวขนาดยางกว้างแทนล้อคู่เพราะล้อเดี่ยวขนาดใหญ่จะมีแรงต้านการหมุนของล้อต่ำกว่าล้อคู่
การออกแบบยางรถยนต์นอกจากจะคำนึงถึงแรงต้านการหมุนของล้อแล้ว ยังต้องคำนึงถึงสมบัติในการยึดเกาะถนน อายุการใช้งาน และราคาของยางอีกด้วย ยางเรเดียลมีราคาแพงกว่ายางธรรมดาแต่มีแรงต้านการหมุนของล้อต่ำกว่า ยึดเกาะถนนดีกว่า และมีอายุการใช้งานยาวนานกว่า

การหาแรงต้านการหมุนของล้อบนไดนาโมมิเตอร์

Comments Off

Posted on : 21-05-2013 | By : Author | In : การทำงานของเครื่องยนต์
1 Star2 Stars3 Stars4 Stars5 Stars (ให้คะแนนความชอบได้ที่นี่)
Loading ... Loading ...


รูปที่ 2.5 การหาแรงต้านการหมุนของล้อโดยใช้ไดนาโมมิเตอร์
ในการหาแรงต้านการหมุนของล้อสามารถทำได้โดยทดสอบบนไดนาโมมิเตอร์ (dyna¬mometer) ล้อของรถยนต์จะสัมผัสกับดรัมทรงกระบอกของไดนาโมมิเตอร์แทนการสัมผัสกับถนนเรียบ ดังแสดงในรูปที่ 2.5 โดยทั่วไปแล้วมักใช้ดรัมที่มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 1.6
m
การยุบตัวของยางเมื่อสัมผัสกับดรัมทรงกระบอกจะมากกว่าการยุบตัวของยางที่สัมผัสกับถนน ดังนั้นแรงต้านการหมุนของล้อที่ทดสอบได้โดยไดนาโมมิเตอร์จะมีค่าสูงกว่าแรงต้านการหมุนของล้อบนถนนระดับเล็กน้อย นั้นคือ ค่า Kr ที่หาได้จากการทดสอบบนดรัมทรงกระบอกมีค่าสูงกว่า ค่า Kr จริงบนถนน ความสัมพันธ์ระหว่างค่า Kr ของทั้งสองกรณีคือ

เมื่อ     Krd    = สัมประสิทธิ์แรงต้านการหมุนของล้อบนดรัมทรงกระบอก
Kr    = สัมประสิทธิ์แรงต้านการหมุนของล้อบนถนนระดับ
d    = เส้นผ่านศูนย์กลางของยางรถยนต์
dd    = เส้นผ่านศูนย์กลางของดรัมทรงกระบอก
จากสมการดังกล่าว ถ้ายางรถยนต์ที่ทดสอบบนไดนาโมมิเตอร์มีเส้นผ่านศูนย์กลางเท่ากับ 0.6 m ดรัมทรงกระบอกของไดนาโมมิเตอร์มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 1.6 m และการทดสอบพบว่าได้ค่า Krd เท่ากับ 0.0175 ดังนั้นสามารถคำนวณหาค่า Kr บนถนนจากสูตรดังกล่าวข้างต้นได้ดังนี้